กรกฏา’14 กับหนังที่ได้ดู

02/07/14 – Nineteen Eighty-Four (Michael Radford/ UK/ 1984) – 3.5/5

 โชคดีที่ได้อ่านหนังสือก่อนเพราะถ้าไม่เช่นนั้นเราคงงงแดกกับภาษาจำพวกภาษาทางการต่างๆที่ไม่ค่อยรู้อยู่แล้วกอปรกับภาษาของอิงซ๊อคเองที่ไม่รู้ที่มาที่ไป (หรือไม่ก็อธิบายที่มาจากไอ้พวกภาษาทางการเทือกนั้นอีกทอดหนึ่ง) การดูหนังเรื่องนี้หลังจากเพิ่งอ่านหนังสือจบไปก็พบปัญหาเดียวกับหนังที่ทำมาจากหนังสือทั้งหลายนั้นแลอันคือการที่มันไม่ได้ตรงกับความคิดหรือภาพที่เรายอมรับไว้แต่แรก โอเคล่ะว่าหนังมันเคารพต้นฉบับพอควรทีเดียว มันเล่าเรื่องแบบ 3 องค์เหมือนภาคทั้ง 3 ในหนังสือ ตัดบางส่วนที่ไม่จำเป็นในการนำพาเรื่องทิ้งไป แต่เพราะมันซื่อตรงและตัดทอนนี่แหละที่ทำให้เราชอบหนังสือมากกว่าตัวหนังมากๆ ช่วงสององค์แรกนี่เราเบื่อมากๆเพราะมันไม่มีประเด็นอื่นใดแทรกเข้ามาให้คนอ่านหนังสือมาแล้วอย่างเราได้จับต้อง มันเป็นเพียงแค่การเล่าเรื่องในทางที่วางไว้หมดแล้วแถมการตัดบรรยากาศรอบทางเดินนี่ก็ทำให้เราหงุดหงิด

อย่างไรก็ตามในองค์ที่สามของมันยังทำให้เราขนลุกซู่ได้ไม่ต่างจากในหนังสือเลย ภาพของการล้างสมองแบบสัมบูรณ์เยี่ยงนี้มันตรึงในโสตประสาทจริงๆ ที่จบลงด้วยความหดหู่มากพอๆกัน

สำหรับใครที่ยังไม่เคยทั้งอ่านหนังสือหรือดูหนังเรื่องนี้ ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมมากๆแล้วครับในการนำเอาเหตุการณ์ในเรื่องมาผูกโยงกับประเทศเราในตอนนี้

ปล. เดี๋ยวจะเอาเวอร์ชั่นของปี 1956 มาดูต่อไป

04/07/14 – The Wind Rises (Hayao Miyazaki/ Japan/ 2013) – 3/5

หนังมันงดงามทั้งภาพ, ลายเส้นและเรื่องเล่า แต่เรากลับไม่สามารถสัมผัสซึมซับความงามเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในใจได้ซักเท่าไหร่ คือเรื่องที่มันเล่านี้มันสามารถทำให้เราหรือใครๆตายได้เลยแหละเพราะมันว่าด้วยเรื่องของความฝัน การมุ่งมั่นไปสู่สิ่งที่ฝัน ความรักทั้งต่อความฝันเองและต่อตัวบุคคลหรือกับเรื่องของการเดินสวนทางกันเองของทั้งสองสิ่งแต่เรากลับไม่สามารถจินตนาการไปถึงความฝันในเรื่องควบคู่ไปกับตัวจิโร่ได้ ส่วนเรื่องรักนั้นกลับยิ่งกลายเป็นความง่อยเปลี้ยที่เราต้านทานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแล้วในชั่วโมงครึ่งแรกของมันเราเลยไปจดจ่อกับบริบทของสังคมในเรื่องมากกว่าอันเป็นช่วงเวลาสำคัญต่างๆในญี่ปุ่นโดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เราชอบในเรื่องความคิดก้าวหน้าของชนชาวญี่ปุ่นต่อประเทศที่เจริญแบยยุโรป ความคิดความฝันที่ต้องแลกมาด้วยการสนับสนุนของการทำล้ายร้างอย่างสงครามที่มันย้อนแย้งกันดี

อย่างไรก็ตามการขมวดปมให้งวดเข้าโดยการนำความฝันกับความรักมาผสานและขัดแย้งกันในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายไล่เรียงไปจนจบหนังนั้นมันทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเรื่องของหนังอีกครั้งเพราะสุดท้ายทุกอย่างมันแตกสลายไปหมดเลย ทั้งความฝันและความรัก ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเลยกลายเป็น reality ในหนังที่เต็มไปด้วย Dream มาตลอดทาง แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันสายเกินไปแล้ว

05/07/14 – Raped By an Angel 3: Sexual Fantasy of the Chief Executive (Aman Chang/ HK/ 1998) – 3/5

เกริ่นนำ:
นานมากแล้วเมื่อเรายังเรียนชั้นประถม วัดใกล้บ้านมีการฉายหนังกลางแปลงล้อมกำแพงเก็บเงิน ค่าตั๋ว 10 บาท เราจำได้ว่าเราอยากดูหนังเรื่องนั้นมากๆ มันคือหนังไทยเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง (นิรัตติศัย กัลย์จาฤก, 2537) เรารีบเข้าไปนั่งรอหนังฉายพร้อมมะม่วงที่แม่เพื่อนให้มาเป็นของขบเคี้ยว แต่แล้วพอหนังฉาย มันกลับไม่ได้เริ่มด้วยหนังไทยเรื่องนั้น มันกลับเป็นหนังจีนเรื่องหนึ่ง มันพูดถึงชายใส่หน้ากากนักข่มขืนกับเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมเพื่อการจับตัวชายผู้นั้น ใช่! มันเป็นหนังอาร์ที่เห็นปทุมถันโดดเด้งชัดเจน ถ้าจำไม่ผิด ณ โมเม้นต์นั้นเราตื่นเต้นมากๆที่ได้เห็นได้ดูหนังเรต III ของฮ่องกงเป็นครั้งแรก แถมดูบนจอขนาดใหญ่ ที่สำคัญเราจำได้ว่าหนังสนุกมาก สนุกจนอยากจะดูมันอีกครั้งแต่ก็หาดูไม่ได้ซักที แล้วกาลเวลาก็ผ่านไปนานนม จนเมื่อโลกมีบิตทอร์เรนให้โหลดหนังดูได้และมีคนปล่อยหนังชุดนี้ทั้ง 5 ภาค มันเลยได้กลายมาเป็นการตามหาหนังในความทรงจำของเรา แต่เดี๋ยวก่อน! มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องที่เราตามหาอาจจะไม่ได้อยู่ในหนังชุดนี้เลยก็ได้! ดังนั้นแล้วนี่ก็คือการดูหนังบำบัดจิตที่มาพร้อมกับความท้าทาย…มหากาพย์สัดๆอะ

ผลที่ได้:
มันก็ยังไม่ใช่หนังเรื่องนั้นอยู่ดี T-T

ดีหน่อยที่หนังมันไม่เดินตามพล๊อตเดิมอีกแล้ว (เรื่องรักระหว่างตัวเอกสองพระนางที่ต้องเข้าไปตามล่าฆาตกรโรคจิตนักข่มขืน) แต่เป็นการพลิกพล๊อตไปเลยอันว่าด้วย CEO ผู้กำลังขาขึ้นไปสู่การเป็นนักการเมืองน้ำดีที่พบว่าตัวเองมักเกิดภาพหลอนเห็นหญิงสาวเปลือยตลอดเวลาพร้อมๆกับเหตุการณ์ข่มขืนในตึกที่เขาทำงานอยู่ หนังมุ่งสู่ความเป็นหนังทริลเลอร์สืบสวนอย่างแบบรูปเต็ม ผลักเรื่องการล้างแค้นเป็นเรื่องรอง แม้ว่ามันจะออกมาไม่ค่อยน่าจดจำเท่าใดนักแต่มันก็ดีกว่าในแง่ของการฉีกแนวหนังชุดนี้ออกไปบ้าง โดยหนึ่งในเหตุผลนั้นอาจคือมันกำกับโดย ผกก คนเดียวกับภาคที่แล้วที่อาจต้องการเปลี่ยนแนวทางของหนังออกไปบ้าง (อันนี้เดาเอา)

ส่วนที่ชอบที่สุดคือการที่มันพูดถึงการสะกดจิต ซึ่งในเรื่องมันเป็นยุคแรกเริ่มของอินเตอร์เนตที่การจะเข้าไปเล่นต้องเสียบสายโทรศัพท์เข้าเครื่องคอม ต่อสายแล้วก็รอสัญญาณ (ที่เรียกกันว่ายุค 56k) โดยหนังมันใช้ไอ้เสียงสัญญาณเวลาเชื่อมต่อเน็ตติดแล้วมาเป็นอุปกรณ์ในการสะกดจิต ซึ่งมันเริดตรงที่อีกหลายสิบปีต่อมา เหล่าเราๆก็ติดอินเตอร์เน็ตกันอย่างงอมแงมไม่ต่างไปจากการโดนสะกดจิตเลย

อีกเรื่องคือตอนดูหนังชุดนี้เรามานั่งคิดเล่นๆ มาตั้งคำถามถึงเรื่องอาชีพและเพศสภาพของทั้งผู้กระทำและถูกกระทำในหนังว่าแต่ละภาคมันมีความเกี่ยวเนื่องใดๆกันหรือไม่? ซึ่งสองภาคแรกพบว่าน่าจะมีแต่ภาคนี้มันกลับเบรคเรื่องเหล่านั้นออกไปเกือบทั้งหมด เว้นเสียแต่ตอนจบหักมุมที่ทิ้งไว้เป็นปริศนาให้ไว้ติดตามต่อ

ปล. ไอ้หนังที่ตามหาคงไม่ใช่หนังชุดนี้แล้วล่ะเพราะดูจากปีที่ฉายมันเลยจากปีที่เคยดูมาเยอะแล้ว ก็คงจะตามดูให้จบครบทั้ง 5 ภาคแล้วไปตามหาหนังเรื่องนั้นกันต่อไป

06/07/14 – Magic Magic (Sebastián Silva/ Chile, USA/ 2013) – 4.5/5

เฮี้ยนตั่งแต่วินาทีแรกแล้วก็ไต่ระดับความเฮี้ยนมากขึ้นเรื่อยๆจนแตกดังโพล๊ะเมื่อหนังจบลง อีสัด! กูกลัวแล้วจ้าาาาา

เอาจริงๆถ้าพูดกันตามเนื้อผ้าของหนังแล้วมันแทบไม่มีอะไรเลยนะกับพล็อตอันแสนสามัญอันว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นไปพักร้อนในชิลีโดยนางเอกของเราแค่ตามญาติไปเที่ยวซึ่งก็ไปพบกับความฉิบหายตามแนวทางหนังแนวนี้ แต่สิ่งที่หนังแม่งทำได้ดีมากๆคือการสร้างบรรยากาศอันไม่น่าไว้ใจใดๆที่มันเริ่มต้นตั้งแต่เปิดเรื่องเลย ต้่งแต่ภาพบรรยากาศที่่แลดูนิ่งเรียบแต่กลับไม่รู้สึกสงบ การขึ้นไตเติ้ลหนังเพียงแค่เสี้ยววินาที (แค่เสี่ยววินาที ตามนั้นเลยจริงๆ!) ก่อนไล้กล้องไปตามลำตัวของตัวละครอย่างแปลกประหลาดเพื่อเข้าสู่ chaos เล็กๆในตอนต้นเรื่อง แล้วจึงค่อยๆเพิ่มระดับความไม่น่าไว้ใจขึ้นเรื่อยๆด้วยการใช้ซาวด์ที่กดดันโสตประสาทขึ้นทุกทีๆในเหตุการณ์ที่ค่อยๆฉิบหายขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเรากลับพบ(ไปเอง)ว่าเสียงนกน้องได้กลายไปเป็นการกรี๊ดร้องบีบโสตประสาทและภาพของต้นไม้พริ้วไหวได้กลายเป็นผีสางหลอกหลอนไปแล้ว

ผู้กำกับเก่งมากจริงๆในการเล่นกับความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของผมชม ชุดกระชากลากจูงอารมณ์และความนึกคิดไปตามใจต้องการด้วยจังหวะที่แน่นอนทั้งๆที่ชุดเหตุการณ์หลายๆซีนนั้นเป็นเพียงซีนแสนธรรมดาสามัญ เหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆจึงไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการอธิบายใดๆเพราะคำถามที่มันเกิดขึ้นนี่แหละที่มันจะคอยหลอกหลอนคนดูตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งของหนัง

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือความเฮี้ยนแบบสุดกู่ของอีจูโน เทมเปิ้ล คุณเธอว์เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ กราบๆๆๆๆๆๆ

09/07/14 – Begin Again (John Carney/ US/ 2013) – 4/5

หนังมันโลกส๊วยสวย แสงส่องสว่างจ้าแสบตา การทำเรื่องตามแต่ใจแต่สำเร็จได้ง่ายๆแบบนี้เราไม่กล้าอินนะเอาจริงๆ

โอเค นั่นคือข้อเสียของหนัง ส่วนที่เหลือเราพบว่าเราหลงรักมันจังเลย ในแต่ละปีเราจะได้พบกับหนังแบบนี้ปีละเรื่องโดยประมาณคือเป็นหนังที่ตัวเราเองมักจะแพ้ทางให้เสมอๆ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยคือเพลงช่วยหนังได้เยอะมากจริงๆ ยิ่งเราได้ฟังได้ชอบมาก่อนดูหนังแล้ว การร้องเพลงคลอไปกับหนังมันวิเศษดีจังจนทำให้เกลียดหนังไม่ลงจริงๆให้ดิ้นตาย

ชอบที่มันพูดถึงตลาดวงการเพลงด้วย พวกการสร้างศิลปิน การมองศิลปินเป็นสินค้าเพื่อการค้ามากกว่าศิลปะ กับไอเดียการอัดเสียงนอกห้องอัด ก็รู้แหละว่าในความเป็นจริงๆมันคงไม่เวิร์ค แต่คิดว่ามันน่าจะดิบสดและแปลกใหม่ดี

หลายๆซีนน่าจดจำทีเดียวโดยเฉพาะพวกซีนที่ตัวละครร้องเพลงต่างๆ มันมีสเน่ห์ดีจัง แต่ซีนที่เราชอบมากที่สุดคือซีนเดินฟังเพลงคู่กันยามค่ำคืนในนิวยอร์ค ไม่ใช่เพราะมันโรแมนติกอะไร แต่เพราะมันคือการแชร์สิ่งที่รักและการเปิดใจร่วมกัน โมเม้นต์แบบนั้นมันคงอุ่นดี (ตอนบอกว่าเราต้องเต้นนี่เรากรี๊ดอยู่ในใจคนเดียว)

ดูจบอยากยัดเพลงลงไอโฟน ยัดหูฟังใส่หู ฟังเพลงไป มองโลกรอบตัวไป หวังว่าเผื่อจะได้เรื่องราวที่เป็นของตัวเองบ้าง

ปล. ไนลีย์หรือจะสู้สเตนฟิลด์ อันนี้พูดเลอ

ปลล. Lost Stars กลายเป็นริงโทนในมือถือเราไปแล้วจ้าาาาา

10/07/14 – Tromeo & Juliet (Lloyd Kaufman/ US/1996) – 3.5/5

เป็นการเอาบทประพันธ์ระดับโลกสุดคลาสสิคมาดัดแปลงได้อย่างหลุดโลกและไปสุดไกลหล้ามาก เปลี่ยนบริบททั้งหลายจากของเดิมมาเสริมความพังค์ให้สุดขอบจักรวาล เสริมเติมทุกอย่างเข้ามาผสมโรงแบบไม่บันยะบันยังใดๆ เอาสองตระกูลมาทำหนังโป๊แล้วแตกคอกันเพราะเรื่องชู้ พ่อโทรมีโอเป็นคนดำ พ่ออีจูเรียตผู้พยายามจะล่อลูกสาวตัวเองตลอดเวลา ลอนดอนผู้เป็นมาโซคิสขายหมู จูเรียตสาวไบมังสวิรัติ ส่วนอีโทรมีโอก็ต๊องเกินบรรยาย

หนังเต็มไปด้วยความคัลล์แบบสุดกู่ มันมีทั้งเจี๊ยวยักษ์ปีศาจ ท้องปริแตกเป็นป๊อปคอร์น ระเบิดสมองด้วยทีวี นมเนิมมาเต็มไปหมดหรือแม้แต่หัวหลุดแขนขาดกันเป็นว่าเล่น แถมยังกล้าเดินไปสู่การท้าทายศีลธรรมพร้อมกับเสียงหัวเราะของเชคสเปียร์ในท้ายที่สุด

ดูจบแล้วสะใจแกมสุขใจเหนือบรรยายกับการเอาสิ่งที่คนคิดว่าสูงส่งมายำได้มันส์ขนาดนี้

16/07/14 – Dawn of the Planet of the Apes (Matt Reeves/ US/ 2014) – 3.5/5

– หนังสนุกดี ตื่นเต้นเร้าใจเป็นช่วงๆ แต่เสียอย่างเดียวคือมันไม่สามารถทำให้ประทับใจได้เท่าไหร่ หนึ่งคือแนวคิดบางอย่างของหนังและอีกหนึ่งความธรรมดาอย่างมากของคอนฟลิคที่เป็นตัวแปรของเรื่อง

– หนังภาคที่แล้วมันพูดถึงเรื่องการปฏิวัติของชนชั้นและการล่มสลายของรัฐ (จากไวรัส 112 ที่เดิมมีไว้เพื่อช่วยชีวิตแต่กลับคร่าชีวิตผู้คนในที่สุด) ภาคต่อนี้มันเลยไปพูดถึงเรื่องการปกครองและผลของมัน

– กล่าวคือเราเห็นการปกครองในหนังของทั้งสองฝั่งคล้ายๆกัน นั่นคือการปกครองโดยคนๆเดียวเพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องทีมาของการปกครองนั้น ฝ่ายลิงใช้การปกครองแบบนี้ในเหตุผลของการเริ่มต้นของความเป็นสังคม ส่วนฝ่ายมนุษย์ปกครองด้วยเหตุผลของการล่มสลายของรัฐ มันเลยน่าคิดว่าก่อนที่สังคมใดๆมันจะมีการปกครองแบบกระจายอำนาจโดยคนหลายๆคน ไอ้การปกครองแบบคนๆเดียวแบบนี้แหละที่มันต้องเกิดขึ้นมาก่อน หลีกหนีไม่ได้ มันคือการปกครองที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไม่อาจปฏิเสธได้

– กอปรกับการที่หนังมันพูดถึงเรื่องความคิดต่างในมวลหมู่ได้น่าสนใจดี ผลของความแตกแยกในเหล่าลิงมีเหตุมาจากภาพจำในอดีต ซีซ่าจดจำด้านที่ดีของมนุษย์ไว้แต่โคบาไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น ส่วนความฉิบหายของหมู่มนุษย์นั้นคือความไม่เชื่อใจและความต่างในเผ่าพันธุ์….ทั้งนี้ทั้งนั้นเราให้ค่าของทั้งลิงและคนเท่ากันนะ

– แล้วพอไอ้ความคิดต่างเหล่านั้นมันตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบคนๆเดียวอย่างที่ว่าไป มันจึงกลายไปเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการกระทำของความติดต่างเหล่านั้น ในที่นี้คือการทำลายระบอบเก่าจากราชาธิปไตยซีซ่าไปเป็นทรราชโคบาในฝ่ายลิง ส่วนฝ่ายมนุษย์กลายเป็นคณาธิปไตยไป เมื่อมองไปถึงการเอาชนะไวรัส 112 ได้และการที่ส่วนกลางส่งคนมาช่วยในตอนท้าย

– แต่สุดท้ายเมื่อหนังจบมันก็วกกลับไปในวงจรเดิมอยู่ดี ในระบอบเดิมอยู่ดี ไม่ได้เดินหน้าไปไหน ซึ่งก็เข้าใจได้แหละหากมันจะมีภาคต่อไป

– และหากหนังมันเดินไปตามสเตปแบบนี้ สเตปของประวัติศาสตร์ จึงคาดการณ์ได้ว่าหนังภาคหน้าจะเริ่มเข้าสู่เรื่องราวของสงคราม จะเป็นการล่าอาณานิคมหรือล้างเผ่าพันธุ์ก็ว่ากันไป แล้วก็ไปเชื่อมต่อกับหนังต้นฉบับต่อไป (ถ้ามันไม่ต้องการยืดไปหลายภาคเพื่อกินยาวๆอะนะ)

– อนึ่ง สิ่งที่หนังเน้นเสมอคือการแสดงให้เห็นว่า เด็ก คือผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเสมอๆ

– ปล. มึงเอาออสการ์เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยมไปเถอะ ออ! อีกอย่าง อีเซอร์คิสควรได้เข้าชิงสาขานักแสดงนำนะ

18/07/14 –  The Fault In Our Star (Josh Boone/ US/ 2014) – 2/5

 – หนังไม่เหมาะกับคนอย่างเราโดยสิ้นเชิง

– โอเคล่ะ หนังเปิดทางให้จิ้นให้แทนตัวเองเข้ากับตัวละครได้เต็มที่ ถ้าชีวิตยังใสๆอยู่เหมือนตัวละครก็ปล่อยใจตามหนังไปโลดได้เลย หนังกระซวกจู่โจมได้แน่ๆ ส่วนเราที่ผ่านการที่พ่อตาย แม่เสีย โดนคนหักอกมาหมดแล้วขอนั่งขำแบบจริงๆจังๆในความโนเนะของหนังแทนละกัน

– ก็เพราะเอาเข้าจริงไอ้ความรักในเรื่องมันคือสิ่งๆเดียวกันกับโรคร้ายของตัวละครเลย ยิ่งมันพูดเรื่องการจดจำด้วยแล้วมันเลยยิ่งอาการหนักเข้าขั้นโคม่าเข้าไปอีก

– ซีเรียจรี่เลยนะ ในชีวิตส่วนตัวเราไม่อยากให้ใครมาจดจำเราเลยจริงๆ ประสบการณ์การเสียพ่อ-แม่หรือใครบางคนไปมันเจ็บปวดเกินไป เจ็บปวดก็เพราะไอ้การจดจำเหล่านั้นนั่นแหละที่มันเกิดขึ้นมาเองตามรายทางที่เดินคู่กันมา เหมือนกับการที่เราคุยกับคู่รักของเราว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายตายจากไปก่อนเพราะเรารู้ว่ามันต้องเจ็บปวดมากแน่ๆกับภาพความทรงจำที่มีร่วมกัน นี่แหละที่เราเห็นว่าหนังมันป่วย มันโคม่ามากๆ มึงจะอยากให้คนจดจำอะไรกันนักหนา ไม่คิดถึงคนมีชีวิตอยู่กันเลย

– แล้วไอ้การจดจำนี่มันก็ส่งผลโดยตรงต่อผลแห่งความป่วยทางกายภาพเหมือนกันนะ ที่เราไม่เลือกความตายเพราะเรากลัวสูญเสียความทรงจำเหล่านั้นหรือเปล่า? หรือเราอาจจะกลัวไม่เป็นที่จดจำเหมือนอย่างที่ตัวละครในหนังมันเป็น ไม่ว่าจะให้กี่คนจดจำ ผลสรุปมันก็มีแต่ผลลบกับลบเท่านั้นแหละ

– ขอย้ำอีกครั้งว่าการจดจำดีๆมันมักเกิดขึ้นมาเองเสมอๆ มันห้ามกันไม่ได้และมักจะมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่มีร่วมกัน ดังนั้นแล้วชีวิตจริงมันเลยโดนทั้งขึ้นทั้งร่องอย่างที่เป็นๆกัน

– เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ตัวละครที่เราแนบเคียงได้มากที่สุดและพร้อมใจไปอยู่ฝั่งเดียวกับเธอ คืออีแฟนสาวนมใหญ่ของไอ้เพื่อนตาบอดของพระเอกนั้นแล เพียงแต่เราคงไม่กล้าหักดิบแบบนั้นได้

– สุดท้าย ความตายมันเลยไม่ใช่เรื่องสวยงามพอๆกับการมีชีวิตอยู่นั้นแหละ ใช่ค่ะ เพราะโลกบังคับให้กูร้ายยยยย

ปล. อีตอนไปเที่ยวบ้านแอน แฟรงก์เพื่อเปรียบกับชีวิตนางเอกนี่เราขำมากเลยนะ บริบทมันไม่ใช่เลยอะ

ปลล. แต่เราชอบลุคของเชย์ลีนนะ ไม่ต้องสวยเช้ง ไม่ต้องหุ่นดีมาก แค่ตาโตและผมสั้นก็ดูดีแล้ว แต่เสียดายตัวละครของ วิลเลี่ยม เดโฟ มากที่มาดีมากในฉากแรก แต่เสือกมาตายสนิทในตอนท้าย เหอออออ แต่การได้เห็นลอร่า เดิร์นบนจออีกครั้งทำให้เรามีความสุขเล็กๆ

20/07/14- All Is Lost (J.C. Chandor/ US/ 2013) – 3/5

–  หนังไม่เหมาะกับการดูจอเล็กๆเลย พลังของธรรมชาติเอย พลังของการเอาตัวรอดเอยมันลดลงไปกว่าครึ่งจริงๆ ยิ่งหนังมันไม่ต้องการเร้าอารมณ์ใดๆ พลังทางภาพและเสียงจึงถือว่าสำคัญมากที่สุด

– เราไม่อินกับเรื่องการเอาตัวรอดในหนังเท่าไหร่นักเพราะดูจากการกระทำของตัวละครมันแสดงให้เห็นถึงความโชกโชนประสบการณ์มากทีเดียว การทำสุดความสามารถแล้วหากจะเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยมันเป็นไปเถิด ดีนะที่หนังมันยังใจดี (แต่เราอยากให้หนังใจร้ายมากกว่า)

– หนังบอกกับเราว่าเราหลีกหนีจากทุนนิยมไปไม่พ้นหรอก ถ้าไม่โดนผลกระทบดั่งตู้คอนเทนเนอร์ชนเรือโคร่มในช่วงต้น ก็ต้องยินยอมพร้อมใจไปกับมันด้วยเครื่องมือต่างๆทั้งหลายมากมายเพื่อความอยู่รอด ส่วนความเมตตาในช่วงท้ายถือเป็นเรื่องของโชคชะตาแล้วกัน

– เรายังไม่เคยดู Margin Call หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับที่ได้รับคำชมมากโขอันว่าด้วยการล่มสลายในวิกฤติของการเงิน มีแผ่นแล้วเดี๋ยวจะเอามาดู

21/07/14 – The King of Pigs (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2011) – 5/5

หนักมาก หนักสัดๆ ดูจบถอนหายใจเฮือกใหญ่ ภาวะทางจิตตกต่ำมากเกินกว่าปกติ!!!

ยุคนี้สมัยนี้เราคงไม่ต้องมาพูดกันอีกแล้วล่ะว่าอนิเมชั่นนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้เด็กดูเท่านั้นเพราะเอาเข้าจริงความพิเศษของอนิเมชั่นมันสามารถไปได้ไกลกว่านั้นมากๆ หนึ่งในอนิเมเตอร์ผู้ฉีกแนวอนิเมชั่นออกไปคนหนึ่งที่เรารักมากคือปรมาจารย์ ซาโตชิ คง จากญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ เขาใช้ความพิเศษของมันในการเล่าเรื่องและเปิดเปลือยภาวะภายในของมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยมเปี่ยมพลัง และ ณ บัดนี้เราก็ได้ค้นพบเพชรเม็ดงามเม็ดใหม่จากฟากฝั่งเกาหลีใต้เข้าให้แล้ว ในเรื่องนี้เขาใช้ความเป็นอนิเมชั่นมาเสริมความรุนแรงโดยการ express ภาวะภายในๆเรื่องของความโกรธ ความเกลียดและความกลัวให้ออกมาเป็นภาพเพื่อเสริมส่งเข้ากับสภาพสังคมภายในหนัง

ระดับแรกของหนังคือการนำพาเราไปพบกับสภาพสังคมแบบลำดับชั้นและการ bully ในรูปขนาดย่อมอย่างโรงเรียนที่คนรวยเป็นใหญ่และรุ่นพี่เป็นผู้ควบคุม มองอย่างง่ายเพียงปลายผิวเราอาจมองได้ว่านี่คือเหตุของปัญหาทั้งหมดของผู้คนในสังคม จุดแรกเริ่มของการก่อเกิดความโกรธเกลียดกลัวให้เป็นรากฐานแห่งความรุนแรงที่เกาะกุมติดตัวถาวรในการต่อๆมาดั่งสองตัวละครเพื่อนรักในเรื่อง ระดับต่อมาอันเป็นระดับที่พาหนังไปไกลหล้ามากคือการพยายามต่อสู้กับสิ่งที่เป็นต้นเหตุร้ายๆเหล่านั้นผ่านเด็กอย่าง คิม-ชุล ผู้มีแนวคิดสุดขั้วว่า เราจะฆ่าปีศาจได้ด้วยการสร้างปีศาจขึ้นมาเสียเอง! โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การมอบความรุนแรงทางกายเท่านั้น แต่คือการมอบรอยแผลเป็นให้ติดอยู่ในใจแบบถาวร ดั่งวลี หนามยอก เอาหนามบ่ง และ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

และความวิเศษมากๆของอนิเมชั่นเรื่องนี้คือการที่เราไม่สามารถตัดสินใดๆกับใครก็ตามในหนังได้เลย เว้นเสียแต่การโทษโน่นนี่นั่นเพื่อเอาใจช่วยกับตัวละครที่เราอยากช่วย ซึ่งก็เป็นไปเพื่อให้เรารู้สึกดีกับตัวเราเองเท่านั้น เมื่อนั้นแล้วเราก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ต่างไปจากตัวละครในหนังที่มีปีศาจถูกขังอยู่ภายในเพื่อรอวันปลดปล่อยในห้วงที่เราเห็นสมควร สร้างปีศาจขึ้นมาเพื่อตัวเราเอง ปีศาจตัวเดียวกับที่ขายเพื่อนเพื่อเอาตัวรอด ปีศาจตัวเดียวกันที่เกิดขึ้นมาใหม่หลังจากปีศาจตัวเดิมถูกปลดปล่อยไปแล้ว

เราคือ หมูอ้วน ที่มี หมาร้าย ซ่อนอยู่ภายใน

24/07/14 – Raped by an Angel 4: The Raper’s Union (Wong Jing/ HK/ 1999) – 1.5/5

 ภาคนี้ หวังจิง ลงมากำกับเองเลยหลังจากที่สามภาคก่อนทำหน้าที่เขียนบทและโปรดิวซ์ ผลที่ได้คือหนังที่ได้กลายมาเป็นภาคที่แย่ที่สุดตั้งแต่ดูมา พิโธ่! พี่หวังของช้านนน

จากหนังทริลเลอร์สืบสวนสอบสวนในสองภาคแรก มาเป็นหนังทริลเลอร์ดราม่าในภาคสาม มาภาคนี้มันกลายเป็นทริลเลอร์ไล่ฆ่าโดยลอกแบบอย่างจากหนัง Scream ของเวส คราเวน เมื่อปี 1996 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนั้นมาเลย ลอกอย่างตรงไปตรงมาไม่บิดพลิ้วในพาร์ตของการไล่ฆ่า มีชุดดำเอย มีมีดเอย ดนตรีเอย จังหวะเอยตรงคอนเซ๊ปทุกอย่างแบบควรให้เครดิตกันบ้าง โชคดีอยู่นิดตรงที่หนังชุดนี้มันต้องมีหน้ากากอยู่แล้ว เรื่องหน้ากากมันเลยแอบเนียนๆได้บ้าง

ส่วนพาร์ตที่ว่าถึงผู้ข่มขืน จากภาคก่อนๆนี่จะมีแค่คนเดียว แต่ภาคนี้ฉีกออกไปโดยให้มีเป็นกลุ่ม หัวโจ๊กเป็นอดีต CIA ติดเอดส์จากอเมริกา ไอ้เราก็ตามดูว่าความเป็น CIA และความเป็นอเมริกามันจะมีผลอะไรต่อเรื่องบ้าง ผลคือมีการเอาเทคโนโลยีล้ำๆ(ของยุคนั้น)แบบ CIA  มาใช้ ส่วนความเป็นอเมริกาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคุกคามด้วยเชื้อเอดส์ที่พบที่แรกในอเมริกา (แต่เอาเข้าจริงเราคิดภาพความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับฮ่องกงไม่ค่อยออกนะ)

ภาคหน้าเป็นภาคสุดท้ายของหนังชุดนี้ล่ะ จบเสียที(และเราก็ยังหาหนังเรื่องที่ตามหาอยู่ไม่เจอ T_T)

26/07/14 – The Rover (David Michôd/ Australia, USA/ 2014) – 2.5/5

ด้วยความไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมาก่อนเลย ด้วยเส้นเรื่องอันแสนสั้นและเบาบางกอปรกับโลกในหนังอันเป็นโลกที่ไม่สามารถเอาแว่นปกติไปมองได้ เราเลยค่อยๆถอยห่างในเรื่องราวต่างๆเหล่านั้น แต่สิ่งที่หนังมันส่งมาทดแทนและเรารู้สึกดีกับมันมากๆคือองค์ประกอบอื่นๆ แรกสุดเราชอบการเซ็ตโลกดิสโธเปียที่ล่มสลายลงไปแล้ว10ปีของมันที่ไม่ใช่ด้วยความอลังการแต่ด้วยความเวิ้งว้างของชนบทที่เต็มไปด้วยท้องทุ้งและทะเลทรายแห้งกรากเต็มไปด้วยฝุ่นผง โดยเฉพาะเหล่าแหลงวันที่เรารู้สึกกับมันเป็นพิเศษเพราะเราเชื่อว่าหากโลกล่มสลายแมลงวันจะยังคงอยู่แบบอย่างนี้แหละ อีกส่วนที่ชอบมากๆคือการใช้ซาวด์ในหนังโดยเฉพาะความวิเศษของความเงียบที่ช่วยเพิ่มดีกรีความรุนแรงกับเสียงอื่นๆที่เกิดขึ้นมาหรือแม้แต่กับเพลงที่หนังเลือกใช้ มันเซอร์ไพร์สดีกับเพลงประหลาดช่วงต้น(เขาว่าเป็นเพลงเวียดนาม)หรือกับเพลงแรดๆในฉากดาร์คๆ

กาย เพียร์ซ เลอเลิศมากจริงๆ แกควรจะเป็นดาราที่ดังมากๆได้แล้ว ส่วนแพททินสันนี่ส่วนตัวไม่ใช่แฟนหนังอยุ่แล้ว เคยดูหนังมันแค่สองเรื่องเองมั๊งคือ Twilight ที่เกลียดฉิบหายจนลืมๆไปหมดแล้วกับ Cosmopolis ที่ก็เหวอแดกเกินไป รวมๆเลยรู้สึกว่ามันแสดงเรื่องนี้ตามมาตรฐานของหนัง ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร

ดูจบก็พยายามมานั่งระลึกถึงหนังซึ่งก็ยอมรับโดยดุษฏีว่าไม่ใช่ทางเราจริงๆ คงหันไปดู Animal Kingdom งานเรื่องก่อนของ ผกก ท่านนี้ตามรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่แนะนำแทนแล้วกัน

27/07/14 – Raped by an Angel 5: The Final Judgement (Hin Sing ‘Billy’ Tang/ HK/ 2000) 1/5

 ภาคสุดท้ายของหนังชุดนี้แล้ว (จบซักที เย้!) แถมถูกอุปโลกห์ว่าเป็นภาค 5 ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ (ส่วนที่ว่าแท้จริงแล้วมันคือหนังภาคต่อของอะไรนี่เราขี้เกียจหาข้อมูลว่ะ) แถมอีกด้วยว่ามันไม่ใช่หนังเกรด III อย่างที่ควรเป็นอีกตะหาก!! ซึ่งถ้าหนังแบบนี้มันทำออกมาดีมันก็จะรอดตัว แต่ถ้ามันแย่มันก็จะโดนถล่มคูณสองไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นแบบหลัง

หนังพยายามจับเอาคาแรคเตอร์ของนางเอกจากหนังภาคก่อนๆมารวมเอาไว้ด้วยการร่วมมือกันจับนักข่มขืน แน่นอนทุกคนในกลุ่มมีอดีตดำมืด แล้วการสืบค้นครั้งนี้ก็ไปกระตุ้นภาพร้ายเก่าๆให้ฝื้นขึ้นมา ตามสูตรนั่นแหละ ไม่กระมิบกระเมี๊ยบ แรกๆมามันดูดีทีเดียวล่ะทั้งเรื่องปริศนาของคดีในเรื่องและอดีตของแต่ละคนรวมไปถึงกลิ่นของเฟมินิสต์จางๆ แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปเท่านั้นแหละ พอตัวละครนักข่มขืนเปิดตัวให้คนดูรู้เท่านั้นแหละหนังก็เป๊ไปเลย กลายเป็นคดีดาษๆ ฟามินิสต์กลับมากัดกันเองแล้วจบท้ายด้วยชัยชนะของพวกเธอเพราะความโง่บรมของไอ้นักข่มขืนที่ดูดีมาตลอดเรื่องแต่แล้วอยู่ดีๆจะโง่แม่งก็โง่เลย ทิ้งหลักฐานไว้เต็มไปหมด ห๊วย!!! ส่วนอาการคลั่งไคล้เครื่องแบบนี่มันชัดจนน่าเบื่ออะ

เป็นไฟนอลจัดจ์เมนท์ที่น่าเสียใจที่สุดจริงๆ

 FaiYen28/07/14 – ไฟเย็น (ป. พิมล/ ไทย/ 2508) – 5/5

 เป็นบุญที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ มันสุดขีดมากจริงๆ!!!

นี่คือหนังเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น ช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกันเพื่อเผยแพร่ให้เห็นถึงภัยร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังคืบคลานไปทั่วโลก โดยเรื่องราวเกิดขึ้น ณ ตำบลหนึ่งในภาคอีสานที่ภัยคอมมิวนิสต์กำลังคืบคลานเข้ามา ความวิเศษของมันคือการนำเสนออย่างตรงไปตรงมาในเรื่องการต่อต้านด้วยการยัดบทพูด, คำสอน, ความเชื่อและคำขู่ต่างๆนาๆเข้าไปในปากตัวละคร พร้อมกับการสร้างภาพให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นดีเลิศ พร้อมที่จะพัฒนาถิ่นที่อยู่ของประชาชนอย่างตั้งใจผ่านตัวแทนความดีคือตัวคุณครูในการเผยแพร่แนวคิดรักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ภาพเหล่าคอมมิวนิสต์แสนชั่วและโหดร้าย พร้อมๆไปกับการให้ภาพของความยากจนและความขาดการศึกษาของคนอีสาน (ที่ตัวเอกยังชื่อ “บุญนำ”) อันทำให้เห็นว่าเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนนั้นประเทศเราหวาดกลัวคอมมิวนิสต์มากเพียงใดจนกลายเป็นหนึ่งในบทบันทึกของประวัติศาสตร์ไทย

แน่นอนว่าหนังแบบนี้เราไม่สามารถมองด้วยแว่นปัจจุบันได้เลยเพราะบริบทมันต่างกันเยอะมาก แต่ก็อดไม่ได้จริงๆในยุคที่รัฐบาลเผด็จการทหารครองเมือง เป่าหูผู้คนด้วยความดีความสุขแล้วโยนความชั่วร้ายให้ฝ่ายที่คิดต่างแบบนี้

หนังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติครั้งที่ 1 เมื่อปี 2554 โดยหอภาพยนตร์ก็ได้นำเอาหนังมาลงให้ชมกันโดยทั่วไปแล้ว ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=T0NnwPL-7Dc

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s