มิถุนา’14 กับหนังที่ได้ดู

05/06/14 – Marry is Happy, Marry is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2013) – 5/5

ละอายใจตัวเองเหมือนกันที่ได้มาดูเอาป่านชะนี้ แต่เอาเถอะ การได้ดูในตอนนี้มันก็ทำให้เรารู้สึกกับเรื่องโรงเรียนในหนังได้รุนแรงเอามากๆ

เรามีทวีตเตอร์ แต่ไม่เคยเล่น รู้แต่เพียงว่ามันคือการเขียนข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรแล้วแสดงผลเหมือน FB ดังนั้นการทำหนังจากทวีตของคนๆหนึ่ง 410 ทวีตแบบไม่ข้ามเลยถือเป็นเรื่องท้าทายมาก

เราเชื่อมาโดยตลอดว่าเต๋อเป็นคนทำหนังออเตอร์ ซึ่งหนังเรื่องนี้มันก็ยังทำให้เราคิดแบบนั้นอยู่ คือนอกจากโจทย์มหาหินอย่างการสร้างเรื่องจากทวีตแบบไม่ข้ามและไม่ปะติดปะต่อใดๆแล้ว เต๋อยังสร้างโลกขึ้นมาใหม่ โลกที่เราจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย

โลกที่ทุกอย่างสำเร็จรูป โลกที่ทุกเรื่องมีคู่มือการใช้งานในเวลาอันสั้น โลกที่นักเรียนทุกคนมียูนิฟอร์มแบบเดียวกันไม่ว่าจะตอนเรียนหรือตอนนอน อันเป็นโลกที่แวดล้อมตัวละครที่มันต่อต้านความสำเร็จรูปเหล่านั้น ไม่ว่าจะด้วย Magic Hour หรือด้วยความน่าจะเป็นทั้งหลายแหล่ของแมรี่

และด้วยความที่เป็นโลกสำเร็จรูป มันจึงเต็มไปด้วยความแน่นอนชัดเจน กฏเกณฑ์ชัดเจน ความสำเร็จรูปคือความจริงแท้และถูกต้อง สิ่งอื่นเหนือเหนือจากนั้นคือด้านตรงข้ามเด่นชัด มันจึงกลายเป็นโลกของการควบคุม เผด็จการ ที่ครอบตัวละครขบถผู้มีความคิดอย่างเสรีไว้อย่างแน่นหนา

ในอีกด้าน มันคือวัยรุ่นชนชั้นกลาง วัยรุ่นที่เรื่องรัก เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน มีผลกระทบมากกว่าไอ้โลกที่ว่า เบื้องแรกเธอจึงไม่ใส่ใจในโลกที่ครอบนั้น จนกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนใดๆ เมื่อนั้นเราจึงได้เรียนรู้ความเลวร้ายของโลกที่แวดล้อมอยู่

แล้วเมื่อนั้น พอได้รู้ “ที่มา” และ “หน้าที่” ของประโยคที่เป็นชื่อของหนังแล้ว ความรุ้สึกที่เรามีต่อหนังก็พุ่งขึ้น กลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่เราดำรงอยู่ รุนแรงและเจ็บปวด

แถมโลกที่อยู่ในหัวของตัวละครมันยังมีความสับสนระหว่างโลกแห่งความจริงในเรื่อง(ที่เป็นโลกสมมุติของหนัง) กับโลกแห่งความฝันที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เป็นความซับซ้อนๆทับกลายเป็นอีกมิติหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าสิ่งใดที่ค้านกับโลกนั้นมันเกิดขึ้นได้ในแต่เพียงฝัน เป็นความคิดเสรีในกายที่ถูกตรึง

นี่จึงกลายเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องเรียลๆ แต่อยู่ในโลกเซอร์เรียล ซึ่งความเซอร์เรียลของมันมาช่วยดึงความเรียลให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

และมันยังเป็นภาพสะท้อนความสะเปะสะปะของการโซเชียลกับช่วงชีวิตวัยรุ่นฟุ้งฝันได้เป็นอย่างดี

แต่คำถามหนึ่งคือ ในหนังมันคือการสื่อสารแบบทางเดียว ทวีตแม่รี่ไม่มีการรีทวีตและหนังก็อาจไม่ได้ตั้งคำถามกลับมาแก่ผู้ชมบางคน เราคนดูเป็นแต่ผู้รับรู้และตีความ อย่างนี้เราจะยังเรียกมันว่าโซเชียลได้หรือเปล่า?

ข้อเสียเดียวอันเกี่ยวกับโจทย์ที่ว่าต้องไม่ข้ามทวีตใดๆเลย คือบางช่วงตอน(ไม่เยอะ)ที่เล่นกันง่ายๆหรืออย่างช่วงจุุดพลิกของตัวละครไปจนจบหนังที่เหมือนไม่มีเรื่องให้เล่าแต่ยังมีข้อความทวีตที่ต้องเคลียร์เหลืออยู่อีกเยอะ

พอดูหนังจบเรารู้สึกว่าเราโดนโปสเตอร์หนังหลอก แต่พอเวลาผ่านไปซักพักเรากลับพบว่าโปสเตอร์หนังนั้นมันคือการหลอกหลอนรุนแรง

 06/06/14 – Naked under the Moon (Lav Diaz/ Philippines/ 1999) – 4.5/5

 เรายังไม่เคยดูหนังของลาฟ ดิแอซ มาก่อนเลย การเริ่มด้วยหนังช่วงแรกๆของเขาที่ไม่ได้ยาวมากก็น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมดี ซึ่งก็แปลกใจพอควรที่พบว่าหนังเรื่องนี้มันเมโลดราม่าเอามากๆ มันพูดถึงครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วยพ่อ-แม่และลูกสาวสองคนที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตในชนบทหลังล้มเหลวในธุรกิจที่ทำในเมือง มาเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่อย่าง “เรียบง่าย” ซึ่งแน่นอนว่าหนังไม่ได้พาไปพบความเรียบง่ายที่ว่านั้นแน่ๆ เพราะสิ่งที่ครอบครัวนี้ต้องประสบคือตัวพ่อที่ล้มเหลวลงอีกครั้ง ตัวแม่ผู้กุมความลับดำมืดที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ตัวลูกสาวคนโตที่เดินละเมอแก้ผ้าเข้าป่าใต้แสงจันทร์และตัวลูกสาวคนเล็กผู้บริสุทธิ์ ซึ่งก็ไปจบลงที่โศกนาฏกรรมอันแสนเงียบงันในที่สุด

มิติแรกที่เราได้พบในหนังคือ ความล้มเหลวของความเป็นชายและศาสนา เราพบว่าความเป็นชายในหนังไม่สามารถพึ่งพิงใดๆได้เลย ซึ่ง 4 ใน 5 ของผู้ชายในหนังเป็นแบบนั้น ตัวพ่อกับความล้มเหลวทั้งจิตใจและร่างกายผู้เคยเป็นอดีตบาทหลวงที่ทำธุรกิจเจ๊งแถมนกเขาไม่ขัน ตัวบาทหลวงอันเป็นตัวแทนแห่งศาสนาที่ทำหน้าที่ได้เพียงปลอบใจลูบกายแต่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย หรือกับอีผัวชาวบ้านของลูกสาวคนโตผู้หนีออกเมืองเพราะไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำได้ สุดท้ายคือชู้ของแม่ที่ในที่สุดก็ฝังกลบความลับไว้ใต้ดิน น่าขันที่ชายที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดกลับเป็นน้าของพ่อ…ผู้เป็นคนพิการ!

อีกมิติพี่พบคือการพยายามมองหนังอย่างที่เคยได้ยินได้ฟังได้อ่านเหล่าเพื่อนๆซีเนไฟล์กล่าวไว้ว่าหนังของลาฟมักเป็นภาพจำลองของประเทศฟิลิปปินส์ในแง่ใดแง่หนึ่ง แต่ด้วยความอ่อนด้อยในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ เลยขอตั้งคำถามเอาไว้ก่อน อาทิ การล้มเหลวธุรกิจของครอบครัวหรือความไร้สมรรภาพของผู้พ่อในหนังเกี่ยวพันใดๆกับการตกต่ำของประเทศฟิลิปปินส์ในแง่ของการกลายเป็นเมืองขึ้นหรือเปล่า? ตัวลูกสาวคนโตที่เคยโดนข่มขืนในตอนเด็กแต่จำหน้าคนข่มขืนไม่ได้คือภาพแทนการถูกล่าอาณานิคมของสเปนของคนยุคใหม่นี้ใช่ไหม? การเดินละเมอเปลือยร่างใต้แสงจันทร์ของเธอคือการเปิดเปลือยความรู้สึกของชาวฟิลิปปินส์ในยุคการปกครองของสเปนหรือเปล่า? การหายไปและตามหาตัวพ่อช่วงกลางเรื่องการค้นหาอัตลักษณ์ของประเทศใช่หรือไม่? ส่วนลูกสาวคนเล็กที่เกิดจากชู้รักนั้นคือผลผลิตหลังจากการปกครองอันยาวนานนั้นใช่ไหม? และความตายทั้งหมดคือการปิดตัวลงของยุคเก่าเพื่อเข้าสู้โลกยุคใหม่ เข้าสู่ความคิดใหม่ๆซึ่งยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนใช่ไหม?

ซึ่งพอเรานำสองมิตินั้นมารวมกันเราก็พบว่าหนังนำพาเราไปสู่ความมืดบอดอันน่าเศร้าเหลือขณา

15/06/14 – SPL (Wilson Yip/  Hong Kong, Macao/ 2005) – 4/5

ก่อนจะดูภาค 2 เอาภาคแรกมาดูก่อน พบว่าก่อนที่จะมี Firestorm (2013) ของพี่หลิวมันก็มีเรื่องนี้ที่เส้นเรื่องคล้ายๆกันอันว่าด้วยตำรวจที่พยายามทุกวิถีทางในการจับตัวคนร้ายผู้ที่มีเรื่องบาดหมางกันเป็นการส่วนตัว ทำทุกทางแม้แต่การสร้างหลักฐานเท็จ กอปรกับความฉิบหายลงเรื่อยๆในเรื่องชีวิตส่วนตัวของเหล่าตำรวจ เพียงแต่มันไม่ได้วินาศสันตะโรเท่า แต่มันมีคิวบู๊ดีๆโหดๆมันส์และเรื่องราวดราม่าดีๆมามอบให้แทน ฉากสู้กันในตรอกนี่สุดตรีนมาก ฉากการปะกันระหว่างพี่เจินจื่อตันกับลุงหงจินเป่านี่ก็มันส์มากๆ

ที่ชอบอีกอย่างคือหนังมันไม่เอาอกเอาใจคนดูดี โอเคแหละมันปูให้ทุกตัวละครมันมีมิติเพียงพอในการกระทำอะไรที่มันสุดขั้วมากๆ แต่พอไปถึงบทสรุปของหนังมันก็พาคนดูขึ้นไปอีกจุดหนึ่งด้วยการบอกว่าไอ้วงการนี้มันก็จะยังคนอยู่ต่อไปส่วนคนดีๆหรือคนกลับใจก็ตายห่ากันไปลูกเดียว (จนแอบคิดเล่นๆให้มันเป็นภาคต้นของ Firestorm ไม่ได้)

ปล. สงสารเยิ่นต๊ะหัวจังที่โดนพี่เจินกลบหายไปเบยย

23/06/14 – Chinese Puzzle (Cédric Klapisch/  France, USA, Belgium/ 2013) – 4/5

 เออ หนังมันทำมาเพื่อให้คนรักจริงๆ มันเค้นเอาสเน่ห์หลายๆอย่างในองค์ประกอบออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง ตัวละครดี เรื่องดี การเล่าเรื่องก็ดีแม้แต่สภาพแวดล้อมต่างๆยังดีเลย โดยรวมชอบทีเดียวที่มันพูดเรื่องความซับซ้อนบ้าบอของชีวิต ความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ การคลอสคัลเจอร์ไปมานำไปพบกับผู้คนที่หลากหลายรวมไปถึงการกลับด้านกันในเรื่องบทบาททางเพศที่น่าสนใจดี หนังมันเปี่ยมเสน่ห์จริง และเมืองนิวยอร์คก็น่าหลงไหลมากๆ

แล้วไอ้การจบแบบอเมริกั๊น อเมริกันแบบนี้ถ้าอยู่ในหนังเรื่องอื่นมันจะยี้มากๆ แต่พอมันอยู่ในหนังที่ว่าถึงคนต่างด้าวที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ต่างเมืองแบบนี้มันเลยดูเหมาะกันดีหากเรามองว่ามันคือสิ่งที่คนนอกมองเห็นในความเป็นอเมริกา (ผ่านสื่ออย่างหนึ่งคือหนังฮอลลีวู๊ดนั่นแหละ)

เพิ่งรู้ว่าหนังมันเป็นภาคที่สามแล้ว สองภาคก่อนคือ The Spanish Apartment (2002) กับ Russian Dolls (2005) เดี๋ยวจะไปหามาดู

24/06/14 -Transformers: Age of Extinction (Michael Bay/ US/ 2014) – 2/5

 – ไมเคิล เบย์ ควรจะหยุดทำหนังชุดนี้ได้แล้ว ถ้ายังเสียดายก็ให้คนอื่นทำบ้างเถอะแล้วไปเป็นโปรดิวเซอร์แทน เพราะมันไม่มีอะไรใหม่ๆออกมาอีกแล้วนอกเสียจาก CG ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆร่วมไปกับความวินาศสันตะโร…เรายังคงคิดถึงเบย์กับหนังอย่าง Bad Boy, The Rock หรือแม้แต่กับ Armageddon อยู่นะ

– 2.45ชม. ของหนังเป็นปัญหามากจริงๆ หลายๆฉากนี่ตัดออกทั้งฉากได้สบายๆ (อาทิฉากบนยาน, ฉากวิ่งๆในฮ่องกงหรือฉากพล่ามต่างๆนาๆ)แต่กลับไม่ตัดออกทั้งๆที่มันน่ารำคาญมากและมีผลต่อเรื่องน้อยมากๆ ซึ่งพอเจอแบบนี้เยอะๆเข้าพอผ่านชั่วโมงครึ่งของหนังไปแล้วเราก็หลุดจากหนังไปเยอะพอควร เรื่อยเปื่อยน่ารำคาญจนทำให้ไอ้ซีนท้ายๆที่เป็นจุดขายหลักของหนังกลายเป็นความการดูความน่าเบื่อสุดๆ เห็นแค่เพียงซีจีเหล็กประกอบร่างมาตีกันโฉ้งเฉ้ง ไหนๆเรื่องที่จะเล่าก็ไม่มีอะไรมากอยู่แล้ว ดังนั้นการทำหนังให้กระชับขึ้นน่าจะได้ผลที่ดีกว่ามาก (ซีนถล่มเมืองสุดท้ายอดเอาไปเทียบกับ The Avenger ไม่ได้ ซึ่งผลที่ได้ก็ต่างราวกับหน้ามือ-หลังตีน)

– ตัวละครมนุษย์ในเรื่องไม่ใช่แค่ส่วนเกินนะ แต่มันเป็นส่วนที่แย่ที่สุดเลยล่ะ ความสัมพันธ์ครอบครัวแบบที่หลุดมาจากยุคเก้าศูนย์ตกร่องเวลา กอปรกับเหล่ามนุษย์ไร้อินเนอร์จนอดที่จะแช่งแม่งให้แม่งตายห่าให้หมดไม่ได้ น่ารำคาญมาก วอร์ลเบิร์คเหมือนหาตัวตนของตัวละครไม่เจอ สะเปะสะปะมาก, ทุชชี่เหมือนโดนบังคับมาแสดงจนกลายเป็นงานขำแป๊กๆ ส่วนที่เหลือกับอีกผัว-เมียนั้นกูถือว่าพวกมึงไร้ตัวตน ไม่อยู่ในสายตาอย่าให้เขียนถึงเลย

– หนังแบบนี้โอเคล่ะว่าเราไม่ควรไปโฟกัสเรื่องความสมเหตุสมผลใดๆ แต่บางที่ถ้าไอ้เหตุผลนั่นมันมีผลมหาศาสต่อคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของคนดูตลอดเวลามึงก็ควรใส่ใจหน่อยนะ อาทิ ทำไมออฟติมัส ไพร์สถึงแกร่งขึ้นมาได้เฉยๆเลยทั้งๆที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ หรือ มาตอนท้ายพี่ท่านก็บินได้เฉยเลย แล้วทำไมเมิงไม่บินออกนอกโลกไปตั้งแต่ต้นเลยล่ะว่ะ จะมาหลบๆซ่อนๆทำไม

– ยังโอเคว่าหนังมันมีบางเรื่องให้ขบคิดบ้าง กล่าวคือ

1. ฝากฝ่ายมนุษย์: แยกเป็นสองฝ่าย

1.1 ฝากคนเลว: มันมีประเด็นอันเดียวกับ X-Men: Days of Future Part เลยคือการต่อต้านและทำลายพวกนอกรีด พวกผิดปกติ(หุ่นยนต์นอกโลก, มิวเทนท์)ด้วยการสร้างสิ่งผิดปกตินั้นขึ้นมาเสียเองนั่นคือการสร้างหุ่นยนตร์(ที่ในเอ็กซ์มันใส่ความสามารถของมิวเทนท์ลงไปด้วย) แต่ก็ไม่วายที่จะโดนเข้าแทรกแซงโดยสิ่งปกติเหล่านั่นเอง (ในที่นี้คือเมกาตรอนและในเอ็กซ์เมนคือเม็กนีโต้)

1.2 ฝากคนดี: ตัดประเด็นครอบครัวยี้ๆออกไป เราจะได้พบกับภาพจำลองของการปกปิดและการทำร้ายโดยรัฐ พอเหลืออดก็เลยไปจับมือกับเหล่าคนนอก(ออโต้บอตที่เป็นหุ่นยนต์มาจากนอกโลก)เพื่อมาช่วยปลดแอก โชคทำดีสำเร็จก็พบสุขไปแล้วก็อยู่ร่วมไปกับพวกคนนอกเหล่านั้น แต่ถ้าไม่ก็จะโดนตราหน้าว่าเป็นพวกขายชาตินะจ๊ะ

2. เหล่าหุ่นยนต์: อันนี้น่าสนใจดีที่มันบอกว่าไอ้ออฟติมัส ไพร์สมันหนีจากความเป็นทาสมา หนีจากเจ้าชีวิตที่ได้ส่งคนมาล่ามันกลับไป มันเลยกลายเป็นการต่อสู้กับอำนาจเบื้องบนเพื่อปลดแอกจากพันธนาการ (แต่หนังภาคนี้ก็ไมได้เน้นมากในเรื่องนี้ เหมือนจะเอาไปใช้ในภาคหน้า)

– เชื่อว่าเบย์ตั้งใจกัดแสบๆต่อหนัง Pacific Rim ด้วย ผ่านหุ่นยนต์อย่าง กัลวาตรอน มันเป็นหุ่นที่มนุษย์สร้างเหมือนกัน มีรูกลางอกเหมือนกัน(ไอ้รูนี่โดนกัดแรงมากๆ) แล้วก็ทำให้ไอ้หุ่นตัวนี้ดูงี่เง่าที่สุดในเรื่อง (ถ้ากูเป็นเดลโตโร่แล้วได้ดูเรื่องนี้กูคงโกรธมาก 555)

– หนังตั้งใจเลียไข่จีนแบบเปียกชุ่ม ทั้งตัวละครหญิงชาวจีนที่มีฉากโชว์ (หลี่ปิงปิง) แต่ที่กูฉงนมากที่สุดคือฉากแสดงความห่วงใยฮ่องกงของผู้นำจีน มาสั้นๆ พูดสั้นๆ แต่รู้สึกรุนแรงมาก

– และแล้วเราก็ได้พบการแปลหลุดประเด็นด้วยตัวเองเสียที ด้วยการแปลคำว่า “God” เป็น “กษัตริย์” (จ๊ะ!)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s