Filmvirus Wildtype 2013

10415626_710465115680172_9012269054616299289_n

โปรแกรมฉายหนังสั้นไทยประจำปี 2013 โดยกลุ่มฟิล์มไวรัส เน้นหนังที่มีความโดดเด่นในแง่ใดแง่หนึ่งของปี 2013 แต่ขาดโอกาสในการเดินทางไปสู้ผู้ชม ทั้งจากการไม่ได้เข้ารอบงานประกวดหนังสั้นประจำปีของมูลนิธิหนังไทยหรือการที่สารสาระในหนังมีความหมิ่นเหม่อันไม่สามารถนำออกฉายในวงกว้างได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ คัดสรรค์โดยทีมงานผู้ผ่านตาหนังสั้นจำนวนมากมายมหาศาลในแต่ละปี ประกอบไปด้วย 4 โปรแกรม ดังนี้ (จะขอเขียนถึงหนังแต่ละเรื่องสั้นๆ พร้อมแนบลิงค์ยูทูปหากมี)

10447071_10202674616360609_788166012329974201_n
Rough Cinema:

1.คำสาแเช่งของเหล่าผีพราย (วิริญาพร บุญประเสิรฐ) – 5/5

เคยดูในยูทูปไปแล้ว แต่การมาได้ดูบนจอใหญ่ๆและเสียงดังๆแบบนี้เราพบว่ามันเพิ่มความหลอนได้ถึงแก่นมากๆ ความย้อนแย้งของภาพและเสียงนั้นรุนแรงสุดขีดคลั่ง ยิ่งด้วยการทราบถึงบริบทของเสียงที่ได้ยินนั้นมันยิ่งทำให้เราขนลุกกับคำสาปแช่งของผีเหล่านั้นที่เรารู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงแต่ไม่มีใครมองเห็นเพราะโดนความสุขบดบัง

2. กฤษฎาภินิหารอันบดบังไม่ได้ของเนวัดดาว (ยิ่งศิวัช ยมลยง) – 5/5

กวนบาทาเหลือขณา สนุกสนานเหลือขนาด หากภาพยนต์คือส่วนประกอบของเรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะสื่อและเสียงที่จะเอ่ย หนังเรื่องนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ มันคือการเล่าเรื่องยุคใหม่ด้วยภาพจากหนังไทยยุคเก่าด้วยเสียงพากษ์สุดกวน มันเลยกลายเป็นหนังที่ทั้งเป็นการรำลึกถึงหนังไทยยุคก่อน, คารวะการพากษ์สดที่ตายหายไปแล้วและความมหัสจรรย์ของเรื่องเล่า

3. ในวันที่นิ้วก้อยเท้าบังเอิญไปเตะขาโต๊ะเข้าอย่างจัง (ธนพฤทธิ ประยูรพรหม) – 4.5/5

ตอนดูจบเราเฉยๆนะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับค่อยๆชอบมันมากขึ้นด้วยความที่เราเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นใจเอามากๆของตัวหนังเองและของตัวผู้กำกับหนังเรื่องนี้ การเป็นหนังซ้อนหนังของมันยิ่งทำให้เราเห็นประเด็นนี้ชัดขึ้น เห็นความสับสนในความคิดที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าในสิ่งที่ทำ มันเหมือนตัวเราเองในหลายๆช่วงเวลา

4. ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา) – 5/5

“ความรัก แม่ง! ก็คือการเมืองรูปแบบหนึ่ง” คือสิ่งที่เราได้จากหนังเรื่องนี้ที่ใช้เรื่องรักหนุ่มสาวมาแผ่ขยายมุมมองทางการเมืองภาพกว้างได้อย่างยอดเยี่ยม

5. Betagen Forest (ฐาปณี หลูสุวรรณ) – 5/5

ไม่รู้ว่าเพราะความคิดสรตะกับหนังเรื่องก่อนหน้าหรือเปล่า เราเลยตามหนังในช่วงแรกๆไม่ค่อยได้ ตามโลกในหนังไม่ทัน แต่โชคดีที่หนังมันยาวและมีช่วงเวลามาพอให้ปรับสมองซึ่งก็พบว่าเราชอบในความฟุ้งของมันเอามากพอควร อาจด้วยเพราะการรับรู้ได้ถึงความจริงใจในเรื่องที่จะเล่าด้วยการสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกโลกแล้วส่งสารผ่านโลกนั้นในที่นี่คือเด็กสาว 4 คนกับ 4 เรื่องเล่าหวานขมเหงาซึ้งปนเคล้ากันไป ส่วนตัวเราเห็นว่าการเรียงเรื่องที่เล่ามันน่าสนใจดีนะ เริ่มจากแรกรัก เป็นเดียวดาย ก่อนไปเผชิญกับความตายที่เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันแล้วจบที่การย้อนกลับไปเรื่องรักอีกครั้งแต่เป็นในอีกเจเนเรชั่น มันเหมือนการพยามยามมองโลกของเด็กสาวผ่านความฝันในโลกสมมุติ มันเลยทำให้ไอ้ตอนจบเราสะเทือนใจกับมันมากทีเดียว (ที่ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นเพียงตัวแลคโตบาซิลัส)

อนึ่ง หนังมีโปรดักชั่นที่เรียกได้ว่าเยี่ยมยุทธ สูงกว่ามาตรฐานหนังนักศึกษาที่เราคุ้นเคย

6. ทองกวาว (ธนพฤทธิ ประยูรพรหม) – 4/5

คงต้องชมนักแสดงในเรื่องกับการเล่าเรื่องได้เป็นตุเป็นตะและมีชั้นเชิง ความสนุกของหนังคือเรารู้แหละว่ามันเล่าเรื่องมั่วๆ แต่เราก็อยากรู้ว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหน ซึ่งพอมันจบเราก็อดอมยิ้มไม่ได้ อีกด้านก็อยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือบังเอิญกันแน่

7. Cradle (ธิดาทิพย์ แสนชาติ) – 5/5

คงไม่มีอะไรจะสุดขีดคลั่งมากกว่านี้แล้วในโปรแกรมนี้ หนังลุ้นระทึกตลอด 3 นาทีและหนังไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลย แต่สิ่งที่เราคาดเดานั้นกลับจะถูกพลิกให้หงายเงิบหัวคว่ำขมำ เป็นความง่ายที่เหนือชั้นมากๆ

8. อีกรลี่หีพลาสติกใส (กร กนกีขรินทร์) – 5/5

ทรงพลังและเกรี๊ยวกราด นี่คือหนังทดลองที่จะติดใจเราไปอีกยาวนาน การใช้ภาพและเสียงของหนังไม่ต่างอะไรกับการเอาระเบิดมาปาใส่ผู้ชมเพื่อกู้ก้องถึงแรงขับเคลื่อนอันรุนแรงภายในของผู้กำกับ แรงขับอันรุนแรงแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง

อนึ่ง การใช้ภาพย้อนหลังก่อนแล้วค่อยย้อนภาพให้เดินหน้าตามปกติให้ความรู้สึกเหมือนย้อนวงกลับไปมาไม่รู้จบ

9. Ma Vie Incomplete et Inacheveee 1&2 (รัชฎภูมิ บุญบัญชาโชค) – 5/5

ศีลธรรมอันใดหลบไปให้พ้น ที่คือหนังที่จะรบกวนมวลจิตคนดูมากที่สุดเรื่องหนึ่ง มันตั้งใจกัดจิก เย้ยหยัน หยอกล้อเล่นหัวแรงต่อจารีต ค่านิยม ความเชื่อและศีลธรรมจรรยาอย่างร้ายกาจและแสบสันต์ แม้ภาคแรกเราจะได้เคยดูมาก่อนแล้ว แต่การมาได้ดูสองภาคต่อเนื่องกันด้วยเส้นเรื่องที่ต่อเรียงกันมันยิ่งทำให้จักรวาลแห่งการกัดจิกแบบนี้มันไปไกลสุดหล้ามากๆๆๆๆๆๆ รัชฎภูมิมิเคยทำให้เราผิดหวังเลยจริงๆ

Part I –

 

10373668_10202675012530513_3006260696743599407_n

Experimental Cinema:

 1. เมื่อแสงดับ (นาวีน นพคุณ) – 5/5

สำหรับเราๆว่าหนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบในทุกส่วนเลยล่ะ ทั้งเรื่องที่เล่าอันว่าด้วยผลกระทบทางจารีตนิยม งานโปรดักซ์ชั่นงามๆด้วยภาพขาวดำคอนทราสจัดที่มารองรับสารที่ต้องการสื่อได้อย่างมีพลัง รวมไปถึงนักแสดงที่จับความสนใจของคนดูได้อย่างอยู่หมัด เราชอบมาก

2. Song For Every Ghost (ชมพูนุท เมษฐา) 3/5
3. Proverbs (ชมพูนุท เมษฐา) – 3/5

ถึงตอนนี้เราจำหนังสองเรื่องนี้ไม่ค่อยได้แล้ว ด้วยเพราะหนังเรื่่องต่อๆมาเราสามารถจับต้องได้มากกว่า มันเลยเลือนๆหนังทั้งสองนี้ไปอย่างไม่น่าให้อภัย มันคือหนังทดลองที่เราจำได้เพียงความรู้สึกอที่ล่องลอยในเรื่องแรก และภาพบางภาพในหนังเรื่องหลัง เป็นไปได้อยากดูอิกซักรอบ

4. หนึ่ง (ธีรพัฒน์ งาทอง) – 5/5

ครึ่งแรกเราสนุกกับความคิดตัวเองมากทีเดียว เนื่องจากน้องคนทำซื้อไซย่า ไอ้เราก็คิดตลกๆว่า เออ! น้องมันคงอยากแสดงพลังอะไรบางอย่างในการควบคุมแมว แต่พอครึ่งหลังหนังมันกลับพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังตีน กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้าสร้อยที่แม้แต่แมวก็ไม่สนใจ การใช้เพลง La Fille Aux Cheveux De Lin ของเดอบุซซี่ สำหรับเรานั้นไม่ต่างจากภาพความทรงจำจากหนังอย่าง All About Lily Chou-Chou

5. 16×9 Capsule (วุฒินนท์ ชาญสตบุตร) – 5/5

เจ๋งมากทีเดียวกับการเล่นกับภาพ ทั้งภาพปะติดของสองห้วงเวลาในภาพเดียวกัน การลดสปีดของภาพ ลดความละเอียดของภาพแล้วซ้อนเข้ากับภาพในช่วงเวลาปกติอีกที หรือแม้แต่การหยุดภาพหรือเร่งสปีดภาพขึ้นอันก่อเกิดความประหลาดวาบหวามแปลกตาแถมยังพลอยให้เรานึกไปถึงอาการๆคิดถึงอดีต ณ ห้วงเวลาปัจจุบันขณะตามเสียงของนาฬิกา

6. Night (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ) – 3/5
7. โรคเมือง (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ) – 3/5

สองเรื่องนี้จากผู้กำกับท่านเดียวกันและมีแนวทางของหนังเหมือนๆกันนั้นคือการทดลองทางภาพ การเล่นกับความมืดและแสงไฟตามค่ำคืน ด้วยกล้องในมือที่เน้นการซูมอินจนภาพแตกพล่า หรือการถ่ายผ่านกระจกที่เต็มไปด้วยเม็ดฝนอันก่อให้เกิดภาพแตกยิบแสนประหลาด ประกอบคล้องกับเพลงคลอบ้างตามแต่ช่วงเวลา แง่หนึ่งมันเป็นการเปิดเปลือยควางามทางสายตา แต่ด้วยความไม่ประนีประนอมใดๆของหนัง เลยทำให้หลายห้วงเวลาเราหลุดออกไปจากหนังที่แม้ดวงตาจะมองภาพตรงหน้า แต่สมองเถล่ไถลไปไหนๆแล้ว

8. สุสานเวลา (กษิติ สังข์กุล) – 5/5

เรารู้สึกกับหนังในสองมิติ แรกคือหนังเพื่อบันทึกการจากไปของคุณย่าผู้ตายอันเป็นที่รักและสองคือภาพและเสียงของคุณย่าที่ย้อนกลับมาจ้องมองคนทำก่อนการเดินทางไกล ภาคคือตัวแทนของความคิดอย่างแรก และเสียงคือตัวแทนของความคิดอย่างหลัง

9. สลัว (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) – 5/5

โอเค แม้ว่าในครึ่งหลังมันจะดูดร๊อปไปนิดด้วยความชัดเจนตัดกับในช่วงแรก แต่ที่เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆเพราะเราคิดว่าเราเห็นความคิดของคนทำนะ มันคือการฝันที่เต็มไปด้วยความสับสนของวัยรุ่น ครึ่งแรกคือสิ่งที่คนทำฝันอยากทำ คือการทำหนัง ส่วนครึ่งหลังก็คือความสับสนในทางที่จะต้องเดินต้องก้าวต่อไปในชีวิตจริงว่าจะไปตามฝันหรือจะไปทางอื่น ซึ่งไอ้ความสับสนนั้นมันก็สะท้อนผ่านพร๊อบต่าง ผ่านซากปรักหักพังต่างๆในครึ่งแรกอีกที ชอบมาก

10. เต่านายสมปองร้องเพลงได้ (เจษฎา เนตรแขม) – 3/5

เหวอแดกค่ะ ไม่รู้จะจับอะไรมาพินิจดี นกพิราบ การส่งสาร หรืออะไร ยังไง? งง???

11. Past, Present, Future (อรรถวุฒิ บุญยวง) – 5/5

มันคือเรื่องเล่าสองเรื่อง เรื่องแรกคือบทบรรยายนิยามของศิลปะ เรื่องหลังคือเรื่องเล่าโป๊เปลือยเรตเอ็กซ์ เรื่องแรกคือภาพเคลื่อนไหวไหลลื่นบนท้องถนน เรื่องหลังคือภาพนิ่งในห้องมืด นี่คือหนังที่ทำให้เราคิดไปต่างๆนาๆถึงตั้งคำถามอันว่าด้วยศิลปะและอนาจาร ทั้งในความขัดแย้งระหว่างกันและเรื่องของพื้นที่และเวลาของทั้งสองสิ่ง

เราไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้คือ Past และ Present ของ อรรถวุฒิ หรือเปล่า? ถ้าใช่ก็จะรอดู Future เพื่อประกอบความสมบูรณ์ของไตรภาค (ที่สงสัยเพราะตอนดูในงานยูโทเปียชำรุดมันมีแค่เรื่องหลัง แต่ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน)

10416996_10202681525653337_7499627968825451375_n

Fiction;

 1. เจ็บปวด (อัคร ปัจจักขะภัติ) – 4.5/5

หนังชนะเลิศโครงการประกวดหนังน่าจะแบน ซึ่งก็โดนแบนไม่ได้ฉายจริงๆในการประกวดครานั้น มันเลยทำให้ความลือชาของมันขจรขจายไปทั่ว พอได้ดูก็ไม่แปลกใจว่าเหตุใดมันจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นเพราะนี่คือความเกรี้ยวกราด ความเกรี้ยวกราดจากความผิดหวังในรักต่อสังคมไทยสมัยปัจจุบันอันเต็มไปด้วยความไร้สาระ ผ่านวงดนตรีและการแสดงถึงการทรมานตัดพ้องกับภาพเหตุการณ์บ้านเมือง

2. ดวงใจ (เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์) – 5/5

เป็นหนังพูดถึงเรื่องการท้องในวัยเรียนได้น่าสนใจดี มันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอื้ออึงในใจและจบด้วยการตั้งคำถาม ซึ่งส่วนที่มันช่วยหนังได้มากๆคือนักแสดงทั้งสองที่ส่งมอบสื่อสารความมีชีวิตและจิตใจออกมาสู่ผู้ชมได้ดีมากๆ

3. วันทยหัตถ์ (บุศริน ศรีงาม) – 4.5/5

ภาพค่ายลูกเสือในหนังอย่างกับเป็นหนังสารคดีจนเราคิดไปว่ามันคงเป็นหนังอันว่าด้วยระดับชั้นอำนาจอะไรประมาณนั้น แต่พอเข้าครึ่งหลังมันกลายเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกไปอีกแบบ มันโยนไอ้เรื่องชั้นอำนาจนั้นทิ้งไปแล้วไปพูดถึงชีวิตและความไม่แน่ใจของวัยรุ่นชายแทน อันคลุไปด้วยกลิ่นฮอร์โมนเพศชาย ฉากการเดินเข้าป่าในตอนจบทำให้เราคิดไปถึงหนังของเจ้ย อภิชาติพงษ์

4. Status (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ) – 4/5

หนังว่าด้วยจรรยาบรรณสื่อและดร่าม่าเพื้ยนๆของสังคมไทย ข้อด้อยของหนังหนึ่งเดียวอาจคือความตรงไปตรงมามากๆของมัน  แต่พอคิดอีกแง่ก็พบไอ้ความตรงไปตรงมานี่แหละที่มักก่อดราม่าได้เสมอในสังคมบ้านเรา

5. Life On Mars (ณัฐชนน วะนา) – 5/5

ชอบจังเลย กรี๊ดกร๊าดมากๆ หนังสวยมาก ในเรื่องราวที่งดงามมากๆ เราชอบเซ้นต์ของการตามหารักที่หายไปด้วยแฟนตาซีงามๆแบบนี้ มันสวยแต่เจ็บปวดดีจัง ความเจ็บปวดลึกๆที่ค่อยๆคลายออกทีละนิดด้วยเรื่องเล่าของจักรวาล ดวงดาวและความรัก เหมือนการสร้างโลกเพื่อบำบัดตัวเราเองเพื่อหลีกหนีโลกจริงอันโหดร้าย ชอบฉากการพบกับคนรักในห้องสีแดงมากๆๆๆๆๆๆๆ แถมการที่มันใช้นักแสดงคนเดียวกันมาแสดงเป็นสองตัวละครนี่ก็เวิร์คมาก (ทั้งด้วยตัวบทและตัวนักแสดง)

6. ฟ้า (พงศกร จึงทวีศิลป์) 3.5/5

โอเคล่ะว่าการแสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งของคาดหวังของสังคมกับตัวสังคมจริงในหนังมันน่าสนใจดี แต่ส่วนตัวเราว่ามันเป็นหนังสะท้อนสัมคมที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่

7. คนที่เข้าใจ (มีศักดิ์ จีนพงษ์) – 3.5/5

หนังทำได้ดีนะในแง่ของการทำความเข้าใจคนที่ติดเชื้อ HIV และความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง มีเหตุมีผลที่เป็นมนุษย์และไม่ฟูมฟาย แต่เราไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นหนังเด็กและการจบแบบวนลูปกลับมาสวยๆซะงั้น

8. Dancing Queen (ทรรศน์มน กันยาศัย) – 4/5

บียอนด์สัดๆแล้วล่ะ มันเริ่มต้นด้วยการเดินทางสู่โอเชเนี่ยนและเกาหลีเหนือ มันคือการเดินทางที่อยู่ดีๆก็เลิกเดินแล้วก็คิดได้ว่ากูไปผิดทางนี่หว่า แล้วจึงกลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองคิดไว้แต่แรก ทำเอาคนดูอย่างเราขำเป็นบ้า

9. Le Roman De Michelle et Francisco (ณัฐชนน วะนา) – 5/5

รอบแรกตอนดูที่งานเราหลงไหลภาพ การจัดวางองค์ประกอบในภาพและตัวนักแสดงมากกว่าตัวเรื่อง พอดูอีกรอบเพื่อเก็บส่วนที่เหลือก็พบว่ามันคือการโซโลเดี๋ยวของนักแสดงอันว่าด้วยเรื่องราวความรักที่กำลังจะจบลง เราชอบซีนสุดท้ายมากที่มันเอาเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านไปมาใส่ไว้ในซีนเดียว

10336694_10202681857181625_6645193623576901350_n

Doc Moc:

1. ช่องว่าง (มีศักดิ์ จีนพงษ์) – 4.5/5

สำหรับเรามันเป็นหนังที่ว่าถึงเรื่องการทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่เหมือนใครดี หนึ่งคือมันตลกมากๆและสองคือชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง มีลูกล่อลูกชนในการนำพาความรู้สึกของคนดูไปสู่ประเด็นหลักของเรื่องคือการทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี

2. หลาน ยาย และเรื่องเล่าผีโพง (วิทยา กัณทาพันธุ์) – 4/5

ไม่แน่ใจว่าผู้กำกับได้อิทธิผลจากหนังพี่เจ้ยหรือเปล่าเพราะเรารู้สึกถึงอารมณ์แบบนั้น การเลือนเรื่องเล่าในหนังและตัวของหนังเองให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โลกที่ผีอยู่กับคนได้ปกติในเลเวลของคนชั้นล่างปากกัดตีนถีบ

3. This Film Has Been Invalid (วัชรพล สายสงเคราะห์) – 5/5

หนังบันทึกภาพการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 57 เขตดินแดนที่ไม่สามารถเลือกตั้งกันได้ คล้องไปกับผลการตัดสินของของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ นี่คือหนังแห่งความสงสัยอันไม่อาจเข้าใจได้ในความวิปลาสของสัมคมสมัยใหม่ด้วยน้ำเสียงรุนแรงเกรี้ยวกราด คือการระบายด้วยน้ำเสียงอันแผดดัง มันคือบทบันทึกประวัติศาสตร์ความประหลาดล้ำอันหนึ่งของสังคมไทยที่ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว (ไม่ต่างไปจาก คุณแม่อยากไปคาร์ฟู ของนวพล)

เห็นว่าเวอร์ชั่นที่ดูนี่เป็นเวอร์ชั่นตัดใหม่ในช่วงท้ายที่แรงขึ้นกว่าเดิมซักพันเท่าได้ ทำเอาเสียงอุทานอื้ออึงกันระงม

4. วัฎจักร (พสุ อินทรมานวงศ์) – 5/5

ภาพมันรุนแรง (หนังเรื่อง Benny Video ป๊อปขึ้นมาในหัวเลย) พร้อมด้วยสัญญะที่เไม่เข้าใจในครึ่งเรื่องแรก แต่หนังก็สามารถคลี่คลายทั้งหมดได้ในครึ่งหลัง ภาพความรุนแรงและสัญญะเหล่านั้นเป็นไปเพื่อการสานรับกับความสับสนภายใน อันเป็นการสื่อสารกับคนทำงานประจำอย่างเราอย่างตรงไปตรงมา

5. May the year ahead brings you good luck (อรนลิน เตชะภูวภัทร) – 5/5

มันคือความเริ่นเริงเถลิงศก เฮฮาสังสรรค์ แต่เอ๊ะ พอดูๆไปเราจะค่อยๆพบกับความแปลกขัดตา ย้อนแย้งขัดใจ จนกลับรู้สึกว่าสุดท้ายมันกลับคือหนทางสู่ความมืดดำ (ที่ย้อนแย้งกับชื่อหนังอีกที) สุดตรีนมาก

6. วณิพกพเนจร (ภูพาน สรวิษมงคล) – 4/5

กล้องจับภาพวณิพกชายสูงวัยตาบอดหน้าร้านเซ่เว่นอีเลฟเว่นยาวนานครึ่งชั่วโมง พึมพำงึมงำในสิ่งที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ผู้คนรอบกายที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ก็เหมือนไม่มีตัวตนสำหรับเขา เราไม่สามารถเข้าใจอะไรกับตัวเขาได้เลย แต่การบังคับการจับจ้องของหนังกลับไม่ได้ทำให้เราพะอืดพะอมแต่กลับทำให้เราอยากลองสร้างจินตภาพสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เขาคิดและสื่อมันออกมาจากเสียงพิญและเสียงเพลงที่ฟังไม่ได้ศัพท์เหล่านั้น

7. ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (วชร กัณหา) – 5/5

นี่คือหนังที่ขโมยซีนที่สุดในโปรแกรม ตอนดูเราไม่รู้อะไรมาก่อนเลยถึงที่มาที่ไปของหนัง แต่ความประหลาดล้ำของภาษาในหนังนั้นเรียกร้องความสนใจเราได้อยู่หมัด สร้างการตัดต่อเติมคำในสมองจนพอคาดเดาได้ว่ามันต้องการสื่อสารอะไร คลอไปกับภาพเวิ้งว้างเปิดโล่งให้คนดูตีความเสียงที่ได้ยิน ซึ่งเราพอมารู้ที่มาที่ไปของหนังก็อยากจะกราบความคิดสร้างสรรค์ที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีของคนทำจริงๆ (หนังเอาคำพูด บทความ มาแปลเป็นอังกฤษแล้วก็แปลกลับมาเป็นไทยอีกครั้ง)

อนึ่ง มุกเพลงตอนท้ายนี่พีคสัดๆ

8. รำลึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 (พงศกร ฤดีกุลรังสี) – 4.5/5

หนังมันเล่นกับความเชื่อของคนดูว่ามันคือเรื่องแต่งหรือเรื่องจริงกันแน่ ทั้งในแง่ของการเป็นหนังที่จำลองมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ การเป็นหนังที่ใช้ฟุตจากเหตุการณ์จริงๆเลย ซึ่งพอดูจบก็พบว่ามันไม่ใช่ทังสองอย่าง ส่วนเรื่องในหนังก็ทำให้เรารู้ว่า ความคิดตัวเราเองนั้นแหละที่มันน่ากลัว

สุดท้าย ขอกราบขอบพระคุณผู้จัดทุกท่านและคนทำหนังทุกคน เป็นสองวันที่เรามีความสุขและฟินมากๆ แล้วเจอกันใหม่ปีหน้าครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s