Month: June 2014

Filmvirus Wildtype 2013

10415626_710465115680172_9012269054616299289_n

โปรแกรมฉายหนังสั้นไทยประจำปี 2013 โดยกลุ่มฟิล์มไวรัส เน้นหนังที่มีความโดดเด่นในแง่ใดแง่หนึ่งของปี 2013 แต่ขาดโอกาสในการเดินทางไปสู้ผู้ชม ทั้งจากการไม่ได้เข้ารอบงานประกวดหนังสั้นประจำปีของมูลนิธิหนังไทยหรือการที่สารสาระในหนังมีความหมิ่นเหม่อันไม่สามารถนำออกฉายในวงกว้างได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ คัดสรรค์โดยทีมงานผู้ผ่านตาหนังสั้นจำนวนมากมายมหาศาลในแต่ละปี ประกอบไปด้วย 4 โปรแกรม ดังนี้ (จะขอเขียนถึงหนังแต่ละเรื่องสั้นๆ พร้อมแนบลิงค์ยูทูปหากมี)

10447071_10202674616360609_788166012329974201_n
Rough Cinema:

1.คำสาแเช่งของเหล่าผีพราย (วิริญาพร บุญประเสิรฐ) – 5/5

เคยดูในยูทูปไปแล้ว แต่การมาได้ดูบนจอใหญ่ๆและเสียงดังๆแบบนี้เราพบว่ามันเพิ่มความหลอนได้ถึงแก่นมากๆ ความย้อนแย้งของภาพและเสียงนั้นรุนแรงสุดขีดคลั่ง ยิ่งด้วยการทราบถึงบริบทของเสียงที่ได้ยินนั้นมันยิ่งทำให้เราขนลุกกับคำสาปแช่งของผีเหล่านั้นที่เรารู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงแต่ไม่มีใครมองเห็นเพราะโดนความสุขบดบัง

2. กฤษฎาภินิหารอันบดบังไม่ได้ของเนวัดดาว (ยิ่งศิวัช ยมลยง) – 5/5

กวนบาทาเหลือขณา สนุกสนานเหลือขนาด หากภาพยนต์คือส่วนประกอบของเรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะสื่อและเสียงที่จะเอ่ย หนังเรื่องนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ มันคือการเล่าเรื่องยุคใหม่ด้วยภาพจากหนังไทยยุคเก่าด้วยเสียงพากษ์สุดกวน มันเลยกลายเป็นหนังที่ทั้งเป็นการรำลึกถึงหนังไทยยุคก่อน, คารวะการพากษ์สดที่ตายหายไปแล้วและความมหัสจรรย์ของเรื่องเล่า

3. ในวันที่นิ้วก้อยเท้าบังเอิญไปเตะขาโต๊ะเข้าอย่างจัง (ธนพฤทธิ ประยูรพรหม) – 4.5/5

ตอนดูจบเราเฉยๆนะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับค่อยๆชอบมันมากขึ้นด้วยความที่เราเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นใจเอามากๆของตัวหนังเองและของตัวผู้กำกับหนังเรื่องนี้ การเป็นหนังซ้อนหนังของมันยิ่งทำให้เราเห็นประเด็นนี้ชัดขึ้น เห็นความสับสนในความคิดที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าในสิ่งที่ทำ มันเหมือนตัวเราเองในหลายๆช่วงเวลา

4. ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา) – 5/5

“ความรัก แม่ง! ก็คือการเมืองรูปแบบหนึ่ง” คือสิ่งที่เราได้จากหนังเรื่องนี้ที่ใช้เรื่องรักหนุ่มสาวมาแผ่ขยายมุมมองทางการเมืองภาพกว้างได้อย่างยอดเยี่ยม

5. Betagen Forest (ฐาปณี หลูสุวรรณ) – 5/5

ไม่รู้ว่าเพราะความคิดสรตะกับหนังเรื่องก่อนหน้าหรือเปล่า เราเลยตามหนังในช่วงแรกๆไม่ค่อยได้ ตามโลกในหนังไม่ทัน แต่โชคดีที่หนังมันยาวและมีช่วงเวลามาพอให้ปรับสมองซึ่งก็พบว่าเราชอบในความฟุ้งของมันเอามากพอควร อาจด้วยเพราะการรับรู้ได้ถึงความจริงใจในเรื่องที่จะเล่าด้วยการสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกโลกแล้วส่งสารผ่านโลกนั้นในที่นี่คือเด็กสาว 4 คนกับ 4 เรื่องเล่าหวานขมเหงาซึ้งปนเคล้ากันไป ส่วนตัวเราเห็นว่าการเรียงเรื่องที่เล่ามันน่าสนใจดีนะ เริ่มจากแรกรัก เป็นเดียวดาย ก่อนไปเผชิญกับความตายที่เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันแล้วจบที่การย้อนกลับไปเรื่องรักอีกครั้งแต่เป็นในอีกเจเนเรชั่น มันเหมือนการพยามยามมองโลกของเด็กสาวผ่านความฝันในโลกสมมุติ มันเลยทำให้ไอ้ตอนจบเราสะเทือนใจกับมันมากทีเดียว (ที่ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นเพียงตัวแลคโตบาซิลัส)

อนึ่ง หนังมีโปรดักชั่นที่เรียกได้ว่าเยี่ยมยุทธ สูงกว่ามาตรฐานหนังนักศึกษาที่เราคุ้นเคย

6. ทองกวาว (ธนพฤทธิ ประยูรพรหม) – 4/5

คงต้องชมนักแสดงในเรื่องกับการเล่าเรื่องได้เป็นตุเป็นตะและมีชั้นเชิง ความสนุกของหนังคือเรารู้แหละว่ามันเล่าเรื่องมั่วๆ แต่เราก็อยากรู้ว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหน ซึ่งพอมันจบเราก็อดอมยิ้มไม่ได้ อีกด้านก็อยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือบังเอิญกันแน่

7. Cradle (ธิดาทิพย์ แสนชาติ) – 5/5

คงไม่มีอะไรจะสุดขีดคลั่งมากกว่านี้แล้วในโปรแกรมนี้ หนังลุ้นระทึกตลอด 3 นาทีและหนังไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลย แต่สิ่งที่เราคาดเดานั้นกลับจะถูกพลิกให้หงายเงิบหัวคว่ำขมำ เป็นความง่ายที่เหนือชั้นมากๆ

8. อีกรลี่หีพลาสติกใส (กร กนกีขรินทร์) – 5/5

ทรงพลังและเกรี๊ยวกราด นี่คือหนังทดลองที่จะติดใจเราไปอีกยาวนาน การใช้ภาพและเสียงของหนังไม่ต่างอะไรกับการเอาระเบิดมาปาใส่ผู้ชมเพื่อกู้ก้องถึงแรงขับเคลื่อนอันรุนแรงภายในของผู้กำกับ แรงขับอันรุนแรงแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง

อนึ่ง การใช้ภาพย้อนหลังก่อนแล้วค่อยย้อนภาพให้เดินหน้าตามปกติให้ความรู้สึกเหมือนย้อนวงกลับไปมาไม่รู้จบ

9. Ma Vie Incomplete et Inacheveee 1&2 (รัชฎภูมิ บุญบัญชาโชค) – 5/5

ศีลธรรมอันใดหลบไปให้พ้น ที่คือหนังที่จะรบกวนมวลจิตคนดูมากที่สุดเรื่องหนึ่ง มันตั้งใจกัดจิก เย้ยหยัน หยอกล้อเล่นหัวแรงต่อจารีต ค่านิยม ความเชื่อและศีลธรรมจรรยาอย่างร้ายกาจและแสบสันต์ แม้ภาคแรกเราจะได้เคยดูมาก่อนแล้ว แต่การมาได้ดูสองภาคต่อเนื่องกันด้วยเส้นเรื่องที่ต่อเรียงกันมันยิ่งทำให้จักรวาลแห่งการกัดจิกแบบนี้มันไปไกลสุดหล้ามากๆๆๆๆๆๆ รัชฎภูมิมิเคยทำให้เราผิดหวังเลยจริงๆ

Part I –

 

10373668_10202675012530513_3006260696743599407_n

Experimental Cinema:

 1. เมื่อแสงดับ (นาวีน นพคุณ) – 5/5

สำหรับเราๆว่าหนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบในทุกส่วนเลยล่ะ ทั้งเรื่องที่เล่าอันว่าด้วยผลกระทบทางจารีตนิยม งานโปรดักซ์ชั่นงามๆด้วยภาพขาวดำคอนทราสจัดที่มารองรับสารที่ต้องการสื่อได้อย่างมีพลัง รวมไปถึงนักแสดงที่จับความสนใจของคนดูได้อย่างอยู่หมัด เราชอบมาก

2. Song For Every Ghost (ชมพูนุท เมษฐา) 3/5
3. Proverbs (ชมพูนุท เมษฐา) – 3/5

ถึงตอนนี้เราจำหนังสองเรื่องนี้ไม่ค่อยได้แล้ว ด้วยเพราะหนังเรื่่องต่อๆมาเราสามารถจับต้องได้มากกว่า มันเลยเลือนๆหนังทั้งสองนี้ไปอย่างไม่น่าให้อภัย มันคือหนังทดลองที่เราจำได้เพียงความรู้สึกอที่ล่องลอยในเรื่องแรก และภาพบางภาพในหนังเรื่องหลัง เป็นไปได้อยากดูอิกซักรอบ

4. หนึ่ง (ธีรพัฒน์ งาทอง) – 5/5

ครึ่งแรกเราสนุกกับความคิดตัวเองมากทีเดียว เนื่องจากน้องคนทำซื้อไซย่า ไอ้เราก็คิดตลกๆว่า เออ! น้องมันคงอยากแสดงพลังอะไรบางอย่างในการควบคุมแมว แต่พอครึ่งหลังหนังมันกลับพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังตีน กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้าสร้อยที่แม้แต่แมวก็ไม่สนใจ การใช้เพลง La Fille Aux Cheveux De Lin ของเดอบุซซี่ สำหรับเรานั้นไม่ต่างจากภาพความทรงจำจากหนังอย่าง All About Lily Chou-Chou

5. 16×9 Capsule (วุฒินนท์ ชาญสตบุตร) – 5/5

เจ๋งมากทีเดียวกับการเล่นกับภาพ ทั้งภาพปะติดของสองห้วงเวลาในภาพเดียวกัน การลดสปีดของภาพ ลดความละเอียดของภาพแล้วซ้อนเข้ากับภาพในช่วงเวลาปกติอีกที หรือแม้แต่การหยุดภาพหรือเร่งสปีดภาพขึ้นอันก่อเกิดความประหลาดวาบหวามแปลกตาแถมยังพลอยให้เรานึกไปถึงอาการๆคิดถึงอดีต ณ ห้วงเวลาปัจจุบันขณะตามเสียงของนาฬิกา

6. Night (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ) – 3/5
7. โรคเมือง (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ) – 3/5

สองเรื่องนี้จากผู้กำกับท่านเดียวกันและมีแนวทางของหนังเหมือนๆกันนั้นคือการทดลองทางภาพ การเล่นกับความมืดและแสงไฟตามค่ำคืน ด้วยกล้องในมือที่เน้นการซูมอินจนภาพแตกพล่า หรือการถ่ายผ่านกระจกที่เต็มไปด้วยเม็ดฝนอันก่อให้เกิดภาพแตกยิบแสนประหลาด ประกอบคล้องกับเพลงคลอบ้างตามแต่ช่วงเวลา แง่หนึ่งมันเป็นการเปิดเปลือยควางามทางสายตา แต่ด้วยความไม่ประนีประนอมใดๆของหนัง เลยทำให้หลายห้วงเวลาเราหลุดออกไปจากหนังที่แม้ดวงตาจะมองภาพตรงหน้า แต่สมองเถล่ไถลไปไหนๆแล้ว

8. สุสานเวลา (กษิติ สังข์กุล) – 5/5

เรารู้สึกกับหนังในสองมิติ แรกคือหนังเพื่อบันทึกการจากไปของคุณย่าผู้ตายอันเป็นที่รักและสองคือภาพและเสียงของคุณย่าที่ย้อนกลับมาจ้องมองคนทำก่อนการเดินทางไกล ภาคคือตัวแทนของความคิดอย่างแรก และเสียงคือตัวแทนของความคิดอย่างหลัง

9. สลัว (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) – 5/5

โอเค แม้ว่าในครึ่งหลังมันจะดูดร๊อปไปนิดด้วยความชัดเจนตัดกับในช่วงแรก แต่ที่เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆเพราะเราคิดว่าเราเห็นความคิดของคนทำนะ มันคือการฝันที่เต็มไปด้วยความสับสนของวัยรุ่น ครึ่งแรกคือสิ่งที่คนทำฝันอยากทำ คือการทำหนัง ส่วนครึ่งหลังก็คือความสับสนในทางที่จะต้องเดินต้องก้าวต่อไปในชีวิตจริงว่าจะไปตามฝันหรือจะไปทางอื่น ซึ่งไอ้ความสับสนนั้นมันก็สะท้อนผ่านพร๊อบต่าง ผ่านซากปรักหักพังต่างๆในครึ่งแรกอีกที ชอบมาก

10. เต่านายสมปองร้องเพลงได้ (เจษฎา เนตรแขม) – 3/5

เหวอแดกค่ะ ไม่รู้จะจับอะไรมาพินิจดี นกพิราบ การส่งสาร หรืออะไร ยังไง? งง???

11. Past, Present, Future (อรรถวุฒิ บุญยวง) – 5/5

มันคือเรื่องเล่าสองเรื่อง เรื่องแรกคือบทบรรยายนิยามของศิลปะ เรื่องหลังคือเรื่องเล่าโป๊เปลือยเรตเอ็กซ์ เรื่องแรกคือภาพเคลื่อนไหวไหลลื่นบนท้องถนน เรื่องหลังคือภาพนิ่งในห้องมืด นี่คือหนังที่ทำให้เราคิดไปต่างๆนาๆถึงตั้งคำถามอันว่าด้วยศิลปะและอนาจาร ทั้งในความขัดแย้งระหว่างกันและเรื่องของพื้นที่และเวลาของทั้งสองสิ่ง

เราไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้คือ Past และ Present ของ อรรถวุฒิ หรือเปล่า? ถ้าใช่ก็จะรอดู Future เพื่อประกอบความสมบูรณ์ของไตรภาค (ที่สงสัยเพราะตอนดูในงานยูโทเปียชำรุดมันมีแค่เรื่องหลัง แต่ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน)

10416996_10202681525653337_7499627968825451375_n

Fiction;

 1. เจ็บปวด (อัคร ปัจจักขะภัติ) – 4.5/5

หนังชนะเลิศโครงการประกวดหนังน่าจะแบน ซึ่งก็โดนแบนไม่ได้ฉายจริงๆในการประกวดครานั้น มันเลยทำให้ความลือชาของมันขจรขจายไปทั่ว พอได้ดูก็ไม่แปลกใจว่าเหตุใดมันจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นเพราะนี่คือความเกรี้ยวกราด ความเกรี้ยวกราดจากความผิดหวังในรักต่อสังคมไทยสมัยปัจจุบันอันเต็มไปด้วยความไร้สาระ ผ่านวงดนตรีและการแสดงถึงการทรมานตัดพ้องกับภาพเหตุการณ์บ้านเมือง

2. ดวงใจ (เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์) – 5/5

เป็นหนังพูดถึงเรื่องการท้องในวัยเรียนได้น่าสนใจดี มันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอื้ออึงในใจและจบด้วยการตั้งคำถาม ซึ่งส่วนที่มันช่วยหนังได้มากๆคือนักแสดงทั้งสองที่ส่งมอบสื่อสารความมีชีวิตและจิตใจออกมาสู่ผู้ชมได้ดีมากๆ

3. วันทยหัตถ์ (บุศริน ศรีงาม) – 4.5/5

ภาพค่ายลูกเสือในหนังอย่างกับเป็นหนังสารคดีจนเราคิดไปว่ามันคงเป็นหนังอันว่าด้วยระดับชั้นอำนาจอะไรประมาณนั้น แต่พอเข้าครึ่งหลังมันกลายเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกไปอีกแบบ มันโยนไอ้เรื่องชั้นอำนาจนั้นทิ้งไปแล้วไปพูดถึงชีวิตและความไม่แน่ใจของวัยรุ่นชายแทน อันคลุไปด้วยกลิ่นฮอร์โมนเพศชาย ฉากการเดินเข้าป่าในตอนจบทำให้เราคิดไปถึงหนังของเจ้ย อภิชาติพงษ์

4. Status (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ) – 4/5

หนังว่าด้วยจรรยาบรรณสื่อและดร่าม่าเพื้ยนๆของสังคมไทย ข้อด้อยของหนังหนึ่งเดียวอาจคือความตรงไปตรงมามากๆของมัน  แต่พอคิดอีกแง่ก็พบไอ้ความตรงไปตรงมานี่แหละที่มักก่อดราม่าได้เสมอในสังคมบ้านเรา

5. Life On Mars (ณัฐชนน วะนา) – 5/5

ชอบจังเลย กรี๊ดกร๊าดมากๆ หนังสวยมาก ในเรื่องราวที่งดงามมากๆ เราชอบเซ้นต์ของการตามหารักที่หายไปด้วยแฟนตาซีงามๆแบบนี้ มันสวยแต่เจ็บปวดดีจัง ความเจ็บปวดลึกๆที่ค่อยๆคลายออกทีละนิดด้วยเรื่องเล่าของจักรวาล ดวงดาวและความรัก เหมือนการสร้างโลกเพื่อบำบัดตัวเราเองเพื่อหลีกหนีโลกจริงอันโหดร้าย ชอบฉากการพบกับคนรักในห้องสีแดงมากๆๆๆๆๆๆๆ แถมการที่มันใช้นักแสดงคนเดียวกันมาแสดงเป็นสองตัวละครนี่ก็เวิร์คมาก (ทั้งด้วยตัวบทและตัวนักแสดง)

6. ฟ้า (พงศกร จึงทวีศิลป์) 3.5/5

โอเคล่ะว่าการแสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งของคาดหวังของสังคมกับตัวสังคมจริงในหนังมันน่าสนใจดี แต่ส่วนตัวเราว่ามันเป็นหนังสะท้อนสัมคมที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่

7. คนที่เข้าใจ (มีศักดิ์ จีนพงษ์) – 3.5/5

หนังทำได้ดีนะในแง่ของการทำความเข้าใจคนที่ติดเชื้อ HIV และความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง มีเหตุมีผลที่เป็นมนุษย์และไม่ฟูมฟาย แต่เราไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นหนังเด็กและการจบแบบวนลูปกลับมาสวยๆซะงั้น

8. Dancing Queen (ทรรศน์มน กันยาศัย) – 4/5

บียอนด์สัดๆแล้วล่ะ มันเริ่มต้นด้วยการเดินทางสู่โอเชเนี่ยนและเกาหลีเหนือ มันคือการเดินทางที่อยู่ดีๆก็เลิกเดินแล้วก็คิดได้ว่ากูไปผิดทางนี่หว่า แล้วจึงกลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองคิดไว้แต่แรก ทำเอาคนดูอย่างเราขำเป็นบ้า

9. Le Roman De Michelle et Francisco (ณัฐชนน วะนา) – 5/5

รอบแรกตอนดูที่งานเราหลงไหลภาพ การจัดวางองค์ประกอบในภาพและตัวนักแสดงมากกว่าตัวเรื่อง พอดูอีกรอบเพื่อเก็บส่วนที่เหลือก็พบว่ามันคือการโซโลเดี๋ยวของนักแสดงอันว่าด้วยเรื่องราวความรักที่กำลังจะจบลง เราชอบซีนสุดท้ายมากที่มันเอาเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านไปมาใส่ไว้ในซีนเดียว

10336694_10202681857181625_6645193623576901350_n

Doc Moc:

1. ช่องว่าง (มีศักดิ์ จีนพงษ์) – 4.5/5

สำหรับเรามันเป็นหนังที่ว่าถึงเรื่องการทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่เหมือนใครดี หนึ่งคือมันตลกมากๆและสองคือชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง มีลูกล่อลูกชนในการนำพาความรู้สึกของคนดูไปสู่ประเด็นหลักของเรื่องคือการทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี

2. หลาน ยาย และเรื่องเล่าผีโพง (วิทยา กัณทาพันธุ์) – 4/5

ไม่แน่ใจว่าผู้กำกับได้อิทธิผลจากหนังพี่เจ้ยหรือเปล่าเพราะเรารู้สึกถึงอารมณ์แบบนั้น การเลือนเรื่องเล่าในหนังและตัวของหนังเองให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โลกที่ผีอยู่กับคนได้ปกติในเลเวลของคนชั้นล่างปากกัดตีนถีบ

3. This Film Has Been Invalid (วัชรพล สายสงเคราะห์) – 5/5

หนังบันทึกภาพการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 57 เขตดินแดนที่ไม่สามารถเลือกตั้งกันได้ คล้องไปกับผลการตัดสินของของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ นี่คือหนังแห่งความสงสัยอันไม่อาจเข้าใจได้ในความวิปลาสของสัมคมสมัยใหม่ด้วยน้ำเสียงรุนแรงเกรี้ยวกราด คือการระบายด้วยน้ำเสียงอันแผดดัง มันคือบทบันทึกประวัติศาสตร์ความประหลาดล้ำอันหนึ่งของสังคมไทยที่ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว (ไม่ต่างไปจาก คุณแม่อยากไปคาร์ฟู ของนวพล)

เห็นว่าเวอร์ชั่นที่ดูนี่เป็นเวอร์ชั่นตัดใหม่ในช่วงท้ายที่แรงขึ้นกว่าเดิมซักพันเท่าได้ ทำเอาเสียงอุทานอื้ออึงกันระงม

4. วัฎจักร (พสุ อินทรมานวงศ์) – 5/5

ภาพมันรุนแรง (หนังเรื่อง Benny Video ป๊อปขึ้นมาในหัวเลย) พร้อมด้วยสัญญะที่เไม่เข้าใจในครึ่งเรื่องแรก แต่หนังก็สามารถคลี่คลายทั้งหมดได้ในครึ่งหลัง ภาพความรุนแรงและสัญญะเหล่านั้นเป็นไปเพื่อการสานรับกับความสับสนภายใน อันเป็นการสื่อสารกับคนทำงานประจำอย่างเราอย่างตรงไปตรงมา

5. May the year ahead brings you good luck (อรนลิน เตชะภูวภัทร) – 5/5

มันคือความเริ่นเริงเถลิงศก เฮฮาสังสรรค์ แต่เอ๊ะ พอดูๆไปเราจะค่อยๆพบกับความแปลกขัดตา ย้อนแย้งขัดใจ จนกลับรู้สึกว่าสุดท้ายมันกลับคือหนทางสู่ความมืดดำ (ที่ย้อนแย้งกับชื่อหนังอีกที) สุดตรีนมาก

6. วณิพกพเนจร (ภูพาน สรวิษมงคล) – 4/5

กล้องจับภาพวณิพกชายสูงวัยตาบอดหน้าร้านเซ่เว่นอีเลฟเว่นยาวนานครึ่งชั่วโมง พึมพำงึมงำในสิ่งที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ผู้คนรอบกายที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ก็เหมือนไม่มีตัวตนสำหรับเขา เราไม่สามารถเข้าใจอะไรกับตัวเขาได้เลย แต่การบังคับการจับจ้องของหนังกลับไม่ได้ทำให้เราพะอืดพะอมแต่กลับทำให้เราอยากลองสร้างจินตภาพสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เขาคิดและสื่อมันออกมาจากเสียงพิญและเสียงเพลงที่ฟังไม่ได้ศัพท์เหล่านั้น

7. ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (วชร กัณหา) – 5/5

นี่คือหนังที่ขโมยซีนที่สุดในโปรแกรม ตอนดูเราไม่รู้อะไรมาก่อนเลยถึงที่มาที่ไปของหนัง แต่ความประหลาดล้ำของภาษาในหนังนั้นเรียกร้องความสนใจเราได้อยู่หมัด สร้างการตัดต่อเติมคำในสมองจนพอคาดเดาได้ว่ามันต้องการสื่อสารอะไร คลอไปกับภาพเวิ้งว้างเปิดโล่งให้คนดูตีความเสียงที่ได้ยิน ซึ่งเราพอมารู้ที่มาที่ไปของหนังก็อยากจะกราบความคิดสร้างสรรค์ที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีของคนทำจริงๆ (หนังเอาคำพูด บทความ มาแปลเป็นอังกฤษแล้วก็แปลกลับมาเป็นไทยอีกครั้ง)

อนึ่ง มุกเพลงตอนท้ายนี่พีคสัดๆ

8. รำลึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 (พงศกร ฤดีกุลรังสี) – 4.5/5

หนังมันเล่นกับความเชื่อของคนดูว่ามันคือเรื่องแต่งหรือเรื่องจริงกันแน่ ทั้งในแง่ของการเป็นหนังที่จำลองมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ การเป็นหนังที่ใช้ฟุตจากเหตุการณ์จริงๆเลย ซึ่งพอดูจบก็พบว่ามันไม่ใช่ทังสองอย่าง ส่วนเรื่องในหนังก็ทำให้เรารู้ว่า ความคิดตัวเราเองนั้นแหละที่มันน่ากลัว

สุดท้าย ขอกราบขอบพระคุณผู้จัดทุกท่านและคนทำหนังทุกคน เป็นสองวันที่เรามีความสุขและฟินมากๆ แล้วเจอกันใหม่ปีหน้าครับ

Advertisements

Marry is Happy, Marry is Happy: แมรี่(ไม่อาจจะ)มีความสุข

05/06/14 – Marry is Happy, Marry is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2013)

tumblr_n2x2ys0v2G1qbe219o1_500

ละอายใจตัวเองเหมือนกันที่ได้มาดูเอาป่านชะนี้ แต่เอาเถอะ การได้ดูในตอนนี้มันก็ทำให้เรารู้สึกกับเรื่องโรงเรียนในหนังได้รุนแรงเอามากๆ

เรามีทวีตเตอร์ แต่ไม่เคยเล่น รู้แต่เพียงว่ามันคือการเขียนข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรแล้วแสดงผลเหมือน FB ดังนั้นการทำหนังจากทวีตของคนๆหนึ่ง 410 ทวีตแบบไม่ข้ามเลยถือเป็นเรื่องท้าทายมาก

เราเชื่อมาโดยตลอดว่าเต๋อเป็นคนทำหนังออเตอร์ ซึ่งหนังเรื่องนี้มันก็ยังทำให้เราคิดแบบนั้นอยู่ คือนอกจากโจทย์มหาหินอย่างการสร้างเรื่องจากทวีตแบบไม่ข้ามและไม่ปะติดปะต่อใดๆแล้ว เต๋อยังสร้างโลกขึ้นมาใหม่ โลกที่เราจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย

โลกที่ทุกอย่างสำเร็จรูป โลกที่ทุกเรื่องมีคู่มือการใช้งานในเวลาอันสั้น โลกที่นักเรียนทุกคนมียูนิฟอร์มแบบเดียวกันไม่ว่าจะตอนเรียนหรือตอนนอน อันเป็นโลกที่แวดล้อมตัวละครที่มันต่อต้านความสำเร็จรูปเหล่านั้น ไม่ว่าจะด้วย Magic Hour หรือด้วยความน่าจะเป็นทั้งหลายแหล่ของแมรี่

และด้วยความที่เป็นโลกสำเร็จรูป มันจึงเต็มไปด้วยความแน่นอนชัดเจน กฏเกณฑ์ชัดเจน ความสำเร็จรูปคือความจริงแท้และถูกต้อง สิ่งอื่นเหนือเหนือจากนั้นคือด้านตรงข้ามเด่นชัด มันจึงกลายเป็นโลกของการควบคุม เผด็จการ ที่ครอบตัวละครขบถผู้มีความคิดอย่างเสรีไว้อย่างแน่นหนา

ในอีกด้าน มันคือวัยรุ่นชนชั้นกลาง วัยรุ่นที่เรื่องรัก เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน มีผลกระทบมากกว่าไอ้โลกที่ว่า เบื้องแรกเธอจึงไม่ใส่ใจในโลกที่ครอบนั้น จนกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนใดๆ เมื่อนั้นเราจึงได้เรียนรู้ความเลวร้ายของโลกที่แวดล้อมอยู่

แล้วเมื่อนั้น พอได้รู้ “ที่มา” และ “หน้าที่” ของประโยคที่เป็นชื่อของหนังแล้ว ความรุ้สึกที่เรามีต่อหนังก็พุ่งขึ้น กลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่เราดำรงอยู่ รุนแรงและเจ็บปวด

แถมโลกที่อยู่ในหัวของตัวละครมันยังมีความสับสนระหว่างโลกแห่งความจริงในเรื่อง(ที่เป็นโลกสมมุติของหนัง) กับโลกแห่งความฝันที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เป็นความซับซ้อนๆทับกลายเป็นอีกมิติหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าสิ่งใดที่ค้านกับโลกนั้นมันเกิดขึ้นได้ในแต่เพียงฝัน เป็นความคิดเสรีในกายที่ถูกตรึง

นี่จึงกลายเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องเรียลๆ แต่อยู่ในโลกเซอร์เรียล ซึ่งความเซอร์เรียลของมันมาช่วยดึงความเรียลให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

และมันยังเป็นภาพสะท้อนความสะเปะสะปะของการโซเชียลกับช่วงชีวิตวัยรุ่นฟุ้งฝันได้เป็นอย่างดี

แต่คำถามหนึ่งคือ ในหนังมันคือการสื่อสารแบบทางเดียว ทวีตแม่รี่ไม่มีการรีทวีตและหนังก็อาจไม่ได้ตั้งคำถามกลับมาแก่ผู้ชมบางคน เราคนดูเป็นแต่ผู้รับรู้และตีความ อย่างนี้เราจะยังเรียกมันว่าโซเชียลได้หรือเปล่า?

ข้อเสียเดียวอันเกี่ยวกับโจทย์ที่ว่าต้องไม่ข้ามทวีตใดๆเลย คือบางช่วงตอน(ไม่เยอะ)ที่เล่นกันง่ายๆหรืออย่างช่วงจุุดพลิกของตัวละครไปจนจบหนังที่เหมือนไม่มีเรื่องให้เล่าแต่ยังมีข้อความทวีตที่ต้องเคลียร์เหลืออยู่อีกเยอะ

พอดูหนังจบเรารู้สึกว่าเราโดนโปสเตอร์หนังหลอก แต่พอเวลาผ่านไปซักพักเรากลับพบว่าโปสเตอร์หนังนั้นมันคือการหลอกหลอนรุนแรง

5/5

Thai Aurora at the Horizon: Political Short Films Project by 15 Thai Filmmakers

01/06/14 – Thai Aurora at the Horizon: Political Short Films Project by 15 Thai Filmmakers (HAL Film School)

10369906_10201035558050464_5572703571370718689_n

โครงการหนังสั้น (การ)เมืองไทยในอุดมคติ 14 เรื่องโดย 15 ผู้กำกับ แรกสุดที่เราโอเคทีเดียวกับหนังในภาพรวม กล่าวคือมันมิใช่เพียงแค่ความคิดทางการเมืองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง มันมีทั้งฝ่ายที่ไปสุดในด้านหนึ่ง ฝ่ายกลางๆพร้อมกับการตั้งคำถามหรือแม้แต่ฝ่ายที่เห็นทุกอย่างสวยๆไปเลย คือมันมีแนวความคิดทางการเมืองที่หลากแบบดี  แม้ไม่ได้รอบด้านทั้งหมดแต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่สองขั้วหลักตามโครงสร้างการเมืองไทยปัจจุบัน และมันยิ่งน่าสนใจที่แนวความคิดทางการเมืองหลายแบบนี้มารวมอยู่ในมวลหมู่นักทำหนังรุ่นใหม่-เก่า เพื่อที่จะสื่อสารสิ่งที่คิดอยู่ในหัวแกสังคมที่แม้ว่าจะเป็นเสียงเล็กๆ(มากๆ) ที่เราก็เชื่อว่ามันจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรๆในสังคมได้มากนักหรอก แต่เราเชื่อว่าการรวมหมู่แห่งความหลากหลายของมันแบบนี้มันคือรูปแบบหนึ่งของระบบที่เรายอมรับ ดังนั้นแล้วโครงการแบบนี้มันจึงเป็นรูปแบบหนึ่งในการเรียนรู้ความคิดที่ต่างกัน เคารพกันโดยการมีจุดเชื่อมเหมือนกันนั้นคือภาพยนต์

ทั้ง 14 เรื่องประกอบด้วย (ไม่ได้เรียงตามลำดับเรื่องที่ฉาย)

1932591_244767642369805_784203088_o1. เพลี้ย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์/ ไทย/ 2014) – 4.5/5

หนังตามไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในต่างจังหวัดของตัวผู้กำกับ(จำจังหวัดไม่ได้ละ) ซึ่งมัน irony มากตรงที่มันเป็นด้านกลับของวีดีโอเปิดตัวโครงการที่เป็นการไปสัมภาษณ์เรื่องการเมืองกับเหล่าคนดังในกรุงเทพที่ไม่มีใครอยากให้ความเห็นเลย แต่ในการสัมภาษณ์นี้ผู้ถูกสัมภาษณ์กลับยินดีมากในการตอบ (ตอน Q&A ผกก แจ้งว่าจริงๆสิ่งที่ตัวผู้ถูกสัมภาษณ์พูดมานั้นมันฮาร์ตคอร์มากแต่จำเป็นต้องตัดทิ้งไป) แถมคำตอบที่ได้รับก็ไม่ได้มีความเห็นที่ตรงกันเสียทั้งหมด ในหมู่บ้านเดียวกันยังคิดยังเชื่อต่างกัน ยิ่งการถ่อมเนื้อถ่อมตนของผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมันยิ่งทำให้คนดูเห็นได้ถึงถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้สัมภาษณ์ได้เป็นอย่างดี (และแน่นอนพอกลับไปคิดถึงบทสัมภาษณ์เหล่าดาราตอนเปิดโครงการมันก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงวุฒิภาวะทางการเมืองระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี)

1960973_239939282852641_1741157495_o2. Mosquito in the Ant Land (ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ/ ไทย/ 2014) – 4/5

อาจเป็นความโชคดีของตัวผู้กำกับที่ได้ภาพสิ่งที่ไม่น่าจะพบกันได้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้มาอยู่ร่วมกันในหนัง ยุงและมดคือสองสิ่งที่ว่า ด้วยภาพมันเหมาะกับการตีความทางการเมืองได้สนุกดี ยุง(ที่บินได้)ถูกมด(จากเมืองมดตามชื่อหนัง)กัดและลากไปอยู่ใต้ตีนใครซักคน(ภาพจากมุมกดให้ดูยิ่งใหญ่)ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนเป็นมุมกว้างเห็นเป็นลุงคนนึงนั่งดูทีวีการเมืองอันพลิกความคิดของเรากลับไปอีกขั้น แต่เพราะการขึ้น text ในระหว่างภาพนั้นมันพาเราออกจากสิ่งที่เราคิดตลอดเวลา มันพยายามจะดึงเราออกจากการเดินไปขั้วหนึ่งให้กลับมาตรงกลางตลอดเวลา

1658713_244783642368205_1643682557_o3. คนไทยสมัยรัชกาลที่ ๙ (ณัฐวัฒน์ อรรถสวัสดิ์/ ไทย/ 2014) – 4/5

เพราะด้วยชื่อเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง มันทำให้อดคิดไปทางสุดขั้วหนึ่งไม่ได้จริงๆ การเมืองที่ส่งผลสู่ความขัดแย้ง แต่จบสวยไปหน่อยที่ก็เข้าใจได้ตามสิ่งที่ ผกก บอกตอน Q&A มันเป็นเพียงแค่การจำลองภาพการเมืองทางทีวีที่มีผลต่อครอบครัวที่เราไม่อินค่อยร่วมเท่าไหร่

1236462_250697398443496_1385486604_n4. น้องปิงปิงต่อแถวรอกินไก่ทอด (ไท ประดิษฐเกษร/ ไทย/ 2014/) – 2/5

เอาจริงๆวีดีโอโลโก้โปรดักชั่นของหนังเด่นกว่าหนังทั้งเรื่องอีกนะให้ตาย ส่วนตัวเรื่องไม่มีอะไร เป็นเพียงแค่การสัมภาษณ์การเมืองกับเด็กเล็กคนนึงในงานกีฬาสีที่มีแจกไก่ทอดฟรี

1658502_239940666185836_243834244_o5. ม.6 ของข้าพเจ้า (เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์/ ไทย/ 2014) – 4.5/5
รุนแรงตามคลิปภาพ หนังปล่อยให้คนดูคิดสรตะไปต่างๆนาๆซึ่งโดยมากคือการไม่เข้าในการกระทำของคนในคลิปอันสื่อไปถึงคนรุ่นหนึ่ง ก่อนจะตบกลับความคิดของคนดูไปอีกทางให้อื้ออึงและเต็มไปด้วยคำถามที่ไว้ให้ตัวเราเองเท่านั้นเป็นผู้ตอบ

1799990_244780805701822_1663683205_o6. After Babylon (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/ ไทย/ 2014) – 5/5

เป็นหนังที่ชอบที่สุดในกลุ่มนี้ มันสวยมาก มันงดงามมากแต่มันกลับเศร้ามากและเจ็บปวดมากๆ เรื่องของผลกระทบของระบบเทวาธิปไตยในโลกดีสโทเปีย ณพรรธน์ยังคงเล่นเรื่องจักรวาลและศาสนา เราคิดว่าเรารู้สึกถึงจุดเชื่อมบางอย่างกับ Portrait of the Universe แม้ว่าตัว ผกก เองจะบอกเกี่ยวพันแค่ชองห์ของหนังเท่านั้นก็ตาม อนึ่งเพลง The Times They Are A-Changin’ ในเรื่องทรงพลังมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และเห็นว่าจะมีภาคต่อด้วย จะรอติดตามดูเลย

1492207_250696701776899_1761345328_o7. The Taxi Meter (ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว/ ไทย/ 2014) – 2/5

คนสองฝ่ายบนรถแท็กซี่ มันสวยเกินกว่าเราจะเชื่อและเห็นด้วยนะ

1978534_250696791776890_1653935966_o8. Education Suicide (กานต์ชนิต โพธิ์สวัสดิ์/ ไทย/ 2014) – 4/5

มันน่าสนใจตรงที่บริบทของตัวหนังเองและของตัวสิ่งที่ ผกก เจอนั้นคือการขอความร่วมมือในการทำ อารยะขัดขืน ของอาจารย์ผู้สอนในภาค หนังเรื่องนี้จึงคือการตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา มันเรียบง่ายแต่ดูจริงจัง ไอ้ตัวละครที่มันต่อต้านการกระทำนี้แบบตรงไปตรงมาแง่หนึ่งมันก็ดูตลกและงี่เง่า แต่มันกลับเป็นการย้อนคำถามมายังตัวเราเองอีกทอดหนึ่งทีหนึ่ง

1900270_239940012852568_1733063729_o9. Sleepwalker (มนศักดิ์ คล่องชัยนันต์/ ไทย/ 2014) – 4/5

ภาพความสวยงามของความฝันอันว่าถึงเรื่องเล่าเมืองกรุงอันงดงามกับภาพความเป็นจริง ยั่วล้อกันไป กลายเป็นการระเมอที่ติดอยู่บนสองโลก งดงามดี

1957917_239940316185871_948709046_o10. My Hand is Still Looking (หรินทร์ แพทรงไทย/ ไทย/ 2014) – 2/5

มือขึ้นเหนือน้ำ เสียงปืน แล้วก็จมหาย…..มันง่ายและชัดเจนไปหน่อย

1780999_239941759519060_718316863_o11. Tear of Child (วีรชัย จิตสุนทรทิพย์/ ไทย/ 2014) – 3/5

มันว่าด้วยความรุนแรงที่ถูกปลูกขึ้นในตัวเด็กอย่างไม่ตั้งใจผ่านตามสื่อต่างๆ ตรงๆชัดๆ แต่ส่วนตัวเราไม่ค่อยจะอินอะไรๆที่เกี่ยวกับเด็กมากนัก (อันนี้เป็นปัญหาส่วนตัวจริงๆ)

1799005_244780369035199_543079391_o12. Shut Sound: Lao Duang Duen (วาคิม เนียมทับทิม/ ไทย/ 2014) – 4.5/5

ภาพเหตุกาณณ์ทางการเมืองเคล้าเพลงลาวดวงเดือน มิติแรกที่เราเห็นคือการยั่วล้อความเป็นไทยกับความขัดแย้ง อีกมิติที่ได้พบหลังจากการ Q&A ที่น้องเฟรมพูดถึงประวัติของเพลงๆนี้ก็พบว่ามันยังเป็นบทเพลงแห่งความเศร้าที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกแง่หนึ่งด้วย
1972349_250697371776832_1419394412_n13. วัยเด็ก (อุกฤษณ์ สงวนให้ & ชญจี กฤตยาพงศกร/ ไทย/ 2014) – 4.5/5

หนังทดลองที่เหมาะแก่การตีความ ภาพของเด็กดำน้ำตะโกนคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์และชาย-หญิงที่ยืนคอยบงการอยู่เหนือน้ำ จริงๆมันค่อยข้างชัดในเจนในการแทนค่า แต่พอเราแทนคนบงการเป็น “พี่-น้อง” แล้ว มันจะรู้สึกพีคเป็นพิเศษ อนึ่งการคว้าจับกล้องในตอนท้ายคือความรุนแรงอย่างหนึ่ง

1960858_244784772368092_451876365_o14. ประชาธิปัตย์มาแล้ว (จุฬญาณนนท์ ศิริผล/ ไทย/ 2014) – 4/5

แสบสันต์ แสบทรวง แม้จะเคยดูมาก่อนแล้วก็ตาม

หนังจะยังมีฉายอีก 2 รอบในกรุงเทพคือ:

15 มิ.ย. / TKpark อุทยานการเรียนรู้ @Central World / ค่าเข้าชม 20 บาท

22 มิ.ย. / ห้องสมุด The Reading Room, Bangkok (สีลม ซอย 19) / ชมฟรี

ทุกสถานที่ ฉายเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

พร้อมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นต่อภาพยนตร์สั้นกับเหล่าผู้กำกับ

(หนังสั้นทุกเรื่องมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ)

ติดตามข่าวสารได้ที่นี่ https://www.facebook.com/events/675874395806070/?source=1

พฤษภา’14 กับหนังที่ได้ดู

04/05/14 – The Grand Budapest Hotel (Wes Anderson/ US, Germany/ 2014) – 4/5

 ดูแบบไม่มีซับ (มีแต่ซับจีนที่อ่านไม่ออก) เลยไม่อาจสามารถเจาะลึกลงไปในรายละเอียดปลีกย่อยอะไรได้เท่าไหร่ โชคดีที่เส้นเรื่องหลักมันชัดเจนมากอยู่แล้วเราเลยสนุกกับหนังไปได้ตลอดรอดฝั่ง และมันก็เพียงพอแล้วล่ะสำหรับเราในการได้ดูหนัง เวส แอนเดอสันในโรง หนังมันเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนและเหตุการณ์ว่ายป่วงเพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าของๆโรงแรมหรูบนภูเขาใหญ่ แน่นอนอะไรที่เราคิดถึงในหนังเวสนั้นมากันครบทั้งงานภาพเด่นๆและงานศิลป์ล้ำๆประกอบกับนักแสดงดังๆที่ฟอร์มกันมาแบบจัดเต็มเยอะแยะมากมายอันพร้อมใจยกกันมาแสดงกันในแบบ “เวสๆ” ด้วยความหน้าตายและบทสนทนากวนๆ จนเราพบว่าหนังเรื่องนี้แม่งกวนบาทาที่สุดแล้วในบรรดาหนังของเวสที่เราเคยผ่านตามา

ปล. โรง Golden Village ในสิงคโปร์นี่โฆษณาเยอะเหมือนกันนะ ตัวอย่างแค่ตัวเดียวนอกนั้นโฆษณาไปสิบนาทีได้ (เราดูโรงในห้าง Plaza Singapura ใน Dhoby Ghaut)

10/05/14 – Bad Milo (Jacob Vaughan/ US/ 2013) – 3/5

ในวงการภาพยนต์เราเคยมี จิมิเขมือบจู๋ มาแล้ว แล้วทำไมเราจะมี ก้อนขี้ขย้ำคน บ้างไม่ได้ล่ะ!

ด้วยพล๊อตอันว่าด้วยก้อนขี้ที่ออกมาฆ่าคนก็ชัดมากเหลือเกินแล้วว่าหนังมันตั้งใจจะคัลล์แบบหลุดโลกไปเลย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นแหละ แล้วพอหนังมันชัดเจนมันก็ใส่ความอุบาทมาแบบจัดเต็ม แต่เดี๋ยวก่อน ใช่ว่าหนังจะคัลท์ไร้สาระ หนังให้มิติของก้อนขี้นั้นด้วยการใส่แรงขับด้านมืดของจิตใต้สำนึกของผู้เป็นเจ้าของร่างเข้าไป มันเลยกลายเป็นว่าไอ้ก้อนขี้นี้มันฆ่าคนที่เจ้าของร่างมันไม่ชอบ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ เก๋ดีว่ะ มึงเอาความซับซ้อนทางจิตมาใส่ไว้ในสิ่งปฏิกูล แถมสืบทอดต่อรุ่นได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หนังก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น เว้นเสียแต่การมอบความบันเทิงเพียวๆและบอกกับเราว่า ถ้าคิดจะคัลท์หรืออุบาท จงทำมันอย่างภาคภูมิ

10/05/14 – Four Eyed Monsters (Susan Buice, Arin Crumley/ US/ 2005) – 4.5/5

จำได้ว่าหนังมันดังมากในปีที่มันออกฉาย กลายเป็นหนังอเมริกันอินดี้ผู้ก่อกำเนิดการ PR, จัดจำหน่ายและฉายผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แต่สำหรับเราๆพบว่าหนังมันมีความสำคัญมากกว่านั้นมากๆในแง่ของการตั้งคำถามถึงเรื่องความแปลกแยกและการเติมเต็ม

หนังมันชัดเจนมากว่ามันต้องการสื่อสารโดยตรงไปสู่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกต่อโลก แปลกแยกต่อสังคม พวกที่มีความฝันแต่ยังไปไม่ถึงหรือมวลหมู่ผู้คนที่รู้สึกโดดเดี่ยวและโหยหาอะไรซักอย่างมาเติมช่องว่างๆเหล่านั้น ซึ่งสิ่งที่หนังมันเอามาเติมใส่ในช่องเหล่านั้นก็คือระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค อันเป็นการตั้งคำถามร่วมสมัยที่ว่า ระบบเน็ตเวิร์คเหล่านี้มันจะทำให้คนเราเข้ากับ โซเชียล ได้จริงหรือ? โดยเทียบผ่านตัวละครที่ยกความเป็นโซเชียลแบบเน็ตเวิร์คนั้นมาไว้ในโลกจริงเสียเลย (ผ่านปากกาและกระดาษ) และมันน่าจะเป็นหนังเรื่องแรกๆด้วยกระมั๊งที่พูดถึงการสร้างความสัมพันธ์ผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์คในยุคที่มันยังไม่แพร่หลายมากเหมือนในตอนนี้ มันเลยกลายเป็นหนังที่มาก่อนกาลไปอีกทอดหนึ่ง

อีกส่วนที่เราว่ามันดีมากๆคือการตีกลับของตัวเรื่องที่กลายเป็นเรื่องเล่าของการทำหนังของตัวผู้กำกับในช่วงท้าย กลายเป็นว่าเรื่องที่เราได้ดูมาทั้งหมดคือเรื่องราวของตัวผู้กำกับเอง มันเลยกลายเป็นว่าตัวหนังมันไปเติมเต็มชีวิตของตัวผู้กำกับแล้ว แต่กลับไปมอบความแปลกแยกคืนกลับให้กับคนดูอีกครั้งหนึ่ง

11/05/14 – Naked Killer (Clarence Fok Yiu-leung/ HK/ 1992) – 3/5

 เอามาดูเพราะอยากเก็บไตรภาคหนังชุด Naked ของหวังจิ่งให้ครบพร้อมด้วยการตามหาคำตอบว่าเหตุใดหนังชุดนี้จึงถูกสร้างออกมาทุกๆ 10ปี (Naked Weapon ในปี 2002 และ Naked Soldier ในปี 2012) หรือว่ามันคือความต้องการอย่างหนึ่งในบันทึกความเป็นไปของยุคสมัยนั้นๆเอาไว้? ซึ่งพอดูครบทั้งสามภาคแล้วก็พบว่ามันไม่มีอะไรแบบนั้นเลยว่ะ (ฮา) เพราะความสำคัญจริงๆของหนังชุดนี้คือการสร้างนักแสดงเซ็กซ์ซิมโบลหญิงในแต่ละยุคขึ้นมาตะหาก (แน่นอนมันสำคัญกับกู) ภาคแรกคือ ซิวซู่เจิน ที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว, ภาคสองคือแม็กกี คิว ที่ดังระดับโลก ส่วนภาคสามคือ เซียะถิงถิง น้องสาวของ เซียะถิงฟง ที่ต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะดังแค่ไหน

พล๊อตของหนังทุกภาคมีแบบเดียว กล่าวคือตัวเอกต้องมีเหตุให้ต้องเข้ารับการฝึกฝนเพื่อเป็นนักฆ่าชั้นยอดที่ใช้ทั้งฝีมือและเสน่ห์แห่งเรือนร่าง ต้องพบเจอกับความรักต้องห้าม จบท้ายด้วยการปะกับศัตรูตัวฉกาจที่ก็เป็นเหล่านักฆ่าในสำนักเดียวกันนั้นแหละ ซึ่งเรื่องมันก็มีอยุ่แค่นั้นจริงๆ ไม่มีอะไรนอกจากนั้นแล้ว เว้นเสียแต่การดูสาวสวยออกลีลาบู๊งามๆให้ได้ชมกัน ซึ่งก็เพลินได้อยู่นะ

12/05/14 – Before Midnight (Richard Linklater/ US/ 2013) – 5/5

 เราได้ดู Before Sunset และ Before Sunrise เมื่อซักประมาณ 12 ปีที่แล้ว ดูต่อกันเลยในช่วงวัยที่ยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครมากมายนัก เราเลยรู้สึกเฉยๆกับหนังสองเรื่องก่อน (ซึ่งถ้าเอามาดูตอนนี้ เราค่อนข้างมั่นใจว่าคงสิ้นสติเสียชีวิตแน่ๆ) การดูหนังภาคนี้จึงไร้แรงกดดันใดๆ ดูแยกเอกเทศ สบายๆ ซึ่งก็พบว่ามันได้ทำให้เราสิ้นสติเสียชีวิตไปเลยจริงๆ

หนังมันยังคงการเล่าเรื่องไว้เหมือนเดิม นั้นคือการใช้ซีนน้อยๆแต่อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาอันคมคายและเต็มไปด้วยวุฒิภาวะตามช่วงสภาวะของเจสซีและเซลีนในแต่ละช่วงวัย(แต่ละภาค) ซึ่งภาคนี้พอตัวละครมันขึ้นเลขสี่แล้ว ชีวิตผ่านอะไรมามากมาย บทสนทนาในเรื่องมันเลยเต็มไปด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกและเข้าใจปัญหามากขึ้น รู้จักการอดทนอดกลั้น การยอมแบกรับความทุกข์ในบางเรื่องเพื่อสิ่งที่สำคัญมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ที่พวกเขาและเราค้นพบว่ามันไม่ได้ง่ายเลย มันยังมีความรักหวานๆอยู่แหละ แต่เป็นรักที่เต็มไปด้วยบาทแผลมากมาย บาทแผลที่ได้รับการเยียวยาไปด้วยพร้อมๆกัน

หนังมันมีไม่กี่ซีนแต่ทุกซีนทำเราตายได้หมด ตั้งแต่ซีนส่งลูกกลับบ้านที่ส่งผลต่อเรื่องราวในช่วงท้าย, ซีนในรถที่เป็นการปูความทรงจำให้คนดู, ซีนโต๊ะอาหารที่เหมือนเป็นการสื่อสารถึงความหลากลายของความสัมพันธ์ในปัจจัยอันมากมายทั้งในเรื่องของช่วงวัย, ในเรื่องแนวความคิด, ในความเชื่อและรวมไปถึงเรื่องความรู้สึกอันปัจเจค (ซีนนี้เป็นซีนที่เราชอบมากที่สุดในหนัง), ซีนเดินไปร้านอาหารกับการพูดถึงเรื่องราวในอดีตของคู่รัก (โดยเฉพาะการถามถึงการเจอกันบนรถไฟใน Before Sunset ที่เอากูตายไปเลย), ฉากดูพระอาทิตย์ตกดิน (อันนี้กูน้ำตาซึม), ฉากระเบิดความอัดอั้นในห้องที่เป็นการเปิดบาดแผลให้เราดู จบท้ายด้วยฉากจบอันเต็มไปด้วยความเข้าใจแสนโรแมนติก

หากใครอยากจะหาหนังที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักซักเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้จะเป็นตัวเลือกแรกๆของเราที่จะแนะนำ

16/05/14 – Rape By The Angel (Lau Wai-Keung/ HK/ 1993) – 3/5

เกริ่นนำ:
นานมากแล้วเมื่อเรายังเรียนชั้นประถม วัดใกล้บ้านมีการฉายหนังกลางแปลงล้อมกำแพงเก็บเงิน ค่าตั๋ว 10 บาท เราจำได้ว่าเราอยากดูหนังเรื่องนั้นมากๆ มันคือหนังไทยเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง (นิรัตติศัย กัลย์จาฤก, 2537) เรารีบเข้าไปนั่งรอหนังฉายพร้อมมะม่วงที่แม่เพื่อนให้มาเป็นของขบเคี้ยว แต่แล้วพอหนังฉาย มันกลับไม่ได้เริ่มด้วยหนังไทยเรื่องนั้น มันกลับเป็นหนังจีนเรื่องหนึ่ง มันพูดถึงชายใส่หน้ากากนักข่มขืนกับเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมเพื่อการจับตัวชายผู้นั้น ใช่! มันเป็นหนังอาร์ที่เห็นปทุมถันโดดเด้งชัดเจน ถ้าจำไม่ผิด ณ โมเม้นต์นั้นเราตื่นเต้นมากๆที่ได้เห็นได้ดูหนังเรต III ของฮ่องกงเป็นครั้งแรก แถมดูบนจอขนาดใหญ่ ที่สำคัญเราจำได้ว่าหนังสนุกมาก สนุกจนอยากจะดูมันอีกครั้งแต่ก็หาดูไม่ได้ซักที แล้วกาลเวลาก็ผ่านไปนานนม จนเมื่อโลกมีบิตทอร์เรนให้โหลดหนังดูได้และมีคนปล่อยหนังชุดนี้ทั้ง 5 ภาค มันเลยได้กลายมาเป็นการตามหาหนังในความทรงจำของเรา แต่เดี๋ยวก่อน! มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องที่เราตามหาอาจจะไม่ได้อยู่ในหนังชุดนี้เลยก็ได้! ดังนั้นแล้วนี่ก็คือการดูหนังบำบัดจิตที่มาพร้อมกับความท้าทาย…มหากาพย์สัดๆอะ

ผลที่ได้:
มันยังไม่ใช่หนังเรื่องนั้นว่ะ!

ซิวซู่เจินและเยิ่นต๊ะหัวกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากโด่งดังจาก Naked Killer เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า โดยพล๊อตหลักคือการตามไปดูแผนการอันฉลาดเป็นกรดของนักกฏหมายหนุ่มผู้ชื่นชอบการข่มขืนและการตามล้างแค้นเอาคืนของสองพระ-นาง โอเคล่ะแม้ว่ามันจะมีอะไรไม่สมเหตุสมผลพลอยให้ขัดใจอยู่บ้าง (โดยเฉพาะไอ้หุ่นตัวตลกในช่วงท้าย) แต่โดยรวมมันก็สนุกดี โดยเฉพาะการนำเสนอแผนการของทั้งตัวร้ายและพระ-นาง, การเอาตัวรอดต่างๆหรือแม้แต่เรื่องราวพ่อแง่แม่งอน แต่หากถามว่ามันมีอะไรนอกเหนือจากนั้นไหม น่าเสียดายที่มันไม่มี เว้นเสียแต่ซิวซู่เจินที่เซ็กซี่มว๊ากกก

หนังได้ แอนดริว เลา ในวัยที่เพิ่งเริ่มทำหนังมากำกับ ซึ่งเราคิดว่าเรามองเห็นแววและลายเซ็นของเขาเหมือนกันนะผ่านการเฉือนคมต่างๆที่เกิดขึ้นในหนัง

ปล. เชื่อว่าหนังที่เราตามหาคงเป็นภาคที่สองของหนังชุดนี้ (ตามปีที่ฉายร่วมกับกาเหว่าฯ) ซึ่งถ้าใช้ก็จบแล้วดูให้ครบ 5 ภาค แต่หากไม่ใช่ก็ตามหากันต่อไป (แลดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่จนน้ำตาจะไหล)

18/05/14 – Import/Export (Ulrich Seidl/ Austria, France, Germany/ 2007) – 5/5

 ต่ำตม ต่ำช้า ต่ำทรามและโสมม!…สาสมกับกูยิ่งนัก!!!

ก่อนที่จะมีไตรภาคแห่งสวงสวรรค์ (Paradise: Love/Faith/Hope) ไตรภาคอันว่าด้วยนามธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ผู้แสนประเสริฐแต่กลับเต็มไปด้วยความกลวงเปล่าไร้แก่นสาร ผู้กำกับอุลริช ซีเดิล ได้ทำหนังเรื่องนี้ออกมาก่อนหน้า หนังที่ยิ่งตอกย้ำกับเราว่า ผู้กำกับท่านนี้แกเกลียดมนุษย์จริงๆ หรือ แกเข้าใจมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้กันแน่?

หนังเล่าเรื่องราว 2 ชุด หนึ่งคือสาวชาวยูเครนลูกหนึ่งผู้ต้องไปค้าแรงงานในออสเตรียเพื่อชีวิตที่ดีกว่า อีกหนึ่งคือหนุ่มออสเตรียตกงานผู้ต้องตามพ่อเลี้ยงไปทำงานในยูเครน 2เรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยเว้นแต่จุดร่วมเดียวกันอันว่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของหนัง สิ่งที่หนังตั้งใจตั้งคำถามกับผู้ชมคือสิ่งเดียวที่ไตรภาคสรวงสวรรค์มอบให้ นั้นคือ “ความเป็นมนุษย์” ตะหาก

หาก “ความเป็นมนุษย์” ในนิยามการรับรู้ทั่วไปคือความงดงาม เปี่ยมไปด้วยคุณค่ามากมายเหมือนดั่งหนังฟีลกู๊ดอันอิ่มเอมที่ถูกผลิตซ้ำๆในโลกภาพยนต์ทั้งหลายเหล่นั้น หนังของ ซีเดิล จะเป็นหนังที่มากระชากโฉมหน้า  “ความเป็นมนุษย์” ที่แท้จริงออกมา ความแท้จริงที่ถูกปกปิดเพื่อปลอบประโลมมนุษย์ให้เหลิงระเริงและคิดว่าตนสูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นิยามสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ในหนังของเขานั้นไม่ได้แตกต่างจากนิยามทั่วๆไปของสิ่งมีชีวิตเดรัจฉานอื่นๆ ไม่มีการยัดความดีความชอบอะไรให้รู้สึกถึงความเหนือกว่าต่อสัตว์โลกชนิดอื่นๆ มันมีการแก่งแย่งชิงดี การเอาตัวรอด การกดขี่ข่มเหง และความเลวร้ายนาๆประการมากมายที่ไม่ใช่มาเพื่อความซะใจ แต่มันคือความเป็นอยู่ทั่วไปของมนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่เพศสภาพใด จะเฉพาะเจาะจงซักหน่อยสำหรับคนชั้นล่างของสังคมผู้ไม่มีปากมีเสียง

ชื่อหนัง Import Export น่าจะคือการ ส่งออกและนำเข้าแรงงานราคาถูกตามการเดินทางของตัวละครในเรื่อง ส่วนความเวิ้งว้างในสภาพหิมะขาวโพลนก็ทำให้อดรู้สึกถึงความเลือดเย็นอย่างที่สุดของมวลหมู่มนุษย์ไม่ได้

18/05/14 – The Monkey King (Pou-Soi Cheang/ China, HK/ 2014) – 1/5

อย่างที่มิตรสหายท่านหนึ่งว่าไว้…..มีเงินแต่ไร้รสนิยม

โอ้โห มันหลุดทะลุโลกทะลุมิติไปจักรวาลไหนก็ไม่รู้ ไม่ต้องสนใจอะไรกันอีกแล้วกับเนื้อหาหรือการสื่อสารใดๆกับผู้ชม กูจะมอบความตระการตา ตื่นตาตื่นใจให้อย่างเดียว ประเคนอัดๆมันเข้าไปจนแทบอยากจะปิดเครื่องเล่นแล้วเลิกดูแม่งไปเลย โอเคล่ะซีจีมึงดีกูไม่เถียง แต่ถ้ามันเยอะและไม่ได้เอามาซัพพอร์ตตัวเรื่อง(อันน้อยนิดมหาศาล)ได้ล่ะก็ มันจะกลายเป็นยาขมชั้นดี กูไม่ได้อยากดูการพริ้วไหวของขนหมงขนหมอยอีเห้งเจีย กูอยากดูหนังที่สื่อสารอะไรกับกูซักหน่อยก็ยังดี ความบันเทิงก็ได้ ซึ่งมังกรหรือปีศาจวัวมันช่วยกูตรงนั้นไม่ได้เลย ให้ตายเถอะ!!!

บายเดอะเวย์ กูขอไว้อาลัยกับดาราฮ่องกงทุกคนในเรื่องนี้ด้วยนะเคอะ เหี้ย! กูไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นเจินจื่อตันเลย, ไม่ได้เห็นถึงความพิเศษของปีศาจหัวกัวฟู่เฉิน, ส่วนโจเหวินฟะก็โดนมังกรขโมยซีน แต่ที่เหี้ยสุดคือ เฉินฮุ้ยหลิน ในบทเจ้าแม่กวนอิม อีสัด! ความทรงจำวัยหนุ่มกูแตกสลายเป็นผุยผงเบยยยย

ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้เรามี Journey To The West ของโจวซิงฉือ ที่ว่าถึงการกำเนิดพระถังซัมจั๋ง อันเป็นการพูดถึงช่วงเวลาเดียวกันกับหนังเรื่องนี้ (ช่วงก่อนรวมกลุ่มเดินทางแสวงบุญ) แต่คุณงามความดีของหนังทั้งสองเรื่องแตกต่างกับลิบลับจริงๆ

22/05/14 – Enemy (Denis Villeneuve/ Canada, Spain/ 2013) – 4.5/5

– ดูจบ “อีสัด” ก็หลุดออกจากปาก!

– เอาตรงๆเราจับอะไรในหนังไม่ได้เลย การประติดประต่อล่มสลายลงราบคาบเมื่อฉากสุดท้ายปรากฏจนต้องกลับมานั่งทบทวนเรื่องราวทั้งหมดใหม่อีกครั้งซึ่งก็ยังคงคลุมเคลืออยู่ดี

– จะด้วยบรรยากาศอันแสนอึดอัดด้วยภาพซีดจากอมเหลือง องค์ประกอบของภาพอันเต็มด้วยการสื่อถึงความซับซ้อน(ชอร์คบนกระดานดำ, มวลหมู่ของตึก, มวลหมู่หน้าต่าง, รูปลักษณ์ของตึกต่างๆ) รวมไปถึงดนตรีประกอบหลอนๆที่มันทำให้ไอ้ความคลุมเครือเหล่านั้นมันมีเสน่ห์ขึ้นมา เสน่ห์ที่ไม่ได้เพื่อการค้นหา แต่เป็นเสน่ห์แห่งการติดกับ เหมือนเหยื่อบนใยของแมงมุมที่มันค่อยๆมากัดเราให้ตายแล้วเก็บเอาไว้เพื่อเป็นอาหาร

– จะว่าไปแมงมุมในเรื่องมันเปรียบได้กับเผด็จการที่ตัวละครมันสอนนักเรียน มันคือการควบคุมชักใยเพื่อผลประโยชน์ เพื่ออาหาร เพื่อการปกครอง ซึ่งมันก็สามารถกำเนิดขึ้นได้ในตัวของเราเอง

– กราบนักแสดงในเรื่องทุกตัว เจค เลิศวิจิตรมากๆ, ซาร่า การ์ดอน ตราตรึงสุดๆ ส่วนเมรานี่ โลลองที่รักเก่ากันอยู่แล้ว

22/05/14 – The World’s End (Edgar Wright/ UK, US/ 2013) – 3.5/5

เอ๊ดการ์ ไรท์ นี่เก่งเนอะ ทำหนัง 3 เรื่องโดยใช้ชองห์หนัง 3 แบบที่่ต่างกันชัดเจนแล้วออกมาสนุก, โดดเด่นและน่าจดจำทุกเรื่อง เพราะนอกจากจะเล่นกับชองห์ของหนังได้อย่างชาญฉลาดแล้ว เอ็ดการ์ยังใส่ใจในตัวบทตัวเรื่องที่อยู่ในชองห์นั้นๆด้วยเพื่อที่จะทำให้ตัวหนังมันมีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่หนังล้อชองห์ธรรมดาทั่วๆไป อย่างในเรื่องนี้ก็ใส่เรื่องราวมิตรภาพและการย้อนวันเวลาเพื่อไปพูดถึงการเติบโตของเหล่าตัวละครเข้าไป แต่ก็เสียดายอยู่นิดที่ถ้าเทียบกับหนังสองเรื่องก่อน เรื่องนี้ดูจะอ่อนด้อยที่สุด (เหตุผลหนึ่งคือส่วนตัวไม่อินกับอะไรแบบนั้น)

แต่ส่วนที่เราชอบมากๆคือเรื่องราวการเข้ามาควบคุมมนุษย์ของมนุษย์ต่างดาวที่ใช้การตีสนิทในการเข้าหา มันเหมือนด้านกลับของเมทริกซ์เพราะเราเลือกที่จะกินยาเม็ดสีแดงแทนสีน้ำเงิน การเข้ามาควบคุม เข้าเปลี่ยนให้กลายเป็นคนดี ให้รักและสามัคคีกันแบบนี้มันสะเทือนจริงๆในการดูหนังเรื่องนี้ในวันเดียวกับการถอยหลังเข้าคลองของบ้านเรา ฉากการด่ามนุษย์ต่างดาวในหนังจึงเหมือนเป็นภาพแทนของเราเองในการป่าวประกาศเรียกหาเสรีภาพที่ยังไม่ได้พบกันเสียที

24/05/14 – Timeline จดหมาย ความทรงจำ (นนทรีย์ นิมิบุตร/ ไทย/ 2557) – 2/5

หนังไม่ได้แย่อย่างที่คิด (หมายถึงแย่ขนาดรับไม่ได้เลย) แต่ก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกดีๆแห่งความอบอุ่น แห่งความรักหรืออะไรเทือกนั้นที่หนังพยายามมอบให้ได้เลย โอเคล่ะว่าหนังมันพยายามเดินตามพล๊อตเดิมในภาคแรกเพียงแต่เปลี่ยนบริบทกัน เปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นสื่อออนไลน์แต่พูดถึงเรื่องของความสวยงามของความรักเหมือนกัน แต่อย่าลืมนะว่านั้นมันหนังเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ไอ้ความรักแบบนั้นในช่วงนั้นมันอาจจะเวิร์คทั้งด้วยปัจจัยของตัวหนังเอง, ความแตกต่างกับหนังในช่วงเวลานั้นหรือกับบริบทสังคมที่จดหมายค่อยๆได้รับความนิยมลดลงและการสื่อสารออนไลน์ก็ไม่ได้บูมเท่าตอนนี้ ดังนั้นปัญหาแรกที่หนังพยายามทำคือการดึงผู้ชมกลับไปควานหาความงดงามของการเขียนจดหมาย มันบอกว่าการสื่อสารออนไลน์บางทีมันก็ไม่เวิร์ค จริงเท็จแค่ไหนไม่รู้ แต่เชื่อว่าถ้าจดหมายเหล่านั้นไม่ได้ถูกอ่านด้วยคนที่เขียนเหมือนในหนังเราก็คิดว่ามันก็ไม่น่าจะต่างอะไรกับการสื่อทางออนไลน์นะ

ส่วนที่สองคือการกระทำของตัวละคร โดยรวมเราเข้าใจและรับได้กับไอ้สองตัวละครหลักนะ แต่ก็เฉพาะในแง่ความรู้สึก ไม่ใช่การกระทำที่หลายช่วงตอนที่เรารู้สึกว่าเออ พวกมึงเยอะไปแล้วนะ ไม่ว่าจะหมากระป๋องเอย ต้นบ๊วยเอย ผัดฝักแม้ว จักรยานหรือแม้แต่การตายของจูนและการเขียนจดหมายสุดท้ายของแทน อย่างไรก็ตามตัวละครที่น่าสนที่สุดสำหรับเราคือตัว มัท ตัวละครเดียวกับภาคที่แล้ว มันเป็นตัวละครที่แสดงให้เราเห็นว่าความรักมันคือโรคร้ายแรงที่ค่อยๆกันแทะแกะกินตัวเองและคนรอบข้างไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆและเลือดเย็น สุดท้ายแทนที่หนังจะแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของความรัก มันกลับกลายเป็นความรักเองที่เข้ายึดครองและกัดกินอย่างสุขใจ แถมถ่ายทอดต่อไปสู่รุ่นลูกอีกตะหาก

หนังก็ยังคงฟรีชภาพของความเป็นชนบทและเมืองใหญ่ในภาพจำแบบ stereotype อยู่ดี (ชนบท = สงบสุข น่าอยู่ คนน่ารัก บริสุทธิ์ / เมืองใหญ่ = วุ่นวาย ไม่น่าพิศมัย คนแย่ เมืองบาป) แล้วก็ตอกย้ำประเด็นว่า ความรัก จะยังคงทำให้ทุกอย่างสวยงาม…อืมมมมมม

ปล. เจมส์ จิ เล่นหนังไม่ได้ว่ะ เราไม่ได้รู้สึกไปเองใช่ไหม?????

24/05/14 – Raped By an Angel 2:The Uniform Fan (Aman Chang/ HK/ 1998) – 1.5/5

เกริ่นนำ:
นานมากแล้วเมื่อเรายังเรียนชั้นประถม วัดใกล้บ้านมีการฉายหนังกลางแปลงล้อมกำแพงเก็บเงิน ค่าตั๋ว 10 บาท เราจำได้ว่าเราอยากดูหนังเรื่องนั้นมากๆ มันคือหนังไทยเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง (นิรัตติศัย กัลย์จาฤก, 2537) เรารีบเข้าไปนั่งรอหนังฉายพร้อมมะม่วงที่แม่เพื่อนให้มาเป็นของขบเคี้ยว แต่แล้วพอหนังฉาย มันกลับไม่ได้เริ่มด้วยหนังไทยเรื่องนั้น มันกลับเป็นหนังจีนเรื่องหนึ่ง มันพูดถึงชายใส่หน้ากากนักข่มขืนกับเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมเพื่อการจับตัวชายผู้นั้น ใช่! มันเป็นหนังอาร์ที่เห็นปทุมถันโดดเด้งชัดเจน ถ้าจำไม่ผิด ณ โมเม้นต์นั้นเราตื่นเต้นมากๆที่ได้เห็นได้ดูหนังเรต III ของฮ่องกงเป็นครั้งแรก แถมดูบนจอขนาดใหญ่ ที่สำคัญเราจำได้ว่าหนังสนุกมาก สนุกจนอยากจะดูมันอีกครั้งแต่ก็หาดูไม่ได้ซักที แล้วกาลเวลาก็ผ่านไปนานนม จนเมื่อโลกมีบิตทอร์เรนให้โหลดหนังดูได้และมีคนปล่อยหนังชุดนี้ทั้ง 5 ภาค มันเลยได้กลายมาเป็นการตามหาหนังในความทรงจำของเรา แต่เดี๋ยวก่อน! มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องที่เราตามหาอาจจะไม่ได้อยู่ในหนังชุดนี้เลยก็ได้! ดังนั้นแล้วนี่ก็คือการดูหนังบำบัดจิตที่มาพร้อมกับความท้าทาย…มหากาพย์สัดๆอะ

ผลที่ได้:
มันก็ยังไม่ใช่หนังเรื่องนั้นว่ะ!

พล็อตเรื่องยังคงเดิมเด๊ะ กล่าวคือมันมีเรื่องราวความรักระหว่างตัวเอกสองพระนางที่ต้องเข้าไปตามล่าฆาตกรโรคจิตนักข่มขืน โดยในภาคนี้ฆาตกรนิยมหญิงสาวในเครื่องแบบและหนังก็เพิ่มความเป็นคอมเมดี้เข้าไปมากขึ้นกว่าภาคแรกโดยได้ อู๋เจิ้นหวี่ มารับบทนักเลงตกอับผู้หลงรักตำรวจสาวที่รับบทโดย จูอิน (ที่หน้าตาอย่างกับอิซเบลล่า เหลียง)

แล้วภาคนี้มันก็พยายามจะโป๊ให้มากขึ้น โรคจิตให้มากขึ้น จนมันเป๊ไปเป๊มา ไม่เหมือนภาคแรกที่ยังมีความสนุกในส่วนของการวางแผนของฆาตกร หนังมันเลยไม่ผ่านในส่วนของเรื่องราวของฆาตกร แต่โชคดีที่ในเรื่องความสัมพันธ์ของพระนางนั้นมันโอเคกว่าภาคแรก เราชอบบทนักเลงหัวไม้ขี้แพ้แต่ต้องมารับภาระเลี้ยงดูลูกน้อยของอู๋เจิ้นหวี่มาก ด้วยสายตา ด้วยการแสดงออกมันส่งออกมาได้ดีจริงๆ กวนตีนก็กวนแบบสุดๆแต่พอจะน่าสงสารก็โครตน่าเห็นใจ ส่วนจูอินก็เซ๊กซี่เบาๆแบบแทบไมต้องโชว์อะไรเลย

อนึ่ง ขอโน๊ตอะไรไว้หน่อย เผื่ออาจจะเห็นอะไรมากขึ้นเมื่อดูครบ 5 ภาคแล้ว:

1. อาชีพของฆาตกร (ชาย): ในภาคแรกเป็นนักกฏหมาย ภาคนี้เป็นหมอฟัน
2. เหยื่อ (หญิง): ภาคแรกคือดาราโฆษณา ภาคนี้คือนักเรียน
3. คนแก้แค้น (หญิง): ดาราโฆษณาในภาคแรก ภาคนี้เป็นตำรวจ
4. ผู้ช่วยคนแก้แค้น (ชาย): มาเฟียพยายามกลับตัวในภาคแรก หัวหน้านักเลงขี้แพ้ในภาคนี้

ปล. เชื่อว่าหนังที่เราตามหาคงเป็นภาคต่อไป (ภาคสาม) ของหนังชุดนี้ ซึ่งถ้าไม่ใช่อีกก็จบกัน ก็ต้องตามหากันต่อไป (แลดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่จนน้ำตาจะไหล)

24/05/14 – The Kirishima Thing (Daihachi Yoshida/ Japan/ 2012) – 4.5/5

เก๋ดีจัง เราชอบทั้งพล๊อตของมันและการนำเสนอของหนัง พล๊อตสั้นๆของมันว่าด้วยผลกระทบของการหายไปของนักเรียนคนหนึ่งนาม คิริชิมา ที่ส่งผลกับนักเรียนหลายกลุ่มในโรงเรียน โดยเล่าเรื่องราวหลายๆเหตุการณ์ในเส้นเวลาเดียวกัน คาบเกี่ยวทั้งหมด 5 วัน ซึ่งไอ้การเล่าแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่ใดๆแต่มันเหมาะกับพล๊อตหนังแบบนี้มากๆ เพราะมันจะค่อยๆไปเผยเรื่องราวทีละเปลอะๆ ทั้งในแง่ของพล๊อตหลักอันว่าถึงตัวและความสำคัญของตัวคิริชิม่าเองกอปรกับสารอันหลากหลายที่ถูกส่งออกมาจากกลุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มในโรงเรียน อันเป็นการเพิ่มมิติในการเล่าเรื่อง “ชีวิตในโรงเรียนมัธยม” ให้มันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เล่าเรื่องทั้งในเชิงรูปธรรมที่มีกลุ่มสาวสวยแรดๆ, เด็กเนิร์ดๆ, นักกีฬาป๊อบๆ และในเชิงนามธรรมอย่างการแอบรัก, ความริษยา, ความโกรธ ให้มันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ผลที่ได้คือหนังมันสนุกมากกกกกกกกกกกกกก

แน่นอน กลุ่มที่เราโดนกับมันมากๆคือไอ้กลุ่มเด็กเนิร์ดทำหนังสั้น กลุ่มที่ไม่ค่อยถูกเห็นค่าและไม่มีใครเข้าใจแม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษา มันเลยทำให้ไอ้ฉากซอมบี้นั้นพีคสุดขีดคลั่งมากกกกกกกกก

ปล. มีฉากนึงชอบมากๆ ตัวละครมันคุยเรื่องหนังของทาเรนติโน่ ฝ่ายชายถามว่า “เธอชอบหนังเรื่องไหนของเขามากที่สุดหรือ?” ฝ่ายหญิงตอบว่า “เราจำชื่อหนังไม่ได้อะ ไอ้เรื่องที่มีคนตายเยอะๆน่ะ” ขำก๊ากเลย

25/05/14 – Godzilla (Gareth Edwards/ US/ Japan/ 2014) – 4/5

A Gojila’s fan service by Gareth Edwards, ฟินมาก ฟินเชี้ยๆ อันนี้บอกเลอ

ข้อแรก เราไม่ได้เป็นแฟนไอ้ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวนี้หรอก แต่เราโตมากับมัน เรามีภาพจำของมันอยู่ ซึ่งหนังเรื่องนี่มันตอบโจทย์ในใจเราได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบมากๆ

ถัดมาคือ การโชว์แต่น้อยเพื่อสร้างความประทับใจยาวๆ อันนี้เหมือนกับที่เอ๊ดเวิร์ดทำใน Monster ฉากเปิดตัวโกจิล่านี่ทำเราน้ำตาเล็ดเลยจริงให้ตายเถอะ และเราก็ตื่นเต้นมากๆกับฉากการต่อสู้ว๊อบๆแวมๆแล้วค่อยมาทิ้งบอมบ์แบบเต็มๆในช่วงท้ายๆ (อันทำให้เราชอบมากกว่า Pacific Rim)

เสริมจากบรรทัดบนคือการเคลื่อนของกล้องเพื่อเปิดเผยจุดประสงค์บางอย่าง เช่นไอ้ฉากเปิดตัวนี่ชัดเจนที่กล้องแพนมาเห็นตีนก๊อตจิ, การแพนภาพซึนามิยาวไปเห็นการยิงปืนไฟแล้วเห็นพุงโกจิล่าหรืออย่างฉากก่อนพ่นลำแสงไฟฉากนั้น เท่มาก

แต่ก็ไม่ปฏิเสธถึงความเช๊ยเชยของตัวละครมนุษย์ในเรื่อง โดยเฉพาะในครึ่งเรื่องแรกที่ทำไปทำมาพอก๊อตจิโผล่มาปั๊บ เหล่าตัวมนุษย์ก็หมดความหมายไปทันที (แต่ก็ไม่ถึงกับติดอะไรนะ เป็นประมาณว่าเราไม่คิดจะสนใจไปเองตะหาก)

นักแสดงชื่อดังๆก็ไม่รู้จะมาทำไม บิโนชมาเพื่อให้เราโกรธ(ตายเร็วเกิ้นนนน), เอาฮอกกิ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์นี่นะ!!!!, โอวเซ่นมาวิ่งๆตื่นๆ แต่ที่เหี้ยสุดคือวาตานาเบกับหน้าเหม็นขี้ตลอดเวลา

สรุปง่ายๆคือ เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ

26/05/14 – หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสูญ (Danny Pang/ ไทย/ 2002) – 4.5/5

จำได้ว่าเราชอบหนังมากทีเดียวเมื่อตอนดูในโรงเพราะมันฉีกแนวออกจากหนังไทยยุคนั้นทั่วไป มันเป็นหนังแบล็อคคอมเมดี้ไทยเรื่องแรกๆเลยมั๊งที่เราได้ดูอันว่าด้วยคู่หนุ่มสาวที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อนเลยใช้โอกาสก่อนตายนั้นทำอะไรด้วยกันให้สุดเหวี่ยงไปเลย จริงๆมันก็คือ Natural Born Killers ในแบบที่ไม่ได้มีการตั้งใจฆ่า แต่จัดเต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยา การพนันและความรุนแรง

พอได้ดูอีกรอบก็พบว่าหนังมันยังคงมีอะไรน่าสนใจมากมายโดยเฉพาะบริบทของสังคมในยุคนั้นผ่านข่าวในทีวีในหนังอันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการมีข่าวเรื่องที่ ป.ป.ง. ตรวจสอบทรัพย์สินของสื่อฯในปี 2545 ไอ้หนังเรื่องนี้มันเลยเหมือนเป็นคำท้าทายต่อการตรวจสอบที่ไม่ถูกต้องนั้นเพราะไอ้สิ่งที่ตัวละครมันทำทั้งพนัน, ยาเสพย์ติดหรือแม้แต่เซ็กซ์นั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินที่ต้องถูกตรวจสอบ แต่นี่มันคือการกระทำผ่านสื่ออย่างภาพยนตร์ ดังนั้นแล้วมันจึงทำให้เกิดอาการสองแง่สองง่าม

หรือกับตัวละครตัวตำรวจในหนังที่อายุ 42 ปี ก็ชัดเจนว่าถอดแบบออกมาจาก ป.ป.ง. ที่ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2542 ตำรวจที่คิดว่าตนฉลาดหลักแหลมกว่าใครทั้งๆที่จริงๆแล้วกลวงโบ๋แต่เสือกมีอำนาจ

สุดท้ายหนังก็มาพีคสุดๆในบทสรุปของหนัง ฉากกระโดดตึกอันเป็นการป่าวประกาศว่าเรา(สื่อ)มีอิสระมากพอที่จะตัดสินใจ(นำเสนอสิ่งใด) ซึ่งพวกคุณไม่มีสิทธิ์จะมาก้าวก่าย!

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นการพยายามดูด้วยสายตาที่ให้ใกล้กับมุมในยุคนั้นมากที่สุด

ปลล. บอกตามที่คิดมาตลอดตั้งแต่ดูในโรงว่า เฟรช อริศรา วงษ์ชาลี เป็นผู้ทำให้หนังสมบูรณ์

26/05/14 – The Guillotines (Andrew Lau/ China, Haiti, HK/ 2012) – 2.5/5

– เหมือนดู The Last Samurai ควบรวมกับ The Prince of Egypt ที่ลงท้ายด้วยความเป็นชาตินิยมแบบคลั๊กๆ

– หนังได้ ปีเตอร์ ชาน มาโปรดิวซ์ ได้แอนดรู เลา มากำกับ แต่เอ่อออ ทำไมเราไม่รู้สึกรู้สากับหนังเลยหว่า?

– โอเคว่าหนังมันสนุกดี แต่มันกลับไม่มีอะไรให้จดจำอะ หนังแบบนี้ซักพักก็จะลืม

– นั่งคิดไปคิดมาว่าถ้าทำออกมาเพื่อเปิดตลาดจีนก็ถือว่าโอเค แต่ถ้ามากกว่านั้นเราว่าคงไม่ได้

29/05/14 – 71 Fragments of a Chronology of Chance (Michael Haneke/ Austria, Germany/ 1994) – 5/5

หนังปิดไตรภาคแห่งความเลือดเย็นของเสด็จพ่อฮาเนเก้ คุงพ่อผู้เหี้ยมโหดที่เราหลงรัก

หนังประกอบไปด้วยฉากทั้งหมด 71 ฉากที่ไม่ต่อเนื่องและไม่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงอันประกอบไปด้วยเด็กชายชาวโรมาเนียผู้ลี้ภัยเข้าออสเตรียแบบผิดกฏหมายแล้วอาศัยอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน, ชายคริสเตียนวัยกลางคนมีอาชีพเป็นคนขนเงินส่งแบงค์, ชายชราละเหี่ยใจแสนเหงา, คู่รักไร้ลูกที่กำลังจะได้รับบุญธรรมเด็กและนักศึกษาเนิร์ดๆเก็บกด ประกอบพ้องไปด้วยการรายงานข่าวในหน้าจอทีวีเกี่ยวกับการประท้วง, สงครามและผลกระทบในประเทศต่างๆรวมไปถึงการกล่าวหาว่าตุ๋ยเด็กของไมเคิล แจ็คสัน!!!!

ดูจบก็อื้ออึงไปตามระเบียบโรงเรียนฮาเนเก้ หนังมีหลายส่วนประกอบกันอันว่าด้วย “เหตุของปัญหาที่ไม่สามารถยืนยันได้” อันได้แก่ศาสนา, สงคราม, ความรุนแรง, ครอบครัว, สังคม, ความรักรวมถึงเทคโนโลยี ทั้งหมดทั้งมวลอาจเกี่ยวข้องพ้องกัน(แต่อีกด้านก็อาจจะไม่) ศาสนาเป็นเหตุของสงคราม? สงครามก่อเกิดความรุนแรง? ครอบครัวคือรัก? ความรักชนะทุกสิ่ง? สังคมบ่อเกิดความรุนแรง? เทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนมนุษย์? หนังตั้งคำถามผูกพันเหตุเหล่านี้ด้วยเงื่อนหลวมๆแต่กลับคลายได้ยากผ่านการลี้ภัยเอย, ข่าวในหน้าจอทีวีเอย, การตีปิงปองกับเครื่องยิงอัติโนมัติอันไม่มีจุดสิ้นสุดเอย, การต่อจิกซอรูปไม้กางเขนเอย, การบอกรักอย่างขมขื่นบนโต๊ะอาหารเอย หรือแม้กับตอนจบของหนังเอย

แล้วไอ้ปัญหาของหนังก็หนีไม่พ้นกับการไปกระทบกับคนชั้นกลาง ชนชั้นที่ไม่ยี่หระกับข่าวในทีวี ชนชั้นที่เชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบของสถาบันครอบครัวอันรักใคร่กลมเกลียว ชนชั้นที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายจนมองไม่เห็นความยากลำบาก หนังพาเราไปพบกับการค่อยๆล่มสลายลงทีละนิดของคนเหล่านี้ ดั่งการตบหัวเราเน้นๆที่ละฉาดให้กับความโง่เขลาเบาปัญญาของเราเอง ด้วย “ผล” ที่หา “เหตุ” ไม่ได้

ฉากจบนี่เราเดาได้อยู่แล้วล่ะว่าเสด็จพ่อต้องมาไม้นี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่ามันยังคงรุนแรงและหนักหน่วงมากๆอยู่ดีเมื่อเราได้เข้าใจในสิ่งที่หนังมันส่งมา จนเราเองยังแอบเห็นด้วยกับวิธีที่ตัวละครมันทำเลย

ปล. ตอนนี้ก็เหลือแค่ Time of the Wolf (2003) ของเสด็จพ่อเรื่องเดียวที่ยังไม่ได้ดู

31/05/14 – X-Men: Days of Future Past (Bryan Singer/ US, UK/ 2014) – 4/5

– ดูไปก็รู้สึกว่าบทมันดีจังเลยว่ะ ทั้งในแง่ของการรวบไตรภาคแรกกับหนังชุดหลังที่ออกมาก่อนหน้า (First Class) ที่ทำให้คนดูสนุกในการโยงโน่นนี่นั่นของความสัมพันธ์และความเป็นไปในช่วงที่ขาดหายไปในแต่ละตัวละคร ได้ลองลากเส้นต่อเนื่องจาก past ไปถึง future ได้สนุกดี

– อีกส่วนที่ดีมากจากบทคือเส้นเรื่องของมันเองที่มีกลิ่นการเมืองคุกรุ่นมาตั้งแต่ภาคก่อน ภาคที่แล้วคือวิกฤษการณ์คิวบา ภาคนี้พูดยันตั้งแต่ JFK ถึงสงครามเวียดนาม กลายเป็นกลุ่มหนังฮีโร่อิงการเมืองอเมริกาไปอีกกลุ่มหนึ่งผ่านประเด็นการเมืองอันเป็นประเด็นเดียวกันกับหนังภาคก่อน เพียงแต่ภาคนี้มันทำให้ชัดยิ่งขึ้นผ่าน 3 ตัวละครหลักผู้มีเป้าหมายเดียวกันแต่ต่างกันตรงทางที่เดิน อีริคคือผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้วยวิถีทางแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน, ชาร์ลเชื่อในเรื่องโลกอันสวยงามที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยหลักแห่งสันติและมิสทีกที่อยู่ระหว่างชายทั้งสองนั้น อันเป็นการสะท้อนถึงเรื่องของความแตกต่างและสิทธิ์ที่พึงมี

– กล่าวอีกแง่ มันเป็นเรื่องของซ้ายที่พยายามต่อสู้ต่อกรหลากหลายรูปแบบกับพวกขวา เพียงแต่ซ้ายที่ว่ามันมีหลายกลุ่ม

– สำหรับในฉากจบ แง่หนึ่งเรารู้สึกว่ามันดูง่ายไปนะ มันดูส๊วยสวยและเล่นโดดข้ามมาแบบนี้เลย แต่อีกแง่ก็คิดว่ามันคงเอาเส้นเรื่องที่อยู่ในหัวอีวูร์ฟเวอรีน(ที่ถูกเปลี่ยนใหม่หมดและหนังไม่ได้เล่า)ไปสร้างเป็นพล๊อตหนังภาคอื่นๆต่อแน่เลย

– ไม่มีอะไรจะน่าจดจำมากไปกว่าการที่ เจน ลอร์พูดเวียดนาม เลิฟฟุดๆ รองลงมาคือการแสดงของฟาเบนเดอร์ กราบบบบบ

– ฉากควิกซิลเวอร์เจ๋งมาก ชอบมาก เป็นตัวละครขโมยซีนและเชื่อว่าภาคหน้ามึงมาแน่ๆ

– รำคาญวูร์ฟเวอรีนมาก อันนี้บอกเลออออออ

31/05/14 – My Magic (Eric Khoo/ Singapore/ 2008) – 3/5

 นี่น่าจะเป็นงานของ อีริค คู ที่เราชอบน้อยที่สุด แม้ว่ามันจะมีทุกอย่างที่เป็นลายเซ็นของเขาทั้งประเด็นเรื่องครอบครัวในสังคมอันหลากหลายมากๆของสิงคโปร์และความรักที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ในเรื่องนี้มันพูดถึงคนเชื้อสายอินเดียในสิงคโปร์ อดีตนักมายากลขี้เมาหยำเปเมียทิ้งกับลูกชายเด็กเรียนติ๋มๆคนหนึ่งในเรื่องราวของการค่อยๆเรียนรู้และทำความเข้าใจระหว่างกัน ค่อยๆยอมรับอดีตและปัจจุบันไปพร้อมๆกันเพื่อการก้าวเดินต่อไปอันเป็นประเด็นที่สากลและแข็งแรงเพียงแต่ปัญหาของหนังที่มันขาดไปคือความระเมียดระไมที่เราหลงรักในหนังเรื่องอื่นๆของเขา การค่อยกร่อนเซอะความเจ็บปวดทีละนิดๆที่ทำให้เราชอบหนังของเรา แต่มันกลับไม่มีอยู่ในเรื่องนี้ หนังมันเดินหน้าตรงไปดื้อๆเพื่อที่จะไปพบบทสรุปง่ายๆ

ตอนนี้ก็เหลือแต่ Tatsumi เรื่องเดียวในกระบวนหนังยาวของเขาที่เรายังไม่ได้ดู