Month: May 2014

Import/Export: ความเป็นมนุษย์ที่แท้

18/05/14 – Import/Export (Ulrich Seidl/ Austria, France, Germany/ 2007)

1589115

ก่อนที่จะมีไตรภาคแห่งสวงสวรรค์ (Paradise: Love/Faith/Hope) ไตรภาคอันว่าด้วยนามธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ผู้แสนประเสริฐแต่กลับเต็มไปด้วยความกลวงเปล่าไร้แก่นสาร ผู้กำกับอุลริช ซีเดิล ได้ทำหนังเรื่องนี้ออกมาก่อนหน้า หนังที่ยิ่งตอกย้ำกับเราว่า ผู้กำกับท่านนี้แกเกลียดมนุษย์จริงๆ หรือ แกเข้าใจมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้กันแน่?

หนังเล่าเรื่องราว 2 ชุด หนึ่งคือสาวชาวยูเครนลูกหนึ่งผู้ต้องไปค้าแรงงานในออสเตรียเพื่อชีวิตที่ดีกว่า อีกหนึ่งคือหนุ่มออสเตรียตกงานผู้ต้องตามพ่อเลี้ยงไปทำงานในยูเครน 2เรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยเว้นแต่จุดร่วมเดียวกันอันว่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของหนัง สิ่งที่หนังตั้งใจตั้งคำถามกับผู้ชมคือสิ่งเดียวที่ไตรภาคสรวงสวรรค์มอบให้ นั้นคือ “ความเป็นมนุษย์” ตะหาก

หาก “ความเป็นมนุษย์” ในนิยามการรับรู้ทั่วไปคือความงดงาม เปี่ยมไปด้วยคุณค่ามากมายเหมือนดั่งหนังฟีลกู๊ดอันอิ่มเอมที่ถูกผลิตซ้ำๆในโลกภาพยนต์ทั้งหลายเหล่นั้น หนังของ ซีเดิล จะเป็นหนังที่มากระชากโฉมหน้า  “ความเป็นมนุษย์” ที่แท้จริงออกมา ความแท้จริงที่ถูกปกปิดเพื่อปลอบประโลมมนุษย์ให้เหลิงระเริงและคิดว่าตนสูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นิยามสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ในหนังของเขานั้นไม่ได้แตกต่างจากนิยามทั่วๆไปของสิ่งมีชีวิตเดรัจฉานอื่นๆ ไม่มีการยัดความดีความชอบอะไรให้รู้สึกถึงความเหนือกว่าต่อสัตว์โลกชนิดอื่นๆ มันมีการแก่งแย่งชิงดี การเอาตัวรอด การกดขี่ข่มเหง และความเลวร้ายนาๆประการมากมายที่ไม่ใช่มาเพื่อความซะใจ แต่มันคือความเป็นอยู่ทั่วไปของมนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่เพศสภาพใด จะเฉพาะเจาะจงซักหน่อยสำหรับคนชั้นล่างของสังคมผู้ไม่มีปากมีเสียง

ชื่อหนัง Import Export น่าจะคือการ ส่งออกและนำเข้าแรงงานราคาถูกตามการเดินทางของตัวละครในเรื่อง ส่วนความเวิ้งว้างในสภาพหิมะขาวโพลนก็ทำให้อดรู้สึกถึงความเลือดเย็นอย่างที่สุดของมวลหมู่มนุษย์ไม่ได้

5/5

Advertisements

Before Midnight: เข้าอกเข้าใจในความสัมพันธ์

12/05/14 – Before Midnight (Richard Linklater/ US/ 2013)

51cf108632327s63093

เราได้ดู Before Sunset และ Before Sunrise เมื่อซักประมาณ 12 ปีที่แล้ว ดูต่อกันเลยในช่วงวัยที่ยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครมากมายนัก เราเลยรู้สึกเฉยๆกับหนังสองเรื่องก่อน (ซึ่งถ้าเอามาดูตอนนี้ เราค่อนข้างมั่นใจว่าคงสิ้นสติเสียชีวิตแน่ๆ) การดูหนังภาคนี้จึงไร้แรงกดดันใดๆ ดูแยกเอกเทศ สบายๆ ซึ่งก็พบว่ามันได้ทำให้เราสิ้นสติเสียชีวิตไปเลยจริงๆ

หนังมันยังคงการเล่าเรื่องไว้เหมือนเดิม นั้นคือการใช้ซีนน้อยๆแต่อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาอันคมคายและเต็มไปด้วยวุฒิภาวะตามช่วงสภาวะของเจสซีและเซลีนในแต่ละช่วงวัย(แต่ละภาค) ซึ่งภาคนี้พอตัวละครมันขึ้นเลขสี่แล้ว ชีวิตผ่านอะไรมามากมาย บทสนทนาในเรื่องมันเลยเต็มไปด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกและเข้าใจปัญหามากขึ้น รู้จักการอดทนอดกลั้น การยอมแบกรับความทุกข์ในบางเรื่องเพื่อสิ่งที่สำคัญมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ที่พวกเขาและเราค้นพบว่ามันไม่ได้ง่ายเลย มันยังมีความรักหวานๆอยู่แหละ แต่เป็นรักที่เต็มไปด้วยบาทแผลมากมาย บาทแผลที่ได้รับการเยียวยาไปด้วยพร้อมๆกัน

หนังมันมีไม่กี่ซีนแต่ทุกซีนทำเราตายได้หมด ตั้งแต่ซีนส่งลูกกลับบ้านที่ส่งผลต่อเรื่องราวในช่วงท้าย, ซีนในรถที่เป็นการปูความทรงจำให้คนดู, ซีนโต๊ะอาหารที่เหมือนเป็นการสื่อสารถึงความหลากลายของความสัมพันธ์ในปัจจัยอันมากมายทั้งในเรื่องของช่วงวัย, ในเรื่องแนวความคิด, ในความเชื่อและรวมไปถึงเรื่องความรู้สึกอันปัจเจค (ซีนนี้เป็นซีนที่เราชอบมากที่สุดในหนัง), ซีนเดินไปร้านอาหารกับการพูดถึงเรื่องราวในอดีตของคู่รัก (โดยเฉพาะการถามถึงการเจอกันบนรถไฟใน Before Sunset ที่เอากูตายไปเลย), ฉากดูพระอาทิตย์ตกดิน (อันนี้กูน้ำตาซึม), ฉากระเบิดความอัดอั้นในห้องที่เป็นการเปิดบาดแผลให้เราดู จบท้ายด้วยฉากจบอันเต็มไปด้วยความเข้าใจแสนโรแมนติก

หากใครอยากจะหาหนังที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักซักเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้จะเป็นตัวเลือกแรกๆของเราที่จะแนะนำ

 

5/5

TaTa & TunTun Story

11/05/14 – TaTa & TunTun Story (ณัฐพล คุ้มเมธา, ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา/ B-floor Theatre สถาบันปรีดีพนมยงค์ ทองหล่อ)

 

10155725_10152330332872002_8387834497528636619_n

แรกๆก็หวั่นนะว่ามันจะสว่างไสวโลกสวยเกินไปหรือเปล่า? ยิ่งเป็นเรื่องของพ่อ-ลูกด้วยแล้วยิ่งหวั่นเข้าไปใหญ่เลยกับคนเกลียดเด็กอย่างเรา ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็เป็นแบบที่เราคิดไว้เลย มันสว่างไสวมาแต่ไกล แต่แล้วไม่ทันไรกำแพงต่อต้านและอคิติของเราก็พังทลายลงอย่างราบคาบด้วยการแสดงของพ่อลูกคู่นี้ที่สามารถนำพาเราหวนกลับไประลึกถึงช่วงวัยก่อนที่เราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแบบตอนนี้ได้ นอสตาเจียไปยังความสัมพันธ์เล็กๆแต่ยิ่งใหญ่กับป่าป๊าของตัวเอง โอเคล่ะแม้ว่ามันจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนักแต่เราพบว่ามันจับโม้เม้นต์แบบนั้นและถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างอยู่มือและดีจริงๆ กอปรกับการเสริมด้วยเรื่องเล่าของพระจันทร์กับพระอาทิตย์ในช่วงท้ายอันเป็นการปิดม่านละครลงได้อย่างหมดจดงดงาม จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าไอ้ความ “สวยๆ” แบบนี้มันคงเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะ ไม่งั้นมันคงไม่อยู่กับเราตลอดเวลาเพื่อให้เราระลึกถึงตลอดแบบนี้หรอก นานๆทีได้โลกสวยบ้างก็โออยู่นะ

แต่ทั้งหมดทั้งหลายทั้งมวล ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดเหล่านั้นให้กับนักแสดงพ่อลูกคู่นี้จริงๆ เข้าขาและเพอร์เฟคจริงๆ

 

5/5

Annie Leibovitz: A Photographer’s Life 1990-2005

05/05/14 – Annie Leibovitz: A Photographer’s Life 1990-2005 (ArtScience Museum, Singapore)

photo 4

– ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน แต่พอดูงานนี้แล้วก็พบว่าเธออยู่เบื้องหลังภาพ portait ชื่อดังต่างๆมากมายทั้งเหล่าศิลปิน นักแสดง นักร้อง นักการเมืองรวมไปถึงการถ่ายภาพวิวและสงคราม ภาพที่คนน่าจะรู้จักกันมากที่สุดน่าจะคือภาพเดมี่ มัวร์ขณะอุ้มท้องขึ้นปกเวนิตี้ แฟร์

– แรกๆเข้าไปสองห้องแรกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ส่วนตัวเราว่ามันธรรมดาไปและภาพถ่ายแฟชั้นหรือพอร์ตเทรตก็ไม่ใช่ทางเราเท่าไหร่

– แต่เมื่อจับทางของตัวงานได้เท่านั้นแหละ กลายเป็นชอบมากเลย มันเป็นการผสมผสานระหว่างตัวงานของเธอเข้ากับตัวตนชีวิตของเธอเอง แต่ละห้องจะประกอบด้วยรูปตัวงานดังๆของเธอและรูปชีวิตต่างๆของเธอเองประสานกันไปเรื่อยๆตั้งแต่ปี 1990 ถึงปี 2005 เราจึงได้เห็นการพัฒนาตัวงานไปพร้อมๆกับการเติบโตทางความคิดของเธอไปจนเธอเป็นมะเร็งเสียชีวิตไป

– ที่ชอบอีกอย่างคือเกือบทุกภาพถ่ายในยุค 90 ดังนั้นงานนี้มันคือการสะท้อนความเป็นไป, ความรุ่งเรืองและบทบันทึกของยุค 90 อันสำคัญ ส่วนตัวเธอนั้นการเปรียบได้กับภาพความสำเร็จและไม่จีรังของยุคสมัยที่ผ่านพ้น

– ภาพที่เราชอบที่สุดคือภาพกำแพงห้องน้ำในโรงเรียนของเด็กทุชชี่ในรวันด้า มันทรงพลังและเจ็บปวดมาก

– เสียดาย ภายในห้ามถ่ายรูป แต่หากอยากรู้จักงานของเธอ กูเกิ้ลเอาเลย มีบานตะไท

5/5

Explosions In The Sky live in BKK

29/04/14 – Explosions In The Sky live in BKK (Explosions In The Sky/ Moonstar Studio)

– เราไม่รู้จักวงนี้มาก่อนตามประสาคนไม่ค่อยได้ฟังเพลง รู้แต่เพียงว่าพวกเขาดังและเป็นเพลงโพสต์ร๊อคที่เราชอบและต้องดูแบบเล่นสด เลยบอกตัวเองว่าห้ามพลาดงานนี้

– ไม่ฟินเท่าตอนดู Mogwai หรือ TOE เราว่าเสียงมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่อะ รู้สึกว่าแต่ละเสียงที่ผสานกันมันไม่มีมิติพอแล้วพอมันมารวมกันมันเลยกลายเป็นว่าเสียงทั้งหลายกลืนกันไปหมด

– แต่โดยรวมก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากอันหนึ่ง สิ่งที่ได้กลับมาคือลีลาพริ้วไหวงดงามล่องไหลไปกับเหล่าตัวโน๊ตนำพาอารมณ์ให้ขึ้นไปสูงหรือลงมาต่ำตามแต่ละบทเพลงที่ถูกบรรเลง

– ออ! งานนี้นันสต๊อป แต่ละเพลงร้อยเข้ากันด้วยห้วงเวลาการเชื่อมต่อที่งดงาม อันนี้ชอบมาก

– ชอบลีลาไอ้พี่ผมหยิกเป็นพิเศษและการเกากีต้าขั้นเทพของทุกองค์

4/5

เมษา’14 กับหนังที่ได้ดู

05/04/13 – The Great Madcap (Luis Buñuel/ Maxico/ 1949) – 4/5

หากจะให้นึกถึงบุนเยล แม้ว่าจะไม่เคยดูหนังของเขามาก่อนเลยแต่เราก็สามารถตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่าหนังของเขามันต้องเหวอและเซอร์เรียลอย่างแน่นอนอันเป็นความเลื่องลือที่ติดตัวเขาตลอดเวลา แต่ใครจะรู้เล่าว่ายุคหนึ่งเขาเคยไปอยู่แม็กซิโกและทำหนังมากกว่ายี่สิบเรื่อง เกือบทั้งหมดถ่ายไม่เกิน 125ช๊อตๆละไม่เกิน 2 เทคทำให้หนังของเขาใช้เงินสร้างน้อยและหนังไม่ยาวมาก แต่กลับทำเงินในแม็กซิโกเป็นกอบเป็นกำ และนี่คือหนึ่งในหนังยุคนั้นของเขาที่ดูจบแล้วก็ต้องประหลาดใจในความช่องเจ็ดของหนังเหลือเกิน มันว่าเหล่าคนรวยที่แกล้งจนแล้วก็หลอกกันไปหลอกกันมาอย่างสนุกสนานจบด้วยความรักข้ามชนชั้นอีกที ช่องเจ๊ดช่องเจ็ดแถมกวนตีนได้โล่

05/04/13 – Mexican Bus Ride (Luis Buñuel/ Maxico/ 1952) – 4.5/5

เรื่องที่ดูก่อนหน้าว่าเซอร์ไพร์สแล้ว เรื่องนี้กลับเซอร์ไพร์สยิ่งกว่า สนุกกว่า ชวนหัวกว่า ตลกกว่า พีคกว่าและคมคายมากว่ามาก มันคือความบันเทิงเริงรมณ์ในความวุ่นวาย ความหรรษาในความฉิบหาย ความเฮโลโกลาหลวายป่วงพร้อมๆไปกับความกวนตีนได้โล่ มันคือการเดินทางที่หลากรสชาติเหลือเกิน

หนังมันประกอบด้วยซีนที่น่าจดจำมากมาย ตั้งแต่ความเซอร์ของการขับรถบนถนนเลนเดียวฝ่าม่านหมอกแล้วดันไปเจอรถสวนทางมาก่อนจบซีนด้วยการมีเด็กเกิดบนรถ (มันคือเอี้ยอะไรเคอะ!), ฉากติดหล่มกลางสายน้ำที่แม่งวิภากษ์ประเทศวิภากษ์สังคมได้อย่างแสบสันต์, ฉากวันเกิดคนขับรถที่เป็นการมองประเทศด้วยสายตาคนนอก, ฉากการปะกันของนักการเมืองอันมาซึ่งการตบกระโหลกคนดูหรือแม้แต่ฉากคำนึงนิจสุดเหวอที่เปลี่ยนรถเป็นป่าพร้อมกับเปลือกแอปเปิ้ลที่ถูกปลอกลงมาจากอานุสาวรีย์เมียรัก!!!

สุดท้ายๆสุดคงไม่มีใครพีคเกินกว่าอีสาวร่านสวาทที่ฆ่าทุกคนในฉากให้ตายไปเลย เพราะเธอคือผู้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไปแต่เพียงผู้เดียว!

 09/04/14 – Make Your Move (Duane Adler/ US, South Korea/ 2013) – 0.5/5

อย่างที่แฟนเราบอกจริงๆ แม่ง! เลอะเทอะฉิบหาย

หากมโนในหัวว่าเราเห็นการเต้นแท็ปมาผสมผสานกับเคป๊อปหรือการวัฒนธรรมการตีกลองแบบเอเชียมันคงน่าสนใจไม่น้อย เห็นนักเต้นแท็ปเก่งๆ มีโบอาคนสวยมาแด๊นซ์เซ็กซี่แจมเข้ามาด้วยคงน่าตื่นเต้นดี ซึ่งหนังเรื่องนี้มันก็บอกให้เรารู้ว่า…มึงมโนเกินไปนะ! ส่วนตัวเราไม่เห็นความเข้ากันของทั้งสองการเต้นการแด๊นซ์เลย มันไม่เวิร์กจริงๆ นั้นคือเรื่องเต้น ส่วนตัวเรื่องไม่ขอพูดถึงเพราะมันน้ำเน่าไก่กาเล่นง่ายๆกันเลย ซึ่งพอมึงเล่นง่ายๆแล้วดันเจอฉากการเต้นที่ไม่เวิร์คมันเลยตายจ๊ะ ขนาดตอนเศร้ามึงก็เต้น ตอนก่อนจะเอากันมึงก็ยังเต้น แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตหนังไว้ได้เลย เสียในด้วยนะ มันเลยกลายเป็นหนัง 105 นาทีอย่างกับดูหนัง 3 ชม.

11/04/14 – Million Dollar Crocodile (Lin Lisheng/ China/ 2012) – 2/5

เซอร์ไพร์สดีเหมือนกันที่พบหนังจีนแผ่นดินใหญ่คัลล์ๆแบบนี้ แถมทำออกมาได้ไม่ขี้ริ้วขี้แหล่ด้วย ดูได้เพลินจิตดี เหมาะกับการดูยามว่างระหว่างานที่ไม่จำเป็นต้องดูรวดเดียวจบก็ได้เพราะหนังมันก็ชัดเจนในการตะลุยขายความบันเทิงลูกเดียวอยู่แล้ว ใส่ดราม่าเข้ามาเจือนิดหน่อยเพื่อความกลมกล่อม ต้าเอสก็มาแบบสวยๆตามสภาพหนังที่อำนวย ฉากไล่ล่าช่วงท้ายๆก็ทำได้ระทึกดี แถมยังมีฉากจบที่หน้าด้านน่ากระทืบมากๆ (แต่ก็ช่วยเน้นย้ำว่ากูคือหนังคัลล์อะนะ)

ดูหนังได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=8OFj31MfQEU

12/04/14 – รวมพลคนลูกทุ่งเงินล้าน (กัลป์ หงษ์รัตนาภรณ์/ ไทย/ 2556) – 3/5

ตลกดีเหมือนกันที่หนังอันว่าด้วยการเดินทางไปทำบุญร่วมกันของกลุ่มคนลูกทุ่งทั่วฟ้าเมืองไทยเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับวงการไปในตัว เป็นการทำบุญเสริมดวงให้กับมวลหมู่ลูกทุ่งทั้งหลาย ซึ่งพอมองในแง่นี้เราก็เลยไปกับหนังได้เรื่อยๆ ตัวผู้ร้ายหรือการตายไปเจอยมบาลก็ไม่ต่างไปจากการเจอเรื่องร้ายๆก่อนพบเจอสิ่งดีๆหรือการนอนในโลงสะเดาะเคราะห์อะไรเทือกนั้น เอาเข้าจริงๆฉากคอนเสิร์ตในตอนท้ายก็คงเป็นบทสรุปให้กับคนที่ต้องการดูหนังนั้นแหละ การได้เจอมวลหมู่นักร้องลูกทุ่งมารวมตัวกันบนจอนั้นมันฟินอยู่แล้วและหนังก็พร้อมที่ขายสิ่งนั้นให้กับแฟนๆ

ชอบการขายของแบบฮาร์ตเซลล์ของหนังที่มันดูซื่อตรงดีจัง และแน่นอน เปาวลีน่ารักจังเลย

12/04/14 – Nymphomaniac (Lars von Trier/ Denmark, Germany, France, Belgium, UK/ 2013) – 5/5

ขอยกให้ลาร์สขึ้นเป็นเสด็จพ่อของเราไปอีกคนหนึ่ง แม้เราจะได้ดูแต่หนังในช่วงหลังของเขาก็ตาม นอกจากการเป็นคนทำหนังฟิลแบดอันเป็นรูปแบบที่เราโปรดปรานที่สุดแล้ว คนอะไร! ทำหนังระยำต่ำช้าแต่เก๋และเหนือชั้นจนมันพ้นเลยความต่ำช้าในนิยามทั่วไปได้แบบหล่อๆตลอด อย่างใน Vol.I ที่เป็นการนำเรื่องเซ็กซ์(อันเป็นของต่ำในนิยามกระแสหลัก)มาผูกโยงกับทั้งนิยาย, ดนตรี, ศิลปะรวมไปถึงวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่ากราบ ด้วยความที่เขาไม่ต้องการที่จะตัดสินใดๆแก่การกระทำของตัวละครทั้งโจและเซริกแมน เราเลยได้เห็นเรื่องเล่าที่จะค่อยๆพีคขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับการค้นหาประสบการณ์ทางเพศที่มากขึ้นจะแทบระเบิดอันเป็นไปเพื่อบอกว่ามันเป็นสิทธิและเสรีภาพของคนทุกคนที่พึงมาไม่ว่าชายหรือหญิง ซึ่งในเรื่องมันคือการสลับขั้วกันของเพศสภาพที่น่าสนใจ โจคือผู้กระทำและควบคุมเรื่องเล่าทั้งหมดอันเป็นหน้าที่ของผู้ชายในนิยาม แต่กลับตัวเซริกแมนนั้นไม่ใช่ เขาครอบครองเพียงแค่คำอธิบายแวดล้อมและรับฟังเรื่องเล่าเท่านั้น

แต่ลาร์สก็ยังคงเป็นลาร์สที่เรารู้จัก หลังจากทำอะไรล้ำๆไปแล้วใน Vol.I ใน Vol. II ลาร์สก็กลับมาเป็นลาร์สคนเดิมผู้ประดังความต่ำตมและใจร้ายให้คนดูเหมือนเดิมด้วยการค่อยพาตัวละครไปพบกับความฉิบหาย แถมเป็นควาฉิบหายในเรื่องของความรัก เมื่อภาคแรกมันบอกไว้อย่างสวยงามว่าความรักเป็นส่วนผสมสำคัญของเซ็กซ์ แต่ภาคนี้ลาร์สกลับมาตบกระบาลแล้วตะคอกใส่หน้าว่า “ฝันไปเถอะมึง!!!” ก่อนจบหนังด้วยฉากที่เซอร์ไพร์สฉิบหายฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ปีนี้ของเราเลย

ปล. การปรากฏตัวของ อูม่า เธอแมน ใน Vol.I นี่คือที่สุดของหนังจริงๆ อีเชี้ย! น่ากลัวฉิบหาย

ปลล. ดูหนังจบแล้วไปอ่านเรื่องของลาร์สในไบโอสโคปแล้วก็พบว่าแม่งอัจฉริยะขิงๆ

13/04/14 – Kick-Ass 2 (Jeff Wadlow/ US/ 2013) – 3.5/5

เราว่าหนังโอเคนะแต่ที่มันไม่เปรี้ยงเท่าภาคแรกคิดว่าคงเป็นเพราะประเด็นในภาคนี้มันไม่ใหม่แถมยังซ้ำกับหนังบางเรื่องอย่าง Watchmen หรือ Spiderman ที่ทำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามเราว่ามันก็เหมาะสมแล้วล่ะที่หนังเลือกจะเล่นประเด็นแบบนี้ต่อจากภาคแรกที่พูดถึงความเป็นฮีโร่ในโลกแห่งความจริง ภาคนี้เลยมาต่อยอดด้วยการไปว่าถึงผลสะท้อนของสังคมต่อตัวฮีโร่และความเป็นฮีโร่เหล่านั้น ที่ถึงแม้จะไม่คมคายเท่าแต่ก็ถือว่าทำได้ดีและเพลิดเพลินได้อยู่

แน่นอนหนึ่งในปัจจัยอันดีนั้นคือมอเรส

ปล. แม่ง จบหนังเป็น TDK เลยนะเมิง

14/04/14 – Hereafter (Clint Eastwood/ US/ 2010) – 2/5

– หนังมันว่าด้วยเรื่องของความศรัทธา ศรัทธาในชีวิต คุณค่าของชีวิต บลาๆๆๆ อะไรเทือกนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเชื่ออยู่แล้ว พอไม่เชื่อมันเลยไม่มีความรู้สึกอินใดๆกับหนัง เฉยมากถึงมากที่สุด ตายคือจบไม่ต้องมีดราม่า ไม่ตายคืออยู่แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป แค่นั้นพอ…จบ

– ถ้าไม่รู้ข้อมูลหนังมาก่อนก็คงคาดไม่ถึงว่าหนังกำกับโดยปู่คลินท์ อีสวู๊ด

– ตัวละครที่น่าจดจำที่สุดในเรื่องกลับเป็น  Bryce Dallas Howard ที่แม้จะโผล่มาแป๊ปเดียวและน่ารำคาญในช่วงต้นแต่เรากลับจำได้ดีกว่าหนังทั้งเรื่องเมื่อดูหนังจบไปแล้วเสียอีก ประหลาดดี

– ออ! ฉากซึนามิถล่มนี่ทำได้ดีและน่ากลัวจัง

14/04/14 – แม่นาคพระโขนง (รังสี ทัศนพยัคฆ์/ ไทย/ 2502) – 2/5

– อาจเรียกได้ว่านี่คือหนังแม่นาคเวอร์ชั่นแรกสุดที่ยังสามารถหาดูได้ (ก่อนหน้านี้มี 4 เวอร์ชั่นคือในปี 2479, 2493, 2495 และ 2498) นำแสดงโดย ปรียา รุ่งเรือง ดาวดังในยุคนั้น (ที่ต่อมาแสดงเป็นแม่นาคอีก 3 เรื่องคือในปี 2502, 2505, 2511 และ 2521)

– นอกจากความโดดเด่นในการการให้ภาพสภาพเมืองและสังคมในยุคนั้นแล้ว หนังเวอร์ชั่นนี้ยังมีตัวละครแวดล้อมอื่นที่มีผลต่อตัวหนังที่เราไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อนเลย ทั้งทิดมั่นน้องชายของมากที่หลงรักอีนาคเหมือนกันจนกลายเป็นรักสามเศ้ากลายๆ หรือกับตัวหมอผีล้อต๊อกที่เข้ามาแจมเพื่อความโปกฮา

– หนังสนองตอบความบันเทิงเป็นหลักที่มาพร้อมกับหลากรสหลายชาติ ทั้งเรื่องรักๆแง่งอน แอ็คชั้นมันส์ๆ สยองขวัญน่ากลัวรวมไปถึงตลกโปกฮาที่หนังจัดมาให้แบบเท่าเทียม

– ตลกดีที่กว่าอีนาคจะตายก็ล่อไปเกินครึ่งเรื่องแล้ว ส่วนพี่มากแม่งก็แก่ฉิบหายเลย

– ดูหนังได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=arCmo6hFN6U

15/04/14 – Drinking Buddies (Joe Swanberg/ US/ 2013) – 3/5

หนังเรื่อยเปื่อยไปนิด แต่เราก็ยังโอเคกับหนังนะ ในที่นี้คือเรื่องราวความสัมพันธ์บางๆของมัน เสียดายอยู่หน่อยตรงที่ช่วงท้ายๆมันดันหลุดประเด็นไป แทนที่มันจะคงความสงสัยของตัวเรื่องนั้นไว้อันเป็นเสน่ห์ที่สุดของหนัง มันกลับไปพยายามคลี่คลายเรื่องในแบบคลิเช่อย่างน่าเสียดายจนทำให้คนดูอย่างเราพลอยหลุดจากหนังไปด้วย แม้นว่ามันจะพยายามตบกลับเข้าประเด็นของเรื่องในช่วงท้ายเรื่องแล้วก็ตาม

อนึ่ง เสนห์ของโอลิเวีย ไวลด์ ล้นมากๆ

15/04/14 – Mauvais Sang (Leos Carax/ France/ 1986) – 5/5

กรี๊ดสลบเหมือด หมดเรี่ยวหมดแรงกันไปเลยทีเดียว!!!

มันว่าด้วยเรื่องของบุรุษมือไวผู้ถูกว่าจ้างให้มาขโมยเซลั่มรักษาโรคร้ายอันเกิดจากการเอากันโดยไม่มีความรัก เขาเลิกกับแฟนเพื่อที่จะมาพบรักกับสาวน้อยที่มีสามีอายุขั้นพ่อแล้วในวันดำเนินภารกิจเขาต้องหลบหนีโดยมีรักเก่ากลับมาตามหา…เอาเข้าจริงนี่คือหนังที่เรื่องราวของมันไม่ใช่สิ่งสำคัญใดๆเลยแม้นว่าเราจะสามารถนิยามให้หนังได้ว่าเป็นไซไฟ-ฟิล์มนัวร์ แต่ความยอดเยี่ยมมากๆของหนังคือการใช้ความเป็นซีเนมาติกมารองรับตัวเรื่องได้อย่างดีมากและโดดเด่น ตั้งแต่วิธีการถ่ายทำอย่างการเคลื่อนกล้อง การดอลลี่ ทิวแพนซูม ทั้งเรื่องภาพที่ชัดตื้น-ชัดลึก เบลอหรือเปลี่ยนโฟกัสด้วยการจัดองค์ประกอบภาพอันโดดเด้งติดตาน่าจดจำ รวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่องผ่านทั้งเพลง, บทกวีและเหตุการณ์ประหลาดที่สอดรับประสานกันได้อย่างงดงาม พร้อมด้วยตัวละครหนุ่ม-สาวผู้เต็มไปด้วยแรงขับสุดมีเสน่ห์ทั้ง เดนนิส ลาแวง, จูเลียส บิโนชและจูเลีย เดลฟี่

หนังมันเก๋ล้ำมาก ใช้พลังของภาพยนตร์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งเรื่องของภาพและการเล่าเรื่อง ดูจบก็อดทำไปเทียบกับ  Breathless หนังที่เรารักมากเรื่องหนึ่งของโกดาร์ดไม่ได้ที่มีอะไรหลายๆอย่างคล้ายๆกัน ซึ่งมันก็ตอกย้ำเราอีกทีเมื่อเห็นโปสเตอร์นี้ที่นิวยอร์คไทม์ว่าไว้ว่า “The Natural Heir Of Jean-Luc Godard”

15/04/14 – 4:30 (Royston Tan/ Singapore/ 2005) – 4.5/5

เค้าว่ากันว่าตีสี่ครึ่งเป็นเวลาที่มีอัตตราการฆ่าตัวตายมากที่สุด อาจเพราะมันเป็นเวลาที่ก่ำกึ่งระหว่างการหลับและการตื่น เป็นช่วงเวลาที่เงียบงันที่สุดซึ่งหนังก็ใช้ช่วงเวลานี้ในการพูดถึงมนุษย์แสนเหงาสองคนกับความสันพันธ์อันแผ่วเบาไร้ซึ่งสุ่มเสียง ท่ามกลางโลกอันอึกทึกและระเบียบที่ยากจะทำความเข้าใจผ่านตัวเด็กน้อยผู้ที่จะตื่นมาทุกๆตีสี่ครึ่งเพื่อเข้าไปสำรวจทุกซองมุมในห้องของน้าชาวเกาหลีผู้เป็นสามีใหม่ของแม่ แม่ผู้ซึ่งไปทำงานต่างเมืองและไม่มีการปรากฏตัวในเรื่องเลยยกเว้นการมาเพียงในเสียงตามสาย

เบื้องแรกเราพบว่ามันมีกลิ่นของหนังรักร่วมเพศคลุกรุ่นอยู่สูงมากอันมาจากการกระทำของตัวเด็กและความคลุมเครือของความสัมพันธ์แต่เมื่อเรื่องราวค่อยๆเปิดเผยขึ้น เราคนดูก็จะค่อยๆเข้าใจว่ากลิ่นอายเหล่านั้นมันคืออะไร มันคือส่วนหนึ่งของความโดดเดียวที่พึงกระทำได้ในทางหนึ่งเพื่อเชื่อมต่อและก่อสร้างความหวังเล็กๆก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลายลงในตอนท้ายอันร้าวร้านด้วยการแยกออกจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์

อาจเพราะหนังได้อีริค คู ผู้กำกับสิงคโปร์รุ่นใหญ่มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังที่กำกับโดย รอยสตัน ตัน ผกก คนสำคัญของสิงคโปร์อีกคนหนึ่ง หนังจึงได้เรียบละมุนงดงามเช่นนี้ นิ่งเรียบและเหงากัดเซาะโดยในฉากหนึ่งก็ใช้หนังเรื่อง 12 Storeys ของคูมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม

อนึ่ง อีหนู Xiao Li Yuan แสดงได้ยอดเยี่ยมน่าชมเป็นอย่างยิ่ง

16/04/14 – Captain America: The Winter Soldier (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2014) – 4/5

ภาคแรกเราไม่ชอบเลยแม้มันจะตอบโจทย์ของเรื่องที่พูดถึงการกำเนิดกัปตันอเมริกาในยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่หนังตั้งใจให้มันดูเชยเพื่อล้อกับหนังพร๊อพพากันด้าที่นิยมในยุคนั้น แต่อีกด้านก็พลอยอดเห็นใจไม่ได้ที่มันเป็นหนังเรื่องแรกในการเปิดตัวจักรวาลมาเวลจนทำให้มันไม่มีอะไรที่จะเอามาให้เล่นได้มากนักเพราะต้องเป็นการปูฐานเป็นส่วนใหญ่ (น่าเห็นใจ โจ จอนสตัน อยู่เหมือนกัน)

มาภาคนี้ที่พอจักรวาลมันแข็งแรงแล้ว (อันนี้ต้องชมเชยคนเขียนบทเบื้องหลังทุกคนจริงๆที่มันสามารถสร้างโลกใหม่ของเหล่าฮีโร่ขึ้นมาให้แกร่งได้ขนาดนี้) มันเลยมีของเล่นเยอะแยะไปหมดที่ดูเหมือนจะใส่อะไรเข้ามาก็มักถูกใจเราไปเสียหมดจริงๆ มันสนุกและมันส์มากโดยเฉพาะการที่มันทรีตตัวเองให้ใกล้เคียงงหนังการเมืองสงครามเย็นอันเหมาะมากกับฮีโร่คนนี้ที่เคยผ่านสงครามโลกมาก่อนแล้วก็ต้องมาพบเจอกับสงครามเย็นแบบนี้ สงครามจากภายในที่ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ไปทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม การเปลี่ยนยุค เปลี่ยนโลก เปลี่ยนขั้วการเมืองรวมไปถึงการเปลี่ยงแปลงของความคิดคนซึ่งส่วนตรงนี้เราชอบมากๆ แม้ว่าเอาเข้าจริงในหลายๆฉากมันก็เล่นแบบเฉลยโต้งๆ คลี่คลายโต้งๆ โกงคนดูโต้งๆซะงั้น (แหมมม ใครจะไม่รู้สึกล่ะกับฉากพูดคุยกับ ดร. ในเมนเฟรมฉากนั้น)

อย่างที่บอกนอกจาก ผกก และคนเขียนบทที่ก็ต้องชมเชยแล้ว จุดแข็งของหนังก็ยังคือการสร้างจักรวาลของมันอยู่ดี ก็ดูซิ ขนาดหลังเครดิตมันยังปล่อยของว่า “มันหมดยุคของฮีโร่แล้ว แต่มันกลายเป็นยุคของมนุษย์พิเศษ” อันสามารถต่อยอดไปได้อีกโขเลย (แม้จะไม่สามารถใช้คำว่ามนุษย์กลายพันธ์ได้ก็ตามเพราะ FOX ถือลิขสิทธ์อยู่สำหรับ X-Men)

สุดท้ายกูเชียร์ให้ นาตาชา โรมานอฟ มีภาคแยกได้แล้วเคอะ!

ปล. ดูๆไปก็คิดไปถึงการเปลี่ยนขั้วการเมืองหลังสงครามโลกเหมือนกันนะ โดยเฉพาะของบ้านเราที่กลายเป็นการกลับมาของฝ่ายขวา

17/04/14 – Cure (Kiyoshi Kurosawa/ Japan/ 1997) –4.5/5

– ชอบที่มันมีความรู้สึกไม่น่าไว้ใจอยู่ตลอดเวลา มีความเคลือบแคลงสงสัยเคลือบอยู่ในทุกอณูของหนัง ทำให้บรรยากาศของหนังมันอึดอัดเอามากๆ

– ปัจจัยหนึ่งนั้นคงต้องชมดนตรีประกอบด้วย โดยเฉพาะมวลหมู่เสียงเอมเบี้ยนต่างๆที่ทั้งหลอนและเข้ากันกับเรื่องสะกดจิตได้อย่างดี อาทิ เสียงเปิดน้ำใส่แก้ว, เสียงน้ำหยด, เสียงฝน เสียงเครื่องพ่นไฟหรือแม้แต่เสียงลิง

– มันเป็นหนังที่ล้ำมากตรงที่มันเล่นกับจิตใต้สำนึกของคนได้อย่างโครตเก่ง ค่อยๆเปลือยมันออกมา แหวกมันออกมาให้ดูให้พินิจพิจารณาแต่ไม่มีการมอบผลสรุปใดๆให้ สาเหตุไม่ใช้เพราะต้องการทำเท่ห์ใดๆ แต่เพราะไอ้ภาวะแบบนั้นมันเป็นปัจเจกมากเกินกว่าจะสรุปเป็นนิยามออกมาได้ตะหาก

– หนังมันบอกกับเราว่าคนทุกคนมีปีศาจอยู่ภายในและหากมันได้รับการปลดปล่อย อะไรจะเกิดขึ้น?

22/04/14 – ความลับห้องหมายเลข 7 (กิรติ นาคอินทนนท์, ศิรวัชร นาคอินทนนท์/ ไทย/ 2548) – 0.5/5

หนังมันพยายามจะอาร์ต พยายามจะแตกต่าง พยายามจะเล่นเหนือชั้นขั้นสุด แต่สุดท้ายผลที่ได้คือความเละเทะบรรลัยที่เรียกได้เต็มปากว่าย่ำแย่ในทุกส่วนจริงๆ มันไม่น่าติดตามตั้งแต่การประเคนเสียงหลอนๆที่ใส่มาเยอะจนกลายเป็นหนวกหูน่ารำคาญ ถ้าให้นึกกันง่ายๆ มันคือเสียงในฉากฆาตกรรมในหนัง Psycho แบบซ้ำๆย้ำๆประมาณร้อยรอบติดต่อกัน! รวมไปถึงการพยายามจะสร้างภาพในหนังให้แตกต่าง แตกต่างในแบบที่คนต้องคิดว่ากูล้ำแน่ๆ อาทิการใส่ extreme close up shot เยอะๆๆๆๆ(ทำๆไม่ก็ไม่รู้) การจัดแสงอึมทึมขาดดีเทล การย้อมสีภาพด้วยแม่สีที่ไม่ได้สื่ออะไรหรือแม้แต่การเคลื่อนกล้องอันผิดแผกธรรมชาติชวนเวียนหัวคลื่นไส้ แม้ขนาดการใช้กล้องไล้เลียไปตามสรีระของเพศหญิงที่มันควรจะให้มันรู้สึกเซ็กซี่น่ามองมันยังทำไม่ได้เลย สุดท้ายไอ้เรื่องภาพและเสียงของมันจึงเป็นส่วนประกอบที่ดีมากในสะกดจิตคนดูให้นอนหลับได้อย่างแสนสุขแสนสบาย

เอาละข้อดีของมันที่เราโอเคก็คือการที่มันพยายามจะเป็นหนังคัลล์อันว่าด้วยผีปอบและซอมบี้ แต่ก็แค่นั้นแหละเพราะเอาเข้าจริงมันก็ทำได้ยี้มากเพราะมัวแต่ไปเสียเวลาเกือบชั่วโมงไปกับเรื่องเล่าที่ไม่ได้เดินหน้าไปสู่ความคัลล์อย่างที่ควรจะเป็น ไปเล่าถึงปริศนาที่คนดูไม่อยากรู้ ยิ่งไปกว่านั้นนะเธอนะ มันยังเสือกพยายามจะสอนศีลธรรมที่กูดูแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ (ด้วยตาปริ่มปรี่ที่จะหลับลงให้ได้กับภาพและเสียงของมัน)

ก่อนหนังเริ่มมันมีการเตือนด้วยนะว่าให้เปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นหากไม่มั่นใจ…แหมมมม กูน่าจะเชื่อมันตั้งแต่แรก

23/04/14 – Free to Play (Valve film/ US/ 2014) – 4/5

 สารคดีอันว่าด้วยวงการเกมและนักเล่นเกมในการแข่งขันเกม Dota 2 ชิงแชมป์ระดับโลกเพื่อชิงเงินรางวัลกว่าล้านเหรียญสหรัฐ ผ่าน 3 เกมเมอร์จากสามประเทศผู้มีพื้นฐานชีวิตอันแตกต่างกัน

มันเป็นสารคดีที่สนุกและตื่นเต้นมากๆ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าวงการเกมมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จากคนที่เคยเล่นและติดเกมงอมแงมจนมาหยุดเล่นไปตั้งแต่ต้องทำงานเลี้ยงชีพแบบจริงจัง การได้ดูการแข่งขันแบบนี้มันเลยไปปลุกชีวิตช่วงนั้นของตัวเองให้ได้คิดถึง โอเคล่ะนั้นคือส่วนของเกม อีกส่วนที่หนังพูดถึงคือเรื่องชีวิตส่วนบุคคลของเหล่าเกมเมอร์ แน่นอนประเด็นที่มันต้องพูดแน่ๆคือประเด็นว่าด้วยความเป็นไปได้ในการเลี้ยงชีพด้วยการเล่นเกมอันเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับได้ในหลายๆสังคมในโลก การอยู่หน้าคอมหลายๆชั่วโมงนั้นจะทำเงินได้อย่างไร? มันทำให้เราคิดถึงหนังเรื่องหนึ่งที่พูดถึงประเด็นนี้โดยตรงได้ดีมากๆอย่าง Gaamer (Oleg Sentsov/ Ukraine/ 2011) ซึ่งก็บังเอิญดีที่ผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้คือประเทศยูเครนเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่บทสรุปที่ในสารคดีดูจะมีความหวังมากกว่า

ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือวิธีการเล่นเกมที่ต้องมีการวางแผน วางยุทธวิถี ไหวพริบและความเป็นมืออาชีพอย่างสูง บางทีมถึงขนาดมีผู้จัดการทีม โดยเฉพาะทีมจีนที่มีเป้าหมายมากกว่าชัยชนะในการแข่งขัน ดูแล้วก็ตื่นเต้นไปและอ้าปากค้างไป

สามารถดูหนังพร้อมซับไทยได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=UjZYMI1zB9s

25/04/14 – เพื่อน-แพง (เชิด ทรงศรี/ ไทย/ 2526) – 5/5

 ตายแล้วววว หลงรักอีแพงหมดหัวใจ!!!!

…มันเริ่มด้วยความน่ารัก คล้อยกลายเป็นละครหลังข่าวแล้วจบลงที่ความเศร้า…

ดีใจจังที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ มันฟินและเซอร์ไพร์สเรามากๆเพราะเราไม่รู้ข้อมูลใดๆของหนังมาก่อนเลย (รู้แต่เพียงว่าประเทศไทยมีหนังเรื่องนี้ที่กำกับโดยเชิด ทรงศรีและหนังเรื่อง รักโง่ๆ มีการพูดถึง) กอปรกับการที่ส่วนตัวเรามีภาพจำของหนังไทยเก่าๆอยู่แบบหนึ่ง แบบคลิเช่บันเทิงชวนฝัน การได้พบหนังเรื่องนี้อันว่าด้วยรักสามเศร้าของคู่พี่น้องร่วมสายเลือดแท้ๆแบบนี้ทำให้เราประหลาดใจ แถมการเพิ่มรสชาติของหนังแบบละครไทยหลังข่าวนี่ก็เวิร์กใช่ย่อย มันเวิร์กพอๆกับหนังบ้านทรายทองยังไงยังงั้นเลยทีเดียวโดยเฉพาะจริตจะก้านการพูดการจาของของอีเพื่อนที่ทำเอาตบเข่าฉาดๆอยู่หลายที ส่วนตัวอีแพงแม้จะแสนดีพอๆกับนางเอกทั่วไปแต่การสร้างบุคลิกของตัวละครนี้เรียกได้ว่ายังไงคนดูก็ต้องหลงรัก ก๋ากั่น เล่นคิ้วเล่นตา เถียงคำไม่ตกฝากแถมยังร้องเพลงเพราะเหลือเกิน ในอีกด้านมันก็น่าสนใจดีเหมือนกันกับตัวละครผู้ชายในเรื่องกับความง่อยเปลี้ยที่เกิดจากเพศหญิง พี่ลอพ่ายแพ้ต่อความรักและคำสาบาน, อ๊อดไม่ได้สมความหวังในรัก, บุญเพ็งแค่เกือบได้เอาอีเพื่อนหรือแม้แต่พ่อของอีเพื่อนและอีแพงเองที่ต้องผิดหวังกับลูกสาวทั้งสอง

อีกส่วนที่ชอบมากๆคือสภาพแวดล้อมของหนัง ทั้งสภาพสังคมและวิถีชนบทอย่างการร้องเพลงเกี่ยวข้าวหรือแม้แต่การทำขวัญข้าว(ฉากนี้ดีมากๆ) หรือกับสภาพสังคมบางกอกที่มากับเพลงสตริงและเพลงสากล แล้วพอมันมาอยู่ในหนังคู่กันมันเลยกลายเป็นการเปรียบเทียบเปรียบเปรยแบบซื่อๆ น่ารักน่าอมยิ้ม แม้ว่ามันจะคือการฟรีซภาพจำของสังคมหากมองด้วยสายตาตอนนี้ แต่เราว่ามันเหมาะสมกับตัวเรื่องมากทีเดียว

เหนือสิ่งอื่นใดคงต้องชมความโดดเด่นมากๆของ ชณุตพร วิศิษฎโสภณ ในบทอีแพงที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ปล. เสียดายจังเราน่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อน รักโง่ๆ มันคงจะยิ่งฟินกับเรื่องหลังมากแน่ๆ