กุมภา’14 กับหนังที่ได้ดู

01/02/14 – Planes (Klay Hall/ US/ 2013) – 1.5/5

หนังโอเคตามมาตราฐานแหละที่มาครบในทุกองค์ประกอบของหนังครอบครัว เพียงแต่มันเป็นการเดินซ้ำรอยตัวเองใน Cars แบบเต็มๆ แถมในปีที่แล้วปีเดียวกันกับที่หนังออกฉายก็ยังมี Turbo หนังอนิเมชั่นอีกเรื่องจากค่ายดรีมเวิร์กที่มีองค์ประกอบเกือบทุกด้านคล้ายกันเด๊ะกับเรื่องนี้เพียงแค่เปลี่ยนจากหอยทากไปเป็นเครื่องบินแล้วก็เพิ่มอาการโปรอเมริกาเข้าไปอีกนิดนึงเท่านั้นเอง เราเลยรู้สึกเนือยๆกับหนังมากๆตั้งแต่ต้นยันจบ

เห็นว่าแรกเดิมทีหนังเรื่องนี้กะจะทำเพื่อส่งตรงไปลง DVD เลย ซึ่งส่วนตัวเราว่ามันก็เหมาะกว่าเอาเข้าโรงนะ

01/02/14 – Dallas Buyers Club (Jean-Marc Vallée/ US/ 2013) – 2.5/5

ดูจบก็ได้แต่อุทานว่า…ก็ดีนะ…แล้วหลังจากนั้นก็จดจำได้แต่ตัวนักแสดงหลักทั้ง 3 คน…แค่นั้น

พอมาคิดดูอีกทีหรือว่าเพราะจริงๆแล้วหนังมันก็ต้องการแค่ขายการแสดงว่ะ? เพราะส่วนอื่นๆเรารู้สึกว่ามันไปไม่สุดซักทางทั้งๆที่ตัวบทมันเอื้ออยู่เยอะเหมือนกันนะ ทั้งการพูดถึงธุรกิจวงการยา, FDA หรือการช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ ที่ซึ่งมันไม่น่าเอาใจช่วยเอาเสียเลย มันไม่ก่อให้เกิดคำถามต่อยอดใดๆ มันเป็นเพียงการดูการแสดงดีๆของแม็คคอนนาเฮกับเลโต้ที่จบแล้วก็ไปเชียร์เอาในงานออสการ์…แค่นั้น

อนึ่ง สารภาพว่าเราจดจำแม็คคอนนาเฮจาก The Wolf of Wall Street มากกว่าเรื่องนี้อีกอะ โอเคล่ะว่าการลดน้ำหนักและการเปลี่ยนสำเนียงการพูดจะเป็นความยอดเยี่ยมของเขา แต่ถ้าบทมันไม่ค่อยส่ง เราก็ไม่ค่อยจะจำนะเธอว์

ปล. รักเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ที่สุดเป็นการส่วนตัว

03/02/14 – Cutie And The Boxer (Zachary Heinzerling/ US/ 2013) – 4.5/5

ชีวิตคนเรามันแสนเศร้า แต่ในความเศร้าเราค้นพบความหวานอยู่ในนั้น และหนังสารคดีเรื่องนี้ก็นำพาเราไปพบกับสองสิ่งนั้นในเวลาเดียวกัน

มันคือการไปตามดูชีวิตของคู่สามี-ภรรยาศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์ก ยูชิโอะกับโนริโกะ อายุของทั้งสองห่างกันยี่สิบสองปี ฝ่ายสามีคือศิลปินผู้โดดเด่นเกินกว่าจะขายได้ ส่วนฝ่ายหลังคือคนคอยสนับสนุนผู้มีความปราถนาอันแรงกล้าอยู่ภายใน

หนังค่อยๆพาผู้ชมไปพบกับชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้ที่ปัจจุบันยูชิโอะเป็นศิลปินไส้แห้งถังแตกไม่มีแม้ค่าเช่าบ้าน ลดราคางามของตัวเองลงต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อความอยู่รอด ส่วนโนริโกะก็เริ่มเปิดเปลือยความต้องการส่วนตัวอันแรงกล้าในการสร้างงานศิลปะเป็นของตัวเองจริงๆ หลังจากตลอด 40 ปีที่อยู่ด้วยกันมาเธอทำได้แค่เป็นผู้ช่วยและผู้สนับสนุนใหักับสามีเท่านั้น โดยงานศิลปะของเธอก็คือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเธอเองตั้งแต่มาพบเจอกับยูชิโอะในนิวยอร์ก ออกมาเป็นการ์ตูนชุด 12 ตอนชื่อว่า คิวตี้ ที่ทำให้คนดูอย่างเราเริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของทั้งสองจนมาถึงปัจจุบัน

ช่วงครึ่งแรกหนังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและแสนเศร้าตลอดเวลาของคู่สามีภรรยาคู่นี้ ชีวิตการเป็นศิลปินตกอับ ชีวิตรักที่เป็นได้เพียงคนข้างหลัง อดีตอันเจ็บปวดและไม่น่าพิศมัย ความผิดพลาดและความอ่อนล้าของทั้งร่างกายและจิตใจที่ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นเราคงได้พบกับโศกนาฏกรรมทุกเศร้าของมนุษย์ แต่ครึ่งชั่วโมงหลังของหนังเรื่องนี้มันกลับค่อยๆไปค้นหา ตอกกระเทาะช่องว่างระหว่างความเศร้าเหล่านั้นก่อนจะค้นพบว่ามันมีแง่งามมากมายที่เราไม่เคยสังเกต มันมีช่วงเวลาดีๆมากมายเต็มไปหมดเพราะมันมีความรักและความเข้าใจกันแทรกผสมอยู่ในนั้น เป็นความหวานที่ทำเอาเราอมยิ้มด้วยน้ำตา (หลายๆฉาก หลายๆคำพูดในช่วงนี้เรียกได้ว่าน่าจดจำและสามารถเอามาเขียนโค้ดได้มากมาย)

ชีวิตคนเราอาจต้อง roar เพื่อสร้างความแข็งแกร่งใหักับตัวเอง แต่สำหรับชีวิตคู่ roar ก็ไม่ต่างจากประกาศชัยชนะของความรักระหว่างกัน “Love is a Roarrrrrrrrr”

อนึ่ง เราแทบไม่รู้สึกเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นสารคดีเพราะกล้องในหนังเหมือนลอยหายละลายไปในอากาศระหว่างตัวซับเจค ภาพก็สวยจับจิตมากๆ

04/02/14 -Firestorm (Alan Yuen/ HK/ 2013) – 3.5/5

“มึงจะคิดห่าเหวอะไรให้มากว่ะไอ้เซียม” คือการด่าตัวเองในใจตอนแรกที่เริ่มดู แล้วพอหลังจากปล่อยทุกอย่างนั้นไปก็ได้ค้นพบว่า อะดรีนาลีนพุ่งปรี๊ดไปถึงชั้นดาวดึงส์ เหี้ย มันส์สัดๆ

ครึ่งแรกคือการไล่ล่าแบบมันส์หยดติ๋งๆ แล้วในครึ่งเรื่องหลังมันกลับพลิกตัวพล๊อตให้เป็นการสลับด้านของความดี-ชั่วไปอีก ซึ่งทำได้ดีทีเดียว ความแน่นอกของการเป็นตำรวจผู้ทำตามกฏหมายที่ยากและเครียด (เลยทำให้ตำรวจส่วนใหญ่มีแต่คนติดเหล้าและเมียหย่า) เปิดทางให้ความคิดชั่วเข้าครอบงำ ส่วนความต้องการหยุดวงจรชีวิตโจรเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของอีกฝ่ายก็เริ่มวิ่งเข้าหาหนทางสว่าง ชอบมากทีเดียว เพียงแต่ส่วนตัวไม่ชอบบทสรุปแบบนี้ที่ดูใจดีเกิ๊น (ก็เข้าใจแหละว่านี่คือพี่หลิวคนดัง)

การได้เห็นกระสุนปลิวว่อนแบบนี้  การฆ่าตัวละครเพื่อทำลายความรู้สึกผู้ชมแบบนี้ การทำลายล้างแบบถล่มเละแบบนี้ในหนังฮ่องกงถือเป็น spectacle ของเราจริงๆ ฉากปิดเมืองถล่มตอนท้ายนี่แม่ง ฟิน มหา ฟิน

อนึ่ง ผมพี่หลิวคือที่สุดของหนัง จะลุยลากเลือดแค่ไหน ตกจากที่สูงเพียงใด โดนระเบิดกระเด็นกระดอนกลิ้งกี่ตลบ ผมพี่หลิวก็ยังทรงเดิม พลังดารานี่ชนะทุกสิ่งจริงๆ

06/02/14 – Her (Spike Jonze/ US/ 2013) – 4.5/5

หนังแบบนี้เรามักตายอยู่แล้ว และยิ่งมันอยู่ในมือสไปค์ จอนซ์ ยิ่งทำให้เราตายสนิทขึ้น

หากใครชอบหนังของหว่องอย่าง Chungking Express ชอบหนังโซเฟียเมียเก่าพี่จอนซ์อย่าง Lost in Translation หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดกับพวกเรา หนังจับอารมณ์คนในเมืองใหญ่ในยุคเจนมีได้ตรงจุดทีเดียว ตั้งคำถามถึงความรู้สึกภายในกับการมีตัวตนภายนอก เราชอบมากที่หนังไม่ได้ทรีตให้ OS ในเรื่องคือสิ่งแปลกประหลาดแต่มอบไม้แห่งความประหลาดให้กับตัวความรักและความรู้สึกของมนุษย์แทนอันเป็นปริศนาสากลที่เราไม่มีวันเข้าใจ หลายช่วงหลายตอนทำเอาน้ำตาปริ่ม(ซึ่งมีเยอะมาก) ในโลกที่ความงามสร้างสรรค์ได้ง่ายดายแต่ภาวะภายในตัวมนุษย์ยังคงมืดดำ เพราะเอาเข้าจริงมันคือสองสิ่งที่เดินสวนทางกัน…

เรารักในทุกองค์ประกอบของหนังจริงๆ เราชอบภาพสีอมส้มแสนหม่น, ภาพตึกสูงตั้งตระง่านโดดเดียวแปลกแยก, มนุษย์เมืองอันไร้ปฏิสัมพันธ์,  เพลงประกอบโดย Arcade Fire ที่เพราะจับจิตและแน่นอนกับนักแสดง

ขอกราบทีมนักแสดงทุกตัว รูนี่ มาร่า สวยและมีมิติมากพอที่ทำให้เราเชื่อว่าเหตุใดทีโอดอร์ถึงไม่สามารถลืมเธอได้ลง, โอลิเวีย ไวลด์ มาสั้นๆแต่น่าจดจำและเปลี่ยนผลของตัวละคร, เอมี่ อดัมส์ คือคนที่ทำให้หนังสมบูรณ์ สายตาของเธอคือสายตาของมนุษย์แสนเหงาผู้ผ่านความเจ็บได้สุดขีดมาก, เสียงของโจแฮนสันก็คืออีกหนึ่งความมหัสจรรย์ที่ทำให้เราหลงรัก OS นี้ได้อย่างสนิทใจและสุดท้าย กรูไม่เข้าใจว่าทำไมฟีนิกซ์ไม่ได้ชิงออสการ์ (ว่ะ! ไอ้หัก!!)

ดูหนังออสการ์ไปแล้ว 7 เรื่อง ชอบเรื่องนี้ที่สุด (ยังไม่ได้ดู Nebraska และ Philmena)

.
.
.
.
หลังจากดูรอบสองเราพบว่าเรา “รู้สึก” มากกว่าเดิมกับสารคดีที่เอมี่ทำและจดหมายฉบับสุดท้ายของธีโอดอร์

มันคือความเพียวที่สูญหาย กับ ความเพียวที่เกิดขึ้นใหม่

ตายจ๊ะ!

10/02/14 – Thor: The Dark World (Alan Taylor/ US/ 2013) – 2/5

ชอบภาคแรกนะอาจเพราะการเป็นจุดกำเนิดของตัวละครมันมีอะไรให้เล่นเยอะแถมยังอยู่ในมือของแคนเน็ธ บราน่าด้วยมันเลยยังมีความเป็นเชคเปียร์ให้จับต้องได้บ้าง แต่มาภาคนี้เมื่อมันเป็นแค่เรื่องเล่าเหตุการณ์หนึ่งเหมือนหนังฮีโร่ทั่วๆไปเราเลยรู้สึกจริงๆแล้วล่ะว่าเออ! มันก็คือลิเกฝรั่งนี่ จะหวังอะไรมาก

แต่เอาน่ะ ยังไงก็ตามดูทุกเรื่องในจักรวาลมาเวลอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ภาคนี้เรื่องนี้ไม่ค่อยถูกจริตเท่าไหร่ เหมือนเอามาขั้นแก้ขัด

สรุปดูฮิดเดิลสตัน, เดนนิ่งกับพอร์ตแมน…จบ

14/02/14 – Prisoners (Denis Villeneuve/ US/ 2013) – 4.5/5

เป็นสองชั่วโมงครึ่งที่หนักหน่วงจริงๆ หนังเล่าเรื่องแบบที่ละเปราะๆที่ค่อยๆปลอกเศษความเป็นมนุษย์ออกมา ปลอกเปลือกที่กักกขังส่วนลึกภายในออกมาให้คนดูเห็น ลอกแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปเพื่อที่จะให้เห็นว่าแต่ละเปราะมันก่อเกิดมาได้ยังไงและส่งผลยังไงกับตัวละคร แถมวิธีการลอกการปลอกก็แพรวพราวจนเราเดาไม่ถูกจริงๆว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นแล้วไปจบที่ตรงไหน ซึ่งความฉกาจของมันก็คือมันยังสามารถรักษาสโคปของเรื่องและประเด็นให้อยู่ในกรอบได้อย่างลงตัว ผู้กำกับแม่งเก่งจริงๆอันนี้ขอชม

ที่ชอบมากอีกอย่างคือการที่หนังมันเดินอยู่บนเส้นบางๆระหว่างความถูก-ผิดทั้งในทางสังคมและความเชื่ออยู่ตลอดทั้งเรื่อง อย่างการฆ่าเพราะรู้ว่าเหยื่อจะไปทำผิดอีกหรือกับการท้าทายพระเจ้า ที่ส่งผลให้คุกไม่ได้เป็นพื้นที่ตายตัวและนักโทษก็ไม่จำเป็นต้องถูกจองจำในพื้นที่เหล่านั้นเสมอ

16/02/14 – Young Detective Dee: Rise of the Sea Dragon (Hark Tsui/ China/ 2013) – 2/5

มีความรู้สึกกับหนังที่แปลกประหลาดดี คือรู้ว่าหนังมันไม่เวิร์คแหละแต่เรากลับไม่ได้รู้สึกเกลียดหนังมากอย่างที่ควรจะเป็น ภาคแรกจำได้ว่าเราชอบอยู่ประมาณนึงกับการจับเชอร์ล็อค โฮล์มไปไว้ในโลกพีเรียดของจีน พอมาภาคนี้มันเหมือนได้ใจเลยเล่นใหญ่ขึ้นด้วยงานสร้างดาวล้านดวงสามมิติไปเลย ซึ่งพอมันมีตัวกัปปะโผล่ขึ้นมาจากน้ำเราก็รู้แล้วล่ะว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ หน้าที่เราก็แค่นอนอ้าแขนอ้าขาแล้วลอยตัวไปตามกระแสน้ำไป

ดูจบก็รู้สึกอยากกลับไปดูหนังจีนฟอร์มเล็กๆล้างตาบ้าง ว่าไว้หมดเทศกาลออสการ์แล้วจะไปเอามาดูให้หายคิดถึงจักที

17/02/14 – Nebraska (Alexander Payne/ US/ 2013) – 5/5

กวนตีนมาก ตลกมากและอิ่มเอมหัวใจเหลือเกิน

สำหรับผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เราจำได้ว่าเรารัก Sideways มากอย่างไร เราก็รักหนังเรื่องล่าสุดนี้ของเขามากเท่านั้น ยอมรับว่าเรามักตายเสมอกับหนังที่มันเอาห้วงเล็กๆของคนตัวเล็กๆมาผ่านกระบวนการทางภาพยนตร์แต่น้อย แต่กลับสามารถไปทัชกับหัวใจของคนดูได้อย่างอ่อนโยนนุ่มนวลซึ่งเราว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ในงานของเพย์น (เอ๊ะ! ทำไมตรูยังไม่ได้ดู The Descendants โปรดประณามได้เต็มที่)

Nebraska คือชื่อมลรัฐที่เป็นเป้าหมายใน road trip ของพ่อ-ลูกคู่หนึ่ง แน่นอนพวกเขามีเรื่องบาดหมาง มีความลับมืดดำที่ส่งผลกระทบอย่างเงียบๆต่อความสัมพันธ์ การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ต่างไปจากการสานสัมพันธ์และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน โอเค เราตั้งใจเล่าเรื่องให้มันดูน้ำเน่า เสริมอีกหน่อย หนังทั้งเรื่องเต็มไปด้วยคนแก่ที่แก่จริงๆ ไม่ใช่คนที่เพิ่มเริ่มแก่ แต่คือคนแก่วัยเลย 50 เกือบทั้งหมด แถมยังเล่าเป็นหนังขาวดำในเมืองที่เคว้งงคว้างที่มอบความรู้สึกหนาวเหน็บเจ็บข้อกระดูกให้กับคนดู แต่เชื่อเถอะ พอเราดูจบแล้วเราจะพบว่าภาพจำที่เราคิดอยู่เสมอนั้นได้ถูกทำลายให้มลายหายไปเสียแล้ว

เราชอบมากกับภาพหมู่บ้านต่างจังหวัดที่ทุกคนรู้จักกันหมดแถมเรื่องเล่าต่างๆนาๆก็เดินทางเร็วดั่งติดจรวดที่ล้อไปกับตัวเรื่องหลักได้อย่างน่ารักน่าชัง นักแสดงที่เห็นแก่ๆนั้นเอาเข้าจริงร้ายกันใช่ย่อย แสดงกันแบบหน้าตาย หน้ากราบกันเสียทุกคน อีป้า June Squibb ที่ขโมยซีนแดกทุกคนและสร้างเสียงหัวเราะให้กับเราแบบเสียสติ(และก็เชียร์ป้าแกให้ได้ออสการ์โดยไม่นึกเห็นใจน้องเจนลอว์ที่รักในดวงจิตเลย) ตาลุง Bruce Dern นี่ก็กวนตีนเข้ากระดูกดำแถมยังเต็มไปด้วยแรงขับของความหวังสุดท้ายที่สะท้อนออกมาผ่านดวงตาหลังกรอบแว่น และถึงแม้ว่ามันจะคือหนังขาวดำเวิ้งว้างหนาวเหน็บ แต่สุดท้ายมันกลับมอบอารมณ์แห่งสีสันได้มากอย่างเหลือเชื่อที่เมื่อดูจบแล้วเราจะรู้สึกอุ่นขึ้นมาในทันที

แน่นอน ดูแล้วเราคิดถึงพ่อมาก สายตาของเดิร์นเวลาจ้องมองอะไรบ้างอย่างเหมือนสายตาของพ่อเรามากๆ แถมอารมณ์ขันหน้าตายก็เหมือนกัน ดูจบแล้วเราอิ่มมากจริงๆ

อนึ่ง หนังมีหลายซีนน่าจดจำมากๆจริงๆ อาทิ  ซีนหาฟันปลอม, ซีนเครื่องปั๊มลมหรือกับซีนสารภาพช่วงท้าย

หนังเข้าโรงเมื่อไหร่จะไปดูอีกรอบแน่ๆ

18/02/14 – Philomena (Stephen Frears/ UK, US, France/ 2013) – 4/5

เราว่าถ้าหนังไม่ได้ผู้กำกับแม่นๆกับนักแสดงเก่งๆ หนังมีสิทธิ์แป๊กและน้ำเน่าได้สูงจริงๆกับพล๊อตตามหาลูกชายที่ไม่พบกันมา 50ปีของคุณยายวัยดึกที่มีอดีตนักข่าวสายการเมืองเป็นผู้ช่วยเรื่องนี้ ช่วงชั่วโมงแรกของหนังบอกตามตรงว่าเราไม่ชอบเอาเสียเลย แต่หลังจากจุดพลิกเรื่องของลูกชายไปแล้วยอมรับเลยว่ามันกลับมาสนุกมาก น่าติดตามแบบไม่อยากคลาดสายตาพร้อมด้วยการทวีอารมณ์ความรู้สึกให้ขึ้นไปจนถึงพีคเมื่อหนังจบ ซึ่งในช่วงหลังนี้หนังมันไปไกลกว่าหนังดราม่าธรรมดาจริงๆ มันไปพูดเรื่องศาสนา การปะทะกันของความเชื่อของมนุษย์ปุถุุชนธรรมดาสองคนที่สะท้อนผ่านการงานและตัวตน (อันทำให้ช่วงท้ายพีคมากๆ) และประเด็นรักร่วมเพศที่หนังนำเสนอได้ดีมากทีเดียว

สตีฟ คูแกน ทำหน้าที่ในบทนักข่าวหมดศรัทธาได้อย่างน่าชม แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือป้า จูดี้ เดนช์ ที่คนพาหนังไปได้ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งความงุ้งงุิ้งน่ารักไปจนความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์

19/02/14 – Journey to the West: Conquering the Demons (Stephen Chow, Chi-kin Kwok/ China/ 2013) – 4/5

สามสิ่งที่อยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้

1. หนังมันมีความเป็นโจวชิงฉือที่เราคุ้นเคยเต็มไปหมดแบบว่าถ้าเราไม่รู้ว่าใครกำกับมาก่อนก็คงเดาว่าเป็นพี่แกนี่แหละ ตลกหน้าตาย ความกวนและลูกเล่นอันแพรวพราวของแกนี่ชัดมากแถมใส่มาแบบไม่ยั้งมือโดยส่วนช่วยหนึ่งคือความอิสระในการเล่าเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องไปยึดติดความเป็นไซอิ๋วอะไรมากมายเพราะมันเล่าเรื่องราวก่อนการมาเป็นนิยายไซอิ๋วที่คนทั่วไปรู้จัก แค่การดีไซร์จอมมารอย่างตือป๋วยก่ายหรือเห้งเจีย(ทั้งตอนถูกขังและหลังหลุดออกมา)นี่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าพี่แกสนุกมือมากเพียงใดและก็ทำเอาเราเพลิดเพลินจำเริญใจไปด้วย

2. จากประสบการณ์ดูหนังของเราทำให้เราเชื่อมาเสมอว่าในบรรดาหนังคัลท์ที่มีส่วนประกอบของความประหลาดหรือตัวประหลาด มันไม่มีประเทศไหนทำได้ดีเท่าประเทศญี่ปุ่นอีกแล้วทั้งในเรื่องของความบ้าหลุดโลกหรือการนำความประหลาดนั้นมาสะท้อนปัญหาสังคม แต่ตอนนี้เราตื่นเต้นมากที่เราได้พบกับความรู้สึกนั้นในหนังจีนเรื่องนี้ แม้ว่าความประหลาดของมันจะมาเพื่อส่งความบันเทิงให้กับผู้ชมเป็นส่วนใหญ่ แต่เราเห็นว่ามูสโทนกับตัวเรื่องมันผสมกลมกล่อมดี สนุกมากๆ

3. อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวหนัง แค่อยากจะบอกว่า ซูฉี น่ารักมาก เสน่ห์ล้นเหลือ การไม่ได้เห็นหน้าเธอมานานแล้วมาได้เจอกันมันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ

19/02/14 – August: Osage County (John Wells/ US/ 2013) – 4.5/5

ถ้าจะหาหนังดีๆซักเรื่องที่ว่าถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวใหญ่ หนังเรื่องนี้เหมาะมากจริงๆ

นิยามส่วนตัว มันคือหนังสงครามในคราบหนังครอบครัว มันมีระเบิดเวลาที่รอคอยอยู่ในทุกๆห้องของบ้าน พร้อมที่จะระเบิดตู๊มออกมาเสียงดังๆแบบรุนแรงสุดขีดคลั่งอยู่ตลอดเวลา จะมีหลายลูกหน่อยที่โต๊ะกินข้าว แต่น่าตลกดีที่พอสิ้นเสียงระเบิดไปซักพักเรากลับพบว่ามันเป็น firework สวยๆหลายๆลูก งดงาม

บทหนังดีจริงๆอันนี้ขอชม มันดัดแปลงมาจากละครเวที ทุกตัวละครที่โผล่ในหนังมีความสำคัญและส่งมอบประเด็นแตกต่างหลากหลายกันไปตั้งแต่ละดับสายเลือดในครอบครัวทั้งพ่อ-แม่ พี่-น้อง สามี-ภรรยารวมไปถึงความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติ หรือกับความเป็นเมืองและชนบทที่สะท้อนผ่านภาวะของตัวละครในกรอบความคิดของยุคสมัยที่แตกต่างกัน ก้าวล่วงไปจนถึงระดับประเทศเรื่องอาณานิคมที่แสบมากเพราะความฉิบหายวายป่วงเกิดขึ้นกับคนที่ไปยึดดินแดนเขามาจากเจ้าของประเทศผู้มองความฉิบหายนั้นแบบเงียบๆ

จริงๆเอาแค่ดูนักแสดงทุกตัวที่โผล่มาในเรื่องก็คุ้มค่ามากๆแล้ว หลายๆคนนี่เราคิดถึงมากๆ บางคนมาในบทที่คาดไม่ถึงจริงๆ ในเรื่องราวที่เราก็คาดไม่ถึงด้วยเช่นกัน

ปล. ฉากพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารน่าจะกลายเป็นฉากจำแห่งปีไปแล้ว (ในโลกภาพยนตร์มีฉากน่าจดจำบนโต๊ะอาหารมากมายเหลือเกินนน)

22/02/14 – ต้มยำกุ้ง 2 (ปรัชญา ปิ่นแก้ว} พันนา ฤทธิไกร/ ไทย/ 2556) – 0.5/5

หนังเต็มไปด้วยความประหลาด

ตัวเรื่องอันแสนประหลาด ที่มากับมนุษย์ประหลาดๆทั้งหลายทั้งมวล เอามาดวลแอ็คชั้นแบบระหลาดที่ทำเอาอ่อนเปลี๊ย พร้อมกับการตัดต่อสุดประหลาดเหวอๆแล้วก็อัดเพลงประกอบมาแบบประหลาดรกหูแถมงานโปรดักชั่นประหลาดหลอกๆ

ทั้งหมดนี่ไม่ใช่คำชม

22/02/14 – Ancient Chinese Whorehouse (Ivan Lai Gai-Ming/ HK/ 1994) – 2/5

เจอในยูทูปโดยบังเอิญ หนังว่าด้วยชีวิตและวิถีของซ่องโสเภณีแห่งหนึ่งในยุคราชวงศ์ถังอันรุ่งเรืองของจีน มันเป็นหนังเกรด III ฮ่องกงที่ตลกดี มันไม่พยายามสื่อสารอะไรกับคนดูเท่าไหร่เพราะประเด็นต่างๆก็ใส่เข้ามาเพื่อให้เป็นเหตุแกนๆของเรื่องราวอันบางเบาเท่านั้นที่พอพูดถึงแล้วก็ตัดมันจบไปเลยโดยไม่กลับแยแส จากนั้นก็ไปจับประเด็นใหม่ขึ้นมาแทนโดยใช้วิธีการเดียวกัน ดังนั้นเราจึงได้เห็นทั้งความเป็นดราม่า, คอมเมดี้, โรแมนซ์, SM และแอ็คชั้นในหนังเรื่องเดียวกัน

อนึ่ง ตำนาน เอลวิส ซุย ไม่พลาดที่จะโผล่มาคาเมโอตัวเองในหนังด้วย

23/02/14 – About Time (Richard Curtis/ UK/ 2013) – 3/5

เคอติสยังคงทำหนังได้ดีและสนุก ง่ายต่อการตกหลุมรักเหมือนเดิมแหละ จังหวะแป๊ะในบทที่แป๊ะพร้อมด้วยเสน่ห์ล้นๆของทั้งตัวเรื่องและตัวละครที่ไม่พลาดในการสร้างรอยยิ้มให้กับคนดูเมื่อหนังจบลงซึ่งมันก็เหมาะและตรงจุดหากเราหวังและเชื่อว่าการดูหนังคือการหลุดจากโลกแห่งความจริงเข้าไปในโลกของความฝันในเวลา 2 ชม. ที่ทำให้เรามีความสุข มีพลังในการออกไปสู้กับชีวิตจริง แต่อย่างที่เราเชื่ออยู่เสมอว่าหนังแต่ละเรื่องที่เราได้ดูนั้นมันจะดีจะงามจะรักหรือไม่นั้น มันมีปัจจัยหลากหลายในการส่งผลต่อความรู้สึกเหล่านั้น อาทิ ความเชื่อ, ความคิด, วุฒิภาวะ, ช่วงเวลารวมไปถึงอารมณ์ในตอนขณะที่ดู อันทำให้หนังเรื่องนี้มันไม่โดนสำหรับเราในเวลาเยี่ยงนี้ เหมือนกับการไปขอคืนดีกับแฟนเก่าแล้วโดนประโยคที่ว่า “นายมาช้าเกินไป”

เขียนอะไรเวิ้นเวอร์ เอาเป็นว่าหนังมันโลกสวยเกินไปมากน่ะ ตัวละครทำอะไรก็ดูดีดูสวยไปเสียหมด ไม่รู้ว่าเราสามารถเรียกหนังแบบนี้ว่าหนัง มนุษย์นิยม ได้หรือเปล่า? หนังที่เชิดชูมนุษย์มากๆ เชิดชูฟังก์ชั่นของมนุษย์ทั้งหลาย ความรักเอย ครอบครัวเอยหรือแม้แต่สังคมอันงดงาม คือเราแทบไม่เห็นความเศร้าหรือความเลวร้ายของโลกและมนุษย์เลยนะ เพราะเมื่อใดที่หนังมันจะเสนอด้านมืด มันก็มักจะมีเหตุให้เติมเต็มความสว่างเข้าไปได้เสมอ ความตายในเรื่องก็จงใจทำออกมาให้ดูสวยงามเกินจริง

แต่อย่างก็ตามเราก็ว่ามันเป็นหนังที่ดีนะ แต่เหมาะกับการดู ณ เฉพาะบางโมเม้นต์เท่านั้น

robocop-2014-movie-poster726/02/14 – Robocop (José Padilha/ US/ 2014) – 4/5

โอโห้!  ไมการเมืองมันข้นขลักขนาดเน้!

ยอมรับว่าตื่นเต้นอู้หู้และเซอร์ไพร์สมากที่หนังมันไปไกลกว่าที่คิดมากๆ มันคือการจำลองสภาพของโลกปัจจุบันไปใส่ในหนังหุ่นยนต์ได้แบบน่าชมจริงๆ โลกของกลุ่มทุนต้องการเข้ามาคุมอำนาจแห่งรัฐ โดยมีสื่ออยู่ในมือ มีกองกำลังคอยหนุนหลังเพื่อผลของความได้เปรียบและผลประโยขน์ต่างๆ โดยที่มันเจ๋งก็ตรงที่หนังมันบอกว่าเบื้องหลังฉากมันก็แบบนึง แต่เบื้องหน้ามันก็ต้องดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตยอยู่ดี มีการโน้มน้าวโดยเครื่องมือหนึ่งคือเรื่องศีลธรรมจรรยาและความเป็นมนุษย์ ที่หนังมันเอามาตั้งคำถามร่วมกับความเป็นเครื่องจักรไร้จิตใจได้อย่างน่าคิด

ที่ชอบอีกอย่างคือการไปตั้งโรงงานผลิตหุ่นในจีน (แต่ฉากหนีออกมาเจอทุ่งนานี่มันก็ดูเกินไปนะ) และกับตัวซามูแอล แจ็คสัน ที่ทำเอากูเห็นหน้าสุเทพ ตลอดเวลา

อนึ่ง ใครที่คิดจะไปดูเพราะคิดว่ามันเป็นหนังแอ็คชั้นก็คงเจ็บกระดองใจ ขนาดช่วงท้ายๆแอ็คชั้นของมันยังง่อยเปลี้ยเบย

27/02/14 – The Great Beauty (Paolo Sorrentino/ Italy,France/ 2013) – 2/5

รอบแรกดูไปครึ่งชั่วโมงปรับสมองไม่ทันเลยเลิก รอบสองเริ่มใหม่แล้วก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรอบแรกเราไม่รอดแถมกลับยิ่งทำให้เราออกห่างจากหนังไปเรื่อยๆๆๆๆ แบบหนังจบเรากับหนังก็อยู่ห่างกันไกลลิบตา

หนึ่งคือหนังมันแอ็คอาร์ตมากครับ โอเคละเรื่องภาพเรื่องดนตรีหรือแม้แต่การเคลื่อนกล้องนั้นลื่นไหลงดงามมากปานกับดูสารคดีท่องเที่ยวกรุงโรม แต่ไอ้ที่เหลือคือตัวเรื่องและการกระทำของตัวละครเราเห็นว่ามันแอ็คมากจนน่าหมั่นไส้ น่าเบื่อ พยายามทำให้มันดูคูล ดูหล่อจนน่ารำคาญ ดูจบก็เลยเรียกหนังมันใหม่ว่า The Fake Beauty

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราพบว่าหนังมันเหมาะกับคนที่มีวุฒิภาวะมากประมาณหนึ่งที่พอจะสามารถมาซึบซับความงดงามของชีวิต(และกรุงโรม)ที่หนังมอบให้

27/02/14 – Frances Ha (Noah Baumbach/ US/ 2012) – 4/5

เรายังไม่เคยดูหนังของบอมบาชมาก่อน แต่พอดูเรื่องนี้แล้วเราคิดว่าเราต้องรีบหาหนังของเขามาดูเพิ่มแล้วล่ะ โอเคแม้ว่าเราจะไม่ได้สะเทือนมากกับตัวหนังหรือตัวฟรานเชส แต่เราพบว่าหนังมันมีความเป็นมนุษย์มากๆ มนุษย์ที่กำลังจะต้องเปลี่ยนผ่าน มนุษย์ที่จะต้องก้าวผ่านไปสู่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าคืออะไรซึ่งก็กลับเป็นมนุษย์คนเดียวกันที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยน ยังไม่สามารถพอที่จะเดินไปแถมยังเป็นมนุษย์ที่พยายามสร้างเกาะกำบังตัวเองจนมันกลายมาเป็นเกาะที่กันตัวเองออกไปจากแวดล้อมภายนอก และใช่! มันเจ็บตรงนี้แหละ ซีนปารีสเลยเป็นซีนที่ฆ่าคนดูให้ตายได้เลยเพราะเราจะไม่ได้เห็นมหานครอันเปี่ยมเสน่ห์ใดๆ แต่กลับเห็นคนหลงทางแสนเหงา

เราชอบความสัมพันธ์ของทุกตัวละครที่มีต่อตัวฟรานเชสนะ ไม่ว่าจะด้วยนัยยะบวกหรือลบ เราพบว่ามันสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมที่ซับซ้อนดีจัง เลยทำให้รู้สึกว่า เออ ชีวิตแม่งยากจังว่ะ แต่ก็ยังเสือกห่วงแหนมันอยู่ดี

ปล. ไม่รู้ทำไมเมื่อได้ยินคำว่า undateable มันเจ็บจี๊ดแปลกๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s