มกรา’14 กับหนังที่ได้ดู

01/01/14 – World War Z (Marc Forster/ US, Malta/ 2013) – 2/5

เปิดปีด้วยหนังสงครามซอมบี้ โอเคล่ะ เราเพลินและตื่นเต้นดีทีเดียว แถมการที่มันพูดถึงภาวะการณ์ระดับโลกที่ไปพ้องรับกับสัมคมการเมืองของประเทศต่างๆที่หนังอ้างถึงนั้นมันน่าสนใจไม่ใช่น้อยจนอยากไปหาหนังสือมาอ่านแล้วดูซิว่าในต้นฉบับมันไปไกลแค่ไหน

อนึ่ง กูเบื่อการจบหนังแบบฟอสเตอร์ๆ จริงๆ

539646_10151255161721174_738342950_n01/01/14 – Paradise: Love (Ulrich Seidl/ Austria, Germany, France/ 2012) – 4/5

เมื่ออีป้าชาวออสเตรียระเบียบจัด ดันทะลึ่งไปหารักแท้ฉลองวันเกิดในเคนย่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความบรรลัยซิครัชชชช!!!!

นอกจากความระยำตำบอนที่หนังภูมิใจมอบให้อย่างเต็มใจแล้ว เราพบว่าแม่งรุนแรงแบบวายป่วงระดับทำลายล้างจริงๆ มันเริ่มด้วยความรู้สึกแบบ colonialism แต่จบท้ายกลับเป็น colonial revenge แทนที่ทั้งเศร้าและเจ็บไปพร้อมๆกัน แสบสันต์ยิ่งนัก ยังไม่เคยดูหนังของ อุริค ซีเดล มาก่อนเลย พอดูเรื่องนี้ปั๊ม รู้ตัวเลยว่ากูต้องไปต้องตามดูหนังของแกให้หมดให้ได้

562773_10151904676178576_631971369_n02/01/14 – Paradise: Faith (Ulrich Seidl/ Austria, Germany, France/ 2012) – 5/5

รุนแรงที่สุดในสามโลกา เมื่อความรักที่ล่มสลายลงใน Love ก่อเกิดเป็นความศรัทธาอันมากล้นใน Faith ที่ซึ่งสุดท้ายก็ร่วมกันดิ่งลงเหวลึกลงไปด้วยกันทั้งคู่แบบไปไกลสุดหล้าจริงๆ แถมยังกดทับให้ต่ำจมดินเสียอีก!!!

ส่วนหนึ่งที่หนังตั้งคำถามคือเรื่องความเชื่อและศรัทธาที่เกิดขึ้นในตัวเราว่ามันมาจากไหน? ระหว่างความดีในตัวของสิ่งที่เราเชื่อเองหรือความเลวร้ายที่เราได้ประสบจนเราต้องหันไปอ้อนวอนต่อความเชื่อนั้น อีกส่วนคือดการแสดงให้เห็นถึงความโสมมของมนุษย์ด้วยคราบไคร้แห่งความดีแสนเพ้อเจ้อน่ารังเกียจ ร่ายยาวไปถึงการวิภากษ์ตัวศาสนาเอง (ในที่นี่ที่เห็นได้ชัดคืออิสลามกับความเป็นใหญ่ของเพศชาย) รุนแรงสัดๆๆๆๆๆ ยิ่งดู ยิ่งรัก อุริค ซีเดล มากขึ้นๆๆๆๆๆ

03/01/14 – Paradise: Hope (Ulrich Seidl/ Austria, Germany, France/ 2013) – 4.5/5

ความหวังคือส่วนสำคัญหนึ่งของคนอ้วนที่อยากจะผอม คนไม่สวยที่อยากดูดี และยังเป็นส่วนผสมหลักของทั้ง Love และ Faith ด้วย แน่นอน Hope เป็นสิ่งที่ดีแต่มันก็ยากที่จะควบคุมไม่ให้ล้ำเส้น แม้ว่าจะอยู่ในกรอบในระเบียบแค่ไหนก็ตาม

ปิดท้ายไตรภาคด้วยเรื่องราวของอีลูกสาวจากตอน Love ที่ไปเข้าแคมป์ลดความอ้วนแล้วก็เสือกไปหลงหมอแก่ด้วยความหวังที่ค่อยๆล่มสลายลงจนสุดท้ายคุณเธอก็พบเจอชะตากรรมไม่ต่างจากแม่ของตัวเอง เพียงแต่ตำแหน่งแห่งที่บนภูมิภาคที่ต่างกันแค่นั้น

ถ้าให้เทียบกราฟของไตรภาคสรวงสวรรค์ของซีเดลในที่นี้ การปิดไตรภาคแบบนี้ก็เหมือนเป็นการทำให้คนดูผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง อย่างนัอยมันก็เพื่อที่จะให้คนดูได้กลับไปยอมรับสภาพความจริงในโลกรอบข้างว่ามันไม่ได้สวยงามนักหรอก เพราะสวรรค์ของเขามันเป็นเรื่องชวนเชื่อเท่านั้น ชวนเชื่อเพื่อจะสะท้านความเป็นจริง ขอยกให้ ซีเดลคือสเตปเสด็จพ่อองค์ใหม่ของเรา (ต่อจาก มิคาเอล ฮาเนเก้ และ กาสปา โน)

03/01/14 – The To Do List (Maggie Carey/ US/ 2013) – 3.5/5

เซอร์ไพร์สมากๆ มันเป็นหนังรอมคอมที่สามารถทำให้สนุกไปกับหนังได้ตั้งแต่ต้นยันจบ สองส่วนสำคัญที่มันทำได้ดีมากๆคือการทรีตตัวเรื่องให้อยู่ในยุค 90 ซึ่งไม่ใช่แค่ทรีตยุคสมัยในหนังด้วยเสื้อผ้าหน้าผมหรือสภาพสังคม แต่มันยังพยายามทำทุกอย่างในการถ่ายทำให้เหมือนกับหนังยุค 90 จริงๆด้วย ทั้งภาพ ทั้งมุมกล้อง แนวคิดและหัวใจแบบหนังรอมคอมในยุคนั้น ดูไปก็อดนอสทาลเจียไม่ได้กับหนังที่เราชอบมากๆเรื่องหนึ่งอย่าง Empire Record

อย่างที่สองคือความใหม่และสดกับการเล่าเรื่องเซ็กซ์ในวัยรุ่น หนังมาเล่าเรื่องราวของสาวเก็บแต้มแทน แล้วพอหนังมันเอาเรื่องนี้มาใส่ในยุคสมัยที่มันยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก มันเลยก่อเป็นเรื่องราวที่สนุกและลงตัวเอามากๆ แนะนำเลยสำหรับใครก็ตามที่หลงไหลในยุค 90 (คือวัยรุ่นตอนปลายขณะนี้แหละ)

05/01/14 – Tokyo X Erotica (Takahisa Zeze/ Japan/ 2001) – 4.5/5

“ช่วงเวลาไหนยาวนานกว่ากันระหว่างช่วงเวลาก่อนที่จะเกิด กับ เวลาหลังจากตายไปแล้ว?”

แล้วเราก็ได้พบกับหนังโป๊ปรัชญา ที่ใช้วีธีการเล่าแบบหนังเจ้ยอภิชาติพงศ์ กับการถ่ายภาพแบบหนังหว่องกาไว!!!

หนังเริ่มต้นด้วยคำถามตามย่อหน้าแรกที่ส่งผ่านไปยังนักแสดงทั้งหมดของหนัง มันไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของชุดเรื่องเล่าต่อไปที่เราจะได้ดู ชุดเรื่องเล่าของเคนจิและฮารุกะที่เริ่มต้นด้วยความตายก่อนย้อนหลังกลับไปถึงช่วงเวลาของก่อนหน้า ไปพบความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง หรืออาจพาไปพบกับคู่ชู้รักในห้องปิดหรืองานปาร์ตี้เล็กๆของกลุ่มคนที่เพิ่งกลับมาจากงานศพเพื่อนคนหนึ่ง สองเรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเคนจิและฮารุกะโดยตรงแต่เป็นการสะท้อนภาพเดียวกันดั่งกระจกเงา ก่อนที่ชุดเรื่องเล่าชุดใหม่จะถูกเล่าขึ้นบนฐานใหม่ของความเข้าใจในการดำรงอยู่ของชีวิตที่มนุษย์ทุกคนพึงมี

ในความโดดเด่นของการเล่าเรื่องแบบย้อนหลังแล้ววกกลับไปข้างหน้า, การใช้ชุดเรื่องเล่าหลายแบบทั้งแบบหนังเล่าเรื่องฟิกชั้นและการสัมภาษณ์แบบสารคดีหรือแม้แต่ความเซอร์เรียลต่างๆมากมายทั้งปืนฉีดน้ำอสุจิ ยมบาลเกย์เฒ่าหรือซูเปอร์แมนที่โผล่มาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เบื้องลึกของทั้งมวลคือการนำพาผู้ชมไปค้นหา “ชีวิต” ของตนเอง เป็นการสะท้อนวิธีการระลึกถึงชีวิตของตัวเอง รวมไปถึงเป็นภาพแทนของความหมายต่างๆที่แวดล้อมชีวิตของเราอยู่ การเกิดขึ้นและดับสูญ การเผชิญหน้ากับความตายหรืแม้แต่ความต้องการผู้ปลดปล่อย

ยิ่งไปกว่านั้นพอมันเป็นหนังโป๊ ความโป๊ของมันกลับเป็นส่วนเสริมชั้นดีกับสารหลักของเรื่องที่ว่าถึงชีวิตที่ดำรงอยู่ เพราะมันกล่าวถึงสัญชาติญาณธรรมชาตอันว่าด้วยความต้องการทางเพศ การปลดปล่อย การเกิด แถมหนังยังมีการพูดเหตุการณ์สังหารผู้คนใหญ่ๆ 2 เหตุการณ์คือการสลายนักศึกษาในเทียนอันเหมินในจีน กับ เหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษในรถไฟใต้ดินในญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นด้านกลับของเหรียญด้วยความเชื่อและความตาย

ในช่วงเวลาเดียวกัน แสงจากดวงดาวที่เราเห็น(การดำรงอยู่) ดาวดวงนั้นอาจดับ(ตาย)ไปแล้วก็ได้ ฉะนั้นแล้วคำตอบของคำถามในย่อหน้าแรกอาจคือคำตอบง่ายๆที่หนังมอบให้ก็ได้ว่า

“ไม่รู้สิ ใครจะสนล่ะ”

06/01/14 – The Intouchables (Olivier Nakache, Eric Toledano/ France/ 2011) – 3.5/5

ยอมแล้วจ้าาาาา หนูยอมแล้วจ้าาาาา

มันคือหนังที่ทำออกมาเพื่อให้คนชอบชัดๆ ทุกอณูของหนังเรียกรอยยิ้ม เรียกความผ่อนคลาย, ความสบายใจและความสุขมามอบให้คนดูได้อย่างเต็มที่จริงๆ อันนี้ยอม

มันไม่มีแม้แต่จุดพลิกผันตามหลักสามองค์ด้วยซ้ำ ซึ่งอันนี้ถือว่าผู้กำกับเก่งจริง

สุดท้าย ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดของหนังคือนักแสดงหลักทั้งสองที่เคมีได้ สเน่ห์ล้นหลามจริงๆ

อนึ่ง แต่หนังแบบนี้เรามักจะลืมเมื่อเวลาผ่านไปซักพักใหญ่นะ

07/01/14 – Iron Sky (Timo Vuorensola/ Finland, Germany, Australia/ 2012) – 3.5/5

หนังมั่วมาก มั่วสัดๆเลยล่ะ เอานาซีขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์, ปธน. อเมริกาเป็นผู้หญิงที่มี Sarah Palin เป็นแม่แบบ, มียานอวกาศชื่อ USS George W. Bush ที่บรรยากาศภายในยานไม่ต่างจากหนัง Star Trek มันมีแม้แต่ซาวด์ดนตรีจากหนัง Jaw หรือฉากอภิมหาคลาสสิคในหนัง Downfall ไม่เท่านั้น มันยังกัดแหลกแบบไม่ไว้หน้าโดยเฉพาะอเมริกาตัวดี กัดในแบบที่เรียกได้ว่ายุ่ยยับไม่มีชิ้นดี (โดยเฉพาะ ปธน. คนก่อน) กัดยุคสมัย กัดความเชื่อ กัดผิวสี กัดไม่เลือก ผลิกคนที่เชื่อว่าร้าย-คนที่เชื่อว่าดีในประวัติศาสตร์ให้มั่วตาละปัดไปหมด สนุกมากๆๆๆๆๆ กลายเป็นหนังคัลล์แรกของปี

ถ้าทาเรนติโนบิดประวัติศาสตร์ยุคนาซีให้กลายมาเป็นหนังยอดเยี่ยมและดีมากในแง่ของความกล้าตีความและบิดการรับรู้ในแบบที่ต่างจากเดิมได้ ไอ้หนังเรื่องนี้ก็ควรจะได้รับคำชมเชกเช่นเดียวกันในแง่ของการบิด การผสมปนเปประวัติศาสตร์เดียวกันให้ออกมาบันเทิงถึงขีดสุดได้ขนาดนี้

08/01/14 – Fallen Angels (Wong Kar-Wei/ HK/ 1995) – 5/5

ถึงจะเคยดูเมื่อนานมาแล้วครั้งหนึ่งแต่พอต้องการเก็บหนังของหว่องให้ครบทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องแรกจนเรื่องล่าสุดก็เลยเอามาดูอีกรอบไล่เรียงไปตามลำดับ ซึ่งก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากสำหรับคนที่ยกให้เขาเป็นศาสดาองค์หนึ่งในโลกภาพยนต์อย่างเรา

เราว่าเรื่องนี้มันตัดต่อดีจัง โดยเฉพาะการซ้อนฉากในร้านตัดผมระหว่างนักฆ่าหวังจื่อหมิงและมิเชลพาร์ตเนอร์ มันเก๋และเท่ห์มาก การใช้เพลงสื่อสารนี่ก็จี๊ดเอาตายตามสไตร์หนังของหว่องและเรื่องนี้เราว่าค่อนข้างชัดมากในการสร้าง conflict ระหว่างเมืองที่เร่งรีบกับผู้คนที่แตกแยกและ/หรือไม่สามารถจะสื่อสารเติมต่อกันได้ติด (โดยเฉพาะในบทสนทนา) ความไม่มั่นคงของความรักที่พันธนาการเหล่าเทวดาให้ตกร่วงลงจากสรวงสวรรค์ หลงรักวีดีโอที่ถ่ายพ่อของตัวเองของเหอจื้ออู่, หัวใจโหว่งกับฉากจบที่ทำให้นึกถึงหนึ่งที่ชอบที่สุดของปีที่แล้วอย่าง The Perk of Being A Wallflower และชอบตัวหลี่เจียซินในเรื่องนี้มากๆ สุดท้าย แนะนำเหมือนเดิมในการดูหนังหว่องเรียงเรื่องเพราะเราจะสนุกกับการจับโน่นชนนี่ในหนังแต่ละเรื่องของเขา

11/01/14 – White House Down (Roland Emmerich/ US/ 2013) – 3/5

เอมเมอริค นี่แม่ง! เอเมอริคจริงๆ สัด! (คำชม) ถึงพล็อตหนังจะเหี้ยห่ายังไง อ่อนเปลี้ยแค่ไหน จะทำตัวน่ารักแกมตอแหลแบบด่าตัวเองแล้วก็เสือกกลับมาชมตัวเองไปด้วยก็ตาม แต่ถ้ามีการระเบิดภูเขาเผากระท่อมแล้วเชื่อมือพี่แกได้จริงๆ มันส์สะเด่ามากๆ ดูไปก็ด่าไปแต่พอมันเสิร์ฟความมันส์มาให้กูก็หลงลืมความเหี้ยของมันไปเลย เสิร์ฟมาทีก็ลืมไปที จนสุดท้ายกูยอมศิโรราบโดยดุษฏี จะยกเว้นก็แต่อีเด็กเวรนั้นล่ะนะ หน้าตาไม่น่าช่วยเหลือแล้วยังอุตส่าห์น่ารำคาญอีก ออ! มันมีความน่าสนใจอยู่อย่างคือสายอำนาจการบังคับบัญชาของอเมริกา อันนี้เป็นความรู้ดีว่า ใคร? จะทำการได้หรือไม่ได้เมื่อใด? อย่างไร? ตามกติกาที่มีอยู่

14/01/14 – La Chinoise (Jean-Luc Godard/ France/ 1967) – 3.5/5

เห็นการเมืองร้อนๆในช่วงนี้ อยู่ดีๆก็นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้รู้อะไรมาก่อนเลยนอกเสียว่ามันมีหนังสือปกแดงของเหมาเจ๋อตุงอยู่บนหน้าปก ซึ่งพอดู้แล้วก็พบว่า…มึนตึ๊บ

หนังพาเราไปพบกับกลุ่มหนุ่มสาวที่มาอ่านหนังสือเล่มแดงของเหมาให้เราฟัง เสนอวิจารย์แนวความคิดสังคมนิยม วิภากษ์คอมมิวนิสต์ในหลากหลายประเทศ ประดับห้องด้วยโค๊ดการเมืองของนักคิด รวมไปถึงเปิดคลาสสอนเรื่องแนวคิด ปรัชญา วิภากษ์วิจารย์ความคิดทางการเมือง สังคม เลยเถิดไปถึงหนังและศิลปะ ก่อนที่ช่วงท้ายจะทำพาผู้ชมออกไปจากห้อง พาไปดูการปฏิบัติในสิ่งที่พล่ามๆกันมาในโลกแห่งความจริงในนามของการปฏิวัติ ซึ่งสุดท้ายก็ตกเหวลึกกลายเป็นฝันเฝื่องในหน้าร้อน หนังพล่ามกันไฟดับ ในเรื่องที่เรียกร้องความรู้จากคนดูมากพอควร บริบทสังคมและการเมืองโลกในยุคที่หนังพล่ามถึงเป็นสิ่งจำเป็นพอควร แต่อย่างไรก็ตามการได้ดูหนังของโกดาร์ดคือประสบกาณ์ที่ดีอันหนึ่งของเรามาโดยสม่ำเสมอในทุกๆปี แม้สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดก็ตามด้วยความที่ไม่ได้มีความรู้พื้นเพใดๆมาก่อน แต่สิ่งที่มักได้กลับมาเสมอในหนังของเขาคือเศษของความคิดและอาการอยากรู้อยากเห็นที่มักตกค้างอยู่ในสมองเสมอๆ ถ้าจะให้นิยามง่ายๆ (ที่น่าจะง่ายเกิ้น) มันก็คือ The Dreamers ที่ตัดความโรมานซ์แล้วไปแก่เรื่องการเมืองให้มากขึ้นแทน

15/01/14 – Rigodon (Erik Matti/  Philippines/ 2012) – 3/5

แหมมมมม ไปหลงดูหนังอาร์ของไทยอยู่ตั้งนานที่หลังๆเริ่มออกทะเลไปไกลเรื่อยๆ คุณภาพก็ตกลงเรื่อยๆเช่นกันจนคิดจะเลิกดูไปซักพัก แต่แล้วตอนนี้เสือกมาค้นพบว่าฟิลิปปินส์นี่เค้าทำหนังแนวนี้ได้ดีไม่ใช่ย่อยเว้ยเฮ้ย หนังมีเทสมีคลาสมากกว่าไทยหลายขุมทีเดียว ทำเอาลืมของไทยไปเลยครับอันนี้พูดเลย (คือจริงๆก็รู้มาตั้งนานแล้วว่าประเทศนี้ทำหนังแนวนี้เยอะ แต่เห็นดีๆไม่เยอะเท่าไหร่)

มันเป็นหนังอาร์ที่สะท้อนสังคมอย่างกับละครหลังข่าวนั้นแหละ นางเอกสาวอกหักรักคุด พ่อด่าอยู่ทุกวี่ทุกวันแถมยังมาโดนดาราตกอับหลอกเอาอีก ส่วนไอ้พระเอกก็คือดาราตกอับคนนั้นผู้มีครอบครัวที่กำลังจะแตกแยกเพราะสันดานของตัวเอง มีเมียที่ป่วยด้วยโรคทางจิต รวมไปถึงเจ้าแม่เงินกู้นิสัยประหลาด ซึ่งทั้งมวลมันก็อาจเป็นตัวสะท้อนสังคมบางอย่างของฟิลิปปินส์ (จนอยากศึกษาเพิ่มเติมจากหนังเรื่องอื่นๆอีก :P)

แต่เอาล่ะมาเข้าเรื่อง หนังมีฉากเซ็กซ์ซีนที่สวยและน่าสนใจดี พระ-นางแทบไม่ได้มีเซ็กซ์กันในรูปแบบอันนิ่มนวลงดงามเลย มันเลยส่งความใคร่บางอย่างออกมาให้คนดูได้เห็นมากกว่าความรักที่นางเอกมันมีแต่คลุมเครือในตัวพระเอกแล้วก็แตกต่างสิ้นเชิงกันฉากเซ็กซ์กับเมียตัวเอง และแม้จะมีฉากอย่างว่าไม่กี่ฉากแต่ทุกฉากเราว่ามันทำได้ดีทีเดียว

แน่นอนที่เราโหลดมาดูก็เพราะตัวนางเอกนี่แหละ Yam Concepcion หน้าตาเธอยูนีคดี ชอบๆ

16/01/14 – Happy Together (Wong Kar Wai/ HK, Japan, South Korea/ 1997) – 3.5/5

ยกให้เป็นหนังตัวแทนแห่งความรักของหว่องก็แล้วกัน

จากที่ค่อยๆตามดูตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องนี้ เราค่อนข้างเซอร์ไพร์สเหมือนกันที่หนังเรื่องนี้ดูฉีกออกจากหนังเรื่องก่อนๆ (ยกเว้น Ashes of Time ไว้เพราะดัดแปลงแบบหลวมๆมาจากนิยายมังกรหยกของกิมย้งอีกที) ทั้งเรื่องของคู่รักเกย์, การไปถ่ายทำที่อาเจนติน่าและโดยเฉพาะที่มันเป็นหนังที่เน้นไปถึงเรื่องของความรักความสัมพันธ์มากกว่าเรื่องก่อนๆ (ที่อาจเป็นบทเริ่มต้นของหนังเรื่องต่อไปอย่าง In the Mood for Love อีกที)

เราชอบสายตาของหนังที่มองคู่รักคู่นี้ การมองที่สัมผัสได้ถึงชีวิตและเลือดเนื้อๆจริงๆของคู่รักคู่หนึ่งที่รักๆเลิกๆจนแยกขาดกันไปจริงๆเพื่อกลับไปวนลูปแบบนี้อีกครั้งในวงจรอื่น บทจะหวานก็หวานจนน่าอิจฉาแต่ไม่เลี่ยน บทจะโศกก็เล่นเอาเคว้งคว้าง และยิ่งการที่หนังถ่ายในอาเจนติน่า สถานที่แปลกแยกก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกถึงแรงพลังที่ดึงดูดคนสองคนเข้าหากัน ร้องเรียกหาสิ่งบรรเทาจิตใจ ภาพความยิ่งใหญ่ของน้ำตกอีกัวซูก็ไม่ต่างไปกับความสับสนวุ่นวายของความสัมพันธ์ในเรื่องที่คนนึงเป็นเพียงระอองน้ำที่พวยพุ่งไร้ทิศททาง แต่อีกคนหลุดพ้นเพื่อไปพบกับความเย็นชุ่มช่ำของสายน้ำ เรารู้ว่าน้ำกับระอองน้ำคือสิ่งเดียวกันแต่ต่างด้วยรูป ที่ไม่อาจสามารถจะ Let’s Start Over ได้เรื่อยไป

ดูจบ ค่อยๆชอบขึ้นเรื่อยๆๆ

17/01/14 – Blue is the Warmest Color (Abdellatif Kechiche/ France, Belgium, Spain/ 2013) – 5/5

ทำไมมันเจ็บแบบนี้!

มันคือเวลาเหยียดสามชั่วโมงที่กัดเซอะชีวิตและจิตใจของตัวเราเองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เหตุผลหลักคือการที่เรารู้สึกแนบเคียงอย่างมากกับสิ่งที่อาเดลมีอยู่และเป็นไป ทุกอย่างที่อาเดลทำ, ถูกกระทำหรือถูกแวดล้อมนั้นทำให้เราเศร้า ความเศร้าที่ประดังมาในหลากหลายรูปแบบทั้งความคาดหวังจากครอบครัว ความลับที่เก็บปิดไว้ไม่กล้าเผย รักแรกอันสวยงามและอบอุ่น(แน่นอนเซ็กซ์กับคนรักแรกมักร้อนแรงไม่ต่างกัน) ความเหงาเปล่าเปลี่ยว การอกหักแสนเจ็บและการถูกทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดาย แต่ส่วนที่ทำเราช้ำมากที่สุดคือการไปไม่ได้เอื้อมไม่ถึงในสิ่งที่อาเดลคาดหวัง เธอไม่แกร่งพอที่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองรัก(การเขียนหนังสือ) เธอไม่สามารถพอที่จะเข้ากับเพื่อนๆของแอมม่าได้ เธอแพ้ใจตัวเองไปกับความเหงาและเธอไม่เคยลืมความอบอุ่นของรักแรกได้เลย…

ชีวิตของอาเดลก็ไม่ต่างจากผมของเธอเอง มันดูยุ่งเหยิงยากที่จะจัดทรง การรวบเก็บปิดมันไว้คือหนทางที่เธอคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับเธอที่สุด เว้นเสียแต่การได้พบเจอกับผมสีฟ้าที่มาบอกเธอว่าผมของเธอสวยเกินกว่าจะรวบเก็บไว้ เพียงปล่อยมันให้ยาวสลวยประบ่า แล้วเมื่อเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว ผมของเธอยาวขึ้น รุงรังมากขึ้น เมื่อนั้นผมสีฟ้าก็ไม่สามารถจะอยู่กับเธอได้อีกแล้ว…

เสื้อสีฟ้าของเธอในฉากสุดท้ายมันเลยไม่มีอะไรเลยนอกจากการใส่เพื่อให้ตัวเธอเองอบอุ่นขึ้น…เท่านั้น…

21/01/14 – Gandu (Qaushiq Mukherjee/ India/ 2010) – 4.5/5

ลืมหนังอินเดียในภาพจำไปซะ ลืมโปรดักซ์ชั่นยิ่งใหญ่สีสันฉูดฉาด ลืมการร้องเพลงจีบกันสนุกสนาน ลืมนักแสดงหล่อสวยไปให้หมด เพราะหนังอินเดียเรื่องนี้มีทุกอย่างในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง!

หนังมันว่าด้วยไอ้ขี้แพ้ที่อยากเป็นแร็ปเปอร์ เจอแม่เอากับผู้ชายทุกวันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพ แล้วช่วงเวลาที่แม่กำลังเอากับผู้ชายมันก็แอบเข้าไปขโมยเงินของผู้ชายคนนั้นมาซื้อหวยเผื่อจะโชคดี วันดีคืนดีไปได้เพื่อนสนิทเป็นคนชั้นล่างหาเช้ากินค่ำด้วยการขับรถสามล้อถีบโดยมีบรู๊ซลีเป็นไอดอล ว่างๆก็ไปเมายาโดยมีเจ้าแม่้กาลีมาร่วมแจม! มีครั้งหนึ่งไปเจอผู้กำกับหนังที่กำลังทำหนังเรื่อง Gandu อยู่ (ใช่แล้ว! ก็ไอ้เรื่องที่เราเขียนอยู่นี่แหละ!!) หลังจากนั้นก็เสือกโชคดีถูกหวยเลยได้ไปตีกระหรี่สุดพังค์แล้วโด่งดังเป็นแร็ปเปอร์ระดับโลก แต่โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นเรากลับไม่มั่นใจว่ามันคือภาพฝันตอนเมายาหรือเป็นเรื่องจริงกันแน่!

หนังรุนแรง หนักหน่วงและมีกลิ่นอายการทดลองอยู่สูงมากทั้งการใช้ภาพขาวดำถ่ายแบบคุณภาพต่ำ ภาพขาว-ดำเพื่อบ่งบอกถึงความไร้ที่ทางของตัวละคร ตัดกับภาพสีที่แสดงถึงความสุข(ในฉากเซ็กซ์สุดแรง) ใช้การตัดต่อสะเปะสะปะรวมไปถึงความเหวอในตัวเรื่องที่ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบสามส่วนคือ ขี้แพ้, เพลงแร็ปและความโป๊เปลือย อันสะท้อนความหมายของชีวิต ที่ทางและแรงขับ

เป็นหนังที่สนุกมากและมันส์แซ่บมากจริงๆ จนต้องไปตามหาหนังของผู้กำกับ Mukherjee มาดูเพิ่ม

ปล. หนังใช้กล้อง Canon EOS 7D ในการถ่าย แถมในฉากเซ็กซ์ที่ดูดจู๋กันจริงๆก็ใช้แฟนตัวจริงของผู้กำกับมาแสดงซึ่งก็ถูกแบนในอินเดียไปตามระเบียบ

22/01/14 – Gravity (Alfonso Cuarón/ US, UK/ 2013) – 3.5/5

ได้เวลาสวมชีวิตเป็นกรรมการตัดสินออสการ์ มโนว่าค่ายหนังส่งหนังมาให้พิจารณา

มันใหม่และสดในแง่ของไอเดียและวิชวลที่ทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ อาจพูดได้เต็มปากว่ามันยอดเยี่ยมเมื่อมันกำเนิดมาจากมันสมองและสองมือของคัวรองที่มีความโดดเด่นในด้านนี้เสมอ องค์ประกอบทางตาและหูทั้งหลายเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เว้นเสียแต่สิ่งที่มันจะเข้าไปกระตุ้นสมองและหัวใจที่เราว่ามันยังไม่อิมแพ็คเท่าใดนัก ไม่ปฏิเสธว่ามันก็ทำได้ยอดเยี่ยมแหละแต่สำหรับเราๆกลับไม่ได้รู้สึกรู้สามากมายนักกับความเคว้งคว้างในห้วงอวกาศ ภาพของความไม่แน่นอนของชีวิตที่ต้องต่อสู้แล้วกลับมาตั้งมั่นได้ด้วยตัวเอง

ชอบฉากมโนถึงคลูนี่ย์และเชียร์ลูบิสกี้ให้ได้ออสการ์กำกับภาพอีกครั้ง

23/01/14 – Captain Phillips (Paul Greengrass/ US/ 2013) – 3.5/5

ดูจบรู้สึกเดียวกับ Gravity คือมันสนุกมาก ตื่นเต้นมากและมีนักแสดงที่เล่นได้ดีมากทั้งคู่ แต่มันกลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรมากมายนักเพราะเอาเข้าจริงหนังมันแทบไม่โฟกัสไปในความเป็นมนุษย์ของตัวละครซักเท่าไหร่เลย ทั้งตัวกัปตันฟิลิปส์เองหรือแม้กระทั้งกับโจรสลัดโซมาเลีย น่าคิดเล่นๆว่าหากหนังไม่ได้ทอม แฮงค์มาเล่นนี่เราจะรู้สึกรู้สากับความเป็นมนุษย์ของตัวกัปตันหรือเปล่าเพราะการแสดงของเขาช่วยไว้เยอะมากๆ (ฉากช๊อคช่วงท้ายก็แดกขาดแล้ว) ส่วนเหล่าโจรสลัดก็กลับยิ่งถูกผลักให้ถอยห่างจากคนดูออกไปเรื่อยๆตามเวลาหนังที่ดำเนินไปเพราะความไม่น่าเชื่อในความอ่อนข้อที่หนังพยายามยัดให้แบบแกนๆ

แต่ความน่าสนใจจริงๆคือช่วงท้ายของหนังที่ผลิกไปเป็นการแสดงการปฏิบัติการของเหล่ากองทัพอเมริกัน การแสดงให้เห็นถึงการใส่ใจในประชากรของประเทศมาก (ที่เล่นขนมาทั้งเรือรบ, กองทัพ, คอปเตอร์) ความเป็นมืออาชีพในกรอบในเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่มันกลับมาครอบความเป็นมนุษย์ที่ว่านั่นซะมิด!

กลายเป็นว่าในท้ายที่สุด ทำไปทำมาหนังที่น่าจะว่าถึงกัปตันฟิลิปส์ แต่เราแทบไม่ได้รู้สึกถึงตัวกัปตันคนนี้เอาเสียเลย ด้วยคำถามที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองว่าตกลงเราสนใจกับปฏิบิติการเหล่านี้มากกว่าความเป็นมนุษย์หรือเปล่า? ซึ่งก็เป็นคำถามที่สะเทือนเราได้พอดูทีเดียว

พยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับหลายๆคนครับว่ามันคือ United 93 ที่เขย่ารวมกับ Zero Dark Thirty

24/01/14 – 12 Years A Slave (Steve McQueen/ US, UK/ 2013)3/5

ถ้าปีที่แล้วออสการ์มีลินคอล์น ปีนี้ออสการ์ก็มีเรื่องนี้แหละที่มาเป็นไม้ประดับงาน

หนังมันดีตามมาตราฐานหนังดราม่าแบบฮอลลีวู๊ดล่ารางวัลแบบที่ออสการ์ชอบนั่นแหละเพียงแต่มันจะไม่ได้รางวัลหลักใหญ่แน่ๆเพราะมันไม่ได้มีความโดดเด่นขึ้นมาแบบจับต้องได้เท่าไหร่แม้องค์ประกอบต่างๆแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเว้นเสียแต่มันไม่ยักจะเข้าไปเกาะกุมหัวใจผู้ชมอย่างเราเท่าไหร่ โอเคล่ะตอนดูเราสะเทือนและเศร้ากับหนัง แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรหลงเหลือติดออกมามากนักโดยสันนิษฐานไว้ว่าอาจเพราะเราเห็นหนังแนวคิดแบบนี้มาเยอะแล้วหรือไม่ก็มีหนังเรื่องอื่นที่จับหัวใจเราได้มากกว่า แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังคือเรื่องการเอาตัวรอดที่มันดูจริงและไม่ตอแหลดี

อย่างไรก็ตามเราชอบช๊อตต่างๆที่เป็นการตั้งกล้องนิ่งๆแล้วให้วัตถุต่างๆภายในภาพกระทำการขัดแย้งกันเองโดยเฉพาะฉากลองช๊อตภาพแขวนคอของตัวเอกที่มีทาสคนอื่นใช้ชีวิตตามปกติเป็นแบล็คกราวด์ หรือกับการเชื่อมเสียงระหว่างช๊อตที่มักเป็นการตัดจากภาพอดีตเข้าสู่ปัจจุบัน อันช่วยถ่ายทอดสภาพสังคมและความนึกคิดของยุคและตัวละครได้ดีมาก

น่าตลกที่นักแสดงที่เราจดจำได้มากที่สุดนอกจาก ชิเวเทล อีจิโอฟอร์ แล้วก็คือ ซาร่าห์ พอลสัน ที่มาแบบนิ่งๆแต่ร้ายกาจมาก ส่วนพี่พิตต์นี่น่าคิดว่าเพราะเป็นโปรดิวเซอร์หรือเปล่าพี่แกเลยมาหล่อๆเท่ห์ๆอย่างเดียวเลย 555

อนึ่ง ตลกแบบขำขื่นอีกอย่างที่รู้สึกว่าหนังมันเหมาะกับสังคมบ้านเราตอนนี้เหลือเกิน

11381377626/01/14 – รักโง่ๆ (พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์/ ไทย/ 2555) – 5/5

ก็เหมือนที่ตัวละครไผ่มันบอกไว้ “กูไม่ได้ร้องไห้เพราะหนังเว้ย กูร้องให้กับชีวิตตัวกูเอง” อันเป็นนิยามสั่นๆที่ดีมากของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา

และเพราะหนังมันบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันจะเล่าเรื่องราวความรักล้วนๆ รักหลากหลายแบบที่อาจเป็นเรื่องรัก “โง่ๆ” สำหรับบางคนหรืออาจเป็นสิ่งโง่ๆในอดีตที่บางคนเคยเป็น รวมไปถึงการเป็นหนังรักที่ยั่วล้อกับความเป็นหนังรักทั่วๆไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่หนังมันทำ สิ่งที่หนังมันเอามาเล่นเลยกลายเป็นส่วนเสริมของหนังไปทั้งหมดโดยที่เราคนดูก็ยินยอมพร้อมใจไปกับทุกความโง่ๆ เยอะๆ เว่อร์ๆที่หนังส่งมาให้ บางคนดูแล้วก็เพ้อฝันกันไป บ้างดูแล้วเจ๊บจี๊ด บ้างเสริมกำลังใจและบ้างก็ขำเมื่อเอาไปเทียบเคียงกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำ

สิ่งที่ขอชมเชยมากๆกับหนังเรื่องนี้คือความแพรวพราวของบทที่เก่งกาจเหลือเกินในการไต่ขอบ, กระโดดข้ามเส้นหรือการบิดภาพจำจากหนังรักๆทั่วไปที่เคยคุ้นเคย ยั้วล้อความรักในหนังรักทั้งหลายด้วยการยั่วล้อตัวเองไปด้วยอีกมิติหนึ่ง ตัวละครทุกตัวมีหนังรักเรื่องหนึ่งเป็นตัวเชื่อม ส่วนเราคนดูก็มีหนังเรื่องนี้เป็นตัวเชื่อมกับความรักในอดีตอีกที เด็ดขาดมาก ประกอบกับรายละเอียดยิบย่อยต่างๆในหนังที่เก๋ไก๋และแปลกใหม่จนอดอมยิ้มไม่ได้ อาทิบทละครสิทธัตถะ, เสื้อของโจ, เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารของแม่โจ, การขายตรงหรือกับการแอบรักสาวสเปน

ในแต่ละปีเรามักจะได้พบหนังที่เรามักศิโรราบเนื่องด้วยความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างหนังกับตัวเอง ซึ่งปีนี้ก็มีเรื่องนี่แหละที่เข้าข่าย ซึ่งมันตลกก็ตรงที่หนังมันก็มีความตั้งใจไว้แบบนั้น

I still remember the day that I stood in front of your home, try to convince you to come back…before I knew that were all useless – This is one of my stupid love.

ปล. รีบหาเพื่อนแพงมาดูรัวๆ

27/01/14 – Dirty Wars (Rick Rowley/ US, Afghanistan, Iraq, Kenya, Somalia, Yemen/ 2013) – 4/5

หลังเหตุการณ์ 9/11 ก่อนการปลิดชีพบินลาเดน มีการเข้าจู่โจมชาวบ้านในอัฟกานิสถานมากกว่า 1,700 ครั้งในยามวิกาล คนบริสุทธิ์ทั้งผู้หญิงและเด็กเสียชีวิตไปมากมาย ชาวบ้านเรียกทหารเหล่านี้ว่า อเมริกันตาลีบัน อันเป็นปฏิบัติการที่มีชื่อเรียกว่า JSOC ดำเนินการตาม kill list ที่ไม่เคยสิ้นสุด จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน โดยที่ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เคยได้รับการพูดถึงหรือเผยแพร่ออกสื่อเลย นักข่าว เจเรมี่ สกาฮิลล์ คือผู้สืบสวนเรื่องราวเหล่านี้และสารคดีเรื่องนี้คือการติดตามเขาไป จากอเมริกาเข้าไปอัฟกานิสถาน, อิรัก, จอร์แดน, เยเมนหรือแม้แต่โซมาเลีย อันสั่นสะเทือนไปทั่วโลกและดีสเครดิตโอบาม่าแบบเต็มๆ

มันไม่มีอะไรใหม่ในแง่ของความเป็นหนังสารคดีที่อยู่ในแนวทางของการสืบสวนสอบสวน ที่โดยมากหมัดเด็ดมักอยู่ตรงข้อมูลใหม่ๆที่ไม่เคยรู้มาก่อนโดยอาจนำมาวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดบางอย่างของผู้สืบสวนเอง ในที่นี้คือการตั้งคำถามถึงการฆ่าคนบริสุทธิ์ การฆ่าคนที่ “อาจจะ” เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกา (ย้ำว่า “อาจจะ” อันหมายถึงเขาคนนั้นยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย) หรือแม้แต่การฆ่าคนอเมรกันด้วยกันเอง!!! ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หนังมอบมาให้นั้นกระแทกคนดูได้แรงพอดูทีเดียว ยิ่งตอนที่เรื่องผลิกกลับด้านโดยการมอบความชอบธรรมทำให้กับ JSOC ด้วยปฏิบัติการปลิดชีพบินลาเดนเมื่อปี 2011 อันสร้างความชอบธรรมอีกทอดด้วยการกระจายการแทรกแทรงไปทั่วทั้งโลก (หนึ่งในนั้นคือไทยแลนด์) เราคนดูเลยยิ่งเห็นใจและเอียงอ่อนคล้อยตามไปจนจบเรื่อง

เรายังไม่เคยเห็นหนังที่ดีสเครดิตโอบาม่าแบบเต็มๆอย่างนี้ (อาจมีแต่นึกไม่ออก) ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงออสการ์ งานแจกรางวัลที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งศรีภรรยาของเขาเคยเป็นผู้ประกาศรางวัลใหญ่เมื่อปีที่แล้ว แถมประเทศที่สนับสนุนหนังเรื่องนี้ก็มากันแทบครบ อันอาจบ่งบอกอะไรหลายๆอย่างได้กลายๆ

28/01/14 – Blue Jasmine (Woody Allen/ US/ 2013) – 4.5/5

สนุกมาก ฉิบหายขั้นสูง แสบสันต์สุดทรวง ตบเข่าไปหลายฉาด อันนี้บอกเลย

ไม่ค่อยได้ติดตามงานของอัลเลนเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ได้ดูหนังของเขาเรามักพบความสุขในหลากรูปแบบเสมอจริงๆ ในเรื่องนี้ถ้าแผ่เส้นเรื่องจริงๆจะเห็นว่ามันสั้นและไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่ แต่ความแพรวพราวในการเล่าเรื่อง ความพริ้วของบทสนทนา ความโดดเด้งในการสร้างตัวละครนั้นเขานั้นคือสิ่งที่ควรกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง

เคต บลังเชตต์ เอาออสนการ์ไปเถอะ ประเคนให้เลยแม้จะยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือของตัวแม่เดนช์กับสตรีปก็ตาม ส่วนแซลลี่ ฮอว์คกิ้น นี่ถ้าไปอยู่ในหนังเรื่องอื่นเธอสามารถฝังกลบคนอื่นๆได้เลยนะ เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้อาจต้องยอมหน่อยเพราะอีบลังเชตต์แม่งเสือกเปลี่ยนหน้าตัวเองได้!

29/01/14 – One Night in Mongkok (Tung-Shing Yee/ HK/ 2004) – 4/5

ซื้อแผ่นแท้มานานแล้วแต่เครื่องที่บ้านกลับไม่อ่าน ก็เลยต้องเอามาดูที่ออฟฟิตเวลาว่าง โมโหตัวเองมากว่าทำไมถึงมาได้ดูเอาป่านฉะนี้เพราะหนังมันดีเหลือเกินนนน

ก่อนดูคิดว่ามันคงเป็นหนังฮ่องกงแอ็คชั่นตำรวจจับผู้ร้ายมันส์ๆตามสไตล์ที่คุ้นเคย แต่เอาเข้าจริงมันพลิกกลับหมดเลย แอ็คชั่นไม่ได้เป็นประเด็นเลยด้วยซ้ำ หนังมันกลับไปใส่ใจในองค์ประกอบเล็กๆด้วยประเด็นอันน่าสนใจอย่าง ผู้คนตัวเล็กๆในค่ำคืนหนึ่งของมหานครที่วุ่นวาย โดยใช้เหตุการณ์ไล่ล่าเป็นจุดร่วมเพื่อที่จะเปิดเปลือยภาวะภายในของตัวละครทั้งฝั่งผู้ล่าและผู้ถูกล่า ไม่ว่าจะคนชายขอบชั้นล่างกับความฝันความหวังเล็กๆในเมืองใหญ่หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจกับปัญหาทั้งการงานและส่วนตัวอันเอียนระอา อันยั่วล้อไปกับความเป็น ฮ่องกง เมืองท่าของเครื่องหอมอันเย้ายวนผู้คนให้ไปแสวงหาดอมดม

มันเป็นหนังที่เต็มไปด้วยชีวิตและเลือดเนื้อจนต้องสะอึก ในการนี้ขอกราบเอ๋อต่งเซินรัวๆๆๆ

30/01/14 – The Wolf of Wall Street (Martin Scorsese/ US/ 2013) – 3.5/5

โอเค มันเป็นสามชั่วโมงที่สนุกมาก เพลิดเพลินมาก อีลีโอเหี้ย บ้าคลั่งและแพรวพราวอย่างน่าชื่มชม แต่สิ่งที่หนังมอบให้ตลอดทั้งสามชั่วโมงก็คือการทับถมซ้ำกันไปเรื่อยๆของเส้นเรื่อง ทับไปทับมาจนคนดูอาจจะอ๊วกได้ไม่ต่างจากตัวละครที่เมาปลิ้นหรือกำลังอยู่ในภาวะไฮท์จากยา ซึ่งในภาวะแบบนั้นเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบ เรารู้อยู่อย่างเดียวว่ามันคือการปลดปล่อยให้จิตใจไหลเอื่อยๆตามหนังไป ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่มาตี้ทำได้สำเร็จกับการพาผู้ชมไปไฮท์กับความบ้าคลั่งในทุกด้านของหมาป่าผู้หิวกระหาย พาคน 99% ไปเมากับไอ้พวก 1% เพื่อให้ได้สำเหนียกว่าความรวยมันเป็นเรื่องของความสามารถที่พวกมึงได้แต่ทำตาปริบๆ

ฉะนั้นแล้วเมื่อถึงฉากจบ เราจึงได้เห็นความหวังอันริบรี่ของของไอ้พวก 99% ที่กำลังเมามายกันอยู่…มาตี้ทำได้เจ็บแสบจริงๆ

ปล. ฉันจะจำเธอไว้ Margot Robbie

30/01/14 – The Broken Circle Breakdown (Felix Van Groeningen/ Belgium, Netherlands/ 2012) – 4.5/5

“เจ็บปวดแต่งดงาม” น่าจะเป็นนิยามที่ใกล้เคียงและตรงที่สุดแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ที่เราศิโรราบแบบไร้เงื่อนไขต่อรองใดๆกับเรื่องราวความรักของนักดนตรีบลูกราสและสาวรอยสัก หนังยอดเยี่ยมเหลือเกินในวิธีการตัดสลับเหตุการณ์เพื่อผลแห่งการร้อยเรียง ส่งเสริมและบีบคั้นอารมรณ์ของผู้ชมไปได้สุดในทุกๆการตัดสลับ พาเราเข้าไปติดตามเรื่องรักตั้งแต่แรกเริ่มจนมันจบลง พาเราไปพบกับความไม่แน่นอนของชีวิต ไปพบกับความเจ็บปวดและป่วยไข้ของสิ่งที่เรียกว่าความฝัน, ความเชื่อและศรัทธา

หนังให้ตัวเอกฝ่ายชายเป็นมนุษย์แบบอัตถิภาวนิยมที่มีมองอเมริกาคือดินแดนแห่งความฝัน ฝ่ายหญิงคือผู้ที่ศรัทธาในคริสต์ศาสนาอันมีความหวังและความเชื่อในการดำรงอยู่ เป็นความงดงามอันเปร่งปรั่งสดใส ก่อนที่ทั้งสองจะถูกท้าทายด้วยเหตุการณ์บางอย่างอันนำไปสู่การล่มสลายของทุกสิ่ง ไปสู่ความมืดมิดที่ยากเกินมองเห็นนอกเสียจากการบรรเทาทุกข์ด้วยเสียงดนตรีผ่านหูเขลา

และเมื่อนั้น น้ำตาก็ไหลพรากไปกับเพลงบลูกราส จินตนาการไปถึง บิล มอนโรในอลาบาม่า

31/01/14 – We’re the Millers (Rawson Marshall Thurber/ US/ 2013) – 1.5/5

IMDB ให้เรื่องนี้ตั้ง 7.1….เอาจิงดิ????

โอเคล่ะ ส่วนที่ดีของหนังคือความไม่เหนียมอายกับมุขตลกสัปดนใต้สะดือที่หนังประเคนมาให้แบบไม่ยั้ง ตลกบ้าง ไม่ตลกบ้างแต่ก็ดูจริงใจดี และแน่นอน อนิสตัน นั้นแซ่บและโดดเด่นเหลือเกิน (แต่ก็แอบเศร้านะที่เธอต้องมาแสดงอะไรแบบนี้หลายเรื่องติดๆกัน เรื่องที่แล้วที่เราได้ดูก็ Horrible Bosses ที่บทแทบจะคือๆกันเบย)

แต่ส่วนที่เหลือนั้นเราดูจบแล้วก็จบกันไปกับเรื่องของคนชายขอบที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ให้มาเข้าใจความหมายดีๆของชีวิตและครอบครัวบลาๆๆๆๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s