ธันวา’ 13 กับหนังที่ได้ดู

05/12/13 – The Quiet (Jamie Babbit/ US/ 2005) – 4/5

ความเงียบ…ไม่อาจปิดกั้นแรงขับภายในอันอึกทึก

ประหลาดใจกับหนังเรื่องนี้มากๆ มันเล่นกับเรื่องของความเงียบได้ฉลาดดี คนนึงใช้ความเงียบภายนอกเพื่อไปเปิดความรู้สึกภายใน ส่วนอีกกลับคนทำลายความเงียบที่อยู่ภายนอกเพื่อไปรักษาความลับอันเงียบงันภายในแทน ด้วยการเล่าเรื่องที่แปลกประหลาดแลดูกระท่อนกระแท่น (หมายรวมไปถึงความกล้าของตัวบทด้วยที่ไม่ค่อยได้เห็นมากนักในหนังอเมริกัน) รวมถึงการตัดต่ออันแสนประหลาดที่มักชอบสอดแทรกภาพบรรยากาศหรือการ dissolve ภาพแบบน่าฉงน แต่มันกลับช่วยส่งให้ความเงียบกับความลับที่เป็นหัวใจของหนังมันรุนแรงขึ้นได้

แต่น่าเสียดายที่หนังกลับมาทำตัวใจดีด้วยการบอกว่า ความเงียบถาวรนั้นไม่มีอยู่จริง ด้วยการคลี่คลายที่เวิ้นเว้อน่ารำคาญ

14/12/13 – The Hunger Game: Catching fire (Francis Lawrence/ US/ 2013) – 5++/5

“การเมืองคือเรื่องของเบื้องหลัง ไอ้เบื้องหน้าคือสิ่งที่เค้าคุยกันไปหมดแล้ว”

มึงเล่นมาอย่างนี้ก็ฟินแดกกันสิครับ!!!

ด้วยความที่ไม่เคยอ่านหนังสือที่เป็นต้นฉบับมาก่อน การที่หนังมันเดินไปแบบนี้เลยเป็นสิ่งที่เซอร์ไพร์สมากๆจนอยากหาหนังสือภาคต่อไปมาอ่านเสียเดี๋ยวนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะอีกส่วนหนึ่งที่อยากรู้คือความดีงามมากๆของหนังมันประกอบด้วยส่วนผสมของตัวหนังสือและวิสัยทัศน์ของผู้กำกับอย่างละเท่าไหร่? มากน้อยแค่ไหน?

หากภาคแรกคือเรื่องของการเอาตัวรอด ภาคนี้ก็คือเรื่องของการแข็งขืน ส่วนภาคต่อไปที่ตั้งตารอคอยมากๆจะเป็นอย่างไรนั้นไม่อาจเดา แต่เชื่อว่าแม่งต้องพีคสัดแน่ๆ อย่างที่บอก ด้วยเพราะความไม่เคยรู้เรื่องราวใดๆมาก่อนเลย มันเลยทำให้ไอ้ความเศร้าฉิบหายเมื่อดูภาคแรกจบได้ก่อร่างกลายเป็นแรงผลักแรงๆให้หนังภาคนี้มันทรงพลังฉิบหาย มันไม่มองเรื่องการเอาตัวรอดอีกแล้วแต่มันมองไปไกลกว่านั้น มันมองเหนือเกมไปแล้ว โอ้ยยยย พีคๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปล. แม้จะรัก เจน ลอร์ แบบสุดๆ (เคยบอกไปแล้วและก็จะบอกต่อๆไป) แต่ก็ไม่อาจไม่ปันใจไปให้จีน่า มาโลน บ้าง

15/12/13 – Frozen (Chris Buck, Jennifer Lee/ US/ 2013) – 3.5/5

ก็ดีนะ เพลินดี สนุกดีและภาพสวยมากๆ มันทำให้เราคิดถึงหนังการ์ตูนเพลงแบบดิสนีย์ที่เราโตมาตอนเด็กๆ แม้ส่วนตัวจะเบื่อกับเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงปรับปรากับความดีและความรักอะไรพวกนั้นแบบสุดๆแล้วก็ตาม

และที่ชอบมากๆอีกส่วนก็คือการปรับตัวเพลงให้ดูทันสมัย เข้ายุคมากขึ้นที่อย่างน้อยๆมันก็ทำให้หนังดูสดใหม่ขึ้นมาอีกนิด

อนึ่ง ข้าพเจ้าดูแบบพากษ์ไทย ยอมรับว่าพากษ์ดี ร้องดี มากๆๆๆๆ ชอบมากทีเดียว

19/12/13 –  Ai Weiwei: Never Sorry (Alison Klayman/ US/ 2012) – 5/5

ปีนี้เป็นปีที่เราได้รู้จักศิลปิน, นักกิจกรรมหัวขบถชาวจีนที่โด่งดังระดับโลกคนนี้มากเป็นพิเศษเพราะได้ดูทั้งหนังสารคดีที่เขาทำเองและสารคดีที่คนอื่นถ่ายทอดออกมา ซึ่งการที่ได้ดูหนังเรื่องก่อนๆของเขาแล้วมาจบที่เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ลงล็อคพอดิบพอดีจริง เพราะเรารู้วีรกรรมของเขามาก่อนแล้ว ก่อนที่จะมาจบด้วยเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กจนโตที่ผ่านเหตุการณ์และผลกระทบรอบตัวมากมายจนทำให้เขากลายเป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศที่มีแนวคิดในด้านตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงอย่างประเทศจีน ผ่านงานศิลปะ อาทิภาพนิ่งการทำลายเหยือกโบราณ, การระบายสีหรือแม้แต่เขียนคำ Coca-Cola บนเหยือกโบราณรวมไปถึงการออกแบบสนามรังนกเพื่อใช้ในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2008 ที่ต้องการสื่อถึงอิสระภาพ และการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐ ทั้งการแบนไม่ไปงานโอลิมปิกเพราะเห็นว่ารัฐจัดกีฬาเพื่อสร้างภาพของประเทศมากกว่าความสำคัญของคนจีนเองหรือแม้แต่การสืบหาความจริงของเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเสฉวน จนกลายมาเป็น อ้าย เว่ยเว้ย คนที่ทั่วทั้งโลกรู้จักอยู่ทุกวันนี้ (แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทางการจีนตลอดเวลา)

ในหนังเรื่องก่อนๆเรามักจะได้เห็นการใช้กล้องของเว่ยที่ทรงพลังมากๆ พอมาเรื่องนี้เราก็ได้พบเพิ่มว่าเว่ยเป็นคนที่เก่งฉกาจในการใช้สื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียง เพื่อเผยแพร่สิ่งที่ต้องการสื่อได้เก่งมากอีกด้วย ทั้งบล็อคส่วนตัวเอยหรือแม้แต่ทวิสเตอร์ เขาถ่ายทุกอย่างที่ขวางหน้าจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวและแชร์มันเพื่อป้าวประกาศความจริง (เขาว่า “ประเทศจีนมอบธุรกิจให้ มอบเงินทองให้ แต่ไม่เคยมอบความจริงให้”)

เป็นสารคดีที่ครบรสจริงๆ มันเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างสูง บ้างในบางเวลาก็ทำเอาน้ำตาซึม แต่ในนาทีถัดมาก็ทำให้อะดรีนาลีนพุ่งปรี๊ดหรือแม้แต่ความกวนขำก๊ากแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ก็อย่างที่เพื่อนของเว่ยบอกไว้ตอนท้ายเรื่อง “เว่ยก็แค่ทำงานศิลปะอยู่ แต่รัฐบาลไม่เข้าใจเท่านั้นเอง”

ปล. ฉากจบที่แกออกมาเต้นและร้องเพลงที่ในมือถือไอแพตนี่คือความกวนตีนงั้นสุด

22/12/13 –  Percy Jackson: Sea of Monsters (Thor Freudenthal/ US/ 2013) – 1/5

ทำหนังเกี่ยวกับเทพหรือลูกเทพมันไม่จำเป็นต้องทำให้มันโบราณอย่างนี้ก็ได้นี่นา หนังสือต้นฉบับเป็นอย่างไรไม่รู้แต่ฉบับหนังนี่ดูแล้วอยากกลายเป็นซุสเขวี้ยงสายฟ้าใส่ตัวละครให้ตายห่ากันไปให้หมด โทษฐานเอาความโง่เง่ามาสร้างสถานการณ์จนลากยาวกลายเป็นหนังมาเรื่องนึง

น้องชาลีของพี่ไม่น่ามารับเล่นเลยจิงจิ๊งงงง เสียดายเครดิต

ปล. เห็นว่าจะมีต่ออีกตั้งสามภาคแหนะ

23/12/13 –  The Red Chapel (Mads Brügger/ Denmark/ 2009) – 4/5

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีคนคิดอุตริแสร้งเป็นกลุ่มนักแสดงละครตลกเพื่อไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวเกาหลีเหนือ! ณ เมืองเปียงยาง!!!

นี่คือสารคดีที่ถูกเซ็ตอับขึ้นมาเพื่อการนำภาพของเกาหลีเหนืออกมาสู่ชาวโลก เข้าไปเพื่อค้นพบ, เรียนรู้ ไปหาคำตอบที่ส่งสัยเกี่ยวกับประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์แบบพึ่งตนเอง ผ่านฑูตวัฒนธรรมจำแลงที่ได้รับการต้อนรับเพราะเหตุผลของการโฆษณาชวนเชื่อ อาทิเช่น การที่เกาหลีเหนือรับวัฒนธรรมต่างถิ่นนะ, การเปิดรับคนเกาหลีด้วยกันแม้จะเป็นลูกครึ่งเดนนิช-เกาหลีใต้ กอปรกับที่พวกเขาก็รักผู้นำตระกูลคิมเหมือนคนเกาหลีเหนือ รวมไปถึงการเป็นประเทศที่มีศีลธรรมในการต้อนรับคนพิการ (ที่ซึ่งจริงๆคนพิการมักจะถูกฆ่าตายตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่และไม่มีสิทธิ์ออกสื่อ) แต่แน่นอน ขึ้นชื่อว่าประเทศคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ แผนการและการแสดงของพวกเขาจึงมิวายถูกแก้ไข, ปรับเปลี่ยน, เพิ่มเติม, ลดทอนให้เข้ากับบริบทของระบบที่ครอบคนเกาหลีเหนือทั้งกระบวนการ ที่ไม่ใช่แค่การแสดงมันยังหมายรวมไปถึงคำที่ต้องพูดหรือชุดที่ถูกต้องสวมใส่ด้วย

อย่างไรก็ตามการที่หนึ่งในนักแสดงนั้นเป็นผู้พิการ (ที่เราจะไม่สามารถพบเห็นได้เลยในเกาหลีเหนือดั่งเหตุผลที่ว่าไป) ความไม่สมบูรณ์ของเขากลับนำพาให้เราได้พบกับแง่งามบางอย่างของความเป็นมนุษย์ที่แม้จะอยู่ในโลกที่ทุกอย่างถูกปิดกั้น แต่สัญชาตญาณแห่งความงดงามของมนุษย์ยังคงอยู่ ซึ่งความย้อนแย้งอย่างขำไม่ออกคือแง่งามต่างๆนั้นเราจะสามารถมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อประสานตากับความไม่สมบูรณ์เท่านั้น อันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศนี้ปิดกั้นความไม่สมบูรณ์ทุกอย่างออกไป

หนังมีฉากหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกมันก็มีความบ้าบออยู่ก็คือฉากการเดินรอบโต๊ะที่หมายรวมถึงการเดินก้าวข้ามประเทศระหว่างเหนือ-ใต้ อันเป็นอะไรที่ absurd สิ้นดี

ปล. ทำไมเรารู้สึกว่าสาวเกาหลีเหนือทั้งเด็กและวัยรุ่นหน้าตาดีกว่าสาวเกาหลีใต้? หรือว่าคนในหนังเป็นคนที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วให้สามารถออกสื่อได้? อันนี้อยากรู้จริงๆ

28/12/13 – American Hustle (David O. Russell/ US/ 2013) – 3/5

– ในฐานะคนที่ดูหนังของรัซเซลยุคหลัง พอดูหนังเรื่องล่าสุดนี้จบก็ตั้งธงไปเองเลยว่าคนที่ชอบ The Fighter น่าจะชอบเรื่องนี้ แต่คนที่ชอบ Silver Linings Playbook น่าจะไม่ ซึ่งเราเป็นแบบหลัง อาจเพราะเราชอบความฟุ้งเฟ้อในหนังรัซเซลมากกว่าความจริงจังที่เราว่ามันไม่มีอะไรใหม่ให้น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก

– เชื่อว่าถ้ามีภาพหรือความรู้สังคมการเมืองอเมริกายุค’ 70 อยู่ในหัวบ้างน่าจะสนุกกับหนังขึ้นอีกเยอะเลย

– แต่เราตื่นเต้นนะเมื่อมองหนังด้วยแว่นการเมืองที่ว่าเบื้องหน้าที่เห็นกับเบื้องหลังที่เป็นมันคือคนละเรื่อง ทั้งตัวบุคคลและตัวเกมที่มันปนมั่วซั่วจนความถูกต้องและการผิดเห็นๆผสมปนเป็นเนื้อเดียว

– เอมีกับเจนลอว์ คือตัวตอกย้ำที่ทำให้เรายิ่งเข้าใจตัวละครของเบล เพราะเป็นเราๆก็อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนเหมือนกัน (อันนี้ครอบคลุมในชีวิตจิงของเราเองด้วย)

– เพลงเลิศตามสไตร์หนังรัซเซล

– ตอนจบในหนังของรัซเซลมีปัญหากับเราเสมอ

28/12/13 – สารวัตรหมาบ้า (ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล/ ไทย/ 2556) – 4/5

ชอบพอมากที่เดียวโดยเฉพาะการทรีตหนังให้มีหน้าตาเป็นฟิล์มนัวยุคก่อนที่โดดเด่นและถึงพร้อมในทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพ เสียง อาร์ต การแสดง เพลงประกอบ รวมไปถึงตัวเรื่องเองที่มุ่งสู่ความดำมืดแฝงปริศนาและความไม่น่าไว้ใจมากมายในบรรยากาศของหนัง อันนี้คงต้องขอชมเชยอย่างสุดใจจริงๆ อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความผิดยุคในหนังมันคือความตั้งใจหรือเปล่า? แต่เรากลับไม่ได้ติดใจใดๆ

แต่น่าเสียดายที่พอหนังมันเดินทางไปจนถึงจุดที่ควรจะทำให้คนดูมีส่วนร่วมในจุดสูงสุดของตัวละคร หนังกลับไปเสียเวลาอธิบายเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ ไปอธิบายแก้ปมของเหตุต่างๆมากมายจนไปฉุดกราฟอารมณ์ของคนดูให้ดิ่งลง จริงๆถ้าหนังปล่อยปริศนาให้ทิ้งไว้บ้างเราว่ามันจะเวิร์คมากๆ การให้ตัวละครของเต๋าสมชายมีมุมมืดอยู่บ้างน่าจะเวิร์คกว่าการมอบคุณธรรมความดีแบบอี๊ๆแบบนี้ (โดยเฉพาะถ้าไปเล่นกับประเด็นปมจู๋เล็กให้มากขึ้นกว่านี้)

แม้จะเสียดายกับการที่หนังจบแบบนี้ แต่ความโดดเด่นอื่นๆก็มากพอที่เราอยากเห็นงานต่อไปของผู้กำกับคนนี้ที่อาจทำให้เรานึกถึงยุคสมัยหนึ่งของการทำหนังของผู้พ่อ

29/12/13 – The Warlords (Peter Chan, Wai Man Yip/ HK, China/ 2007) – 5/5

โอ้วววววว นี่มันคืออภิมหา Dilemma ชัดๆ วิ่งชนกันว่อนวนไปมาในสมองส่วนกลางเต็มไปหมด แถมยังสนุกมาก ฟินมากอีกด้วย

จริงๆเอามาดูตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะดีกับคำถามที่หนังโยนมาให้เลือกระหว่าง พี่น้อง, ศีลธรรม หรือ ชาติ ที่แม้ว่าจะเลือกแล้วว่าอยู่ด้านไหน มันก็ไม่วายที่จะโดนฮุคจากอีกด้านอยู่ดี อึดอัดมากกกกกกก

ยังคงชอบพอกับหนังของ ปีเตอร์ ชาน เสมอ แม้ว่าเขาจะไปทำหนังในจีนแล้วในตอนนี้ รอดู American Dreams in China ด้วยใจจดจ่อ

29/12/13 – The Act Of Killing (Joshua Oppenheimer, Christine Cynn/ Denmark, Norway, UK, Finland/ 2012) – 5+++/5

ไม่แปลกใจจริงๆที่สารคดีเรื่องนี้จะติดอันดับหนังเยี่ยมของปีที่แล้วสำหรับใครหลายๆคน เพราะสิ่งที่มันประเคนมาให้เราคือความจุกเสียด หายใจขัด อื้ออึง ที่รุนแรงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีที่ผ่านมา

นี่คือสารคดีที่เล่าเรื่องราวการสังหารหมู่คอมมิวนิสต์ในสุมาตรา อินโดนีเซียเมื่อปี 65-66 ด้วยการที่ให้ ผู้ฆ่าตัวจริงเสียงจริง มาเป็นผู้เล่าเสียเองในทุกๆขั้นตอน ผ่านการทำหนังสีสันลูกกวาดสดใส! ด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่จะได้เล่าเรื่องราวที่พวกเขาเคยก่อไว้ ในแบบที่ไม่มีความรู้สึกผิดใดๆเจือปนอยู่เลย!!!

มันคือหนังที่พาเราไปพบกับ act ต่างๆมากมายที่นำพาเราไปพบกับการ Killing ทั้งทางร่างกายในอดีตและกับจิตใจของผู้คนในปัจจุบัน act ทั้งหมดในหนังไม่ว่าจะเกิดจากฝั่งผู้กระทำ, ผู้ถูกกระทำ จะด้วยในหนังที่พวกเขากำลังถ่ายทำ หรือกับตัวหนังสารคดีเรื่องนี้เอง มันก็คือ act ที่จะเข้าไปเขย่าตัวเราแรงๆ รบกวนจิตใจของผู้ชมจนยากที่จะลืม จนเราก็แอบหวังเล็กๆว่ามันน่าจะมีคนที่เข้าใจในความผิดพลาดนี้บ้างเสียที

มันก็เหมือนกับโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ในความสดใสของมันๆกลับมีความรุนแรงซ่อนอยู่ แล้วพอซูมลึกเข้าไป ความรุนแรงที่ว่ามันก็มาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิ จนอดคิดไม่ได้ว่าอะไรกันที่ทำให้มนุษย์กระทำกันได้ถึงเพียงนี้

อนึ่ง เพื่อนบ้านเราเขาสามารถทำหนังที่นำพาผู้คนไปเผชิญหน้ากับรอยด่างของประวัติศาสตร์กันแล้ว (แม้ว่าจะไม่ได้สร้างโดยคนในประเทศ) แล้วบ้านเราล่ะ?

30/12/13 – Turbo (David Soren/ US/ 2013) – 1.5/5

น่าเบื่อจัง แถมยังรู้สึกขัดใจตลอดเวลากับการพยายามทำให้ตัวละครมันพยายามเป็นมนุษย์เสียเหลือเกิน คือมันเลยความสามารถที่จะเชื่อและเอาใจช่วยไปแบบไกลโขแล้วน่ะ

แต่เอ๊ะ! ทำไมกูรู้สึกถึงการเมืองไทยว่ะ ทั้งแดง-เหลือง, ปชต-ทางลัดผิดที่ผิดทาง ที่สรุปจบแบบเอียงไปทางขวาตกขอบ

ตอนจบนี่หลุดโลกไปแล้ว เหี้ยอะไรของมึง!!!!

30/12/13 – S21: The Khmer Rouge Killing Machine (Rithy Panh/ Cambodia, France/ 2003) – 5++/5

ตายๆๆๆๆ หนักพอๆกับ The Act Of Killing เบยยยยย เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์นิดหน่อย จากอินโดนีเซียล่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นเขมรในยุคเขมรแดงครองเมือง เปลี่ยนจากจากสุมาตรามาเป็นคุกโตนสเลงอันเลื่องลือชาถึงความโหดร้าย เปลี่ยนวิธีจากการทำหนังมาเป็นการเผชิญหน้ากันแบบจังๆระหว่างผู้คุมกับเหยื่อ เอาคนฆ่ามาปะหน้ากับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายพร้อมๆกับการไปดูบทบันทึกและข้อมูลต่างๆของนักโทษ ไปพบความบ้าบอของการจับกุม ความเป็นมนุษย์ของนักโทษ ล่วงไปถึงการสาธิตวิธีการควบคุมตัว การทารุณกรรม ที่แม้จะปฏิบัติต่ออากาศธาตุ แต่เชื่อเถอะ เราเห็นมากกว่านั้น!!!!

อีกครั้งที่ดูแล้วจุกอกอย่างรุนแรง

31/12/13 – Police Story 2013 (Ding Sheng/ HK, China/ 2013) – 1/5

ถ้าจะทำหนังออกมาแบบนี้ น่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องไปเลยดีกว่านะ มันคนละเรื่องกับวิ่งสู้ฟัดที่เรารู้จักเลยอะ เสียใจๆ

แอ็คชั้นก็ไม่ได้ บทจะทำเป็นดราม่าก็เป็นดราม่าที่กิ๊กก๊อกมากๆอีกอะ เสียใจๆ

แถบจะให้มันเป็นหนังแบบเฉินหลงที่เรารักก็ไม่ใช่ จะเป็นชินจูกุฯที่เราชอบมากก็ไม่ใช่อีก เสียใจๆ

ที่โกรธสุดคือทำไมนางเอก Jing Tian ไม่ได้บู๊เลยอะ! ใน Special ID เธอบู๊ได้สวยงามมาก แต่ทำไมเรื่องนี้เธอมาแค่สวยๆอะ โกรธมากกกกกก เสียใจๆ

ถ้าจะทำหนังเอาใจจีน อย่าหลอกกันแบบนี้ซิพี่เฉิน น้องเสียใจๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s