พฤศจิกา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/11/13 – Jack the Giant Slayer (Bryan Singer/ US/ 2013) – 3/5

ไม่แปลกที่เราจะปรามาสไว้ก่อนดูแล้วกับหนังที่เอานิทานโบร่ำโบราณที่เคยได้ฟังจนพรุนมาทำเป็นหนังเพราะคิดไม่ออกจริงๆว่ามันจะทำออกมาให้น่าสนใจยังไง จะสามารถใส่สารอื่นๆเข้าไปนอกเหนือจากเรื่องเดิมๆได้ไหม ซึ่งมันก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งเพราะเราจะดูหนังได้อย่างโครตสบายใจ แล้วก็พบว่าหากบทหนังไม่ค่อยเวิร์คแต่อยู่ในมือผู้กำกับที่เวิร์คนั้นหนังก็ออกมารอดตัว สิ่งที่ซิงเกอร์ทำได้ดีมากคือความสนุก ยอมรับว่าเราเพลินมากทีเดียวแม้มันจะยังคงเป็นหนังที่สนองตอบเด็กๆอยู่ก็ตามๆแบบฉบับหนังเทพนิยาย อีกส่วนที่ชอบมากๆคือการสร้างตัวละครยักษ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับเรื่องให้ต่างออกไปจากต้นฉบับเดิมได้อย่างน่าสนใจ แต่สารหลักอย่าง “ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์” ก็ยังคงอยู่ แถมถูกทำให้เข้มข้นขึ้นไปอีกด้วยการพายักษ์ลงมาพื้นโลกแล้วทำให้กลายไปเป็นไพร่ของมนุษย์ไป แถมเมื่อตอนเปิดเรื่องที่ว่าการสร้างต้นถั่วคือการไปพบประเจ้า แต่กลับไปเจอยักษ์แทนอันเหมือนเป็นการลงโทษของพระเจ้า แต่แล้วสุดท้ายมนุษย์ก็มีตำแหน่งไม่ต่างจากพระเจ้าอยู่ดี

02/11/13 – Marfa Girl (Larry Clark/ US/ 2012) – 2/5

แลรี่ คลาร์ก กลับมาแล้วหลังจากหายไป 6 ปี เขากลับมาพร้อมกับชีวิตวัยรุ่นเคว้งคว้างพร้อมสเก็ตบอร์ดคู่ใจเหมือนเดิม, พูดเรื่องเซ็กซ์เหมือนเดิมและยังคงดูดปุ้นกันอย่างปกติเหมือนเคย แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้เขาจะลดความแรงลงไปเยอะแต่ไปเสริมเรื่องอื่นที่ละมุนนุ่มกว่าอันว่าด้วยชีวิตที่ไหลเอื่อยไร้ทิศทางของมนุษย์โดยในที่คือเมืองชายแดนเม็กซิโกที่ไม่ได้หมายรวมแต่แค่วัยรุ่นแล้ว หนังพาเราไปพบกับชีวิตแวดล้อมของเด็กหนุ่มในช่วงเวลาการก้าวย่างเข้าสู่อายุ 16ปี พบเจอคุณครูที่มีแววว่าจะชอบพอกับเขา, พบเพื่อนที่ให้ของขวัญเขาด้วยร่างกาย โดยมีสาวอาร์สติสลิเบอรัลเป็นตัวแปรของเรื่องพร้อมกับนายตำรวจชายแดนที่มีปมในอดีต หนังเล่าเรื่องแบบไหลเอื่อยพร้อมกับการโมโนล็อคของตัวละคร ที่พูดอะไรกันบ้างก็ไม่รู้เพราะดูแบบไม่มีซับ แต่เดี๋ยวคงต้องดูอีกทีเมื่อซับมาแล้ว

03/11/13 – The Internship (Shawn Levy/ US/ 2013) – 4/5

แค่พล๊อตอันว่าด้วยชายวัยกลางคนสองคนไปฝึกงานในบริษัทกูเกิ้ลนี่ก็น่าสนใจแล้ว ซึ่งพอได้ดูก็พบว่ามันเวิร์คจริงๆ

ประเด็นของหนังที่เราชอบมากคือการพูดถึงคนยุคเก่าในโลกของคนยุคปัจจบัน และ ปัญหาของคนทั้งสองยุค แล้วพอตัวเราเองมันเป็นคนที่อยู่ระหว่างคนสองยุคในหนังมันเลยทำให้เกิดความรู้สึกเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคนทั้งสองยุค รู้และเข้าใจปัญหาและความคิดของทั้งคู่ เราเลยแนบเคียงกับตัวเรื่องและตัวละครได้ชิดแนบมากๆ

ชอบที่หนังใช้นาฬิกาข้อมือและการขายแบบ face to face เป็นตัวเปรียบชี้วัดการค่อยๆหายไปของคนยุคเก่าที่ต้องมาดิ้นรนในโลกยุคปัจจุบันที่หมุนเร็วและเล็กลงเรื่อยๆ, การแข่งขันกันสูงด้วยสิ่งอำนวยอันทันสมัยมากมายซึ่งปัญหาก็คือการปรับตัวและการก้าวข้ามความคิดเรื่องความอาวุโส (อันนี้ดีจริงๆ มันกลับกลายเป็นคนยุคใหม่เสียอีกที่ต่อต้าน) ส่วนเด็กยุคใหม่ก็อย่างที่เราคุ้นเคยคือหมกอยู่ในโลกออนไลน์และเชื่อฟังข้อมูลที่ย่อยแล้วในกูเกิ้ลมากกว่าการพบปะผู้คนซึ่งปัญหาของเด็กยุคนี้คือการเข้าสังคมและการตกงานจากโลกที่แคบและแข่งกันสูง แล้วพอไอ้คนสองพวกมาเจอกันมันเลยสนุก ฝ่ายแรกไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลยแต่มีกึ๊น ส่วนอีกฝ่ายฝีมือเพียบแต่ขาดไอเดียต่อสังคม ทะเลาะบ้าง เฮฮาบ้างแล้วก็จบสวยๆแบบอมยิ้มๆตามประสาหนังแนวนี้

โอเคจริงๆหนังมันอาจไม่ใช่หนังดีมากมายอะไร ทั้งการมีตัวร้ายแบบสุดขั้ว หรือการ stereotype ของบุคคลลักษณะต่างๆ (อาทิ เอเชียเอย, คนอ้วนเอย, คนดำเอย, เนิร์ดเอย) แต่โดยรวมมันเข้าแก็ปกับเราพอควรเลยทีเดียวด้วยการประสานงานกับคนยุคเก่าเข้ากับโลกใหม่แบบนี้

04/11/13 – Jonestown: The Life And Death of People Temple (Stanley Nelson/ US/ 2006) – 5/5

ดูจบขนลุกซู่เลยทีเดียวกับสารคดีที่เล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของเหตุการณ์การฆ่าตัวตายหมู่ด้วยความเชื่อครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติด้วยจำนวนศพทั้งสิ้น 909 คน โดยกว่าครึ่งนั้นเป็นผู้เยาว์ ที่นำโดยผู้นำทางจิตวิญญาณนาม จิม โจนส์ เจ้าลัทธิสำนัก People’s Temple

หนังเล่าเรื่องตามลำดับเวลาแยกเป็นช่วงระยะเวลาอย่างชัดเจนตั่งแต่เการกำเนิดจนเสียชีวิตของเจ้าลัทธิรวมไปถึงเรื่องราวชีวิตและความคิดของเขาผ่านการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตและญาติมิตรของคนในลัทธิร่วมไปถึงคลิปเสียงและภาพฟุตเตจจริงอันค่อยๆนำพาเราไปพบกับความเรื่องราวและความจริงทีละเปราะทีละด้าน แล้วไปพีคถึงขีดสุดกับบทสรุปของหนังและเหตุการณ์จริงสุดท้าย

เค้าว่ากันว่า โจนส์ นั้นฝักใฝ่คอมมิวนิสต์แต่ฉลาดพอที่จะเอาแนวคิดนี้มาแอบอิงกับคริสน์ศาสนา และด้วยบุคลิกชัดเจนฉะฉาน มันเลยส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมลัทธิมากมายโดยเฉพาะกับคนผิวสีอันเป็นคนชั้นล่างของสังคมในยุคนั้น (’50-’60) จนเติบใหญ่พอที่จะสร้างโลกยูโธเปียของตัวเองขึ้นที่ Guyana ในอเมริกาใต้ แยกและตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากการนำคนดูไปรับรู้และทำความเข้าใจกับความเชื่อมั่นถือมั่นในตัวโจนส์แล้ว เรื่องราวรอบแวดล้อมต่างๆก็น่าสนใจไม่น้อยทั้งเรื่องภาวะสังคม, ความอ่อนแอทางจิตใจของมนุษย์หรือแม้กระทั้งคำถามที่ว่ามนุษย์จะสามารถสร้างยูโธเปียร่วมกันได้หรือ? (ซึ่งคำตอบคือไม่มีทาง) ดูจบแล้วหดหู่ไปนาน ยิ่งมานั่งคิดว่ามันคลับคล้ายคลับคลากับหลายๆสิ่งที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันเว้นเสียแต่มันยังไม่ไปถึงขอบสระเท่านั้นเอง

ปล. 20 นาทีสุดท้ายของหนังเป็นอะไรที่ระทึกมากๆ โดยเฉพาะคลิปเสียงสุดท้ายก่อนการกินยาพิษหมู่แล้วมีคนแย้งถึงความชอบธรรมในการมีชีวิตอยู่

08/11/13 – Friends With Benefits (Will Gluck/  US/ 2011) – 2/5

จริงๆหนังแนวนี้มักเข้าทางเราเสมอ แต่เสียใจที่เรื่องนี้กลับไม่ โอเคล่ะพล๊อตที่ว่า “เพื่อนกัน เอากัน มันส์ดี” มันดูท้าทาย, น่าสนใจและแลดู “ขาย” ดี ซึ่งเราก็ยอมรับว่ามันทำได้ถึงแนวทางของมันพร้อมๆไปกับการรู้ล่วงหน้าแล้วล่ะว่าหนังมันน่าจะจบแบบไหน สิ่งหนึ่งที่เราไม่เข้าทางหนังเรื่องนี้นักก็คือการหนีไม่ออกที่จะเอามันไปเทียบกับ No Strings Attached หนังสไตล์เดียวกัน ออกฉายปีเดียวกัน ที่เราได้ดูและชอบมาก (แม้คำวิจารณ์จะแย่กว่า) เพราะมันจริงใจกว่าและเราแนบเคียงได้มากกว่าเรื่องนี้ที่มันดูเฟคและแนบเคียงได้ยากกว่ากันเยอะ (แม้คูนิสจะร้อนแรงกว่าพอร์ตแมนมากพอควร)

โอเคล่ะ Will Gluck ทำหนังได้สนุกสนานอยู่มือ (Easy A คือหลักฐานชั้นดี) เพียงแต่เรื่องนี้มันไม่เข้าทางเรา(เอง)อย่างที่ว่าไป

อนึ่ง คูนิส น่ารักจังและเพลงประกอบเพราะดี

10/11-13 – Despicable Me 2 (Pierre Coffin, Chris Renaud/ US/ 2013) – 1.5/5

ภาคแรกว่าเฉยๆแล้ว ภาคนี้ยิ่งเฉยกว่า กลายเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กที่แทบไม่มีอะไรให้รู้สึกอีกแล้วสำหรับเรา กลายเป็นการส่งมุกต่อมุกสลับกับขายตัว Minions ที่ให้ตายยังไงเราก็ไม่ตลกและไม่ได้แลเห็นพวกมันน่ารักเลย กลับน่ารำคาญเสียด้วยซ้ำ เรื่องความรักนี่ก็แกนเสียยิ่งกว่าแกน

ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังเด็กสนองตอบทั้งครอบครัวมันไม่ใช่แนวทางที่เราพิสมัยอยู่แล้วล่ะ

13/11/13 – Dark Shadows (Tim Burton/ US, Australia/ 2012) – 2/5

หากเบอร์ตันมีเดปป์ เรามีกรีนและมอเร็ตซ์ในเรื่องนี้ซึ่งก็พอแล้วล่ะ

โอเค นอกจากทั้งสองคนนั้นแล้ว กอปรกับพยายามลืมๆช่วงท้ายของหนังอันแสนมั่วซั่วไปได้แล้ว เราก็พบว่าหนังมันสนุกดีนะในส่วนที่เหลือ เราพอใจที่เบอร์ตันพยายามกลับมาแฟนตาซีด้านมืดอีกครั้ง (ดีกว่าไปทำ Alice in Wonderland แน่ๆอยู่แล้ว) แม้จะยังทำออกมาไม่ได้เหมือนเก่าก็ตาม ด้วยเรื่องราวของแวมไพร์หลงยุคที่สนุกในการกัดจิกยุค ’70 ได้อย่างเมามันส์ โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจจากยุคแห่งการผูกขาดมาสู่ยุคของการแข่งขันที่พร้อมจะ “ใต้โต๊ะ” เสมอๆ (ในที่นี่คือการใช้มนต์ดำสะกด) หรือกับฉากบุปผาชนที่ฮามากๆ แต่ก็นั้นแหละ พอหนังมันเดินไปแบบเดิมๆ เล่นเรื่องเดิมๆไปจนถึงจุดพลิกช่วงท้ายมันเลยกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไป แล้วก็ไปจบกันความมั่วในตอนจบที่ดูแกเมามันส์มากในความตั้งใจหลุดโลกแบบหน้าตายของตัวมันเอง

15-24/11/13 – 11th World Film Festival Of Bangkok

23/11/13 – So Young (Zhao Wei/ China/ 2013) – 2/5

ในนามของคนที่เฉยๆกับ You Are The Apple Of My Eye หนังไต้หวันที่พอจะเอามาเทียบเคียงกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อซักหน่อย เราพบว่า So Young นั้นน้ำเน่าทะลุจักรวาลกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ Apple ไม่มีแต่ในเรื่องนี้มีให้คือ…..ความน่ารำคาญ!!!!!

ครึ่งแรกของหนังว่าด้วยเรื่องราวชีวิตวัยรุ่น นักเรียนจีนในยุคเก้าศูนย์ ช่วงวัยแห่งความปลั่งซะพรั่งในการเรียนรู้ มากด้วยเพื่อนฝูง ค้นหาความสำเร็จและ…มีความรัก (อืมมมมม) แม้ว่าช่วงนี้จะมีกลิ่นอายความหวยไห้หาอดีตอันสวยงาม มิตรภาพอันหลายหลากน่าสนใจ รับรู้ถึงพลังการไขว้ขว้า แต่สิ่งที่ทำลายความดีทั้งหมดในพาร์ตนี้ให้แหลกลงไปเป็นผุยผงคืออีตัวนางเอกครับ ใช่! อีนางเอกนี่แหละ คนๆนี้คนเดียวเลย ความน่ารำคาญและไร้เหตุผลของเธอคือการทำล้ายล้างอย่างรุนแรง ความโรคจิตของเธอทำให้ความรู้สึกดีๆกับหนังค่อยลดลงๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วพอหนังมันไปพาร์ตที่สองมันก็เลยไม่มีความอยากเอาใจช่วยใดๆกับพวกแม่งแล้วจริงๆ มึงจะซึ้งน้ำตาไหล จะดร่าม่าให้น้ำตารินกูก็ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วละ มันกลายเป็นคนละโลกแล้ว จะมีคนที่เรารู้สึกอยู่บ้างก็คือเพื่อนนางเอกคนสวยกับเพื่อนทอม (ที่หนังก็เสือกให้ผลสรุปกับทั้งสองแบบไม่ใยดี…ห๊วย)

จริงๆถ้าจะว่าไปว่านี่คือหนังแรกของ จ้าว เหว่ย นักแสดงที่มากำกับหนังเรื่องแรก ก็ต้องยอมรับว่าเธอทำได้ดีมากเลยนะ เรื่องภาพเรื่องบรรยากาศเรื่ององค์ประกอบต่างๆเราว่ามันดีมาก เพียงแต่ตัวเรื่องมันไม่สามารถแนบเคียงกับเราได้แค่นั้นเอง ก็ขอรอดูหนังเรื่องต่อไปของเธออย่างมีความหวังดีๆละกัน

Advertisements

One comment

  1. ว่าจะย้ายมาเขียนใน wordpress เหมือนกัน มีหลายเรื่องในนี้ที่ดูแล้วเหมือนกันค่ะ ชอบสุดคงเป็น internship ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s