Month: November 2013

11th World Film Festivel of Bangkok 2013

15/11/13 – The Rocket (Kim Mordaunt/ Australia/ 2013) – 3/5

ดูจบก็นึกสงสัยกับหนังอาเซียนสองแบบ หนึ่งคือหนังอาเซียนที่ทำโดยคนที่ไม่ใช่อาเซียน กับหนังอาเซียนแท้ที่ทำโดยคนอาเซียนเองว่ามันมีความแตกต่างกันไหม? อย่างไร? เราสามารถแยกอัตลักษณ์ของแต่ละแบบออกมาได้ไหม? ซึ่งพอคิดไปคิดมาถึงหนังที่เคยดูก็พบว่ามันเป็นความคิดโบราณจริงๆเพราะเอาเข้าจริงอัตลักษณ์ที่ว่ามันน่าจะหลอมรวมกับไปเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว หนังแบบแรกที่เราคิดถึงก็อย่าง Soi Cowboy ที่เล่าแบบหนังยุโรปนิ่งเรียบที่ใช้ความเป็นอาเซียน(ไทย)น้อยมากซึ่งต่างจากเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องชัดเจนตามขนบหนังแมสเลยแต่เล่าเรื่องของลาวเต็มๆ ส่วนหนังแบบหลังก็พวกหนังอินโดฯต่างๆที่หลากลายมากๆ (ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่าคือความสงสัยอันต่ำต้อยแกมความระอายที่ดูหนังอาเซียนน้อยมากๆๆๆๆๆๆๆ)

หนังมีครบทุกอย่างที่หนังฟีลกู๊ดพึงมี มีเด็กน่ารัก(ทั้งสองคนแสดงดีมากๆ) มีดราม่าเรียกน้ำตา มีความอิ่มเอม บลาๆๆๆ ซึ่งเป็นส่วนที่เราเฉยๆ แต่เรากลับชอบพล๊อตรองที่เป็นเรื่องของเทพ โพธิ์งาม มากกว่าที่ดูมีมิติมากกว่ากับอดีตทหารที่ต่อสู่กับจีไอ แต่มีเจมส์ บราวส์ นักร้องอเมริกันผิวดำเป็นไอดอล

16/11/13 – Neighboring Sound (Kleber Mendonça Filho/ Brazil/ 2012) – 5++++/5

จริงๆโหลดหนังมาแล้วแต่ยังไม่ได้ดู ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างที่สุดที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนังเพราะความโดดเด่นที่สุดของหนังคือเสียงทุกเสียงที่ปรากฏในเรื่อง เสียงที่เรียงร้อยไปกับเรื่องราวในชุมชนหนึ่งในบราซิล ความสัมพันธ์ของผู้คน, ตัวตนของผู้คนอันไม่ธรรมดา และการปรากฏตัวของฉากบางฉากที่อาจไม่ได้มีความหมายโดยตรงกับตัวเรื่องแต่โดยนัยนั้นแสนรุนแรงที่ไปพูดถึงเรื่องการล่าอาณานิคมได้อย่างทรงพลังโดยเฉพาะกับรูปแบบของการป้องกันภัยในเรื่อง และแน่นอน เสียงต่างๆที่ดังเข้ามารบกวน, ยึดครองโสตประสาทของเราก็คือรูปแบบหนึ่งในการล่าอาณานิคมที่ว่าไป

แต่สิ่งที่จริงแท้ที่สุดนับจากนี้คือ เราจะมองเครื่องซักผ้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

644523_10151711572846650_2048923571_n16/11/13 – Perculiar Vacation And Other Illnesses (Yosep Anggi Noen/ Indonesia/ 2012) – 2/5

โอเค กูหลับไปวูบหนึ่ง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะพลาดอะไรกับการส่งโซฟาแสนนานและยาวไกล โอเคล่ะ จะว่าสวยมันก็สวยงดงาม แต่กูไม่เข้าใจและรู้สึกฟุ้งเฟ้อเสียมากกว่า

16/11/13 – Tom At The Farm (Xavier Dolan/ France, Canada/ 2013) – 4/5

ยืนยันได้แล้วล่ะว่าโดแลงคือเกย์หล่ออายุน้อยที่แรดฉิบหาย ทำหนังตบตีกับแม่ก็แรด, ทำหนังรักสามเศ้าก็แรด, ทำหนังชีวิตเกย์ก็แรด มาทำหนัง SM แม่งยังแรดเลยให้ตายซิ!!

ทั้งหมดทั้งมวลคือคำชม เรารักหนังของนางทุกเรื่องจริงๆ อันนี้พูดจากใจๆ

อนึ่ง! ตัวละครที่น่ากลัวที่สุดกลับไม่ใช่มือตบอย่างฟรานซิส แต่คือตัวละครแม่หน้าตายที่อยู่ๆคุณเธอก็อาจจะประเคนคำด่าหรือฝ่ามือมาแบบไม่ตั้งตัว

16/11/13 – Clandestine Childhood (Benjamín Ávila/ Argentina, Spain, Brazil/ 2011) – 3/5

เปิดเรื่องมาอย่างสนุกเลย จนคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรเด็ดๆในแนวการเมืองเรื่องกลุ่มใต้ดินกับการต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เอาเข้าจริงหนังกลับไปอีกทางโดยไปพูดถึงประวัติชีวิตของตัวผู้กำกับเองที่เป็นซ้ายในหมู่ขวาที่ก็ต้องแอบขวาไปตามกระแสสังคมอาเจนติน่าในยุค 70 ที่ ปธน. เปรองครองอำนาจ ไหลร่วมไปกับเรื่องราวความรักของเขาเอง สอดประสานคล้องกันไปมาระหว่างอุดมการณ์ในหัวและความรักในใจ

หนังซื่อตรง จริงใจ สนุกและน่าติดตาม มีการใช้อนิเมชั้นมารองรับความรุนแรงและฉากแอ็คชั้นที่ทำออกมาดูดีทีเดียว แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพีคแอบติดความคิดไปเมื่อหนังจบลง

อนึ่ง แอบอยากให้ตอนจบพลิกไปอีกแบบ เพราะมันจะสุดทางไปเลย แต่ก็คงเป็นไปไมได้เพราะมันคือประวัติของ ผกก.

19/11/13 – สาวคาราโอเกะ (วศิรา วิจิตรวาทการ/ ไทย/ 2556) – 2/5

หนังผสมผสานความเป็นสารคดีและเรื่องเล่าเข้าด้วยกัน ใช้กล้องดิจิตอลถ่ายตอนที่เป็นสารคดีกับใช้กล้องฟิล์ม 16มม. ถ่ายเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น มันแลดูน่าสนใจมากๆในการแบ่งแยกและผสมผสานสองแนว สองรูปแบบการเล่า สองรูปแบบการถ่ายทำเข้าด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่หนังทั้งเรื่องมันมีมิติหนึ่งเดียว แบนราบ เรื่องของสาวต่างจังหวัดผู้มาทำงานในกรุงที่เราเคยได้เห็นได้ยินกันบ่อยครั้ง แต่เราโอเคกับเรื่องราวที่เป็น Doc นะแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรารู้สึกได้ถึงการสมยอมเพื่อจะได้รักษาความงดงามบางอย่างไว้ แต่เรามีปัญหากับส่วนที่เป็น Fic มากๆ มันดูขัดแย้งกันเองกับตอนเป็น Doc ดูไม่จริงจนเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง (จะว่าไปการถ่ายด้วยฟิล์ม 16 ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ) ดูจบรู้สึกว่าเหมือนหนังมันไม่ได้เอาไว้ให้คนไทยดูยังไงยังงั้น

อนึ่ง ตัวละคร สา นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เธอโดดเด่น มีสเน่ห์ดึงดูดมาก ซึ่งก็ดูเหมือนกล้องจะรักเธอมากๆเช่นกัน

19/11/13 – Jonathas’ Forest (Sergio Andrade/ Brazil/ 2012) – 5/5

หนังมันเฮี๊ยนจนน่าจดจำกับความเฮ้าเลี่ยนของไอ้หนุ่มโจนาธาส ความสงสัยฉงนฉหายกอปรกับคำถามมากมายที่ประดังเทมาถมทับคือความพิลาสพิไลแสนเปรี้ยวลิ้นเข็ดฟันดั่งผลเสาวรสป่าที่เชื่อว่าแดกแล้วจะมีพลังพิเศษ ที่พอมโนว่าได้แดกแล้วก็ระลึกได้ว่าช่างหัวแม่งมันเถอะ มันจะอาณานิคมก็ช่าง มันจะว่าถึงศาสนาก็ช่าง มันจะเหวอแดกก็ช่าง มันจะคือนิทานเรื่องเล่าปรับปราหรืออะไรก็ช่าง เพราะในที่สุดแม่งก็คือประสบการณ์ความเฮี้ยนในโรงที่น่าจดจำที่สุดของปี

19/11/13 – Young & Beautiful (François Ozon/ François Ozon/ France/ 2013) – 5+++++/5

มันมีหนังไม่กี่เรื่องหรอกที่เราไม่จำเป็นต้องไปรับรู้ถึงเหตุ ไปซีเรียสถึงผล แต่ยังคงเต็มไปด้วยความงดงามมากๆในทุกอณู ซึ่งหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนั้น และขอยกให้นี่คืออันดับหนึ่งของเวิร์ลฟิล์มปีนี้(ณ ตอนนี้)

Marine Vacth ขโมยหัวใจเราไปหมดทุกห้อง ส่วนตัวละครเซอร์ไพร์สที่โผล่เข้ามาในตอนท้ายทำให้หนังยิ่งสมบูรณ์ขึ้นจริงๆ

19/11/13 – Tabu (Miguel Gomes/ Portugal, Germany, Brazil, France/ 2012) – 3/5

ทำไมกูดูแล้วเฉยๆล่ะ? มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ! ขอดูอีกรอบแก้ตัวรัวๆๆๆๆๆๆ

แต่ที่บอกได้ตอนนี้เลยคือเราชอบพาร์ตแรกมากกว่าพาร์ตสอง เพราะเราเฉยๆกับเรื่องรักและจดหมายรักอะไรเทือกนั้น แต่ทั้งสองพาร์ตนั้นมีงานภาพที่สวยมากและเพลงประกอบก็เลอ

อนึ่ง สองประเด็นที่สงสัยไว้ก่อนเลยว่าทำให้เฉยๆคือ อ่านซับไม่ทันและศัพท์หลายๆคำมันยาก ไม่คุ้นหัว

มีหนังอยู่ในแพตแล้ว จะรีบดูก่อนจบเดือน สัญญาๆ(กับตัวเอง)

22/11/13 – The Moving Creatures (Caetano Gotardo/ Brazil/ 2013) – 4/5

ยืนยันละว่าปีนี้คือปีของหนังบลาซิลจริงๆ หนังเหวอๆอีกเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องของการสูญเสียลูกของแม่ 3 คนที่แยกเล่าเป็นหนังสั้น 3 ตอน ฟังดูน่าจะเป็นหนังดราม่าเรียกน้ำตา แต่เปล่าเลยเพราะในหนัง การสูญเสียมันเป็นเพียงพอร์ยของการเริ่มต้น, การเปลี่ยนผ่านและการสิ้นสุดลงเท่านั้น โดยที่ประเด็นหลักในแต่ละตอนกลับไม่ได้มุ่งไปโฟกัสที่พอร์ยจุดหลักของแต่ละตอนเลย แต่มันกลับคือการพาเราเข้าไปเวียนว่ายกับสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ที่ต้องเคลื่อนไหวต่อไปและต่อไป

ชอบการเชื่อมต่อระหว่างแต่ละตอนมาก มันสอดประสานทั้งทางอารมณ์และหัวใจของหนังได้เป็นอย่างดี ออ! การร้องเพลงในเรื่องคือความเหวอรสชาติใหม่ที่วิเศษสุดจริงๆ

innocents22/11/13 – Innocents (WONG Chen-Hsi/ Singapore/ 2012) – 5++++/5

งดงามที่สุดจนต้องขอยกให้เป็นอับดับสองของเทศกาลปีนี้

ถ้าพูดถึงตัวเรื่องเพียวๆเราพบว่ามันธรรมดาสุดแสนสามัญที่พบได้ในหนังเด็กทั่วไป แต่เรื่องนี้มันต่างออกไปด้วยการเล่าเรื่องอันแสนวิเศษที่เราชอบมันมากๆๆๆๆๆๆๆ (ซึ่งถ้าหนังเล่าไปเป็นแบบอื่นเราเชื่อว่าเราจะเกลียดหนังไปในทันที) ความนิ่งของหนังและสิ่งละอันพันละน้อยที่ค่อยก่อตัวขึ้นเติมเต็มระหว่างตัวละครทั้งสองนั้นช่างสวยงาม และมันยิ่งสวยงามขึ้นอีกเมื่อพบว่าสุดท้ายการเติมเต็มนั้นสิ้นสุด แตกสลายแปรธาตุไปเป็นธุลีแห่งความเศร้าอันแสนเจ็บปวดจนก่อให้เกิดฉากจบอันร้าวรานมากที่สุดฉากหนึ่งในชีวิตการดูหนังของเรา

อยากให้หนังได้ฉายในบ้านเรามากๆเพราะอีกมุมของหนังคือการเป็นหนังเด็กที่วิภากษ์ผู้ใหญ่ ตั้งคำถามและเปรียบเปรยภาวะของมนุษย์สองช่วงวัยได้อย่างชวนสะอึก

22/11/13 – พจมาน สว่างวงศ์ (รุจน์ รณภพ/ ไทย/ 2523) – 5+++/5

เมื่อพจมานได้บ้านทรายทองมาครอบครองแล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการดูแลความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านให้จงได้ ยิ่งเมื่อชายใหญ่ผัวสุดหล่อของเธอดันไร้ซึ่งอำนาจและอ่อนเปลี้ยกับการจัดการ เธอในนามของสว่างวงศ์เจ้าของบ้านจึงต้องกลับมาปะมือกับหม่อมแม่และบรรดาสาวใช้ผู้มากับร้อยแปดหลอดเสียงและจริตจก้านพันแสน, หญิงเล็กอริตลอดการหรือแม้แต่ พจนี น้องสาวร่วมสายเลือดของเธอเองที่มากับความคลั่งระดับยี่สิบกระโหลกไขว้!

“บ้านทรายทอง” หนังเรื่องแรกว่าสุดขีดคลั่งแล้ว “พจมาน สว่างวงศ์” ได้กำราบและผลักดันให้ตัวมันเองกลายเป็นหนังที่บันเทิงที่สุดในการดูหนังปีนี้ อำมหิตสุดขีดคลั่งในทุกอณูพิกซิล ไม่เชื่อหรือ??? เดี๋ยวพจให้ตบ 3 ฉาด!!!!! แล้วจงรีบทำตัวเป็นสตรีไปรณีย์ไปปล่าวประกาศให้ทั่วโดยไวนะอีพวกเรือนเล็ก!!!!!

ปล. กูฟินทุกครั้งที่กล้องแม่งซูมหน้าตากวนตีนของหญิงใหญ่ อีห่า! แสบสันต์ยิ่งนัก

22/11/13 – Stray Dogs (Tsai Ming-Liang/France, Taiwan/ 2013) – 5/5

แสดงความยินดีกับตัวเองที่ดูหนังพี่ไฉ้จบแบบเต็มสติเป็นเรื่องแรกในชีวิต แถมยังรู้สึกชอบพอกับหนังมากทีเดียว เหตุผลอันเที่ยงแท้อย่างหนึ่งคือการที่ได้ดูในโรง เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการ ดู และไหลไปตามภาพเรียบนิ่งเหล่านั้น ซึ่งนั้นแหละที่คือความพิเศษของหนัง ภาพอันนิ่งงันยาวนานที่มันนานมากพอที่เราจะสามารถละเลียดกับความงามขององค์ประกอบต่างๆในภาพอันหมายรวมไปถึงสิ่งที่อยู่ภายในของตัวละครอันทุกตรมขมขื่น รับรู้ เพื่อมา รู้สึก ถึงผลแห่งความเศร้าในโลกแห่งมายาของความงามอีกที

และเพราะหนังมันประกอบด้วย 2 พาร์ตชัดเจนที่พลิกความรู้สึกคนดูไปคนละด้าน พาร์ตแรกที่เป็นความทุกข์ตรมของคนชั้นล่างว่าเจ็บแล้ว พาร์ตสองที่เล่าถึงเหตุของทั้งหมดนั้นเจ็บยิ่งกว่าที่มาระเบิดในซีนสุดท้ายอันยาวนานกว่ายี่สิบนาที

ปล. เริ่มมีแรงใจในการดูหนังไฉ้เรื่องก่อนๆที่คนๆเขาเลื่องลือ แต่ก็แหละ ไม่รู้ว่าจะรอดไหมถ้าไม่ได้ดูในโรง

Advertisements

รวมเรื่องสั้น ศรีนวลจัดหนัก Destroy, She Said

ศรีนวลจัดหนัก (หลายคน เขียน/ หลายคน แปล/ สำนักพิมพ์บุุ๊คไวรัส/ 285 หน้า/ 2556)

1070007_10151576643673576_2129715198_n

     ในที่สุดก็อ่านจบแล้ว คืนละเรื่อง เว้นบ้าง หยุดบ้าง ตามสภาพร่างกายในแต่ละวัน แต่ทุกครั้งที่อ่านจบแต่ละเรื่องนี้แทบอยากจะกราบทั้งคนเขียนคนแปลที่ช่วยเปิดโลกวรรณกรรมแปลกรสแบบนี้ หลายเรื่องเรียกได้ว่าชอบแบบสุดลิ่มทิ่มประตู หลายเรื่องแม้จะไม่เก๊ตตามบริบทของผู้เขียน แต่การเขียนการแปลก็มักให้รสชาติอันแสนเวอจิ้นแปลกใหม่ ดั่งเปิดซิงคนอ่านหนังสือมาน้อยอย่างเรา บ้างสุขใจ บ้างกระชากใจ บ้างตกกะใจ บ้างเศร้าใจ บ้างพิมพ์ใจ บ้างพิศวงในใจ บ้าง….ใจ (เอาเป็นว่ามันมีครบทุกรสที่กระแทกใจแล้วกัน)

และการจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้แบบโดยรวมก็ดูจะเป็นการดูถูก เหมารวม และไม่เห็นคุณค่าเกินไปหน่อยกระมั๊ง เพราะแต่ละเรื่องมันมีความพิเศษเฉพาะตัวของมันเอง การกล่าวถึงโดยรวมอาจทำให้เราพลาดเอกเทศและแง่งามของแต่ละเรื่องสั้นที่รังสรรค์โดยสตรีล้วน ผ่านมือผู้แปลเฉพาะตัวในแต่ละบท ดังนั้นจึงขอกล่าวเรียงเรื่องโลด…

1. ฌิมะซากิ (Hiromi Kawakami/ มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์): อานุภาพความรักไร้กาลเวลาผ่านคู๋รักคนเฒ่า มันคือการเล่าเรื่องรักในแบบที่ต่างออกไปอย่างมีชั้นเชิงที่น่ารักและแอบเศร้าไปในที

2. นักว่ายน้ำ (Miranda july/ ไกรวฺุฒิ จุลพงศธร): จูลายมาเล่าเรื่องประหลาดให้เราฟัง เราไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครหรอก แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะเอาเข้าจริงมันคือจินตนาการอันแสนเศร้าตะหาก (เศร้าฉิบหายเลยด้วย)

3. หน้าต่าง (Mieko Kanai/ นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน): เรื่องลำดับที่ 2 ของความชอบของเรา ชอบการนิยามการถ่ายถาพ, ภาพนิ่งและภาพเคลื่ิอนไหวกับภาพจริงที่ผ่านสายตา อ่านจบเหมือนดวงใจสูญหายไปบอกไม่ถูก เหมือนโมเม้นต์ที่จับไม่ได้ หายไปชั่วนิรันดร์  เหมาะมากกับคนชอบถ่ายภาพ

4. กาลครั้งหนึ่งมีแม่และราดิอัน (Avianti Armand/ วรันทร ฉะพงศ์ภพ): กรีดร้องอย่างรุนแรงเมื่ออ่านจบ เมื่อความอัดอั้นประทุถึงขึดสุดบนร่องรอยอันเดียงสา

5. อิสตรี (Rosaria Champagne/ สนธยา ทรัพย์เย็น): มันพูดถึงเพศและอำนาจได้อย่างสนุกล้ำและเซอร์เรียล อำนาจมันอยู่ในทุกผู้ไม่ว่าจะชายหรือหญิง

6. บาซูก้าของจูเลีย (Anna Kavan/ ธิติยา ชีรานนท์): หนึ่งในเรื่องที่ทำเอานิ่งงันเมื่ออ่านจบกับชะตากรรมของจูเลีย มันคือความเงียบเหงาแสนเศร้าที่แฝงอยู่ในเสียงหัวเราะดังๆแก่โลกอันโหดรัาย

7. ตามหาไอยรา (Jo Kyung Ran/ ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์): เรื่องเล่าชีวิตสาวผู้เห็นช้างในห้องนอนกับช่วงชีวิตผลัดใบจากช่วงแห่งความสุขสมบูรณ์ลงสู่แกนกลางของความว่างเปล่า บางทีชีวิตก็มักเล่นตลก

8. ภรรยาของอันตอนีโอ (Elsa Morante/ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ):  มันคือหนัง Amour ที่อาจไม่รุนแรงเท่า แต่ละมุนและรวดร้าวไม่ต่างกัน

9. ลอกชีวิตกุหลาบ (Clarice Lispector/ ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์): ผู้เขียนต้องเป็นคนที่โครตละเอียดลออกับชีวิตแน่ๆที่สามารถถอดความคิดความรู้สึกภายในออกมาเป็นเรื่องที่น่าติดตามสุดๆ อาการของตัวละครมันไม่ต่างจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่น่าเศร้ากว่าที่เราจับต้องมันไม่ได้เหมือนตัวละครในเรื่อง

10. ม้าน้ำ (Hiromi Kawakami/ มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์): ชอบเป็นลำดับที่สามของทั้งหมด ชอบความเซอร์เรียลที่มารองรับภาวะการหลงลืมของการถูกกระทำในโลกของเพศชาย

11. ภูเขาหินอุกกาบาต (Can Xue/ ปพิชญา รัตนมณี): เราไม่รู้จัก ฉาน เสว่ นักเขียนหญิงชาวจีนคนนี้มาก่อน แต่พอได้อ่านเรื่องนี้(และอีกเรื่องในเล่มนี้) ก็บอกได้เลยว่าเธอมีของๆ มันประหลาดแต่สั่นสะเทือนอยู่ภายในลึกๆที่อธิบายไม่ถูก

12. มนุษย์กับหมาป่า (Angela Carter/ แดนอรัญ แสงทอง): สนุกมาก น่าติดตามด้วยความระทึก มันดิบโหดและแพรวพราวในการเล่าเรื่องอย่างที่สุด กราบสำนวนการแปลขั้นเทพของแดนอรัญไว้ ณ ที่นี่กับเรื่องราวที่ตั้งคำถามความเป็นมนุษย์

13. เด็กชายผู้เลี้ยงงูพิษ (Can Xue/ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา):  มันระทึกขวัญ มันแปลกประหลาดและแอบสะอึก การพยายามเข้าใจที่สุดท้ายจบด้วยการหลงลืม

14. เชือก (Katherine Anna Porter/ สุชาติ สวัสดิ์ศรี): เรื่องราวเล็กๆแสนเรียบง่ายแต่น่ารักจังเลยยยยย มันเหมาะมากกับใครก็ตามที่มี(หรือเคยมี)ความสัมพันธ์กับคนรักในช่วงเวลาหนึ่ง

15. เกมที่ค้างคา (Goli Taraghi/ ชลเทพ ณ บางช้าง): เรื่องนี้คือเรื่องที่ชอบมากที่สุดในเล่ม นอกจากบริบททางการเมืองและสังคมของอิหร่านที่สะท้อนภาพผ่านผู้คนในเที่ยวบินสู่กรุงเตหะรานแล้ว สิ่งที่เราโดนกับมันมากๆคือการหวนถวิลถึงอดีตที่แรกเริ่มดูสวยสดงดงามแต่ความจริงแท้คือการนำมาใช้เป็นเหตุของการเอาชนะในท้ายที่สุด ผู้เคยชนะตกสู่ความพ่ายแพ้หมดรูป ส่วนผู้เคยแพ้ก็ได้รับชัยชนะอย่างจอมปลอม อ่านจบอึ้งแดกแบกใบ้เลยทีเดียว (โน๊ตไว้กับตัวเองเลยว่าต้องหางานเขียนของนักเขียนอิหร่านมาอ่านอีก ประเทศนี้ไม่ใช่แค่หนังอย่างเดียวแล้วล่ะที่สุดยอด)

16. สวนพฤกษศาสตร์ (Virginia Woolf/ ภัควดี วีระภาสพงษ์): เพิ่งเคยอ่านของวูล์ฟแล้วก็โดนดีเข้าให้ ความโดดเด่นอย่างที่สุดคือความลื่นไหลของตัวอักษร ดั่งเราคือสายลมที่พลิ้วไหวไหลเอื่อย สำรวจสรรพสิ่งในสวนดอกไม้อันงดงามที่แวดล้อมกับมนุษย์อันหลากหลายซับซ้อน เป็นเรื่องที่สำนวนการแปลสุดยอดมาก

สุดท้าย หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางขายที่ไหน แต่หากสนใจ สามารถไปสั่งซื้อได้ที่สำนักพิมพ์โดยตรง ที่นี่: http://twilightvirus.blogspot.com/2013/08/bookvirus-10-16.html

5+++++/5

ตุลา’13 กับหนังที่ได้ดู

02/10/13 – Lan Kwai Fong 2 (Wilson Chin Kwok-Wai/ HK/ 2012) – 1/5

มันยังกล้าทำภาคสอง กูก็ยอมดูไม่ว่ากัน ทั้งสองภาคมันว่าด้วยนักเที่ยวในหลานไคฟง สถานที่เที่ยวกลางคืนสุดหรูในฮ่องกงที่เต็มไปด้วยหนุ่มๆสาวๆหน้าตาดียังกับออกมาจากนิตยสารแฟชั่น ภาคแรกมันไปเล่าในหมู่ลูกหลานคนมีตังค์เท่ห์ๆคูลๆเหี้ยๆที่เสือกกลับใจได้ในตอนหนังจบแบบคนดูงง ภาคนี้มันเลยทำเป็นรักข้ามชนชั้นบ้าง แต่ยังคงความสวยหล่อ, อู่ฟู่และเซ็กซ์ซี่ไว้เหมือนเดิมและก็ยังคงเล่าเรื่องไปแบบเดิมๆแต่เพิ่มความชวนฝันเข้าไปตามสไตล์หนังรักข้ามชั้นที่เห็นกันอยู่บ่อยๆโดยเฉพาะไอ้ตอนจบนี่กูแทบอยากจะเอาร้องเท้าเขวี้ยงใส่จอ เพ้อเจ้อมาก

ออ! การตั้งชื่อตัวละครก็ต่ำดี “สิริ” เอย “คิวคิว” เอย หรือแม้แต่ “แม็กซิม” ก็พยายามทำความเข้าใจนะแต่รับไม่ไหวจริงๆ

อนึ่ง ภาค 3 กำลังถ่ายทำอยู่จ้าาาาาา

03/10/13 – Color Blossoms (Yonfan/ HK/ 2004) – 5+++/5

โอเคแหละ มันแอ็คอาร์ต แต่เราโครตชอบเลยว่ะ หนังสวยและเซ็กซี่เหลือเกิน

ก่อนดูไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นหนังฮ่องกงเพราะองค์ประกอบหลายอย่างในหนังแทบจะไม่ใช่ฮ่องกงเลย (ยกเว้นภาษาและสถานที่ถ่ายทำ) หนังมันใช้ 3 ภาษาคือจีนกวางตุ้ง, ญี่ปุ่นและอังกฤษ มีการจัดแสงเหมือนหนังญี่ปุ่น มีนักแสดงเกาหลีมาแจมด้วย ได้คนทำเพลงจากอินเดีย  ปิดท้ายด้วยตากล้องจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ Lou Ye และ Li Yu สองผู้กำกับจีนที่เราชอบมากเคยใช้บริการ แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นในหนังก็คือการประสานงานกันอย่างสมบูรณ์ของการรวมหมู่ยอดฝีมือเแห่งอเชียในแต่ละหน้าที่ ผลที่ได้คือภาพที่เลอ เพลงที่เลิศ นักแสดงทรงพลัง(และเล่นใหญ่เหมาะกับหนังมาก) อาร์ตไดแสนบรรเจิด ในตัวเรื่องที่เปี่ยมสเน่ห์และเต็มไปด้วยความลึกลับเคล้ากินฮอร์โมนอบอวลที่ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง Face ของคิมคีดุ๊ก หนึ่งในหนังที่เราชอบเหมือนกันและแน่นอนกับหนังหลายๆเรื่องของหว่องกาไว

หนังมีฉากที่พูดถึงหนังของเฟลินี่และอันโตนีโอนี่ด้วย เสียดายที่ยังไม่เคยดูหนังของปรมจารย์ทั้งสองท่านนี้เลย

ปล. ชอบฉากบนโปสเตอร์นี้กับฉากค่อยๆเปิดหน้าอกของนางเอกที่หน้าประตูยั่วตำรวจ 4708 มากกกกกกกกกกก

1375291_10202031266321680_1686202126_n05/10/13 – W (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต/ ไทย/ 2556) – 5/5

– เข้าเลทไป 20 นาที แม้ว่าหนังมันจะยาวเหยียด 3 ชั่วโมง แต่พอดูหนังจนจบเราพบว่าไอ้ 20 นาทีแรกนั้นน่าจะสำคัญไม่ใช่น้อยในการปูความเป็นมาของตัวละคร

– ไม่เคยดูหนังของอาร์มชลสิทธิ์มาก่อนเลยซักเรื่อง แต่พอได้ดูเรื่องนี้แล้วเราพบว่าอยากดูหนังของอาร์มเรื่องอื่นๆอีก หนังประเภทที่ตอนดูไม่ได้หือ ไม่ได้อือ ไม่ได้พีคอะไร แต่มันจะมาหือมาอือมาพีคก็ตอนที่ดูผ่านมันไปแล้วแต่มันกลับยังไปฝังอยู่ในสมองให้คิดถึงหนังตลอดเวลา คิดถึงก้าวเดินต่อไปของตัวละคร หนังแบบนี้แหละที่เราชอบ(และคิดว่าใครๆก็น่าจะชอบ)

– ถามว่า 3 ชั่วโมงของหนังยาวไปไหม? ก็ยาวไป แต่ถ้ามันเพื่อจุดมุ่งหมายดังที่ว่าในไปข้อที่แล้ว เราพบว่ามันสั้นไปทันที

– ความเยี่ยมของหนังที่เราสัมผัสได้คือการเล่าเรื่องของคนสามัญ ด้วยความสามัญ ปรุงแต่งแต่น้อยแต่จับไปโมเม้นต์แห่งความว่างเปล่าและห้วงอารมณ์แห่งความเคว้งคว้างอันเป็นหัวใจของหนังได้อย่างอยู่มือ ในที่นี้คือหนึ่งปีของนักศึกษาปีหนึ่ง นักศึกษาจำพวกที่เข้าปีหนึ่งมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป จะบาลานซ์ชีวิตอย่างไรกับปัญหาส่วนตัวในที่นี้คือปัญหาของครอบครัวและเรื่องราวความรัก ซึ่งสุดท้ายแล้ววัยรุ่นก็เหมือนจะยังคงเป็นวัยที่ยากเกินกว่าจะแบกรับสิ่งต่างๆเหล่านั้นไว้

– โมเม้นต์ที่เราชอบมากๆคือโมเม้นต์ที่เป็นการพูดคุยธรรมดาแต่ล้อไปกับภาพของสถานที่ต่างๆที่แวดล้อมตัวละคร มันเป็นฉากง่ายๆแต่มันดูเรียลเหลือเกิน

– เราหลงรักตัวละครทั้งสาม ส่วนหนึ่งคือมันเสมือนชีวิตของตัวเองตอนปีหนึ่งได้จริงเหลือเกิน ไอ้พวกคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น พยายามแสวงหาอะไรบางอย่าง พยายามจะเป็นใครซักคน แต่ก็หาไม่เจอ เป็นไม่ได้ซักที อีกส่วนหนึ่งคือการแสดงอันเป็นธรรมชาติเหลือเกินของนักแสดงในเรื่อง เราสะอึกกับความสับสนของตั้ม เข้าใจการพยายามหลีกหนีของพลอยและหม่นเศร้าไปกับแววตาของหนึ่ง

– หนังบอกเราว่า บางทีชีวิตอาจเหมือนการว่ายน้ำ เราต้องทำตัวให้คุ้นกับมันก่อน ทำมันใช้มันบ่อยๆ แต่ก็ไม่อาจการันตีได้ว่าทุกคนจะสามารถไปแตะขอบสระได้เสมอไป

11/10/13 – Trilogy of Lust (Julie Lee, Tun Fei Mou/ HK/ 1995) – 3/5

ตกกะใจเบย นี่แม่งหนังโป๊ฮาร์ตคอร์ชัดๆ!

ดูจบไปหาข้อมูลก็พบว่ามันคือหนังฮ่องกง CAT III ที่ท้าทายเขตแดนความเป็น CAT III แบบสุดลิ่มทิ่มประตูด้วยการทำเป็นหนัโป๊ไปเลย โอเคล่ะว่าการท้าทายนี้มันต่ำตมมากในแง่ของภาพที่เห็นทางตา แต่โดยรวมของตัวหนังเราพบว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยเมื่อมองในบางมุม อาทิ ปมของตัวนางเอกที่ต้องมาถูกขายเพราะการเป็นกบฏของพี่ชายที่ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าจากทางการจีน ก่อเป็นความรุนแรงทางใจที่ส่งผลต่อความต้องการล้างแค้นด้วยการกลายมาเป็น S&M ในการต่อมาของเธอ การเป็นจีนที่คนจีนไม่ต้อนรับแต่ก็เสือกหนีไปไม่ถึงฮ่องกงอยู่ดี จนนำไปสู่ต้อนจบที่ต่ำตมมากแต่พีคชิบหายกับการถึงพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของตัวละคร

หนังมีสามภาคตามชื่อของมัน แต่เราคงขอเวลาอีกซักนิดในการดูภาคต่อๆไป (ดูรวดเดียวคนมีตาย)

19/10/13 – Special ID (Clarence Fok Yiu-leung/ China, HK/ 2013) – 2.5/5

– ปัญหาอย่างหนึ่งของการดูหนังฮ่องกงซับอังกฤษคือกูอ่านซับไม่เคยทันที่มันพูดกันเลย มักจะจับได้เป็นคำๆหรือประโยคสั้นๆ แน่นอนมันทำให้จับสารบางอย่างไม่ได้

– หนังไม่มีอะไรใหม่เลย พล๊อตเชยๆสลับกับบู๊บุ๊นๆ ตำรวจแฝงตัวในหมู่ผู้ร้าย ทำภารกิจสุดท้ายเพื่อจะได้ปลดละวางและได้กลายเป็นตำรวจเต็มตัวสมใจพร้อมด้วยพล๊อตรองอันว่าด้วยเรื่องแม่ของตัวเอง

– แต่ข้อดีแรกคือมันตลกดี มุขตลกที่มันหยอดมามักเข้าเป้า ทั้งเหตุผลที่พระเอกไปเป็นสาย, ความต่างทางวัฒนธรรมของจีนดับฮ่องกงหรือแม้แต่ฉากต่อสู้ต่างๆ (จริงๆเห็นเจินจื่อตันในหนังก็ตลกแล้วล่ะ ไม่เชื่อไปดู)

– ข้อดีที่สองคือการมีแอ็คชั่นมันส์ๆหนุกๆอยู่หลายฉาก โดยเฉพาะฉากในร้านอาหารและฉากกลางสายฝนของนางเอก แล้วก็ชอบมากกับสไตร์การต่อสู้ในหนังที่เป็นการล็อคๆเลื้อยๆคลุกๆ สวยงามดีจนน่าสนใจว่ามันอาจจะกลายเป็นสไตร์ติดตัวต่อไปจากมวยหย่งชุนของเฮียเจิน

– ชอบแอ็คชั่นของนางเอกมาก เท่ดี แต่กลับไม่ชอบการแสดงของเธอเท่าไหร่ แต่เพราะผมสั้นจึงพอให้อภัยได้ แต่อย่างไรน้องแกก็ยังดูไม่เข้าขากับเฮียเจินอยู่ดี เล่นเป็นพ่อลูกกันน่าจะโอเคกว่า

ปล. เปิดฉากมาปั๊บ แม่งพูดไทยปุ๊บเลย กูงง

22/10/13 – As Tears Go By (Wong Kar Wai/ HK/ 1988) – 5/5

เริ่มทยอยดูหนังของหว่องให้ครบเสียที เริ่มด้วยหนังเรื่องแรกของแกเลยพยายามดูด้วยความคิดที่ว่าเราไม่เคยรู้จักคนชื่อหว่องกาไวมาก่อนซึ่งก็พบว่าเราก็ยังชอบหนังมากๆอยู่ดี อาจเพราะมันมีองค์ประกอบหลากหลายที่เราชอบในหนังฮ่องกงที่คิดถึงในอดีต พี่หลิวเต๋อเป็นพี่ใหญ่ของแก็งค์อันธพาล เป็นสุภาพบุรุษที่งามทั้งรูปและจิตใจ ส่วนจางหมั่นอี้คือลูกพี่ลูกน้องกับพี่หลิว ทั้งคู่เสือกรักกัน พี่หลิวเลยต้องเลือกทางเดินชีวิตว่าจะอยู่อย่างสงบหรือกลับไปช่วยน้องในกลุ่มอันธพาล ซึ่งมันเป็นพล๊อตที่เราคิดถึงจริงๆ

แม้ลายเซ็นของเฮียหว่องแกจะยังไม่ชัด แต่สิ่งที่แกทิ้งร่องรอยไว้ในหนังเรื่องนี้คือการวางจังหวะอันเด็ดขาด ฉากโจ๊ะก็โจ๊ะโดนใจ รวมไปถึงการใช้อานุภาพของนักแสดงได้เต็มเม็ดเต็มหน่อย ใครดูแล้วไม่รักพี่หลิวกับน้องจางนี่ถือว่าผิดปกติได้เลยนะ

25/10/13 – Choice คู่ซี้ดีแต่ฝัน (ปริญญา อินทชัย, ปรีติ บารมีอนันต์/ ไทย/ 2556) – 1.5/5

โอเค เราเห็นความตั้งใจและหวังดีของผู้สร้าง แต่น่าเสียดายที่มันเป็นอะไรที่สำเร็จรูปไปหน่อย สื่อสำเร็จรูป สารสำเร็จรูป สร้างความสำเร็จและบรรจุเป้าหมายให้ตัวละครที่สำเร็จรูปในตัว แล้วพออะไรๆที่มันสำเร็จรูปมันเลยขาดรสชาติที่น่าพิศมัย รสชาติติดลิ้นอันน่าจดจำ เพราะรสชาติส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมันไปอยู่กับสารประกอบชูรสอื่นๆเช่นการกัดจิกตัวเองหรือ cameo ของเพื่อนพ้องของผู้กำกับทั้งสองมากกว่า (ซึ่งก็ไม่ได้น่าจดจำอยู่ดี) คือจริงๆหนังมันมีเรื่องเล่าและประเด็นแค่ไม่ถึงบรรทัดแต่พยายามยืดให้มันได้หนังชั่วโมงครึ่งออกมา

และเอาเข้าจริงมันไม่น่าเรียกว่า Choice ด้วยซ้ำนะ มันน่าเรียกว่า Chance มากกว่า แต่ก็เป็น Chance ในแบบโลกสวยสำเร็จรูปอยู่ดีนั้นแหละ

25/10/13 – Day of Being Wild (Wong Kar Wai/ HK/ 1990) – 5++++/5

เข้าใจมาตลอดว่าหว่องมาพีคจาก Chungking Express ซึ่งพอดูเรื่องนี้แล้วและไปค้นข้อมูลก็พบว่านี่ต่างหากคือหนังพีคเรื่องแรกของหว่องอันมาพร้อมลายเซ็นที่เราหลงรักมากมายและการมาของคริส ดอยย์ ด้วย (ซึ่งก็เข้าใจผิดอีกเช่นกันว่าดอยย์มาเริ่มกับหว่องตอน CE) น่าตบกระโหลกตัวเองร้อยที

แล้วเราก็ได้รู้ว่าก่อนที่หว่องจะเหงาแบบจี๊ดๆเท่ห์ๆคูลๆใน Chungking Express นั้น หว่องเคยเหงาแบบเจ็บๆและหม่นเศร้ามาก่อน หนังมันว่าด้วยเรื่องของการไหลรินของชีวิต ชีวิตที่คอยจะทำร้ายตัวเองไปพร้อมๆกับการทำร้ายผู้อื่นรอบกายในที่นี้คือมนุษย์ผู้แหว่งโหว่ 6 คนที่หนึ่งในนั้นคือจุดกำเนิดของเรื่องเล่าของนกไร้ขาที่บินเพื่อการมีอยู่และลงสู้พื้นเมื่อดับสุญที่เรารู้สึกเหมือนจะเคยคุ้นเคยมาก่อน ประกอบกับการมาของ Voice over ของตัวละครที่มัน “หว่อง” มากๆ(ในงานต่อๆมา)และเราก็ชอบมากๆด้วย

และแน่นอน พอดอยย์มา สโลโมชั่นก็ตามมา ลองเทคก็ตามมาจนก่อเกิดฉากที่เราหลงรักเช่น ฉากเดินคุยกับข้างรางรถรางของพี่หลิงกับน้องจางในยามค่ำคืนอันแสนธรรมดาแต่น่าจดจำที่สุด หรือกับฉากวิวาทในฟิลิปปินส์

อนึ่ง การโผล่มาของเหลียงเฉาเหว่ยในช่วงท้ายน่างุนงงมากหากไม่เคยดูหนังเรื่องต่อๆมาของหว่องมาก่อนเลย แต่หากเคยดูแล้วก็เป็นอันเข้าใจได้

ปล. การดูหนังหว่องแบบเรียงกันไปทำให้เราพบจุดเชื่อมของหนังแต่ละเรื่องได้ชัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอย (พี่หลิวน้องจางกลับมาเกือบคู่กันอีกครั้ง) ฉากเอย (ห้อง 204 ในฟิลิปปินส์) ตัวเรื่องเอย (การไปเป็นทหารเรือกับการเดินทางโดยเรือใน As Tears Go By) กลายเป็นความสนุกไปอีกแบบ

โปรแกรมต่อไปขอข้าม Chungking Express กับ Ashes of Time ไปเนื่องจากเรื่องแรกดูหลายรอบแล้ว ส่วนเรื่องหลังเพิ่งได้ดูไม่นาน คงไปต่อกับ Fallen Angels เลย ซึ่งก็ดูแล้วแต่นานมาล่ะ เลยขอมาซ้ำ

25/10/13 – The Seventh Continent (Michael Haneke/ Austria / 1989) – 5+++++/5

เสร็จพ่อทำหนังเรื่องแรก เสร็จพ่อก็โหดสัดแล้ว

หนังอิงมาจากเรื่องจริงโดยตัวหนังแบ่งเป็น 3 พาร์ตหลัก แต่ละพาร์ตห่างกัน 1 ปีเล่าเรื่องของครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุขสมบูรณ์ตามนิยามอันประกอบไปด้วยคุณพ่อวิศวะที่กำลังไปได้สวยในหน้าที่การงาน คุณแม่จักษุแพทย์ผู้ซึ่งทำกับข้าวให้ครอบครัวทานทุกเช้าเย็นแสนอบอุ่นและตัวลูกสาวแสนน่ารักน่าชัง หนังพาเราไปพบกับชีวิตประจำวันของพวกเขาตั้งแต่ตื่นนอน, กินข้าว, ส่งแต่ละคนไปทำงานไปโรงเรียนในแต่ละวัน อาจมีช๊อปปิ้งบ้างหรือล้างรถให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งหมดนี้คือพาร์ตแรก แต่เพราะหนังเรื่องนี้มันไม่ควรจะรู้อะไรมาก่อนเลย พาร์ตสองและสามเราขอไม่เล่า แต่เชื่อเถอะว่าเสร็จพ่อฮานาเก้กำลังเปิดฝ่ามือรอตบเราอยู่นิ่งๆ เมื่อเราดูหนังไปจนจบรับรองได้ว่ามีเลือดแน่นอน

*** หลังจากนี้อาจมีสปอร์ยหัวใจของหนัง ***

เมื่อดูไปจนจบเราพบว่าความรุนแรงที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ “การที่เราไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้เลย” การประแคนคำถามนี้ใส่เราตลอดเวลาเมื่อดูจบนั้นเป็นความหดหู่แสนสาหัสและมันยิ่งหดหู่มากขึ้นเมื่อเราพบว่าตัวเราเองก็ไม่ต่างจากไอ้ครอบครัวนี้ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือเพราะจริงๆแล้วการพยายามทำตัวเป็นคนชั้นกลางที่ดีนั้นแสนน่าเบื่อ ซึ่งความเหี้ยก็คือเราก็มิกล้าที่จะเบรคออกไปจากวงจรเหี้ยๆนี้อยู่ดี

ฉากจำ: ฉากดูทีวีคลอไปด้วยเพลง The Power of Love ที่จะทำให้การฟังเพลงนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โปรแกรมต่อไปคือการปิดไตรภาคแห่งความเลือดเย็นด้วย 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE

28/10/13 – Girl$ (Kenneth Bi/ HK/ 2010) –

โธ่ๆๆๆๆ กระหรี่ฮ่องกงก็พบวิบากกรรม

จริงๆเรา(คนเดียว)ไม่ค่อยได้เห็นหนังที่พูดถึงโสเภณีในฮ่องกงแบบที่จริงจังซักเท่าไหร่ พอมาเจอเรื่องนี้เลยอยากดูมากๆ แถมผู้กำกับคือคนเดียวกับที่กำกับ Rice Rhapsody หนังสิงคโปร์ที่เราชอบเมื่อหลายปีก่อน  ซึ่งการขายตัวในเรื่องนี้มาในรูปแบบที่เรียกว่า Paid Date ผ่านเครือข่ายออนไลน์ (ก็ขายตัวออนไลน์นั้นแหละ) อันประกอบไปด้วยสาว 4 นางที่เป็นตัวแทนแทบจะครอบคลุมความ stereotype ของผู้หญิงเลย ไล่เรียงตั้งแต่ทำเพื่อของแบรนด์เนม, ทำเพื่อคนรัก, ทำเพื่อคลายความเหงาหรือการทำเพื่อสนุก แต่ก็ไม่วายที่หนังกลับเลือกที่จะเพลย์เซฟ แถมยังคงติดอยู่ในวังวนดาษเดื่อนตามขนบตกยุคของอาชีพขายบริการที่เรามักพบเจอในหนังหรือสื่อกระแสหลักในสายธารของอาการหวาดกลัว แถมยังถูกครอบอีกชั้นด้วยวังวนตกยุคของแนวคิดความเป็นใหญ่ของเพศชาย เราจึงได้เห็นการลงทัณฑ์ตัวละครอันแสนง่อยเปลี้ยเสียขา เอาความคิดล้าหลังมาทำร้าย เอาเพศชายมาโบ๊ยตีแถมยังเอาโรคเอดส์มายัดใส่ ตลกสิ้นดี (และน่าตลกมากขึ้นที่เรายังได้เห็นการเล่นเรื่องโรคเอดส์แบบในหนังเรื่องนี้อยู่ในหนังยุคปัจจุบัน)

สรุปคือแม้เราจะได้เห็นหนังฮ่องกงที่ว่าถึงกระหรี่แบบตั้งใจ แต่มันก็ยังหนีไม่พ้นความคิดล้าหลังอยู่นั้นแล (พี่ไทยคงใจชื่นขึ้นนิด)

ปล. สำหรับใครที่จะถามว่าโป๊ไหม? ตอบเลยครับว่าโป๊ แต่มีโป๊แค่คนเดียวและเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดครับ (และเป็นคนไต้หวัน)

30/10/13 – Inside Story: Heaven’s Gate (Rachel Coughlan/ US/ 1997) – 3/5

สารคดีที่ว่าถึงเหตุการณ์การฆ่าตัวตายหมู่ 39 ศพของลัทธิ “ประตูสวรรค์” ในซานดิเอโก ลัทธิที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นลูกของมนุษย์ต่างดาวและโลกกำลังจะล่มสลาย ทางเดียวที่จะกลับบ้านเกิดได้คือการฆ่าตัวตายเพื่อให้มนุษย์ต่างดาวมารับเอาดวงวิญญาณไป

สารคดีพาเราไปพบกับวีดีโอสุดท้ายของกลุ่มที่ถ่ายทำก่อนการฆ่าตัวตายทั้งตัวเจ้าลัทธิกับความเชื่อของเขาพร้อมกับบรรดาคนในลัทธิอื่นๆที่มาพูดถึงความรู้สึกหน้ากล้อง พร้อมๆกับการไปสัมภาษณ์บรรดาคนในครอบครัวของคนในลัทธิกับการเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัวเมื่อเข้าสู่ลัทธิไปแล้ว

ข้อดีของหนังคือดูจบแล้วเราไม่กล้าที่จะตัดสินใดๆ แต่รู้สึกได้เลยว่ามนุษย์เราอ่อนแอเหลือเกิน

เดี๋ยวดูของ Jonestown ต่อที่ตายกันเป็นเบือ แล้วจบที่หนัง The Master

ดูสารคดีได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=-jHTZc5hGHE