กันยา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/09/13 – ตั้งวง (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2556) – 5++++/5

ปีที่แล้ว แต่เพียงผู้เดียว คือที่สุดของหนังไทยของเราและมาปีนี้ดูเหมือนหนังของคงเดชเรื่องนี้น่าจะติด 1 ใน 3 ของปีนี้แน่ๆ แม้รูปลักษณ์จะต่างกันมากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันสื่อสารกับเราได้โดยตรง จริงๆและแรงๆ!!

ไม่ซิ! เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้น่าจะสื่อสารกับคนไทยทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองอย่างเรา

ความพิเศษมากมายมหาศาลของตั้งวงคือการนำคนดูไปสำรวจที่ทางของ “ความเป็นไทย” ในทุกเลเยอร์ของสังคม ในทุกความเชื่อที่วิ่งวนอยู่รอบตัว มันไม่แปลกเลยหากว่าตอนที่ดูเราจะไหลเอื่อยไปกับหนังได้เรื่อยๆโดยไม่ได้เกาะเกี่ยวหรือคว้าจับประเด็นใดเป็นพิเศษ เหมือนว่าอะไรๆในหนังมันคือภาวะรอบตัวที่แสนปกติ แม้อยู่ตรงหน้าก็กลับมองไม่เห็นที่ซึ่งคือภาวะของเราเองขณะดูหนังเรื่องนี้ เราถูกแวดล้อมด้วยสิ่งคุ้นเคยในห้องมืดที่ตอนแรกแทบจะไม่ยักจะรู้สึกรู้สา จนหนังพาตัวละครไปรำแก้บนแล้วนั้นแหละถึงจะมาตื่นจากภวังค์แล้วย้อนกลับไปมองสิ่งที่ผ่านโสตต่างๆที่ได้สัมผัสรับรู้มา ก่อนจะได้อึ้งแดกแบกใบ้ นั่งช้ำในนิ่งๆให้เครดิตหนังผ่านตาแต่ไม่เข้าไปในสมอง

ยอมรับตามตรงว่าถึงตอนนี้เราก็ยังไม่สามารถรวบรวมความคิดในหนังเรื่องนี้ให้เป็นระเบียบได้เลย ทุกสิ่งอย่างในหนังที่ถือขึ้นมาพินิจมันสามารถมองได้มากกว่าด้านเดียวเกือบทั้งหมด(ที่คงต้องยกความดีความชอบนี้ให้ ผกก ไปเต็มๆ) หนังหลายเรื่องเมื่อจบแล้วเราได้คิดก็จริงแต่มันก็ไปใด้แค่จุดหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องนี้มันกลับสามารถแตกความคิด ความเชื่อหรืออะไรก็ตามแต่ได้เยอะมาก (อย่างน้อยก็ถึงตอนนี้) แล้วมันก็ยังสามารถนำมาหักล้างกันเองได้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นคิดไปเยอะๆก็จะยิ่งพบทางตันที่ไร้ทางออก แปลกประหลาดสิ้นดี (ไม่ใช่หนังแต่คือความคิดของเราเอง)

หนังที่ดูเผินเหมือนเหมือนเป็นหนังที่แสดงความเป็นไทยแบบ “ไทยๆ” แต่เอาเข้าจริงมันก็ตั้งคำถามว่าแล้วอะไรล่ะที่เราคิดว่ามันคือไทยแท้ๆ? และมันสำคัญขนาดไหนกันเชียว? แล้วเราอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีมัน? ก็ในเมื่อยองต้องไปเรียนสิงคโปร์(ที่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ) เจติดเกมและการ์ตูนญี่ปุ่น(อาจหมายรวมถึงหนัง AV) เอ็มเต้นโคเวอร์แดนซ์  เบสอยากได้ไม้ปิงปองดีๆจากต่างประเทศ นัทอยากมีผัวฝรั่งแล้วออกไปจากชีวิตที่เป็นอยู่ จนนำพาไปสู่คำถามว่าความเป็นไทยของเราคืออะไรกันแน่? แล้วมันต้องเข้มข้นแค่ไหนละเราจึงจะรู้สึกว่ามีมันอยู่แล้วชีวิตจะดี ก็ในเมื่อกูรำไทยแท้ๆยังมีคนมาปรามาสเลย (อย่างที่ยองบอกไว้ ประเทศไทยยังมีเอกราชจริงหรือ?)

แล้วไอ้ความเชื่อแบบไทยๆเราล่ะ? เราแยกได้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือวิทยาศาสตร์และอะไรคือไสยศาสตร์ แต่เราสามารถอยู่กับมันแบบแยกทั้งสองออกแบบน้ำกับน้ำมันได้ไหม? ความฝันอาจคือเรื่องของกระแสไฟฟ้าในสมอง พ่อปู่อาจเป็นแค่หุ่นปูนธรรมดาไม่มีฤทธาอะไรเลย จะด้วยเพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถช่วยได้หรือเพราะเราต้องการความสบายใจของตัวเราเองก็ตามแต่ วลี “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็เกิดขึ้นมาเป็นกะละมังใบใหญ่ครอบทับไว้อีกที มันทำให้เราอบอุ่นขึ้น สบายใจขึ้น ดังนั้นถามซ้ำอีกครั้ง เราอยู่โดยแยกทั้งสองอย่างนี่ออกจากกันได้ไหม? แล้วอย่างนี้แล้วการศึกษาจะมีประโยชน์อันใดเล่า?

การศึกษาบ้านเราหรือ? มันเป็นอย่างไรล่ะ? มันทำให้เราหลุดกรอบที่ว่านั้นได้ไหม? หรือจริงๆแล้วมันก็เป็นสิ่งคือกัน เรามีโครงสร้างแบบอำนาจนิยม มีอาจารย์ที่มองนักเรียนเป็นวัตถุแห่งความสำเร็จ เรารู้ เราเห็น แล้วเราทำอะไร? สมมุติว่าเราอยากขบถ ถ้าเราทำได้เราจะหลุดกรอบออกไปได้ไหม? ในเมื่อปัจจัยหลากหลายมันขึ้นอยู่กับคนอื่นมากกว่าตัวเราเอง นี่ไงเราเลยไปหาพ่อปู่ไง จากนั้นก็ไปหาที่เรียนเมืองนอกเมืองนาต่อไปหรือไม่ก็วิ่งเต้นหาทุนต่อไป หนีจากระบบเก่าเพื่อที่จะกลับมารองรับระบบเก่านั้นอีกที (กูคือประชากรที่มีคุณภาพนะ!)

แล้วการเมืองล่ะ? เป็นไปได้ไหมที่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมัน? มีเรื่องปากท้องใด อนาคตใด อุดมการณ์ใดหรือความเชื่อใดที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองบ้าง? เอาเข้าจริงเราก็พบว่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะด้วยตั้งใจหรือไม่เราก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแบบไม่มีข้อแม้ แถบบางทีเรายังใช้ประโยชน์จากมันโดยไม่รู้ตัว แน่นอนฉากหนึ่งที่ต้องมาร์คไว้ว่าเป็นฉากอันน่าตื่นเต้นที่สุดในโลกภาพยนตร์ไทยกระแสหลักคือฉากการตามหาพ่อของเบส ทุกอย่างในฉากนี้เรียกได้ว่าสุดยอดในทุกองค์ประกอบ ความเงียบและเสียงปืนคือความน่ากลัวอย่างที่สุด เป็นการเมืองที่เข้ามาสุ่ชีวิตแบบลืมไม่ลง แต่หลายคนกลับพร้อมจะลืมทันทีในวันถัดไปแห่ง Big Cleaning Day (กูขนลุกและเจ็บมาก)

อีกเรื่องที่เราอยากจดบันทึกและตั้งคำถามคือเรื่องความรุนแรงกับความต่างที่นอกเหนือจากภาพสะท้อนเหตุการณ์ทางการเมืองในหนังและอำนาจนิยมของการศึกษาว่าเราสามารถยอมรับความต่างได้แค่ไหนกัน หนังให้ตัวละครนัทเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ได้น่าคิดมากที่มาในรูปของการกระทำของเจหรือการพูดจาของเบส เป็นภาพเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของสังคมไทยได้ดีมาก ฉาก “เต้นให้จบ กูจ้างมึงมา” นี่คือมีดเย็นเฉียบที่กรีดใจ

สุดท้ายแล้วเราอยากบอกว่าอยากแปลกใจเลยหากว่าอ่านที่เขียนแล้วรู้สึกว่ามันก็วนไปวนมาอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร ก็เพราะจริงๆสมองของเราที่คิดถึงหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้  ซึ่งตัวหนังมันก็เป็นแบบนี้ มันเล่าเรื่องรอบตัวของเราที่เกี่ยวเนื่องกระทบชิ่งสะท้อนกันไปมา เล่าความเป็นไทยที่จริงแท้และยังคงอยู่ในโลกรอบกายเราอยู่

เรายังคงพยายาม “ตั้งวง” กันต่อไปในมือหนึ่ง และ “จีบมือ” หลบไว้ใต้พุงในอีกมือ ที่เมื่อถึงช่วงจังหวะหนึ่งก็สลับหน้าที่กันต่อไปไม่รู้จบ

02/09/13 – The Viral Factor (Dante Lam/ HK, China/ 2012) – 3/5

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือ เซียะถิงฟง และ ส่วนที่ไม่เวิร์คที่สุดคือ เจย์ โชว

หนัง ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ดราม่าครอบครัวก็อี๊ๆ ดีนะที่ได้พี่ เซียะถิงฟะมารองรับดราม่านี้ หวังพึ่งแต่น้อง เจย์ โชว อย่างเดียวหนังคงไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่า แดนเต้ แลม แล้ว รับประกันได้ว่ามันส์ซะใจเสมอ

02/09/13 – The Tower (Ji-hoon Kim/ South Korea/ 2012) – 1.5/5

มันมีทุกอย่างที่หนังมหันตภัยบล็อคบัสเตอร์มี อันนี้พูดถึงหนังมหันตภัยเมื่อสองทศวรรษก่อนนะที่เรื่องนี้มันไปขุดรากขึ้นมาล้างน้ำใหม่แล้วไปเซ็ตไว้ในตึกหรูๆสูงๆ มีพระเอกนักดับเพลิงสละชีพ (อวตารพี่วิลลิสจาก Armageddon เลย) มีนายทุน, ส.ส.และคุณนายเห็นแก่ตัว มีความรักระหว่างคู่รักและแม่ลูก มีความรักที่เกิดขึ้นในโศกนาฏกรรม มีเด็กน่ารักและหมาที่ทำให้ตายก็ไม่มีวันตาย เอาอะไรอีกดี ออ! อย่างน้อยเอ็ฟเฟกค์มันก็สมจริงดีแล้วก็ ซอนเยจิน ที่แม้จะบทไม่เอื้อแต่เราก็รักเธอ

03/09/13 – Switch (Jay Sun/ China/ 2013) – 0.5/5

     หนังสุดทุกทางจริงๆ กล่าวคือมันต่ำตมทุกทางจริงๆ ดูไปสงสารพี่หลิวไปที่มาอยู่ในหนังแบบนี้!!!!

จริงๆยอมรับว่าแปลกใจและประหลาดใจมากนะที่หนังมันขั้นสุดในทุกๆทางขนาดนี้ ขนาดตัวเราเองยังรู้สึกผิดนิดๆเลยว่ามันเป็นเพราะตัวกูเองหรือเปล่าว่ะที่ไม่รู้สึกรู้สากับหนังเอง (แต่ตอนนี้ก็ชัวร์แล้วแหละว่าไม่ใช่) อันจะขอกล่าวเป็นข้อๆดังนี้

1. ตัวเรื่อง: มันคือเรื่องราวการโจรกรรมงานศิลปะสามเศ้าของ จีน, อังกฤษและญี่ปุ่นที่ครอบคลุมไปในหลายประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น ไต้หวันและดูไบ แน่นอนพระเอกคือจีนที่มาในมาดของพี่หลิวสุดเทห์ แล้วให้อังกฤษสุดโลภคือตัวร้ายฝั่งตะวันตกตามขนบ ส่วนญี่ปุ่นคือตัวร้ายฝั่งตะวันออกที่ขับเคลื่อนด้วยปมเอดิปุส  อาหะ! อ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่านี่คือหนังการเมืองชัดๆใช่มะ! ซึ่งก็ตอบตรงๆว่าใช่แน่ๆ ภาพศิลปะในเรื่องคือตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน คือการรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง โดนมีอดีตผู้รุกรานทั้งสองมาเป็นหนามยอกอก โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นที่ในฉากต่อสู้ฉากหนึ่งถึงกับพากย์ว่า “ไอ้ลิงจีน” ด่าพี่หลิวกันเลยทีเดียว (แน่นอนไอ้คนพูดนั้นโดยอัดเละไปตามระเบียบ)

2. อาร์ตได: หากคุณชอบการจัดฉากหรือการดูหนัง 3D แบบ 2D อย่างใน Sex and Zen: Extreme Ecstasy หนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่องโปรดของคุณ ทุกองค์ประกอบของหนังคือแฟนตาซีแบบค้านและแยงตา(แถมส่วนใหญ่เป็นซีจีอีกตะหาก) ทั้งฉากแสงสีในไต้หวันเอย ฉากในร้านสไตร์จีนที่ทำให้นึกถึง Only God Forgives ในมุมที่ผ่อนคลายและตลกฉิบหายมากกว่าเอย หรือโดยเฉพาะกับคฤหาสน์ของตัวร้ายญี่ปุ่นที่ยังกับออกมาจากแหล่งกบดานของตัวร้ายในซีรี่ย์ขบวนการ 5 สี!!!

3. การตัดต่อ: หนังเรื่องนี้นับว่ามีการตัดต่อที่สุดขีดมาก คือพี่หลิวอาจหลีหญิงอยู่ในประเทศหนึ่งแต่อีกไม่เกิน 5 นาทีพี่หลิวก็สามารถใส่ชุดหนังลุยภารกิจได้เลยอีกประเทศหนึ่ง หรือพี่หลิวโดนยิงในฉากหนึ่ง ฉากต่อไปพี่หลิวก็วิ่งปรื๊อได้เลย!!! เป็นการ Jump Cut ที่สุดขีดมาก

4. ความเหวออื่นๆ: ใครที่ได้ดูคงต้องจำ 2 ฉากนี้ได้ติดตาคือ 1. การขับรถเข้าไปในโรงแรมที่ดูไบแล้วเหินไปชนกับแทกค์ปลาขนาดยักษ์ (เผื่อคิดไม่ออก มันยักษ์ขนาดสยามโอเชี่ยนเวิร์ลบ้านเราน่ะ) ชนแบบทะลุเข้าไปเลยแล้วฉากต่อมาเราก็เห็นคือพี่หลิวว่ายน้ำขึ้นไปบนผิวน้ำ!!! (และแน่นอนฉากต่อมาก็ตัดมาที่พี่หลิวขึ้นไปโผล่บนชั้นสูงๆของตึกแล้ว) และ 2. ฉากการดวลดาบในช่วงท้าย คือมึงจะฆ่ากันมึงยังอุตสาห์มาใส่ชุดฟันดาบ(ใส่หน้ากากเต็มฟอร์มเลยสัด) ยิ่งฉากการต่อสู้บนชั้นหนังสือนี่น่าจะสามารถยกให้เป็นฉากซูเปอร์คัลล์เสียสติแห่งปีได้เลย!!!! (และแน่นอนการตัดต่อฉากนี้สุดขีดมากเช่นกัน อย่างกับดูหนังเมื่อร้อยปีก่อนนู่นนนนนนนน)

5. ผู้หญิงในหนัง: จริงๆข้อนี้คือเหตุผลแรกที่เราไปดูเมื่อพิจารณาจากตัวอย่างหนัง (เหี้ยจริงๆกู) แล้วก็สมใจที่หนังอุดมไปด้วยอิสตรีมากมาย แต่! เกินกว่าครึ่งเราสามารถเรียกได้ว่าคือหุ่นยนต์เครื่องจักรไร้อารมณ์ อีกส่วนที่เหลือคือนางเอกทั้งสองก็มาในหุ่นและรูปโฉมที่เป๊ะมากกกกกก แต่ปัญหาคือความสวยของพวกเธอพอมาเจอความเยอะของหนังที่แต่งแม่งทุกอย่าง มันยิ่งกลับทำให้ทุกอย่างมันเลยเถิดไปหมดเลย หลิน จี้ หลิง กลายเป็น ไอซ์ อภิษฎา เวอร์ชั่นที่บิวส์หน้ามาแล้วในบัดดล จะมีรอดตัวหน่อยก็คือ จางจิ้งชู ที่ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุด

ทั้งหมดทั้งมวลพอหนังมันจบลงแล้ว(เสียที) เราจึงเพลียมากกกกก กูสวิตซ์ตัวเองไม่ทันจริงๆๆๆๆๆ

แล้วมันก็เป็นไปด้วยประการชะนี้แล…………..เอวัง………………….

04/09/13 – The Concubine (Dae-seung Kim/ South Korea/ 2012) – 5/5

จะยิ่งใหญ๋ในโลกา จิตใจเลือดเย็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องเสร้งเป็นและฉลาดพอด้วย….

สนุกเกิดคาดคิด จากที่คิดว่าหนังจะเน้นขายเซ็กซ์เพื่อใช้ในการช่วงชิงตำแหน่งแห่งที่ในวังหลวงสมัยโชซอน แต่เอาเข้าจริงมันกลับเป็นแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้นเองเพราะหลักใหญ่มันไปว่าด้วยเรื่องของความลุ่มหลง, การแก้แค้น, การเอาตัวรอด, อำนาจ, การแย่งชิงและการรักษามันไว้ด้วยวัตถุและปัจจัยที่มีในมือ จริงๆมันเป็นเรื่องไม่ใหม่เลยเพียงแต่ยอมรับว่าบทหนังมันดี มันพลิกโน่นนี่ในจังหวะที่เหมาะสมเลยทำให้การดูหนังเรื่องนี้สนุกมากและน่าติดตาม ประกอบกับงานสร้าง งานภาพหรือแม้แต่ดนตรีที่มักโผล่มาในจังหวะที่ใช่แทบทั้งสิ้น ชอบการปรับฉากให้เข้ากับการเคลื่อนกล้องที่ดูลื่นไหลและค่อยๆเผยสารบางอย่างออกมา (ไม่รู้ว่ามันเรียกรูปแบบเป็นทางการว่าอะไร) โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เป็นการเคลื่อนกล้องออกจากวังหลวงพร้อมกับตัวละครในรูปแบบของประติมากรรม Pieta

ลึกไปกว่านั้นเราชอบการให้ภาพสตรีในเรื่องเป็นการส่วนตัว มันก่ำกึ่งและไม่สามารถฟันธงได้ถึงความผิดชอบชั่วดี ทั้งภาพของแม่ ภาพของคนรัก ภาพของคนดิ้นรน ที่จำเป็นต้องปักธงเลือกในสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว

อนึ่งนางเอก  Jo Yeo Jeong สวยดีและแสดงดีมากๆ

06/09/13 – บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2551) – 5++++/5

ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้และอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดูจริงๆ

ถ้า ตั้งวง คือการตั้งคำถามกับความเป็นไทย หนังเรื่องนี้ก็คือซับเซ็ตหนึ่งของความเป็นไทยที่ว่าถึงสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่อาจเปิดเผยไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และแน่นอนเมื่อหนังจบ เราคนดูก็นั่งอึ้งแดกแบกใบ้ไปตามระเบียบ ระหว่างดูก็พยามคิดไปถึงบริบทของหนังทั้งตอนที่มันถ่ายทำ (ปี 49) และตอนโดนแบนการฉายในเวิร์ลฟิล์มปี 52 ว่าภาวะสังคมและการเมืองรวมไปถึงความคิดของคนในตอนนั้นเป็นเช่นไร? มันเป็นเรื่องน่าประณามยิ่งนักที่พอกลับมามองตัวเราเองในช่วงเวลานั้นก็พบว่าเราอ่อนด้อยต่อเรื่องราวต่างๆในสังคมและการเมืองไทยมากถึงมากที่สุด เราแทบไม่ได้สนใจการเมืองจริงๆเลย (แต่เกลียดทักษิณไปตามกระแสสังคมคนเมือง) รวมไปถึงเหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 47 อาจเพราะสิ่งที่เราได้เสพโดยสม่ำเสมอคือเรื่องราวด้านเดียวที่รัฐอยากให้เรารับรู้ สรุปจบให้เสร็จจะได้ไม่เกิดคำถามต่อมา ซึ่งนี่คือประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ที่ว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและการพยายามให้มันลอยหายไปกับสายลมแบบไม่หวนคืนกลับเหมือนหลากหลายประวัติศาสตร์ไทยที่เคยผ่านโดยสะท้อนผ่านเรื่องเล่าส่วนบุคคล

หนังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ ช่วงแรกคือบทสัมภาษณ์ถึงเรื่องชีวิตและความรักของชายคู่หนึ่งที่คนหนึ่งมาจากภาคใต้ อีกคนมาจากภาคอีสาน, ช่วงที่สองหนังเปลี่ยนการสัมภาษณ์ไปว่าด้วยเรื่องศาสนา(ในที่นี่คือมุสลิม)และการเมือง(ในยุคของทักษิณ) และจบด้วยช่วงสุดท้ายที่คือการนำเรื่องเล่าจากช่วงแรกมาให้ผู้เล่าสวมบทบาทซึ่งกันและกัน

มิติแรกของหนังที่เราจะได้พบตั้งแต่ชื่อหนังเลยคือเรื่องของการ(ถูก)กักขังของบางสิ่ง ทั้งจากภายนอกและภายใน ทั้งจากศาสนาที่ตนนับถือ จากความนึกคิดและรสนิยมส่วนบุคคล หรือแม้แต่จากสิ่งที่ไม่ต้องการให้ถูกเล่า ในที่นี้คือความเป็นเกย์และเหตุการณ์ที่ตากใบ ความเป็นเกย์ที่ถูกปกปิดเหมือนเหตุการณ์ตากใบที่ถูกปกปิด ความแปลกแยกจากความเชื่อหลักของสังคมกับการโดนกระทำของผู้คนที่ถูกป้ายสีว่า “โจรใต้” เป็นความต่างที่สะท้อนการเมืองและสังคมในการจัดการและปฏิบัติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมไปถึงขอบเขตของการกักกันนั้นภายใต้เรื่องเล่าที่ไม่ค่อยจะได้ถูกเล่า(จะด้วยเหตุผลการใดก็ตามแต่) ซึ่งหนังก็พูดถึงเรื่องนี้ในมิติถัดมา

มิติต่อมาคือการสร้างเรื่องเล่าให้เกิดขึ้น ให้มีตัวตน ให้ถูกบันทึกและจดจำ เหตุการณ์ของเรื่องเล่าในช่วงแรกถูกสร้าง(สมมุติ)ขึ้นมาให้ต่อหน้ากล้องในช่วงท้าย (น่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อหนังใช้เลนส์ตาปลาในการถ่ายช่วงนี้) สร้างการจดจำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เชกเช่นเดียวกับการนำเหตุการณ์ตากใบมาขึ้นจอเพื่อการบันทึกซ้ำไม่ให้ถูกลบเลือน (และจะยิ่งจดจำเมื่อมันถูกคลอไปด้วยเพลง แผลเป็น ของ YKPB) เป็นการสะท้อนต่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่มักผ่านแล้วก็ผ่านไปกลายเป็นการจดจำแบบปัจเจกที่ไม่ถูกพูดถึงอีก (กล่าวให้ถูกคือถูกกักกันไว้ไม่ให้ได้ถูกพูดถึงอีก) ซึ่งความย้อนแย้งอย่างที่สุดอย่างหนึ่งคือการแบนหนังเรื่องนี้มันกลับกลายเป็นตัวสะท้อนชั้นดีกับสิ่งที่หนังต้องการจะบอก

อีกเช่นกันที่เซ็กซ์ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการถูกกักกันในบริเวณที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเซ็กซ์ในรูปแบบใดก็ตาม เรามีเซ็กซ์ในที่รโหฐาน (แม้แต่การดูหนังโป๊) อันสะท้อนผ่านภาพ Extreme Close Up อันแสนอึดอัดในช่วงท้าย แต่น่าขันที่มันอาจเป็นไม่กี่สิ่งที่เราสามารถเรียกได้ว่ามีสุขกับการถูกกักกันนี้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามหนังจบด้วยการตั้งคำถามแค่ผู้ชมว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านตาไปทั้งหมดนั้นมันอาจเป็นได้แค่เพียงภาพสะท้อนเท่านั้น เอาเข้าจริงเราไม่อาจสามารถแก้ไขอะไรได้เลยจริงๆ เพราะเมื่อบทบาทของตัวละครจบลง ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่โหมดเดิม

“เป็นรอยแผล เป็นรอยช้ำ เป็นรอยดำ เป็นรอยคล้ำ คนที่ทำช่างใจดำ ช่างใจดำ คนใจร้าย ช่างแสบจริงๆนะเธอ…..”

08/09/13 – Neon Flesh (Paco Cabezas/ Spain, France, Sweden, Argentina/ 2010) – 2.5/5

เมื่อสเปนอยากมีหนังอย่าง Lock, Stock หรือ Snatch กับเขาบ้าง แต่เสียใจที่ทำได้เพียงเอาผิวนอกของหนังพี่กายริชชี่จากอักกฤษออกมาเพียวผิวๆเท่านั้น สไตร์ของหนังนี่พอถูไถได้ แต่เรื่องบทนี่แม้ว่าจะ wannabe ขนาดไหนมันก็ยังเทียบกันไม่ได้ แต่เอาน่ะ อย่างน้อยหนังดูเพลินทีเดียว ดาร์คดีด้วยอันว่าลูกชายที่ต้องการเปิดซ่องเป็นของขวัญให้แม่ตอนออกจากคุก แต่แม่เสือกเป็นอัลไซเมอร์!!!

หนังมันมีพูดถึงเรื่องการเอาตัวรอดด้วยแต่เสียดายที่มันไม่กล้าไปให้สุดทางไม่งั้นเราคงชอบหนังมากกว่านี้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้มันเลยทำให้หนังดร๊อปลงไปเยอะมากเมื่อหนังจบ

10/09/13 – Hard Ticket To Hawaii (Andy Sidaris/ US/ 1987) – 3.5/5

     “อีเหี้ย!” คือคำอุทานที่หลุดปากบ่อยๆตอนดูหนังเรื่องนี้ แน่นอนมันคือคำชื่นชมในความบ้าบิ่นของมัน ขออีกทีเถอะ! “อีเหี้ย!”

หากมองในเรื่องคุณภาพในทุกด้าน แน่นอนมันไม่เฉียดใกล้กับคำว่าคุณภาพเลยซักด้าน แต่หากมองหาความบันเทิง ยินดีด้วยที่หนังเรื่องนี้มีให้คุณแบบล้นทะลัก คัลล์แบบไม่บันยะบันยัง เมานมกันไปข้างพร้อมกับการได้อุทานแบบที่กูเป็นบ่อยๆ เอาแค่มีงูยักษ์มาเกี่ยว มีปืนบาซูก้ามาข้อง มีตัวร้ายโชว์พาวเล่นสเก๊ตแบบตีลังกา มีจานร่อนใบมีดโกน แค่นี้ก็หลายเหี้ยแล้ว อีเหี้ย!!!

อยากรู้อะไรเพิ่มเติมไปอ่านเอาที่นี่ (แค่เห็นภาพก็รู้แล้วว่าหนังของกูแน่ๆ) https://www.facebook.com/notes/chanchana-khan/5-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9-hard-ticket-to-hawaii-1987/10151595857924162   กราบขอบพระคุณ Chanchana Khan สำหรับการแนะนำ ^^

12/09/13 – Soi Cowboy (Thomas Clay/UK, Thailand/ 2008) – 4/5

ผู้กำกับคงต้องได้รับอิทธิพลมาจากหนังของพี่เจ้ย อภิชาติพงษ์ มาแน่ๆไม่มากก็น้อย ใช้การเคลื่อนกล้องแต่น้อยที่ถ้าไม่นิ่งไปเลยก็ใช้ดอลลี่ช้าๆ การเล่าเรื่องที่แยกเป็น 2 พาร์ทโดยใช้พล๊อตหลักเดียวกันแต่เล่าเรื่องต่างกันเพื่อสะท้อนภาพแก่กันและกัน โอเคล่ะมันอาจไม่ได้เป็นของใหม่อะไร แต่มันก็มีส่วนน่าสนใจอยู่

ในพาร์ทแรกเป็นการถ่ายแบบเป็นขาว-ดำบันทึกชีวิตคู่รักสามัญทั่วไป(ที่เกือบจะเป็นแบบเรียลไทม์)ชีวิตรักระหว่างผู้กำกับชาวอังกฤษกับสาวบาร์ท้องโตอันเรียบง่ายกับกิจวัตรประจำวันทั่วไป ซื้อของให้กันหรือไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนพาร์ตหลังถ่ายเป็นหนังสีว่าด้วยน้องชายของสาวบาร์ท้องโตกับการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปทำภารกิจที่ได้รับการว่าจ้าง

มองอย่างง่ายสุดทั้งสองพาร์ทมันคือภาพฝันกับความเป็นจริงโดยมีเงินแสนห้าเป็นจุดเชื่อมหลัก กล่าวคือในพาร์ตแรกคือภาพฝันของสาวต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานกลางคืนในเมือง หนังไม่ได้บอกว่าเธอฝันอยากมีสามีเป็นช่าวต่างชาติหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือเธอฝันต้องการแต่งงานแล้วไปอยู่ต่างประเทศด้วยสินสอดแสนห้า ส่วนพาร์ตหลังคือด้านกลับในความเป็นจริงที่เงินแสนห้าที่เธออาจจะได้นั้นมันไม่ได้งดงามและง่ายอย่างที่คิด สุดท้ายแล้วคนที่ได้เงินจริงๆได้ฝันจริงๆกลับไม่ใช่เธอ มันเลยกลายเป็นว่าภาพฝันกับภาพจริงกลายเป็นภาพเดียวกัน ต่างกันแค่มุมที่มอง

มันน่าสนใจเหมือนกันที่ผู้กำกับเป็นคนต่างชาติแต่มุมมองของหนังมันดูเข้าใจคนไทยดีจัง มันไม่ทำให้ไทยมันดูเอ็กซ์โซติก แถมทำลายทัศนคติมุมมองของไทยกับต่างชาติ อาทิถ้าเห็นมึงซื้อหนัง เราก็คิดว่ามึงต้องซื้อหนังโป๊แน่ๆ หรือถ้ากูเห็นมือซื้อไวอาก้าก็คิดว่ามึงต้องไปตีกระหรี่แน่เลยอะไรแบบนี้ แต่หนังกลับทวิสซ์มุมมองแบบนี้ไปอีกด้านนึงเลย แถมไปสุดกู่ด้วยไปซื้อตุ๊กตากับสร้อยให้แฟนด้วยอีกตะหาก พาไปเที่ยว กินข้าว ถ่ายรูปแลดูมีความสุข มันแปลกดีแม้จะเป็นส่วนของภาพฝันแต่ก็เป็นภาพฝันในมุมที่ไทยมากๆ แล้วพอหนังพาเข้าสู่ภาพจริง เข้าสู่โลกในทัศนคติแรกเริ่มก่อนดูของเราจริงๆ มันกลับทำให้เราสะอึกและเจ็บแสบอย่างประหลาด เหมือนกับตัวละครที่ฝันจะได้แสนห้าแล้วก็ไม่ได้นั้นแล

แต่ก็แหละ หรือจริงๆผุ้กำกับไม่ได้มองในมุมที่ว่าไว้เลยก็เป็นได้ มันอาจเป็นมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้เพราะหนังก็ไม่ได้บอกว่าหญิงสาวรักกับชาวต่างชาติคนนี้จริงๆ (จากฉากบนเตียง) เป็นเพียงแค่การโดนหลอกแดกและแก้แค้นคืนในช่วงท้าย

มันเลยกลายเป็นภาพจริงและภาพฝันที่สะท้อนกับไปมาในสองมุมมอง

อนึ่ง นี่เป็นชุดความคิดด้านเดียวของเราคนเดียวโดยประมวลจากสิ่งที่เคยได้ยินมาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆอาจไม่ใช่เลยก็ได้

ปล1. ไปอ่านเจอมาว่าในความเป็นจริงแล้วสาวไทยไม่เคยขอค่าสินสอดกับผู้สมรสต่ำแค่แสนห้า เค้าขอกัน 7 หลัก แต่จริงเท็จหรือเปล่านี่ไม่ทราบจริงๆ

ปล2. หนังมีฉากเหวอประปรายทั้งฉากเถียงกันในร้านอาหาร, ฉากตุ๊กๆในต่างจังหวัดหรือจากบาร์ในช่วงท้าย

ปล3. กำลังคิดถึงการหายไปในเมืองเก่าอยุธยาของคู่รักในเรื่อง

13/09/13 – การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ ตอน ปฐมนิเทศแห่งความตาย (เมษ ยิ้มสมบูรณ์/ ไทย/ 2555) – 3/5

     ในนามของคนที่ไม่ได้อ่านงานต้นฉบับทั้งแบบนิยายและการ์ตูน และยังไม่เคยดูหนังมนุษย์พลังวิเศษแบบไทยๆอย่าง มนุษย์เหล็กไหล หรือ โอปะปาติกะ เราพบว่าหนังเรื่องนี้ไม่เลวเลยทีเดียว โอเคแหละแม้ว่ามันจะมีกลิ่นการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่บ้าง มีความขรุขระในตัวเรื่องอยู่บ้าง แต่เราก็พบว่ามันเอาเรื่องไสยศาสตร์แบบไทยๆเข้าไปประยุกค์ได้ดีเลยล่ะ ไม่เวิ้นเว้อดี แถมเเอฟเฟ็กค์ก็เจ๋งจริงอันนี้ขอชื่นชมจากใจเลย

     แล้วจริงๆไอ้พวกตัวละครพวกนี้ถ้ามันเล่นเยอะไปเพียงนิดเดียวมันจะเหี้ยทันทีเลยนะในสายตาของเราเพราะมันไม่เหมือนกับการอ่านการ์ตูนที่เป็นภาพนิ่งๆแล้วสร้างแอ็คชั่นด้วยการเปลี่ยนภาพนิ่งนั้นอีกทีจากกนั้นการเคลื่อนไหวก็ไปปรากฏอยู่ในสมองในแบบที่เราใส่เหตุผลส่วนตัวในการเคลื่อนไหวหรือการพูดนั้นๆเข้าไปแล้ว แต่เรื่องนี้เราพบว่าตัวละครแต่ละตัวมันแสดงได้ดีจัง การพูดการจา แอ็คชั่นมันดูดีจัง มันไม่เยอะ (จะเว้นอย่างเดียวก็คงเป็นเสียงนางเอกที่แสบหูจัง ฮา)

อนึ่ง ไม่มีความรู้ใดๆมาก่อนเลยกับงานสร้างและความเป็นมาของการทำหนังเรื่องนี้ มารู้ก็ตอนก่อนหนังจะเข้าเรื่องนั้นแหละ ดีใจและน่าสนใจมากที่ได้เห็นการผลักดันหนังซักเรื่องโดยกลุ่มแฟนคลับที่เคยแต่อ่านเจอในงานต่างประเทศ เห็นว่าจะมีภาคสอง ก็รอติดตามต่อไป

14/09/13 – Wu Xia (Peter Chan/ HK, China/ 2011) – 4/5

     ปีเตอร์ ชาน แม่งเก่งอะ ทำหนังรักก็ดี ทำหนังกังฟูก็เยี่ยม สนุกและเพลิดเพลินมาก หนังสนองตอบความต้องการส่วนตัวเราได้ดีจริงๆเพราะมันมีทั้งประเด็นดีๆและบู๊มันส์ๆ ครึ่งแรกหนังเดินตามทางของหนังสายลับสืบสวนที่ไปว่ากันถึงความสำคัญของกฏหมายและการรับใช้มันที่มีผลต่อเรื่องมนุษยธรรมและการกลับตัว มันคือคู่ขัดแย้งที่จะว่าไปมันก็คือเรื่องสากลที่หนังก็ไม่ได้ฟันธงใดๆแต่กลับไปพลิกเรื่องไปอีกแบบด้วยการไปบู๊สะบั้นในครึ่งหลังที่คู่ขัดแย้งเปลี่ยนมาเป็นคู่พ่อ-ลูกแทน มันก็น่าคิดเหมือนกันว่าการที่กฏหมายกับมนุษยธรรมมาจับมือร่วมกันปราบเหล่าร้าย(ที่เป็นพ่อของตัวเอง)นั้นเราสามารถมองในมุมของบริบทของจีนกับฮ่องกงได้หรือเปล่า? มันดูเหมือนจะกล่าวชมจีนในครึ่งแรก (กฏหมายที่โอนอ่อนต่อมนุษย์ธรรม) แต่กลับตบหน้าจีนในครึ่งหลัง (กฏหมายที่อัดจีนเองด้วยเหตุผลแห่งมนุษยธรรม)

แต่จะอย่างไรก็ตาม ถั่ง เหว่ย คือที่สุดของหนัง เราชอบสายตากับหน้าตาบ้านๆของเธอจัง มันดูมีชีวิตมากกกกกกกกกกกกก

14/09/13 – Flowers (Norihiro Koizumi/ Japan/ 2010) – 3.5/5

หนังรวมดาวซูเปอร์สตาร์สาวญี่ปุ่นหลากรุ่นทั้ง ยู อาโออิ, เรนะ ทานากะ, เรียวโกะ ฮิโรซูเอะ หรือแม้แต่ ยูโกะ ทาเคอูชิ อันว่าด้วยชีวิตของเหล่าอิสตรีชาวญี่ปุ่นใน 3 ยุค จากยุค ’30 มา ’60 จนถึงปัจจุบัน แต่ใช้การเล่าแบบไม่เรียงลำดับเวลาเพื่อผลแห่งการเล่าเรื่องและถ่ายทอดอารมณ์ของหนัง หนังมันพูดถึงวิบากกรรมของสตรีญี่่ปุ่นในทุกยุคทุกสมัย ทั้งการโดนบังคับแต่งงาน, การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อไปสู่มาตราฐานของสังคม, ความเศร้าของแม่หม้ายหรือการเป็นซิงเกิ้ลมัม แต่สุดท้ายหนังก็ยังคงก้าวไม่พ้นวาทกรรมชายเป็นใหญ่ที่ครอบคลุมญี่ปุ่นอยู่ร่ำไปได้อยู่ดี (แน่นอนเราไม่ได้เอาบริบทของญี่ปุ่นจริงๆมาจับแน่ๆ ไม่สามารถๆ)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนังจะไม่ได้กระแทกใจเราได้มากอย่างที่หวังไว้ (จริงๆถ้าเราได้ดูช่วงประมาณ Be with You เข้าฉายเราอาจจะชอบมากๆ) แต่หนังนั้นก็สวยมากๆ สวยทั้งภาพ ทั้งเพลงและแง่งามอื่นๆรอบๆตัวละครทั้งความเป็นครอบครัวและภาวะภายในของตัวละครที่เราสัมผัสและรู้สึกได้

ดูบรรดานางเอกสวยๆ เรื่องสวยๆ ภาพสวยๆ ก็คุ้มแล้วล่ะ

21/09/13 – Not a Love Story: A Film About Pornography (Bonnie Sherr Klein/ Canada/ 1981) – 2.5/5

ไหนๆก็ตามดูสารคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังโป๊ในอเมริกายุคปัจจุบันมาหลายเรื่องแล้ว เลยลองมาดูหนังที่ว่าในเรื่องเดียวกันแต่ย้อนกลับไปสามสิบกว่าปีก่อนดูบ้าง เป็นสารคดีจากแคนาดาที่ว่ากันว่าคือหนังเรื่องแรกๆที่พูกถึงการแอนตี้อุตสาหกรรมลามกที่ถูกสร้างและออกฉาย มันพูดถึงยุคที่(น่าจะ)เสรีในเรื่องเพศมากกว่าในบริบทอันแตกต่างมากกว่าในปัจจุบัน พูดให้ถูกคือเป็นยุคที่หนังสือโป๊และสื่อทางเพศต่างๆเฟื่องฟูและทำเงินมหาศาล (ในขณะที่เพนเฮ้าส์กำลังจะล้มละลายแล้วในตอนนี้) และด้วยการที่หนังสร้างโดยผู้กำกับหญิงนักทำหนังเฟมินิสต์ ประเด็นหลักของมันเลยไปว่าถึงการปกป้องการต่อสู้ต่อเพศหญิงและการเป็นผู้ถูกกระทำในอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ มันน่าเศร้าเหมือนกันที่การต่อสู้นี้ก็ยังไม่ถึงกับประสมความสำเร็จแม้ในปัจจุบัน (จากข่าวดาราหนังโป๊เรียกร้องอุตสาหรรมเพราะติดเอดส์จากการเล่นหนัง) และจากการดูและสังเกต เราพบว่าบริบทในยุคนั้นยังมีความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ที่เข้มข้นอยู่มาก (ผู้สัมภาษณ์คนหนึ่งถึงกับพูดว่า ผู้ชายไม่ต้องการให้ผู้หญิงขึ้นมาเท่าเทียม) ผู้หญิงเลยถูกกระทำไม่ต่างจากวัตถุด้วยการแสดงโชว์ต่างๆที่สวิงสวายแบบที่เราไม่เคยคิดฝัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้สร้างมีประเด็นที่อยู่ในใจอยู่ประเด็นเดียวและพยายามยัดมันใส่เข้าไป(โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ)เราจึงไม่ได้เห็นความหลากหลายและความคิดเห็นอื่นเพื่อสะท้อนมุมอื่นๆบ้าง มันเลยกลายเป็นงานที่ไม่ค่อยเคลื่อนอะไรผู้ดูอย่างเราซักเท่าไหร่ (ซึ่งมันน่าจะเพราะเราเอาสายตาและบริบทในปัจจุบันไปจับเองมากกว่า คือถ้าคิดถึงตอนที่หนังเข้าฉายมันคงรุนแรงทีเดียว)

สามารถดูหนังได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=ANQ3SINqnMk&bpctr=1379751034

ปล. ดูแบบไม่มีซับซึ่งความเข้าใจอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้างแน่ๆ

22/09/13 – The Croods (Kirk De Micco, Chris Sanders/ US/ 2013) – 3.5/5

     สนุกสนานเฮฮาขนาด มันมีทุกอย่างที่ทำให้อดหลงรักไม่ได้ ทั้งตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ ตัวเรื่องจับใจด้วยประเด็นครอบครัวที่เข้าถึงคนหมู่มากได้แน่ๆ รวมไปถึงการเล่นกับความเป็นยุคหิน, การค้นพบสิ่งใหม่และพัฒนาการได้สนุกมากๆ จะติดอยู่อย่างด้วยความคิดมากของเราเองก็คือเรื่องของความรักที่ถูกทำให้โรแมนติกผิดยุค ทำเอาขัดใจพอควรแต่ก็พอเข้าใจได้

24/09/13 – ตัวกู-ของกู (สันติ แต้พานิช/ ไทย/ 2551) –  3/5

ถ้าได้ดูตอนรุ่นๆก็คงไฟลุก แต่มาดูเอาตอนนี้มันเลยเฉยๆกับสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินอยู่แล้วบ่อยๆในเรื่องการพัฒนาตนเอง ความฝัน การลงมือทำบลาๆๆๆ แต่ชอบนะในแนวความคิดของแต่ละคนที่มีต่ออาชีพของตัวเองที่มาเล่าให้คนดูฟังตั้งแต่จุดเริ่มต้น อุปสรรค แนวคิด การดำเนินการจนมายืนอยู่ได้ในจุดปัจจุบัน แลเห็นบุคลิกเด่นในแต่ละงานดี

แต่ที่ชอบที่สุดคือโฆษณาโทนาฟในตำนานที่หนังเอามาใส่ไว้ก่อนเริ่มเรื่องกับคั่นอยู่กลางเรื่อง มันดูเหมาะเจาะแบบประหลาดๆดี

25/09/13 – Robotrix (Jamie Luk Kin-ming/ HK/ 1991) – 3/5

ฉันรักหนัง CAT III ฮ่องกงยุค 80-90 จังเลย หลงรักความเชยเฉิ่ม ความคัลล์และแวดล้อมของหนังแต่ละเรื่องแต่ละ genre จังเลย เดือนหน้าไปฮ่องกงไปขนหนังพวกนี้มาดีกว่า หุหุ

เรื่องนี้มันเป็นหนังไซ-ไฟแนวคนเหล็กหรือโรโบค๊อปเพียงแต่เปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง แน่นอนมันเซ็กซ์ซี่สนั่นหวั่นไหวตามสูตร แต่ความเด่นจริงๆของมันคือความคัลล์ไม่บันยะบันยัง ทั้งความไม่สมจริงใดๆเลยในความเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่อง (ฉากที่คัลล์สุดคือการเอาดวงตาของคนตายมาดูภาพสุดท้ายที่ดวงตานั้นมองเห็น อืมมม) หรือบทจะโหดก็เล่นโหดแบบสุดๆไปซะเฉยๆเลย(คืออยู่ดีๆก็มีเลือดพุ่งมาอย่างไม่คาดคิด) แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่เป็นหนังแอ็คชั่นที่เยี่ยมกู๊ด ฉากแอ็คชั่นหรือคิวบู๊นี่คิดออกมาได้ดีน่าชมเชยแบบฟุดๆ สนุกมากกกก

มีอยุ่ 2 เรื่องที่อยากจะบันทึกไว้

1. การร่วมร่างกันระหว่ามนุษย์กับเครื่องจักรในเรื่องนี้มันยังไม่มีการใช้คำว่า ไซบอร์ก เลย ทั้งๆไอ้คำๆนี้มีมานานแล้ว แต่อาจเป็นได้ว่ามันเพิ่งมาเริ่มใช้กันแพร่หลายก็หลังปี 2000 นี่เอง

2. ฉากการต่อสู่ของหุ่นยนต์หุ่นยนต์อเมริกันกับหุ่นยนต์เยอรมัน ที่หุ่นอเมริกันชนะแต่ระบบภายในเสือกเออเร่อเลยทำให้เสียสติทำลายแม่งทุกอย่าง โชคดีที่มีหุ่นของฮ่องกงมาช่วยไว้ ฮ่องกงในยุคที่ยังอยู่ในครอบครองของอังกฤษ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของชีคแห่งโลกอาหรับและมีตัวร้ายเป็นญี่ปุ่น…..แม่ง! การเมืองชัวร์ๆ คิดๆแล้วก็สนุกดี

30/09/13 – 30+ โสด on sale (พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร/ ไทย/ 2554) – 1/5

เพิ่งมานึกได้ว่าดูหนังเรื่องนี้เมื่อสองวันที่แล้ว จำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่รู้ว่าหนังเห่ยบรม ความรู้สึกแรกคือความรู้สึกของผู้ชายที่ไม่ได้เข้าใจผู้หญิงเลยแต่ดันอยากนำเสนอมันออกมา เราก็เลยได้เห็นความประโลมโลกแบบแหกวงโคจรเกินเหนี่ยวรั้ง ประการที่สองคือพอมองหนังแบบคนเมืองในหนังก็พบว่ามันตอแหลจังเลย รักแท้ชนะทุกสิ่ง พรหมลิขิต บลาๆๆๆ สร้างฝันฝุ้งๆแบบเทพนิยายตกยุค ส่วนสุดท้ายเราไม่เห็นอะไรที่มันเกี่ยวกับหญิง 30+ เลยซักนิด แม่งก็คือเรื่องรักสามเศ้าอี๊ๆอีกเรื่องหนึ่ง แค่นั้น

ปล. เรื่องก่อนที่เห็นเป้คือ เค้าเรียกผมว่าความรัก พอมาเจอเรื่องนี้อีกเริ่มหมดความหวังๆ

Advertisements

One comment

  1. ได้ดู เรื่องเดียวคือ Wu Xia ซึ่งชอบมากๆครับ

    ปล. ผมเป็นเพื่อนใน facebook กับคุณเมษ ผู้กำกับการิน จึงได้เห็นเบื้องหลังงานสร้างใน page อยู่บ่อยๆ นับว่าทุ่มเท่และตั้งใจมากครับกับเรื่องนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s