บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน: เรื่องเล่าที่ไม่ยอมให้ถูกกัก

บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2551)

thisareaisunderquarantine2

ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้และอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดูจริงๆ

ถ้า ตั้งวง คือการตั้งคำถามกับความเป็นไทย หนังเรื่องนี้ก็คือซับเซ็ตหนึ่งของความเป็นไทยที่ว่าถึงสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่อาจเปิดเผยไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และแน่นอนเมื่อหนังจบ เราคนดูก็นั่งอึ้งแดกแบกใบ้ไปตามระเบียบ ระหว่างดูก็พยามคิดไปถึงบริบทของหนังทั้งตอนที่มันถ่ายทำ (ปี 49) และตอนโดนแบนการฉายในเวิร์ลฟิล์มปี 52 ว่าภาวะสังคมและการเมืองรวมไปถึงความคิดของคนในตอนนั้นเป็นเช่นไร? มันเป็นเรื่องน่าประณามยิ่งนักที่พอกลับมามองตัวเราเองในช่วงเวลานั้นก็พบว่าเราอ่อนด้อยต่อเรื่องราวต่างๆในสังคมและการเมืองไทยมากถึงมากที่สุด เราแทบไม่ได้สนใจการเมืองจริงๆเลย (แต่เกลียดทักษิณไปตามกระแสสังคมคนเมือง) รวมไปถึงเหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 47 อาจเพราะสิ่งที่เราได้เสพโดยสม่ำเสมอคือเรื่องราวด้านเดียวที่รัฐอยากให้เรารับรู้ สรุปจบให้เสร็จจะได้ไม่เกิดคำถามต่อมา ซึ่งนี่คือประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ที่ว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและการพยายามให้มันลอยหายไปกับสายลมแบบไม่หวนคืนกลับเหมือนหลากหลายประวัติศาสตร์ไทยที่เคยผ่านโดยสะท้อนผ่านเรื่องเล่าส่วนบุคคล

หนังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ ช่วงแรกคือบทสัมภาษณ์ถึงเรื่องชีวิตและความรักของชายคู่หนึ่งที่คนหนึ่งมาจากภาคใต้ อีกคนมาจากภาคอีสาน, ช่วงที่สองหนังเปลี่ยนการสัมภาษณ์ไปว่าด้วยเรื่องศาสนา(ในที่นี่คือมุสลิม)และการเมือง(ในยุคของทักษิณ) และจบด้วยช่วงสุดท้ายที่คือการนำเรื่องเล่าจากช่วงแรกมาให้ผู้เล่าสวมบทบาทซึ่งกันและกัน

มิติแรกของหนังที่เราจะได้พบตั้งแต่ชื่อหนังเลยคือเรื่องของการ(ถูก)กักขังของบางสิ่ง ทั้งจากภายนอกและภายใน ทั้งจากศาสนาที่ตนนับถือ จากความนึกคิดและรสนิยมส่วนบุคคล หรือแม้แต่จากสิ่งที่ไม่ต้องการให้ถูกเล่า ในที่นี้คือความเป็นเกย์และเหตุการณ์ที่ตากใบ ความเป็นเกย์ที่ถูกปกปิดเหมือนเหตุการณ์ตากใบที่ถูกปกปิด ความแปลกแยกจากความเชื่อหลักของสังคมกับการโดนกระทำของผู้คนที่ถูกป้ายสีว่า “โจรใต้” เป็นความต่างที่สะท้อนการเมืองและสังคมในการจัดการและปฏิบัติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมไปถึงขอบเขตของการกักกันนั้นภายใต้เรื่องเล่าที่ไม่ค่อยจะได้ถูกเล่า(จะด้วยเหตุผลการใดก็ตามแต่) ซึ่งหนังก็พูดถึงเรื่องนี้ในมิติถัดมา

มิติต่อมาคือการสร้างเรื่องเล่าให้เกิดขึ้น ให้มีตัวตน ให้ถูกบันทึกและจดจำ เหตุการณ์ของเรื่องเล่าในช่วงแรกถูกสร้าง(สมมุติ)ขึ้นมาให้ต่อหน้ากล้องในช่วงท้าย (น่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อหนังใช้เลนส์ตาปลาในการถ่ายช่วงนี้) สร้างการจดจำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เชกเช่นเดียวกับการนำเหตุการณ์ตากใบมาขึ้นจอเพื่อการบันทึกซ้ำไม่ให้ถูกลบเลือน (และจะยิ่งจดจำเมื่อมันถูกคลอไปด้วยเพลง แผลเป็น ของ YKPB) เป็นการสะท้อนต่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่มักผ่านแล้วก็ผ่านไปกลายเป็นการจดจำแบบปัจเจกที่ไม่ถูกพูดถึงอีก (กล่าวให้ถูกคือถูกกักกันไว้ไม่ให้ได้ถูกพูดถึงอีก) ซึ่งความย้อนแย้งอย่างที่สุดอย่างหนึ่งคือการแบนหนังเรื่องนี้มันกลับกลายเป็นตัวสะท้อนชั้นดีกับสิ่งที่หนังต้องการจะบอก

อีกเช่นกันที่เซ็กซ์ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการถูกกักกันในบริเวณที่กำหนด
ไม่ว่าจะเป็นเซ็กซ์ในรูปแบบใดก็ตาม เรามีเซ็กซ์ในที่รโหฐาน (แม้แต่การดูหนังโป๊) อันสะท้อนผ่านภาพ Extreme Close Up อันแสนอึดอัดในช่วงท้าย แต่น่าขันที่มันอาจเป็นไม่กี่สิ่งที่เราสามารถเรียกได้ว่ามีสุขกับการถูกกักกันนี้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามหนังจบด้วยการตั้งคำถามแค่ผู้ชมว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านตาไปทั้งหมดนั้นมันอาจเป็นได้แค่เพียงภาพสะท้อนเท่านั้น เอาเข้าจริงเราไม่อาจสามารถแก้ไขอะไรได้เลยจริงๆ เพราะเมื่อบทบาทของตัวละครจบลง ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่โหมดเดิม

“เป็นรอยแผล เป็นรอยช้ำ เป็นรอยดำ เป็นรอยคล้ำ คนที่ทำช่างใจดำ ช่างใจดำ คนใจร้าย ช่างแสบจริงๆนะเธอ…..”

5++++/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s