ตั้งวง: สับสนในความเป็นไทย

ตั้งวง (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2556)

ปีที่แล้ว แต่เพียงผู้เดียว คือที่สุดของหนังไทยของเราและมาปีนี้ดูเหมือนหนังของคงเดชเรื่องนี้น่าจะติด 1 ใน 3 ของปีนี้แน่ๆ แม้รูปลักษณ์จะต่างกันมากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันสื่อสารกับเราได้โดยตรง จริงๆและแรงๆ!!

ไม่ซิ! เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้น่าจะสื่อสารกับคนไทยทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองอย่างเรา

ความพิเศษมากมายมหาศาลของตั้งวงคือการนำคนดูไปสำรวจที่ทางของ “ความเป็นไทย” ในทุกเลเยอร์ของสังคม ในทุกความเชื่อที่วิ่งวนอยู่รอบตัว มันไม่แปลกเลยหากว่าตอนที่ดูเราจะไหลเอื่อยไปกับหนังได้เรื่อยๆโดยไม่ได้เกาะเกี่ยวหรือคว้าจับประเด็นใดเป็นพิเศษ เหมือนว่าอะไรๆในหนังมันคือภาวะรอบตัวที่แสนปกติ แม้อยู่ตรงหน้าก็กลับมองไม่เห็นที่ซึ่งคือภาวะของเราเองขณะดูหนังเรื่องนี้ เราถูกแวดล้อมด้วยสิ่งคุ้นเคยในห้องมืดที่ตอนแรกแทบจะไม่ยักจะรู้สึกรู้สา จนหนังพาตัวละครไปรำแก้บนแล้วนั้นแหละถึงจะมาตื่นจากภวังค์แล้วย้อนกลับไปมองสิ่งที่ผ่านโสตต่างๆที่ได้สัมผัสรับรู้มา ก่อนจะได้อึ้งแดกแบกใบ้ นั่งช้ำในนิ่งๆให้เครดิตหนังผ่านตาแต่ไม่เข้าไปในสมอง

ยอมรับตามตรงว่าถึงตอนนี้เราก็ยังไม่สามารถรวบรวมความคิดในหนังเรื่องนี้ให้เป็นระเบียบได้เลย ทุกสิ่งอย่างในหนังที่ถือขึ้นมาพินิจมันสามารถมองได้มากกว่าด้านเดียวเกือบทั้งหมด(ที่คงต้องยกความดีความชอบนี้ให้ ผกก ไปเต็มๆ) หนังหลายเรื่องเมื่อจบแล้วเราได้คิดก็จริงแต่มันก็ไปใด้แค่จุดหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องนี้มันกลับสามารถแตกความคิด ความเชื่อหรืออะไรก็ตามแต่ได้เยอะมาก (อย่างน้อยก็ถึงตอนนี้) แล้วมันก็ยังสามารถนำมาหักล้างกันเองได้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นคิดไปเยอะๆก็จะยิ่งพบทางตันที่ไร้ทางออก แปลกประหลาดสิ้นดี (ไม่ใช่หนังแต่คือความคิดของเราเอง)

หนังที่ดูเผินเหมือนเหมือนเป็นหนังที่แสดงความเป็นไทยแบบ “ไทยๆ” แต่เอาเข้าจริงมันก็ตั้งคำถามว่าแล้วอะไรล่ะที่เราคิดว่ามันคือไทยแท้ๆ? และมันสำคัญขนาดไหนกันเชียว? แล้วเราอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีมัน? ก็ในเมื่อยองต้องไปเรียนสิงคโปร์(ที่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ) เจติดเกมและการ์ตูนญี่ปุ่น(อาจหมายรวมถึงหนัง AV) เอ็มเต้นโคเวอร์แดนซ์  เบสอยากได้ไม้ปิงปองดีๆจากต่างประเทศ นัทอยากมีผัวฝรั่งแล้วออกไปจากชีวิตที่เป็นอยู่ จนนำพาไปสู่คำถามว่าความเป็นไทยของเราคืออะไรกันแน่? แล้วมันต้องเข้มข้นแค่ไหนละเราจึงจะรู้สึกว่ามีมันอยู่แล้วชีวิตจะดี ก็ในเมื่อกูรำไทยแท้ๆยังมีคนมาปรามาสเลย (อย่างที่ยองบอกไว้ ประเทศไทยยังมีเอกราชจริงหรือ?)

แล้วไอ้ความเชื่อแบบไทยๆเราล่ะ? เราแยกได้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือวิทยาศาสตร์และอะไรคือไสยศาสตร์ แต่เราสามารถอยู่กับมันแบบแยกทั้งสองออกแบบน้ำกับน้ำมันได้ไหม? ความฝันอาจคือเรื่องของกระแสไฟฟ้าในสมอง พ่อปู่อาจเป็นแค่หุ่นปูนธรรมดาไม่มีฤทธาอะไรเลย จะด้วยเพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถช่วยได้หรือเพราะเราต้องการความสบายใจของตัวเราเองก็ตามแต่ วลี “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็เกิดขึ้นมาเป็นกะละมังใบใหญ่ครอบทับไว้อีกที มันทำให้เราอบอุ่นขึ้น สบายใจขึ้น ดังนั้นถามซ้ำอีกครั้ง เราอยู่โดยแยกทั้งสองอย่างนี่ออกจากกันได้ไหม? แล้วอย่างนี้แล้วการศึกษาจะมีประโยชน์อันใดเล่า?

การศึกษาบ้านเราหรือ? มันเป็นอย่างไรล่ะ? มันทำให้เราหลุดกรอบที่ว่านั้นได้ไหม? หรือจริงๆแล้วมันก็เป็นสิ่งคือกัน เรามีโครงสร้างแบบอำนาจนิยม มีอาจารย์ที่มองนักเรียนเป็นวัตถุแห่งความสำเร็จ เรารู้ เราเห็น แล้วเราทำอะไร? สมมุติว่าเราอยากขบถ ถ้าเราทำได้เราจะหลุดกรอบออกไปได้ไหม? ในเมื่อปัจจัยหลากหลายมันขึ้นอยู่กับคนอื่นมากกว่าตัวเราเอง นี่ไงเราเลยไปหาพ่อปู่ไง จากนั้นก็ไปหาที่เรียนเมืองนอกเมืองนาต่อไปหรือไม่ก็วิ่งเต้นหาทุนต่อไป หนีจากระบบเก่าเพื่อที่จะกลับมารองรับระบบเก่านั้นอีกที (กูคือประชากรที่มีคุณภาพนะ!)

แล้วการเมืองล่ะ? เป็นไปได้ไหมที่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมัน? มีเรื่องปากท้องใด อนาคตใด อุดมการณ์ใดหรือความเชื่อใดที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองบ้าง? เอาเข้าจริงเราก็พบว่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะด้วยตั้งใจหรือไปเราก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแบบไม่มีข้อแม้ แถบบางทีเรายังใช้ประโยชน์จากมันโดยไม่รู้ตัว แน่นอนฉากหนึ่งที่ต้องมาร์คไว้ว่าเป็นฉากอันน่าตื่นเต้นที่สุดในโลกภาพยนตร์ไทยกระแสหลักคือฉากการตามหาพ่อของเบส ทุกอย่างในฉากนี้เรียกได้ว่าสุดยอดในทุกองค์ประกอบ ความเงียบและเสียงปืนคือความน่ากลัวอย่างที่สุด เป็นการเมืองที่เข้ามาสุ่ชีวิตแบบลืมไม่ลง แต่หลายคนกลับพร้อมจะลืมทันทีในวันถัดไปแห่ง Big Cleaning Day (กูขนลุกและเจ็บมาก)

อีกเรื่องที่เราอยากจดบันทึกและตั้งคำถามคือเรื่องความรุนแรงกับความต่างที่นอกเหนือจากภาพสะท้อนเหตุการณ์ทางการเมืองในหนังและอำนาจนิยมของการศึกษาว่าเราสามารถยอมรับความต่างได้แค่ไหนกัน หนังให้ตัวละครนัทเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ได้น่าคิดมากที่มาในรูปของการกระทำของเจหรือการพูดจาของเบส เป็นภาพเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของสังคมไทยได้ดีมาก ฉาก “เต้นให้จบ กูจ้างมึงมา” นี่คือมีดเย็นเฉียบที่กรีดใจ

สุดท้ายแล้วเราอยากบอกว่าอยากแปลกใจเลยหากว่าอ่านที่เขียนแล้วรู้สึกว่ามันก็วนไปวนมาอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร ก็เพราะจริงๆสมองของเราที่คิดถึงหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้  ซึ่งตัวหนังมันก็เป็นแบบนี้ มันเล่าเรื่องรอบตัวของเราที่เกี่ยวเนื่องกระทบชิ่งสะท้อนกันไปมา เล่าความเป็นไทยที่จริงแท้และยังคงอยู่ในโลกรอบกายเราอยู่

เรายังคงพยายาม “ตั้งวง” กันต่อไปในมือหนึ่ง และ “จีบมือ” หลบไว้ใต้พุงในอีกมือ ที่เมื่อถึงช่วงจังหวะหนึ่งก็สลับหน้าที่กันต่อไปไม่รู้จบ

5++++/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s