Month: September 2013

Soi Cowboy: ภาพจริง ภาพฝัน ภาพเดียวกัน

Soi Cowboy (Thomas Clay/UK, Thailand/ 2008)

1221990528

ผู้กำกับคงต้องได้รับอิทธิพลมาจากหนังของพี่เจ้ย อภิชาติพงษ์ มาแน่ๆไม่มากก็น้อย ใช้การเคลื่อนกล้องแต่น้อยที่ถ้าไม่นิ่งไปเลยก็ใช้ดอลลี่ช้าๆ การเล่าเรื่องที่แยกเป็น 2 พาร์ทโดยใช้พล๊อตหลักเดียวกันแต่เล่าเรื่องต่างกันเพื่อสะท้อนภาพแก่กันและกัน โอเคล่ะมันอาจไม่ได้เป็นของใหม่อะไร แต่มันก็มีส่วนน่าสนใจอยู่

ในพาร์ทแรกเป็นการถ่ายแบบเป็นขาว-ดำบันทึกชีวิตคู่รักสามัญทั่วไป(ที่เกือบจะเป็นแบบเรียลไทม์)ชีวิตรักระหว่างผู้กำกับชาวอังกฤษกับสาวบาร์ท้องโตอันเรียบง่ายกับกิจวัตรประจำวันทั่วไป ซื้อของให้กันหรือไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนพาร์ตหลังถ่ายเป็นหนังสีว่าด้วยน้องชายของสาวบาร์ท้องโตกับการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปทำภารกิจที่ได้รับการว่าจ้าง

มองอย่างง่ายสุดทั้งสองพาร์ทมันคือภาพฝันกับความเป็นจริงโดยมีเงินแสนห้าเป็นจุดเชื่อมหลัก กล่าวคือในพาร์ตแรกคือภาพฝันของสาวต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานกลางคืนในเมือง หนังไม่ได้บอกว่าเธอฝันอยากมีสามีเป็นช่าวต่างชาติหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือเธอฝันต้องการแต่งงานแล้วไปอยู่ต่างประเทศด้วยสินสอดแสนห้า ส่วนพาร์ตหลังคือด้านกลับในความเป็นจริงที่เงินแสนห้าที่เธออาจจะได้นั้นมันไม่ได้งดงามและง่ายอย่างที่คิด สุดท้ายแล้วคนที่ได้เงินจริงๆได้ฝันจริงๆกลับไม่ใช่เธอ มันเลยกลายเป็นว่าภาพฝันกับภาพจริงกลายเป็นภาพเดียวกัน ต่างกันแค่มุมที่มอง

มันน่าสนใจเหมือนกันที่ผู้กำกับเป็นคนต่างชาติแต่มุมมองของหนังมันดูเข้าใจคนไทยดีจัง มันไม่ทำให้ไทยมันดูเอ็กซ์โซติก แถมทำลายทัศนคติมุมมองของไทยกับต่างชาติ อาทิถ้าเห็นมึงซื้อหนัง เราก็คิดว่ามึงต้องซื้อหนังโป๊แน่ๆ หรือถ้ากูเห็นมือซื้อไวอาก้าก็คิดว่ามึงต้องไปตีกระหรี่แน่เลยอะไรแบบนี้ แต่หนังกลับทวิสซ์มุมมองแบบนี้ไปอีกด้านนึงเลย แถมไปสุดกู่ด้วยไปซื้อตุ๊กตากับสร้อยให้แฟนด้วยอีกตะหาก พาไปเที่ยว กินข้าว ถ่ายรูปแลดูมีความสุข มันแปลกดีแม้จะเป็นส่วนของภาพฝันแต่ก็เป็นภาพฝันในมุมที่ไทยมากๆ แล้วพอหนังพาเข้าสู่ภาพจริง เข้าสู่โลกในทัศนคติแรกเริ่มก่อนดูของเราจริงๆ มันกลับทำให้เราสะอึกและเจ็บแสบอย่างประหลาด เหมือนกับตัวละครที่ฝันจะได้แสนห้าแล้วก็ไม่ได้นั้นแล

แต่ก็แหละ หรือจริงๆผุ้กำกับไม่ได้มองในมุมที่ว่าไว้เลยก็เป็นได้ มันอาจเป็นมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้เพราะหนังก็ไม่ได้บอกว่าหญิงสาวรักกับชาวต่างชาติคนนี้จริงๆ (จากฉากบนเตียง) เป็นเพียงแค่การโดนหลอกแดกและแก้แค้นคืนในช่วงท้าย

มันเลยกลายเป็นภาพจริงและภาพฝันที่สะท้อนกับไปมาในสองมุมมอง

อนึ่ง นี่เป็นชุดความคิดด้านเดียวของเราคนเดียวโดยประมวลจากสิ่งที่เคยได้ยินมาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆอาจไม่ใช่เลยก็ได้

ปล1. ไปอ่านเจอมาว่าในความเป็นจริงแล้วสาวไทยไม่เคยขอค่าสินสอดกับผู้สมรสต่ำแค่แสนห้า เค้าขอกัน 7 หลัก แต่จริงเท็จหรือเปล่านี่ไม่ทราบจริงๆ

ปล2. หนังมีฉากเหวอประปรายทั้งฉากเถียงกันในร้านอาหาร, ฉากตุ๊กๆในต่างจังหวัดหรือจากบาร์ในช่วงท้าย

ปล3. กำลังคิดถึงการหายไปในเมืองเก่าอยุธยาของคู่รักในเรื่อง

4/5

Advertisements

บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน: เรื่องเล่าที่ไม่ยอมให้ถูกกัก

บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2551)

thisareaisunderquarantine2

ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้และอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดูจริงๆ

ถ้า ตั้งวง คือการตั้งคำถามกับความเป็นไทย หนังเรื่องนี้ก็คือซับเซ็ตหนึ่งของความเป็นไทยที่ว่าถึงสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่อาจเปิดเผยไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และแน่นอนเมื่อหนังจบ เราคนดูก็นั่งอึ้งแดกแบกใบ้ไปตามระเบียบ ระหว่างดูก็พยามคิดไปถึงบริบทของหนังทั้งตอนที่มันถ่ายทำ (ปี 49) และตอนโดนแบนการฉายในเวิร์ลฟิล์มปี 52 ว่าภาวะสังคมและการเมืองรวมไปถึงความคิดของคนในตอนนั้นเป็นเช่นไร? มันเป็นเรื่องน่าประณามยิ่งนักที่พอกลับมามองตัวเราเองในช่วงเวลานั้นก็พบว่าเราอ่อนด้อยต่อเรื่องราวต่างๆในสังคมและการเมืองไทยมากถึงมากที่สุด เราแทบไม่ได้สนใจการเมืองจริงๆเลย (แต่เกลียดทักษิณไปตามกระแสสังคมคนเมือง) รวมไปถึงเหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 47 อาจเพราะสิ่งที่เราได้เสพโดยสม่ำเสมอคือเรื่องราวด้านเดียวที่รัฐอยากให้เรารับรู้ สรุปจบให้เสร็จจะได้ไม่เกิดคำถามต่อมา ซึ่งนี่คือประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ที่ว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและการพยายามให้มันลอยหายไปกับสายลมแบบไม่หวนคืนกลับเหมือนหลากหลายประวัติศาสตร์ไทยที่เคยผ่านโดยสะท้อนผ่านเรื่องเล่าส่วนบุคคล

หนังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ ช่วงแรกคือบทสัมภาษณ์ถึงเรื่องชีวิตและความรักของชายคู่หนึ่งที่คนหนึ่งมาจากภาคใต้ อีกคนมาจากภาคอีสาน, ช่วงที่สองหนังเปลี่ยนการสัมภาษณ์ไปว่าด้วยเรื่องศาสนา(ในที่นี่คือมุสลิม)และการเมือง(ในยุคของทักษิณ) และจบด้วยช่วงสุดท้ายที่คือการนำเรื่องเล่าจากช่วงแรกมาให้ผู้เล่าสวมบทบาทซึ่งกันและกัน

มิติแรกของหนังที่เราจะได้พบตั้งแต่ชื่อหนังเลยคือเรื่องของการ(ถูก)กักขังของบางสิ่ง ทั้งจากภายนอกและภายใน ทั้งจากศาสนาที่ตนนับถือ จากความนึกคิดและรสนิยมส่วนบุคคล หรือแม้แต่จากสิ่งที่ไม่ต้องการให้ถูกเล่า ในที่นี้คือความเป็นเกย์และเหตุการณ์ที่ตากใบ ความเป็นเกย์ที่ถูกปกปิดเหมือนเหตุการณ์ตากใบที่ถูกปกปิด ความแปลกแยกจากความเชื่อหลักของสังคมกับการโดนกระทำของผู้คนที่ถูกป้ายสีว่า “โจรใต้” เป็นความต่างที่สะท้อนการเมืองและสังคมในการจัดการและปฏิบัติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมไปถึงขอบเขตของการกักกันนั้นภายใต้เรื่องเล่าที่ไม่ค่อยจะได้ถูกเล่า(จะด้วยเหตุผลการใดก็ตามแต่) ซึ่งหนังก็พูดถึงเรื่องนี้ในมิติถัดมา

มิติต่อมาคือการสร้างเรื่องเล่าให้เกิดขึ้น ให้มีตัวตน ให้ถูกบันทึกและจดจำ เหตุการณ์ของเรื่องเล่าในช่วงแรกถูกสร้าง(สมมุติ)ขึ้นมาให้ต่อหน้ากล้องในช่วงท้าย (น่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อหนังใช้เลนส์ตาปลาในการถ่ายช่วงนี้) สร้างการจดจำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เชกเช่นเดียวกับการนำเหตุการณ์ตากใบมาขึ้นจอเพื่อการบันทึกซ้ำไม่ให้ถูกลบเลือน (และจะยิ่งจดจำเมื่อมันถูกคลอไปด้วยเพลง แผลเป็น ของ YKPB) เป็นการสะท้อนต่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่มักผ่านแล้วก็ผ่านไปกลายเป็นการจดจำแบบปัจเจกที่ไม่ถูกพูดถึงอีก (กล่าวให้ถูกคือถูกกักกันไว้ไม่ให้ได้ถูกพูดถึงอีก) ซึ่งความย้อนแย้งอย่างที่สุดอย่างหนึ่งคือการแบนหนังเรื่องนี้มันกลับกลายเป็นตัวสะท้อนชั้นดีกับสิ่งที่หนังต้องการจะบอก

อีกเช่นกันที่เซ็กซ์ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการถูกกักกันในบริเวณที่กำหนด
ไม่ว่าจะเป็นเซ็กซ์ในรูปแบบใดก็ตาม เรามีเซ็กซ์ในที่รโหฐาน (แม้แต่การดูหนังโป๊) อันสะท้อนผ่านภาพ Extreme Close Up อันแสนอึดอัดในช่วงท้าย แต่น่าขันที่มันอาจเป็นไม่กี่สิ่งที่เราสามารถเรียกได้ว่ามีสุขกับการถูกกักกันนี้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามหนังจบด้วยการตั้งคำถามแค่ผู้ชมว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านตาไปทั้งหมดนั้นมันอาจเป็นได้แค่เพียงภาพสะท้อนเท่านั้น เอาเข้าจริงเราไม่อาจสามารถแก้ไขอะไรได้เลยจริงๆ เพราะเมื่อบทบาทของตัวละครจบลง ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่โหมดเดิม

“เป็นรอยแผล เป็นรอยช้ำ เป็นรอยดำ เป็นรอยคล้ำ คนที่ทำช่างใจดำ ช่างใจดำ คนใจร้าย ช่างแสบจริงๆนะเธอ…..”

5++++/5

สิงหา’ 13 กับหนังที่ได้ดู

02/08/13 – โลงจำนำ (ภาม รังสี/ ไทย/ 2556) – 5+++/5

     เชียร์ขาดใจให้ไปดูหนังเรื่องนี้กัน ไม่อยากให้หนังมันเจ๊งเลยกับหนังไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่างอีกเรื่องขอปีนี้ที่เราได้ดู (ต่อจาก Last Summer)

*** มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องของหนัง ***

ความเยี่ยมยอดแรกสุดของมันที่เราจะได้สัมผัสแน่ๆ คือ

1. นักแสดงทุกตัวในหนังปล่อยพลังกันแบบหมดปรอท ทุกตัวในที่นี้คือทุกตัวจริงๆที่โผล่บนจอ ตัวประกอบทุกตัวคือชาวไซย่า ส่วนไอ้ตัวหลักทั้งสามแม่งคือซูเปอร์ไซย่า!!! การแสดงและการตีความตัวละคร “หนึ่ง” ของพี่น้อยน่าสนใจมาก ตัวละครที่รู้สึกผิดและชีวิตกำลัจะล่มสลายที่ไม่มีอะไรจะให้ศูนย์เสียอีกแล้ว อาการกล้าๆกลัวๆเลยเถิดไปถึงการจิตหลุดไปเลยของพี่น้อยนี่ทำเอาขนลุกทีเดียว ส่วนกระแตก็ดีมากและเราชอบตัวละครตัวนี้มากๆ เธอส่งอาการแบบยังรักอยู่นะแต่มันไม่ไหวแล้วได้ดีมาก ส่วนบทของชาลี เมืองไทย นี่ก็เซอร์ไพร์สมาก เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้แต่เล่นเอาเราตัวเกร็ง

2. งานด้านภาพและการกำกับศิลป์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน การวางองค์ประกอบภาพแปลกตา การจัดแสงแบบมืดสว่างชัดเจนอันเป็นตัวสะท้อนภาวะของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ตอนดูก็นึกไปถึงหนังที่เพิ่งได้ดูอย่าง Only God Forgives ในเรื่องของวิช่วลของภาพซึ่งใน OGF มันคือการสร้างโลกอันปัจเจกขึ้นมาใบหนึ่ง(ซึ่งไม่ค่อยถูกจริตเรานัก) แต่ในเรื่องนี้คือการใช้วิชวลรองรับอารมณ์และสำนึกคิดของตัวละคร เป็นการแยกโลกออกจากกัน โลกของคนกับผี โลกของความจริงกับความฝัน อันเป็นเส่วนที่ดีมากๆเมื่อได้ดูมันในโรง

หนังเล่าเรื่องราวของ หนึ่ง นักแต่งเพลงผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับ ดาว แฟนสาว แต่ชีวิตก็ต้องผลิกตลบเมื่อวันหนึ่งเขาขับรถหลับในแล้วไปชนลูกสาวของเพื่อนข้างบ้านเข้า ความผิดบาปในใจส่งผลกับชีวิตของเขาและแฟนสาวโดยตรง หนทางเดียวที่เขาเห็นว่าต้องทำคือการไถ่ถอนบาปอันไม่ได้ตัง้ใจนั้นโดยการหาทางช่วยชีวิตเด็กสาวที่ถูกชน เขาขายทุกสิ่งในชีวิตรวมไปถึงการจำนำชีวิตตนเองกับผี ผ่านทางหลวงจู้เจ้าของโรงจำนำ เพื่อแลกกับเงินหนึ่งล้านบาทในการช่วยเหลือเด็กคนนั้น

มองเพียงผิวเผินเราอาจจะได้พบกับหนังที่รองรับความเชื่อเรื่องผีสางและการชดใช้ผลกรรมตามแบบพุทธที่รอบรับความคิดแบบขวา แต่เอาใหม่ เราลองมองมันใหม่ หนึ่งกับดาวและเพื่อนบ้านคือคนชั้นกลางในเมืองที่มีชีวิตแสนสวยงาม แต่เหตุการณ์รถชนคือจุดแยกพวกเข้าไปคนละฝั่งขั้ว หนึ่งและดาวถูกตีค่ากลายเป็นคนบาปที่ต้องได้รับการไถ่ถอน โดยวิธีที่เขาทำคือการไปขอความช่วยเหลือกลายๆจากหลวงจู้ หลวงจู้พาเขาไปพบกับผีให้ผีช่วยไถ่ถอนบาปให้โดยแลกด้วยชีวิตของตัวเอง

เอาใหม่ มาลองเริ่มจากการพิจารณาการนอนหลับในหนังกัน หากการหลับคือการรับรู้การมีอยู่ของผี การหลับในก็คือการต่อต้านการรับรู้นั้นที่ส่งผลถึงชีวิต มองในแง่นี้ ผี ในเรื่องก็คือสิ่งที่ต้องยอมรับและไม่ควรต่อต้าน ส่วนหลวงจู้ก็คือคนที่ใช้อำนาจของผีในการกำหนดชีวิตคนโดยมีคนรอบกายเป็นบริวารช่วยเหลือเพื่อให้ ผี ยังคงความศักสิทธิ์อยู่ต่อไป

และเมื่อมองในแง่นี้ เราจึงจะได้พบกับการวิภากษ์การเมืองไทยร่วมสมัยในรูปแบบหนึ่งอันน่าสนใจและตื่นเต้น กล่าวอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เราสามารถแทนค่าทุกสิ่งอย่างในเรื่องกับตัวละครในการเมืองไทยได้อย่างแนบสนิท กล่าวคือ ผี (Monarch) ในเรื่องได้รับการช่วยเหลือจากหลวงจู้ (Royalist) ที่มีบริวาร (Military) คอยช่วยเหลือในการทำให้คนอย่างน้อยที่ต่อต้านการรับรู้เรื่องผี (หลับใน, Anti- Royalist) ยอมรับการมีอยู่และศักสิทธิ์ของผี ซึ่งท้ายที่สุดไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม (เหมือนกับเหล่าผุ้จำนำชีวิตอื่นๆ) การใช้ชีวิตบางชีวิตเข้าแลกก็ยังคงถูกนำมาใช้เพื่อรักษาการมีอยู่นั้น อันเป็นการตายเพื่อไปรักษาให้ระบบรันต่อไป (Unfortunately, some people died)

ดังนั้นแล้วการได้เห็นฉาก “มึงต้องการอะไรจากกูว่ะหะ!” หรือ “กูไม่กลัวมึงหรอก!” จึงกลายเป็นฉากแห่งปีสำหรับเราไปโดยปริยาย มันรุนแรงพีคมากกกกกกกกกกก

ความน่าสนใจต่อมาที่เราอาจคิดไปเองคนเดียวคือที่มาที่ไปของผี เธอคือนางรำที่โดนฆ่าข่มขืนและตายไปด้วยความเคียดแค้น เมื่อเป็นผีก็บังคับให้ทุกคนยกย่องบูชา มันทำให้เรานึกไปถึงท่อนไม้จันทร์และระบบ Monarchy ที่หล่อเลี้ยงด้วยระบบอุปถัมภ์อีกที อันเป็นตัวส่งผลกับทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ว่าไป

มันคือหนังที่ฉาบหน้าด้วยตัวเรื่องแบบขวา  แต่ประเด็นพยายามจะไปซ้าย แต่สุดท้ายแล้วมันก็โดนขวากลับมาพิฆาตให้กำราบอยู่ดี

ปล1. น่าเสียดายที่ก่อนจบหนังเราไม่เข้าใจว่าจะใส่ฉากหลวงจู้มานั่งสรุปเรื่อง ปัญหาแห่งความตาย เข้ามาทำไม เราไม่เข้าใจจริงๆว่าไอ้ ปัญหาแห่งความตาย มันคืออะไรและมีผลอะไรกับตัวเรื่องบ้าง ไม่เข้าใจจริงๆ แต่เอาน่ะเพียงแค่ฉากๆเดียวคงไม่อาจทำลายสิ่งที่เหลือของหนังได้

ปล2. ดีใจที่สุดที่ได้เห็นกระแตอีกครั้งบนจอพร้อมการแสดงดีๆแบบนี้ น้ำตาจะไหล

03/08/13 – GF*BF (Gillies Ya-che Yang/  Taiwan/ 2012) – 4/5

     หนังก็ดีนะ ซึ้งและงดงามดีตามสไตร์หนังรักจากไต้หวันที่มักสามารถนำเรื่องรักเดิมๆเน่าๆมาทำให้ดูดีและมีคุณค่าได้เสมอๆซึ่งเรื่องนี้มันเด่นตรงการเล่าเรื่องตั้งแต่ยุคการเรียกร้องประชาธิปไตยในไต้หวันโดยนำเอาอุดมการณ์ตรงนั้นของตัวละครมาเป็นคีย์ของความสัมพันธ์อันเจ็บปวด แต่ก็นะ เราเคยดูหนังที่เส้นเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครคล้ายๆกับเรื่องนี้อย่าง Eternal Summer เมื่อปี 2006 ที่อดเอามาเทียบกันไม่ได้และเราก็ชอบเรื่องหลังมากกว่ามากๆ เราเลยรู้สึกลางๆค่อนไปในทางชอบแต่ไม่ได้ที่สุดกับเรื่องนี้

     อนึ่ง ขอเป็นหนึ่งในสาวก กุ้ยหลุนเหม่ย ด้วยคน ฉากในสนามบินทำเราตายไปเลย

11/08/13 – G.I. Joe: Retaliation (Jon M. Chu/ US/ 2013) – 1/5

     ตกลงพวกคุณมึงจะยังคิดครองโลกกันแบบ old fashion กันอยู่ใช่ไหมจ๊ะ? แล้วก็นะมึงเล่นเอาเกาหลีเหนือหรือแม้แต่จีนมาเป็นลูกไก่ในกำมือ สำเร็จความใคร่เกินไปหรือเปล่าจ๊ะเธอว์????

อนึ่ง ฉากที่ดีที่สุดของหนังคือฉากเลดี้ เจนวิ่งยั่วผู้ชายในชุดกีฬาเอ็กซ์ๆแลดูเซ็กซี่ๆ

12/08/13 – ทองสุก 13 (ทวีวัฒน์ วันทา/ ไทย/ 2556) – 4.5/5

     รู้สึกว่าปีนี้หนังผีไทยโดดเด้งเหลือเกิน นับจาก Last Summer และ โลงจำนำ ก็มีเรื่องนี้อีกเรื่อง (ที่ฉายไปก่อนตั้งนานแล้ว) ที่สามารถนับเข้าร่วมกลุ่มได้สบายๆ เราชอบที่มันเขย่าความน่ากลัวมากๆของผีกับความตลกหน้าตายของเหตุการณ์และตัวละครได้อย่างพอดิบพอดี ดูไปก็คิดไปถึงหนังผีคลาสสิคอย่าง Evil Dead มากๆในแง่ของอารมณ์ของหนังที่ยังไม่ค่อยจะได้เห็นในหนังผีไทยซักเท่าไหร่ แถมยังเซอร์ไพร์สมากๆกับนักแสดงทุกตัวที่แสดงได้ไม่ขัดเขินกับความรู้สึกเลยโดยเฉพาะ ชินวุฒ ที่ต้องขอชมเป็นพิเศษ

     อนึ่ง การเล่นเรื่อง “ผีหลอก” กับคนดูในช่วงท้ายแบบนี้แม้จะไม่ได้เซอร์ไพร์สเท่าไหร่นักแต่เราว่ามันเจ๋งดีหากมองในแง่ความเป็น ผี ในสังคมไทย

13/08/13 – Alice in Wonderland: An X-Rated Musical Fantasy (Bud Townsend/ US/ 1976) – 5++/5

     อลิส สาวบริสุทธิ์ที่ไม่เคยผ่านมือชาย เธอถือความความบริสุทธิ์ไว้เพื่อชายคนรักหลังแต่งงาน บ่ายวันหนึ่งเธอกึ่งหลับกึ่งตื่น เธอติดตามกระต่าเฒ่าเข้าไปยัง วันเดอร์แลนด์ ดินแดนแห่งจินตนาการและความปราถนา ดินแดนที่นำพาเธอเติบโตขึ้นด้วยการเรียนรู้ความสุขสำราญและความเข้าใจที่แท้จริงของ…เซ็กซ์!

     หนังทรีตตัวเองเป็นฟุตเตตที่ถูกถ่ายขึ้นพร้อมๆกับหนังจริงๆฉบับหนึ่งแต่ถูกตัดทิ้งไป (น่าจะฉบับปี 1972) แล้วผู้สร้างแสนใจดีก็ได้นำมาให้เราได้ชมกันด้วยเหตุผลว่า “มันคือสิ่งที่ผู้ชมควรได้ชมกันตามเป้าประสงค์ดั่งเดิม” ด้วยการนำเสนอแบบหนังเพลง ใช่ฮะ มันคือหนังโป๊มิวสิคคัลเรตเอ็กซ์! ที่บียอนด์ไปไกลสุดหล้าที่โลกหน้าแม่งก็ตามไม่ทัน! มันคือหนังโป๊ที่เราดูได้อย่างเพลิดเพลินสำเริญสำราญอย่างที่สุด ดื่มด่ำกับบทเพลงเคล้าแบบเรียนทางเพศกับอลิสวัยใส ในโลกเซ็กซ์ซวลแฟนตาซีที่รีดแยกความรักออกไปอย่างสิ้นเชิง เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นนอกเสียจากความปราถนาของสัญชาติญาณ ยกตัวอย่างหน่อยเป็นไง ก้อนหินสอนอลิสช่วยตัวเอง, incest ของพี่น้อง (อันนี้เซอร์ไพร์สฉิบหายเพราะหนังทิ้งช่วงเฉลยไปไว้ตอนท้ายเลย), ทหารจู๋เหี่ยวหมดแรงต้องการๆ blow job เสริมพลัง, ราชินีขาเลสรวมไปถึงการตัดต่อแบบ jump cut ในช่วงท้ายก่อนอลิสกลับสู่โลกแห่งความจริง โอ้ววว เพลิดเพลินจริงๆ

มันคือหนังโป๊ที่ไม่ได้เน้นความโป๊แต่คือหนังโป๊ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ที่กูจะขอก้มลงกราบ ณ จุดนี้ กราบบบบบบบบบบบ

สุดท้ายอยากบอกว่า นางเอก Kristine DeBell สวยมาก

15/08/13 – The Purge (James DeMonaco/ US, France/ 2013) – 3/5

     พล็อตเรื่องหลักของหนังน่าสนใจมากและกระตุ้นความคิดเราขณะดูได้อย่างสนุก หนังทรีตว่าคืออเมริกายุคใหม่ในอนาคตจากนี้ไปอีก 10 ปีที่เศรษฐกิจพุ่งถึงขีดสุดและอาชญากรลดต่ำที่สุดอันเป็นผลมาจากนโยบายการชำระล้างบาปประจำปีด้วยการที่ใครก็ตามสามารถออกมาทำอะไรก็ได้ ฆ่าใครก็ได้ในเวลา 12ชม. ในแต่ละปีโดยความเชื่อที่ว่าพื้นฐานของมนุษย์มีความรุนแรงและต้องการการปลดปล่อย แน่นอนพล๊อตแบบนี้มันคือพล๊อตการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งเรื่องการจัดการของรัฐ พร๊อบปากันด้า ชนชั้น racist บลาๆๆ ซึ่งหนังก็ทำได้สนุกดี ตั้งคำถามว่าทำไมไอ้ครอบครัวนี้มันไม่ยอมออกไปสู้ไปปลดปล่อยบ้าง ไอ้ลูกๆมันเคยคิดจะไปลุยบ้างไหม แต่น่าตลกยิ่งนักที่พอมันพวกมันสู้ หลังสิ้นประโยค “We gonna fight” ของตัวพ่อ หนังก็เข้าสู่โหมดโลกสวยทันที โลกสวยแบบหน้ามือเป็นหลังตีน

     อย่างไรก็ตาม เราสนุกกับครึ่งเรื่องแรกของหนังมาก รวมไปถึงความประทับใจในตัวละครสองตัว หนึ่งคือไอ้โรคจิตวัยรุ่นชนชั้นกลางที่มาแสยะยิ้มเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน (ไอ้คนในโปสเตอร์นั้นแหละ) กับอีป้าเค้กพายเลือดกลบปากบนโต๊ะอาหาร

16/08/13 – Moonrise Kingdom (Wes Anderson/ US/ 2012) – 5/5

     ถ้าไม่พูดถึงเรื่องอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังเรื่องนี้ เราก็คงไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรถึงมันจริงๆนอกเสียจากความเซอร์ไพร์สนิดหน่อย มันคือหนังของเวส เอนเดอร์สัน ที่แม้มันจะหน้าตายเหมือนเดิมแต่องค์ประกอบต่างๆกลับดูสดใสกว่าเรื่องก่อนๆของเขาและยังคงสเน่ห์ให้ล้นทะลักอยู่เหมือนเคย แต่ในความสดใสเหล่านั้นมันกลับเต็มไปด้วยความหม่นเศร้า ความเศร้าที่แสนเศร้าเสียด้วยซิ เราชอบมากที่หนังมันค่อยๆปอกเปลือกเรื่องราว ค่อยๆเผยอดีตของตัวละครที่ละนิดๆอันเป็นรูปแบบหนังที่เราแพ้ทางอยู่เสมอๆ ความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเด็ก ความเป็นเด็กในตัวผู้ใหญ่ ที่ขนาดของปัญหาแทบไม่ต่างกัน แต่กลับส่งผลกระทบกันไปมา แถมในตอนจบมันก็ยังกลับมามอบความอบอุ่นให้เรา ความอบอุ่นที่เรารู้สึกได้จริงๆ แต่มันคือความอบอุ่นที่ข้างในลึกๆยังรู้สึกโหว่งเหว่งอยู่อย่างบอกไม่ถูก

     จริงๆเอาแค่ดูนักแสดงเด็กทั้งสองคนเคล้าการได้ฟังเพลงประกอบเจ๋งๆและงามภาพเด่นๆก็คุ้มแสนคุ้มแล้ว

17/08/13 – Despicable Me (Pierre Louis Padang Coffin, Chris Renaud/ US/ 2010) – 2/5

    หนังวายร้ายที่ทำให้เด็กดูซึ่งมันก็เหมาะกับเด็กที่ซู๊ดดดดดดดดดดดด ในทุกกรณี ทั้งตัวละครน่ารัก เด็กๆผู้น่าสงสาร วายร้ายกลับใจ ตัวร้ายสีดำ บลาๆๆ ยอมรับเลยว่าดูไปเบื่อไป แต่เอาน่ะ ไอ้เรื่องธนาคารกู้ยืมเงินสำหรับวายร้ายเพื่อนำไปโจรกรรมสิ่งปลูกสร้างต่างๆทั่วโลกนั้นก็ทำให้เราได้คิดนิดหน่อยให้ไม่เบื่อเกินไปนัก

19/08/13 – Disturbing the Peace (Ai Weiwei/ China/ 2009) – 5/5

     Side story ของ So Sorry (2012) ในเหตุการณ์ที่เวยเข้าไปสืบสวนการทุจริตการสร้างโรงเรียนในเสฉวนอันเป็นผลให้ตึกถล่ม เด็กตายเกลื่อนในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยในเรื่องนี้เป็นการขยายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่น่าเชื่อถือของตำรวจทั้งหมดใน So Sorry ออกมาเราจึงจะได้พบกับการด่ากันและเถียงกันโวยวายตลอดทั้งเรื่อง ทั้งเหตุการณ์บุกจับตัวเวยในโรงแรม เหตุการณ์ถกเถียงถึงความยุติธรรมและเหตุผลในห้องประชุมกรมตำรวจเสฉวนที่กินเวลายาวนานถึง 40 นาที (อันเป็นครึ่งนึงของหนังทั้งเรื่อง) หรือแม้แต่เหตุการณ์ในช่วงท้ายที่พูดถึงเสรีภาพในการถ่ายภาพ

ดูหนังเวยมาหลายเรื่อง (เดี๋ยวคงจะจบด้วย Never Sorry เสียที) เราพบว่าเวยเป็นศิลปินที่ใช้สื่อเก่งมาก ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของใครก็ตามนั้นจะถูกเวยบันทึกไว้หมดด้วยสติและแบบแผนที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะด้วยฟอร์แมตใดก็ตาม เขาเป็นคนที่เข้าใจพลังของสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้เสียจริงๆ

และก็เหมือนเคย หนังดูสนุกและอาจารย์เวยแม่งก็ชนไม่เลี้ยงเหมือนเคย นี่ถ้าเขาไม่ใช่ศิลปินระดับโลกแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตยังไงกับการท้าทายอำนาจรัฐของจีนที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการปิดกั้นแบบนี้ ออ! ส่วนใครที่คิดว่าจีนนั้นดีกว่าบ้านเรานั้น แนะนำให้เซิร์ชหนังเวยใน youtube มาดูเบยจ๊ะ

อนึ่ง End Credit กวนตีนมากกกกกกกกกกกกกกกกก

22/08/13 – House of Tolerance (Bertrand Bonello/ France/ 2011) – 5/5

ทำไมมันเศร้าแบบนี้….

นี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับกระหรี่ที่มีหัวใจและชีวิตมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยดู คือมันไม่ได้เศร้าที่พวกเธอเป็นกระหรี่ แต่มันเศร้าในความเป็นมนุษย์ของพวกเธอที่หนังนำเสนอออกมาได้ดีมากๆและหลากหลาย ความเป็นมนุษย์ที่สะท้อนอยู่ในเบื้องหลังของซ่องชั้นสูง พร้อมๆกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอที่เรารู้สึกถึงมันมากๆ มันอบอุ่นแต่ขื่นขมที่ยากจะอธิบาย มันพยายามเติมเต็มกันแต่ถึงที่สุดช่องโหว่นั้นมันก็ยงคงอยู่ เซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องเจ็บปวดสำหรับพวกเธอ การเป็นกระหรี่ไม่ได้ทำให้พวกเธอรู้สึกแย่ อารมณ์และความเป็นมนุษย์ที่มีความปราถนาต่างหากที่ใช่

ตอนจบเจ็บมาก มันคือการวนว่ายของวงจรกระหรี่จากห้องสุดหรูไปสู่ข้างถนน สายตาของตัวละครในฉากนี้รุนแรงมากๆๆๆๆๆๆ

23/08/13 – Kamasutra Nights (Eric Manning/ India/ 2008) – 1/5

เอ่อออออ มันคืออัลไร!!!!!!!!

นิยามได้ว่ามันคือหนังไม่ตรงปก มันเอากามาสุตรามาล่อคนดู แต่เนื้อในกลับกลายเป็นหนังผีง่อยๆที่ตลกแบบไมได้ตั้งใจ ไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้นกับหนังอินเดียพูดอังกฤษที่หลอกกูเรื่องนี้ (แอบหลับไปหลายเพลาเหมือนกัน)

24/08/13 – The Last Stand (Kim Jee-Woon/ US/ 2013) – 3/5

     คิมคือผู้กำกับที่ทำหนังหลากหลายแนวเหลือเกินโดยในบรรดาหนังของเขาที่เราได้ดูและชอบที่สุดคือ The Good, The Bad and The Weird อันเป็นการรวมหลายแนวหนังเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมและสนุกมาก จะว่าไปหนังเรื่องนี้ก็มีองค์ประกอบหลายๆอย่างที่คล้ายๆกัน ทั้งมูสและอารมณ์ของมัน เพียงแต่เปลี่ยนสัญชาติของหนังให้ไปเป็นตะวันตกจริงๆ (แล้ว The Weird ของหนังก็ขโมยซีนเหมือนๆกัน ในที่นี่คือน็อกซ์วิลล์) ซึ่งเราก็เพลิดเพลินพอควรทีเดียว แถมการได้เห็นอาร์โนลด์กลับมาสู่โลกเซลลูลอยด์ด้วยหนังบู๊กัดจิกสังขารตัวเองแบบนี้มันดูน่ารักดี (เสียใจจังที่ไม่ได้ดูในโรง)

25/08/13 – The Four (Gordon Chan, Janet Chun/ China, HK/ 2012) – 2/5

โอ้วววว ไชนีสเอ็กซ์เมน โอ้ววววว

จริงๆเราไม่มีปัญหากับการการเล่นเรื่องความสามารถพิเศษกับหนังกำลังภายในเลยนะ กลับเห็นว่าน่าสนใจด้วยซ้ำ แต่เสียดายจังที่หนังมันกระพร่องกระแพร่งอยู่ตลอดเวลา ทั้งตัวเรื่องเองหรือแม้แต่ปูมหลังของตัวละครที่มาง่ายๆไปง่ายๆง่อยๆเสียอย่างนั้นส่งผลให้สเน่ห์ที่มักจะเห็นได้จากหนังกำลังภายในก็ไม่มี ความน่าติดตามก็ไม่เกิด แม้แต่ หลิวอี้เฟย ก็ช่วยไม่ได้ (แถมมากับหน้าตาเหม็นขี้ตลอดเวลาแสนน่าเบื่อ) จนเราต้องไปเอาใจช่วย เจียงอีเยี่ยน แบบลับๆแทน

เอาน่ะ! ได้ข่าวว่ามีภาคต่อ คงได้เห็นการแก้มือ

ปล. พากย์ไทยเหี้ยมาก แถมยังมิกซ์เสียงอู้ๆก้องๆฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ขอกล่าวโทษว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายหนังนะ

25/08/13 – The Bride with White Hair (Ronny Yu/ HK/ 1993) – 4.5/5

     ดีใจสุดๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แบบเต็มๆซักที จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยดูกับแม่แต่เป็นการดูแบบผ่านๆและไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆเลย รู้แต่ว่าหลินชิงเสียมีโชว์เซ็กซี่ (ฮา) แล้วพอมาได้ดูเต็มๆเราก็พบว่ามันร่วมสมัยและมีสเน่ห์จังเลย ดูไปก็คิดถึงชีวิตของตัวเองตอนเด็กๆไป รู้สึกว่ามันเป็นยุคของหนังฮ่องกงที่ไม่อาจจะกลับมาได้อีกแล้วจริงๆ คือองค์ประกอบต่างๆมันสมบูรณ์และเสริมกันดีมากๆในเรื่องราวของจอมยุทธผู้เปราะบางกับรักที่ไม่อาจเป็นจริง ชอบสายตาของเลสลี่ จาง มากๆๆๆๆๆๆๆๆ คือดูจบเราสามารถบอกได้เลยว่ามันคงไม่มีใครที่จะแสดงบท โจอี่หัง ได้ดีเท่าเขาอีกแล้วจริงๆ หลินชิงเสีย ก็อีกคน มันกลายเป็นภาพจำของนางพญาผมขาวไปแล้ว ฉากถล่มบู๊ตึ้งช่วงท้ายนี่เศร้าฉิบหายเลย

เร็วๆนี้ต่อภาคสอง…

28/08/13 – This Means War (McG./ US/ 2012) – 3/5

เพลิดเพลินกว่าที่คาดไว้แหะ ตัวละครดูเข้าขากันดี ดูไปดูมาเริ่มรู้สึกว่ามันคือ She’s All That เวอร์ชั่นสายลับและใหญ่โปรดักชั่นนี่หว่า หน้าพี่พอล พี่เฟรดดี้ น้องราเชลโผล่มาในหัวตลอดเบย (อันนี้กล่าวด้วยความชื่นชมนะ) สนุกดี ตลกดี แม้ประเด็นจริงๆและช่วงท้ายจะง่อยง้องแง้งไปหน่อยก็เถอะ

อนึ่ง ชอบพี่ทอม ฮาดี้ว่ะ ไม่หล่อแต่เท่ห์ฉิบ

28/08/13 – The Bride With White Hair 2 (David Wu/ HK/ 1994) – 3/5

จริงอย่างว่ามันสู้ภาคแรกไม่ได้เลยจริงๆ แนวทางของเรื่องไปคนละทิศละทางเลย ภาคนี้มันไปว่าในอีก 10ปีให้หลังอันเป็นยุคของรุ่นหลานแล้วในการต่อกรกับ เลี่ยงหนีซัน ที่กลายมาเป็นนางพญาผมขาวจอมมารแห่งยุทธจักร โดยมีอีกเส้นเรื่องคือความรักของศิษย์สำนักบู้ตึ้ง ถ้าภาคแรกพูดถึงเรื่องความรักและคำสัญญา ภาคนี้ก็น่าจะคือความรักกับการล้างแค้น กลายเป็นการเอาคืนแบบเฟมินิสต์เล็กๆของ เลี่ยงหนีซัน ไป อย่างไรก็ตามฉากที่ดีที่สุดและน่าจดจำที่สุดของหนังคือฉากการปรากฏตัวของ โจอี๋หัง (เลสลี่ จางที่มาพร้อมสายตาอานุภาพทำลายล้างสูง) ในช่วงท้าย การโผล่มาฉากนี้ฉากเดียวทำเอาเราแทบจะลืมหนังทั้งเรื่องไปเลยให้ตายซิ!

ปล.  คริสตี้ ชุง ยังใสอยู่เลย ตอนนี้เธอหายไปไหนแล้วอะ?

30/08/13 – The Conjuring (James Wan/ US/ 2013) – 3/5

มันต้องผิดพลาดแน่ๆใช่ไหม ทำไมกูไม่รู้สึกน่ากลัวตรงไหนเลยอะ!

เอาไงดี ขอแยกเป็น 2 เรื่องละกัน เอาความเป็นหนังผีก่อน โอเคแม้ความน่ากลัวมันจะส่งไม่ถึงเรา แต่เราก็ชอบนะที่มันผสมความเป็นหนังผีลิเกแบบฝรั่งเข้ากับกลิ่นอายแบบเอเชียได้อย่างกลมกล่อม การไล่ผีปีศาจแบบตะวันตกกับความเงียบนิ่งแบบตะวันออก ซึ่งอาจมาจากเชื่อสายของตัวผู้กำกับเองด้วยมั๊ง ส่วนอีกเรื่องคือแวดล้อมของตัวเรื่อง เราชอบความสัมพันธ์และการแสดงออกของไอ้คู่ผัว-เมียนักปราบผีที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ! มันคือความดีที่ต่อสู้กับความร้ายแบบจริงใจจริงๆ

อนึ่ง เราเสียดาย ลิลี่ เทเลอร์ จัง รู้สึกหนังหนังมัน underestimate เธอนะ เธอเฮี้ยนได้มากกว่านี้นี่น่า? ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นเป็นอับดับแรกสำหรับหนังเรื่องนี้

30/08/13 – Big Man Japan (Hitoshi Matsumoto/ Japan/ 2007) – 4/5

ก่อนดูคิดว่ามันคงเป็นหนังญี่ปุ่นคัลล์ๆบ้าๆบอๆของยอดมนุษย์ญี่ปุ่นต๊องๆที่มาต่อสู้กับสัตว์ประหลาดบ๊องๆ แต่พอได้ดูแล้วก็พบว่า อืมมม มึงหลอกกู แต่เป็นการหลอกไปในด้านที่ดีมากๆๆ

มันคือสารคดีหลอก (Mocumentary) ที่ว่าถึงชีวิตของ Big Man Japan ยอดมนุษย์ร่างยักษ์ผู้ปกป้องรักษาประเทศญี่ปุ่นมาหลากหลายยุค ซึ่งรุ่นปัจจุบันคือรุ่นที่หกแล้ว แต่แทนที่หนังจะพาเราไปในแนวทางที่เราคิดไว้ หนังกลับพาเราไปในอีกด้านหนึ่งเลย เป็นด้านที่มืดกว่าอันว่าด้วยความเสื่อมความนิยมและภาพลักษณ์ของยอดมนุษย์ตกยุคผู้นี้ จากความรุ่งโรจน์สู่ความตกต่ำ จากความยิ่งใหญ่สู่ความว่างเปล่า การบัลลานส์ในหน้าที่และชีวิตส่วนตัว ยิ่งดูไปเรายิ่งเศร้าไปเพราะหนังมันจะค่อยๆเผยปูมหนังตัวละครนี้อย่างช้าๆ ทั้งความเป็นยอดมนุษย์และชีวิตส่วนตัว มันว่าถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงและการปรับตัวไม่ได้ของผู้คน

หนังมีฉากเจ็บมากๆอยู่สองฉากคือฉาก Big Man Japan ทำสัตว์ประหลาดเด็กตายแต่ผู้คนกลับต่อว่าต่อขานต่อต้านและฉากในช่วงท้ายในการมาของยอดมนุษย์สมัยใหม่อันมาพร้อมกับสีสันและพละกำลังที่สูงกว่า การเปลี่ยนภาพสัตว์ประหลาดตัวแดงจากน่าเกลียดน่ากลัวมาเป็นตัวตลกในฉากนี้คือความเจ็บแสบอย่างที่สุด มันคือการโบ้ยตีผู้หลงตกยุคพร้อมๆไปกับการสมยอมกับการชวนเชื่อของภาพลักษณ์อันสวยงาม หนังกัดเจ็บๆก่อนจบอีกครั้งด้วยการให้ยอดมนุษย์ยุคใหม่พูดอังกฤษตอนต่อสู้กับสัตว์ประหลาด แต่กลับมาเถียงกันเองถึงความงี่เง่าในการแสดงออกเมื่ออยู่กันส่วนตัวด้วยภาษาญี่ปุ่น!!!!

ดูท่าว่าเราต้องจดจำชื่อ Hitoshi Matsumoto ผู้กำกับที่แสดงเองด้วยคนนี้แล้วล่ะ มีของๆ

31/08/13 – Iron Man 3 (Shane Black/ US, China/ 2013) – 3/5

     ดูจบมานั่งฟื้นความคิดตัวเองถึงหนังชุดนี้แล้วก็พบว่าเราจำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นการดูแบบเพลินๆไม่ได้มีอะไรค้างในหัวซักเท่าไหร่ จำได้แค่ความรู้สึกว่าภาคแรกสนุกดี ภาคสองดร๊อปจัง ส่วนภาคนี้กลับมาสนุกอีกครับ บันเทิงแบบเต็มสูบ ดุ้นๆล้วนๆ และแม้ว่าหนังมันพยายามที่จะดราม่า คือพยายามให้มีเส้นอื่นๆให้จับต้องบ้างก็กลับไม่ได้น่าสนใจเท่ากับการดูดาวนี่ย์ จูเนียร์สวมบทนี้ที่ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีใครมาแทนในตำแหน่งนี้ได้หรือเปล่าหากเขาไม่แสดงอีกแล้ว?

อยากเห็น กาย เพียร์ซ เป็นคนดีในหนังทำเงินบ้าง ส่วนพี่ เบน คิงลี่ย์ คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ กวนตีนมากกกกกกกกกกกกก

ตั้งวง: สับสนในความเป็นไทย

ตั้งวง (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2556)

ปีที่แล้ว แต่เพียงผู้เดียว คือที่สุดของหนังไทยของเราและมาปีนี้ดูเหมือนหนังของคงเดชเรื่องนี้น่าจะติด 1 ใน 3 ของปีนี้แน่ๆ แม้รูปลักษณ์จะต่างกันมากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันสื่อสารกับเราได้โดยตรง จริงๆและแรงๆ!!

ไม่ซิ! เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้น่าจะสื่อสารกับคนไทยทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองอย่างเรา

ความพิเศษมากมายมหาศาลของตั้งวงคือการนำคนดูไปสำรวจที่ทางของ “ความเป็นไทย” ในทุกเลเยอร์ของสังคม ในทุกความเชื่อที่วิ่งวนอยู่รอบตัว มันไม่แปลกเลยหากว่าตอนที่ดูเราจะไหลเอื่อยไปกับหนังได้เรื่อยๆโดยไม่ได้เกาะเกี่ยวหรือคว้าจับประเด็นใดเป็นพิเศษ เหมือนว่าอะไรๆในหนังมันคือภาวะรอบตัวที่แสนปกติ แม้อยู่ตรงหน้าก็กลับมองไม่เห็นที่ซึ่งคือภาวะของเราเองขณะดูหนังเรื่องนี้ เราถูกแวดล้อมด้วยสิ่งคุ้นเคยในห้องมืดที่ตอนแรกแทบจะไม่ยักจะรู้สึกรู้สา จนหนังพาตัวละครไปรำแก้บนแล้วนั้นแหละถึงจะมาตื่นจากภวังค์แล้วย้อนกลับไปมองสิ่งที่ผ่านโสตต่างๆที่ได้สัมผัสรับรู้มา ก่อนจะได้อึ้งแดกแบกใบ้ นั่งช้ำในนิ่งๆให้เครดิตหนังผ่านตาแต่ไม่เข้าไปในสมอง

ยอมรับตามตรงว่าถึงตอนนี้เราก็ยังไม่สามารถรวบรวมความคิดในหนังเรื่องนี้ให้เป็นระเบียบได้เลย ทุกสิ่งอย่างในหนังที่ถือขึ้นมาพินิจมันสามารถมองได้มากกว่าด้านเดียวเกือบทั้งหมด(ที่คงต้องยกความดีความชอบนี้ให้ ผกก ไปเต็มๆ) หนังหลายเรื่องเมื่อจบแล้วเราได้คิดก็จริงแต่มันก็ไปใด้แค่จุดหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องนี้มันกลับสามารถแตกความคิด ความเชื่อหรืออะไรก็ตามแต่ได้เยอะมาก (อย่างน้อยก็ถึงตอนนี้) แล้วมันก็ยังสามารถนำมาหักล้างกันเองได้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นคิดไปเยอะๆก็จะยิ่งพบทางตันที่ไร้ทางออก แปลกประหลาดสิ้นดี (ไม่ใช่หนังแต่คือความคิดของเราเอง)

หนังที่ดูเผินเหมือนเหมือนเป็นหนังที่แสดงความเป็นไทยแบบ “ไทยๆ” แต่เอาเข้าจริงมันก็ตั้งคำถามว่าแล้วอะไรล่ะที่เราคิดว่ามันคือไทยแท้ๆ? และมันสำคัญขนาดไหนกันเชียว? แล้วเราอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีมัน? ก็ในเมื่อยองต้องไปเรียนสิงคโปร์(ที่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ) เจติดเกมและการ์ตูนญี่ปุ่น(อาจหมายรวมถึงหนัง AV) เอ็มเต้นโคเวอร์แดนซ์  เบสอยากได้ไม้ปิงปองดีๆจากต่างประเทศ นัทอยากมีผัวฝรั่งแล้วออกไปจากชีวิตที่เป็นอยู่ จนนำพาไปสู่คำถามว่าความเป็นไทยของเราคืออะไรกันแน่? แล้วมันต้องเข้มข้นแค่ไหนละเราจึงจะรู้สึกว่ามีมันอยู่แล้วชีวิตจะดี ก็ในเมื่อกูรำไทยแท้ๆยังมีคนมาปรามาสเลย (อย่างที่ยองบอกไว้ ประเทศไทยยังมีเอกราชจริงหรือ?)

แล้วไอ้ความเชื่อแบบไทยๆเราล่ะ? เราแยกได้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือวิทยาศาสตร์และอะไรคือไสยศาสตร์ แต่เราสามารถอยู่กับมันแบบแยกทั้งสองออกแบบน้ำกับน้ำมันได้ไหม? ความฝันอาจคือเรื่องของกระแสไฟฟ้าในสมอง พ่อปู่อาจเป็นแค่หุ่นปูนธรรมดาไม่มีฤทธาอะไรเลย จะด้วยเพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถช่วยได้หรือเพราะเราต้องการความสบายใจของตัวเราเองก็ตามแต่ วลี “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็เกิดขึ้นมาเป็นกะละมังใบใหญ่ครอบทับไว้อีกที มันทำให้เราอบอุ่นขึ้น สบายใจขึ้น ดังนั้นถามซ้ำอีกครั้ง เราอยู่โดยแยกทั้งสองอย่างนี่ออกจากกันได้ไหม? แล้วอย่างนี้แล้วการศึกษาจะมีประโยชน์อันใดเล่า?

การศึกษาบ้านเราหรือ? มันเป็นอย่างไรล่ะ? มันทำให้เราหลุดกรอบที่ว่านั้นได้ไหม? หรือจริงๆแล้วมันก็เป็นสิ่งคือกัน เรามีโครงสร้างแบบอำนาจนิยม มีอาจารย์ที่มองนักเรียนเป็นวัตถุแห่งความสำเร็จ เรารู้ เราเห็น แล้วเราทำอะไร? สมมุติว่าเราอยากขบถ ถ้าเราทำได้เราจะหลุดกรอบออกไปได้ไหม? ในเมื่อปัจจัยหลากหลายมันขึ้นอยู่กับคนอื่นมากกว่าตัวเราเอง นี่ไงเราเลยไปหาพ่อปู่ไง จากนั้นก็ไปหาที่เรียนเมืองนอกเมืองนาต่อไปหรือไม่ก็วิ่งเต้นหาทุนต่อไป หนีจากระบบเก่าเพื่อที่จะกลับมารองรับระบบเก่านั้นอีกที (กูคือประชากรที่มีคุณภาพนะ!)

แล้วการเมืองล่ะ? เป็นไปได้ไหมที่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมัน? มีเรื่องปากท้องใด อนาคตใด อุดมการณ์ใดหรือความเชื่อใดที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองบ้าง? เอาเข้าจริงเราก็พบว่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะด้วยตั้งใจหรือไปเราก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแบบไม่มีข้อแม้ แถบบางทีเรายังใช้ประโยชน์จากมันโดยไม่รู้ตัว แน่นอนฉากหนึ่งที่ต้องมาร์คไว้ว่าเป็นฉากอันน่าตื่นเต้นที่สุดในโลกภาพยนตร์ไทยกระแสหลักคือฉากการตามหาพ่อของเบส ทุกอย่างในฉากนี้เรียกได้ว่าสุดยอดในทุกองค์ประกอบ ความเงียบและเสียงปืนคือความน่ากลัวอย่างที่สุด เป็นการเมืองที่เข้ามาสุ่ชีวิตแบบลืมไม่ลง แต่หลายคนกลับพร้อมจะลืมทันทีในวันถัดไปแห่ง Big Cleaning Day (กูขนลุกและเจ็บมาก)

อีกเรื่องที่เราอยากจดบันทึกและตั้งคำถามคือเรื่องความรุนแรงกับความต่างที่นอกเหนือจากภาพสะท้อนเหตุการณ์ทางการเมืองในหนังและอำนาจนิยมของการศึกษาว่าเราสามารถยอมรับความต่างได้แค่ไหนกัน หนังให้ตัวละครนัทเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ได้น่าคิดมากที่มาในรูปของการกระทำของเจหรือการพูดจาของเบส เป็นภาพเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของสังคมไทยได้ดีมาก ฉาก “เต้นให้จบ กูจ้างมึงมา” นี่คือมีดเย็นเฉียบที่กรีดใจ

สุดท้ายแล้วเราอยากบอกว่าอยากแปลกใจเลยหากว่าอ่านที่เขียนแล้วรู้สึกว่ามันก็วนไปวนมาอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร ก็เพราะจริงๆสมองของเราที่คิดถึงหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้  ซึ่งตัวหนังมันก็เป็นแบบนี้ มันเล่าเรื่องรอบตัวของเราที่เกี่ยวเนื่องกระทบชิ่งสะท้อนกันไปมา เล่าความเป็นไทยที่จริงแท้และยังคงอยู่ในโลกรอบกายเราอยู่

เรายังคงพยายาม “ตั้งวง” กันต่อไปในมือหนึ่ง และ “จีบมือ” หลบไว้ใต้พุงในอีกมือ ที่เมื่อถึงช่วงจังหวะหนึ่งก็สลับหน้าที่กันต่อไปไม่รู้จบ

5++++/5