Month: August 2013

โลงจำนำ: แบบจำลองการเมืองไทยร่วมสมัย

02/08/13 – โลงจำนำ (ภาม รังสี/ ไทย/ 2556)

20130404_3_1365068061_711105

เชียร์ขาดใจให้ไปดูหนังเรื่องนี้กัน ไม่อยากให้หนังมันเจ๊งเลยกับหนังไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่างอีกเรื่องขอปีนี้ที่เราได้ดู (ต่อจาก Last Summer)

*** มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องของหนัง ***

ความเยี่ยมยอดแรกสุดของมันที่เราจะได้สัมผัสแน่ๆ คือ

1. นักแสดงทุกตัวในหนังปล่อยพลังกันแบบหมดปรอท ทุกตัวในที่นี้คือทุกตัวจริงๆที่โผล่บนจอ ตัวประกอบทุกตัวคือชาวไซย่า ส่วนไอ้ตัวหลักทั้งสามแม่งคือซูเปอร์ไซย่า!!! การแสดงและการตีความตัวละคร “หนึ่ง” ของพี่น้อยน่าสนใจมาก ตัวละครที่รู้สึกผิดและชีวิตกำลัจะล่มสลายที่ไม่มีอะไรจะให้ศูนย์เสียอีกแล้ว อาการกล้าๆกลัวๆเลยเถิดไปถึงการจิตหลุดไปเลยของพี่น้อยนี่ทำเอาขนลุกทีเดียว ส่วนกระแตก็ดีมากและเราชอบตัวละครตัวนี้มากๆ เธอส่งอาการแบบยังรักอยู่นะแต่มันไม่ไหวแล้วได้ดีมาก ส่วนบทของชาลี เมืองไทย นี่ก็เซอร์ไพร์สมาก เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้แต่เล่นเอาเราตัวเกร็ง

2. งานด้านภาพและการกำกับศิลป์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน การวางองค์ประกอบภาพแปลกตา การจัดแสงแบบมืดสว่างชัดเจนอันเป็นตัวสะท้อนภาวะของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ตอนดูก็นึกไปถึงหนังที่เพิ่งได้ดูอย่าง Only God Forgives ในเรื่องของวิช่วลของภาพซึ่งใน OGF มันคือการสร้างโลกอันปัจเจกขึ้นมาใบหนึ่ง(ซึ่งไม่ค่อยถูกจริตเรานัก) แต่ในเรื่องนี้คือการใช้วิชวลรองรับอารมณ์และสำนึกคิดของตัวละคร เป็นการแยกโลกออกจากกัน โลกของคนกับผี โลกของความจริงกับความฝัน อันเป็นเส่วนที่ดีมากๆเมื่อได้ดูมันในโรง

หนังเล่าเรื่องราวของ หนึ่ง นักแต่งเพลงผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับ ดาว แฟนสาว แต่ชีวิตก็ต้องผลิกตลบเมื่อวันหนึ่งเขาขับรถหลับในแล้วไปชนลูกสาวของเพื่อนข้างบ้านเข้า ความผิดบาปในใจส่งผลกับชีวิตของเขาและแฟนสาวโดยตรง หนทางเดียวที่เขาเห็นว่าต้องทำคือการไถ่ถอนบาปอันไม่ได้ตัง้ใจนั้นโดยการหาทางช่วยชีวิตเด็กสาวที่ถูกชน เขาขายทุกสิ่งในชีวิตรวมไปถึงการจำนำชีวิตตนเองกับผี ผ่านทางหลวงจู้เจ้าของโรงจำนำ เพื่อแลกกับเงินหนึ่งล้านบาทในการช่วยเหลือเด็กคนนั้น

มองเพียงผิวเผินเราอาจจะได้พบกับหนังที่รองรับความเชื่อเรื่องผีสางและการชดใช้ผลกรรมตามแบบพุทธที่รอบรับความคิดแบบขวา แต่เอาใหม่ เราลองมองมันใหม่ หนึ่งกับดาวและเพื่อนบ้านคือคนชั้นกลางในเมืองที่มีชีวิตแสนสวยงาม แต่เหตุการณ์รถชนคือจุดแยกพวกเข้าไปคนละฝั่งขั้ว หนึ่งและดาวถูกตีค่ากลายเป็นคนบาปที่ต้องได้รับการไถ่ถอน โดยวิธีที่เขาทำคือการไปขอความช่วยเหลือกลายๆจากหลวงจู้ หลวงจู้พาเขาไปพบกับผีให้ผีช่วยไถ่ถอนบาปให้โดยแลกด้วยชีวิตของตัวเอง

เอาใหม่ มาลองเริ่มจากการพิจารณาการนอนหลับในหนังกัน หากการหลับคือการรับรู้การมีอยู่ของผี การหลับในก็คือการต่อต้านการรับรู้นั้นที่ส่งผลถึงชีวิต มองในแง่นี้ ผี ในเรื่องก็คือสิ่งที่ต้องยอมรับและไม่ควรต่อต้าน ส่วนหลวงจู้ก็คือคนที่ใช้อำนาจของผีในการกำหนดชีวิตคนโดยมีคนรอบกายเป็นบริวารช่วยเหลือเพื่อให้ ผี ยังคงความศักสิทธิ์อยู่ต่อไป

และเมื่อมองในแง่นี้ เราจึงจะได้พบกับการวิภากษ์การเมืองไทยร่วมสมัยในรูปแบบหนึ่งอันน่าสนใจและตื่นเต้น กล่าวอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เราสามารถแทนค่าทุกสิ่งอย่างในเรื่องกับตัวละครในการเมืองไทยได้อย่างแนบสนิท กล่าวคือ ผี (Monarch) ในเรื่องได้รับการช่วยเหลือจากหลวงจู้ (Royalist) ที่มีบริวาร (Military) คอยช่วยเหลือในการทำให้คนอย่างน้อยที่ต่อต้านการรับรู้เรื่องผี (หลับใน, Anti- Royalist) ยอมรับการมีอยู่และศักสิทธิ์ของผี ซึ่งท้ายที่สุดไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม (เหมือนกับเหล่าผุ้จำนำชีวิตอื่นๆ) การใช้ชีวิตบางชีวิตเข้าแลกก็ยังคงถูกนำมาใช้เพื่อรักษาการมีอยู่นั้น อันเป็นการตายเพื่อไปรักษาให้ระบบรันต่อไป (Unfortunately, some people died)

ดังนั้นแล้วการได้เห็นฉาก “มึงต้องการอะไรจากกูว่ะหะ!” หรือ “กูไม่กลัวมึงหรอก!” จึงกลายเป็นฉากแห่งปีสำหรับเราไปโดยปริยาย มันรุนแรงพีคมากกกกกกกกกกก

ความน่าสนใจต่อมาที่เราอาจคิดไปเองคนเดียวคือที่มาที่ไปของผี เธอคือนางรำที่โดนฆ่าข่มขืนและตายไปด้วยความเคียดแค้น เมื่อเป็นผีก็บังคับให้ทุกคนยกย่องบูชา มันทำให้เรานึกไปถึงท่อนไม้จันทร์และระบบ Monarchy ที่หล่อเลี้ยงด้วยระบบอุปถัมภ์อีกที อันเป็นตัวส่งผลกับทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ว่าไป

มันคือหนังที่ฉาบหน้าด้วยตัวเรื่องแบบขวา  แต่ประเด็นพยายามจะไปซ้าย แต่สุดท้ายแล้วมันก็โดนขวากลับมาพิฆาตให้กำราบอยู่ดี

5++++/5

ปล1. น่าเสียดายที่ก่อนจบหนังเราไม่เข้าใจว่าจะใส่ฉากหลวงจู้มานั่งสรุปเรื่อง ปัญหาแห่งความตาย เข้ามาทำไม เราไม่เข้าใจจริงๆว่าไอ้ ปัญหาแห่งความตาย มันคืออะไรและมีผลอะไรกับตัวเรื่องบ้าง ไม่เข้าใจจริงๆ แต่เอาน่ะเพียงแค่ฉากๆเดียวคงไม่อาจทำลายสิ่งที่เหลือของหนังได้

ปล2. ดีใจที่สุดที่ได้เห็นกระแตอีกครั้งบนจอพร้อมการแสดงดีๆแบบนี้ น้ำตาจะไหล

Advertisements

กรกฏา’13 กับหนังที่ได้ดู

https://i1.wp.com/www.siamzone.com/movie/pic/2013/paradoxocracy/poster1.jpg02/07/13 – ประชาธิป’ไทย (เป็นเอก รัตนเรือง, ภาสกร ประมูลวงศ์/ ไทย/ 2556) – 4/5

– เป้าประสงค์หลักของเราคือการดูเพื่อตรวจสอบเราตัวเอง

– ก่อนดูเราคิดว่าเรารู้ประวัติศาสตร์ไทยมาพอควร แต่พอดูจบเราพบว่าเรารู้น้อยกว่าที่มันเป็นมากๆ โดยส่วนมากเรารู้เฉพาะเปลือกของมันว่าเกิดเหตุการณ์ใดในยุคไหนและส่งผลอย่างไร มากกว่าแก่นของตัวเหตุการณ์จริงๆว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรในบริบทของแต่ละเหตุการณ์

– ด้วยเหตุผลข้างต้นเราจึงไม่ปัญหาเลยกับการเลือกเล่าไม่เล่าสิ่งใดของผู้สร้าง (เพราะเราไม่รู้ตั้งแต่แรกแล้ว) แต่คำถามคือเหตุใดเราถึงเป็นหนึ่งในผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ไทยน้อยมาก เพราะไม่สนใจเองจริงๆหรือเพราะถูกทำให้ไม่สนใจกันแน่ ต้องยอมรับว่า FB เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้เรื่องประวัตศาสตร์ไทยมากขึ้นจากการแชร์ต่างๆของเพื่อนๆในหน้าวอลล์ ซึ่งก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองอีกว่าที่เราอยากรู้เพราะอยากรู้จริงๆหรือเพราะกลัวรู้ไม่เท่าเพื่อนๆในวอลล์กันแน่? อย่างไรก็ตามการมีหนังที่พูดถึงเรื่องการเมืองตรงๆแบบนี้เข้าฉายในบ้านเราถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งแน่ๆ

– และด้วยเหตุผลข้างต้นอีกเช่นกัน ถ้าเราเป็น เป็นเอกฯ ภาสกร เราก็คงทำสารคดีออกมาแบบนี้แหละมั๊ง ถ้าอยากรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไรก็คงหนีไม่พ้นกับไปพบเหล่าคนที่อยู่ในหนัง เหล่านักวิชาการที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองบ่อยๆ ดังนั้นการได้ฟัง อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดในรายการสยามสาระพา นั้นคือการเปิดมุมมองใหม่ที่ดีมากๆ (อ. ตั้งคำถามว่าทำไมเมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย มันต้องตกไปอยู่แค่ในกลุ่มปัญญาชนและนักวิชาการ?)

– ส่วนเรื่องความพยายามทำตัวเป็นกลางของหนังโดยพยายามอ้างอิงถึงเรื่องเหรียญสองด้านและการทอนเหรียญนั้นยอมรับว่าเราไม่ขัดข้องใดๆเลย (คือถ้ามองอย่างคนไม่รู้อะไรมากอย่างเราและอาจรวมเป็นเอก/ภาสกร) แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าหนังไม่จำเป็นต้องเป็นกลางและไม่ควรจะเป็นกลางด้วยซ้ำเพื่อที่จะทำให้หนังมีเอกลักษณ์ของมันเองตามความคิดของผู้สร้าง ดังนั้นมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้สอบตกในแง่ของความเป็น “หนังสารคดี” (และเห็นด้วยกับที่อาชามดองพูดในสยามสาระพา)

– และถ้าพูดถึงในเรื่องเป็นกลางไม่เป็นกลางของหนัง ก็คงต้องพูดถึงเรื่องการเซ็นเซอร์ของหนังด้วย การเซ็นเซอร์ระดับแรกที่ได้เห็นบนจอน่าสนใจในแง่ของการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่ซึ่งเราอาจได้ยินได้ฟังในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตและเราเห็นว่ามันมีค่ามากกว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยแบบไม่กล่าวถึงด้วยซ้ำ เพราอย่างน้อยๆมันก็ทำให้คนไม่รู้อะไรอย่างเราตั้งคำถามและอยากรู้อยากหาคำตอบเพราะมั่นใจและรู้ว่ามันมีคนพูดถึงแน่ๆ ดังนั้นการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังก็คืออีกเหตุผลหนึ่งของความเป็นการกลางอันไร้ประโยชน์

– อย่างไรก็ตาม ภาวนาและขอให้ผู้สร้างสำเร็จในการส่งภาคต่อๆของหนังเข้าฉายต่อๆไป

– สรุป ดูจบแล้วพบว่าเรามีความ Paradox อยู่สูง อันหมายถึงเรามีความเป็นสลิ่มอยู่ในตัวสูงทีเดียว

https://i1.wp.com/board.postjung.com/data/683/683642-img-1370848541-1.jpg03/07/13 – Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย (กิตติธัช ตั้งศิริกิจ, สิทธิศิริ มงคลศิริ, ษรัณยู จิราลักษม์/ ไทย/ 2556) – 3.5/5

     โอเค แม้ว่าตอนนี้เราจะลืมๆหนังไปบ้างแล้วซึ่งอาจเนื่องด้วยการที่หนังยังคงใช้ขนบของหนังสยองขวัญที่เห็นได้ทั่วไป กล่าวคือไมได้มีความแปลกใหม่ใดๆในแง่ของความเป็นหนังผีสยองขวัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชยมากๆคือความกล้าในการเล่าเรื่องอันท้าทายที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยกระแสหลักนัก การกล้าในการพลิกการเล่าเรื่องจากหน้าหนังตามที่คนดูคาดหวังไปเป็นอีกแบบ (ใครจะคิดว่าน้องเก้าจะโดนแบบนี้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก) การเล่าเรื่องที่วิ่งพุ่งตรงไปข้างหน้าแล้วปล่อยให้คนดูทำได้เพียงสงสัยในปริศนาทั้งหมดก่อนจะมาเผยแบล็คกราวด์ตัวละครในแต่ละตอนในช่วงท้ายซึ่งก็ทำได้ดีทีเดียวอันต้องยกความดีความชอบให้บทหนังของคงเดชไปเต็มๆ หนังใช้ตัวละคร จอย เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดที่แวดล้อมตัวเธออันนำไปสู่ประเด็นต่างๆมากมายของความเป็นวัยรุ่นและสังคมในตอนสองและปัญหาครอบครัวในตอนที่สามซึ่งก็ทำออกมาได้ดาร์คหม่นสมใจโดยผีในเรื่องเป็นเพียงสิ่งสะท้อนต่อความกลัวต่างๆของตัวละครเอง

อนึ่ง ขอกราบการแสดงของน้องปันปันและคนที่รับบทเป็นติ่งที่แบกรับตอนของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

ปล. ตอนดูนึกไปถึงหนังและซีรี่ย์อย่าง Shokuzai (Kiyoshi Kurosawa)ในแง่ของการเล่าเรื่อง, Confessions ในแง่ของวัยรุ่นในความหม่นมืดและกับซีรี่ย์ Hormones:วัยว้าวุ่น ที่ตอนนี้ยังสับสนอยู่ในบางฉากว่ามาจากหนังเรื่องนี้หรือซีรี่ย์กันแน่ 😛

09/07/13 – ติวเตอร์หนุ่มระเริงรัก (นิกกี้ พิ้มพ์/ ไทย/ 2556) – 0.5/5

     ก็ว่าจะเลิกดูหนังพวกนี้แล้วที่หลังๆแทบจะไม่มีอะไรใหม่ให้ได้รู้สึกเหมือนช่วงแรกๆของหนังอาร์ไทยเจนเนอเรชั่นใหม่ที่เราได้ดูเมื่อซัก 3-4 ปีก่อน จากที่เคยเน้นบทเน้นเทคนิคก็กลายเป็นการเน้นเร็วและสุกเอาเผากินเข้าว่าเพื่อป้อนตลาด คิดๆไปก็น่าเสียดายเหมือนกันเพราะหากเป็นแบบนี้ต่อไปหนังแนวนี้ก็คงย่ำอยู่ทีเดิม เพียงแต่เปลี่ยนนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา

     ส่วนเรื่องนี้ก็เข้าค่ายที่ว่าเพียงแต่เพิ่มแฟนตาซีเข้าไปตามสไตร์หนังนิคกี้ที่ชอบไต่ไปบนสุดขอบเส้นแบ่งความเป็นหนังอาร์กับเอ็กซ์ ฟังดูน่าตื่นเต้นแต่มันก็เห็นมาหลายเรื่องละ แถมยังให้กราฟแบบค่อยๆไต่ลงๆด้วย กล่าวคือยิ่งดูยิ่งแย่ลงๆ ก็น่าเบื่อกันต่อไป

21/07/13 – Pacific Rim (Guillermo del Toro/ US/ 2013) – 2/5

– ไมดูแล้วมันปวดตาปวดกบาลเยี่ยงนี้

– ไมพระเอกน่ารำคาญเยี่ยงนี้ (เสียงเรียก มาโกะๆๆๆๆๆ และหน้าเหม็นขี้ตลอดเวลาของมันยังคงฝังอยู่ในโสตประสาท)

– ไมมันเรื่องมันเฉยสะบัดและน้ำเน่าเยี่ยวราดเยี่ยงนี้ (อี๊ๆๆๆๆๆๆๆ)

– ไมไม่เห็นรู้สึกนอสทาเจียไปถึงการ์ตูนหุ่นยนต์ยักษ์ของญี่ปุ่นเลย ก๊อตซิล่าก็ไม่ แต่คิดถึงอุตตร้าแมนเฉยเลย นั่งดุไปก็คิดเล่นๆว่าอยากให้ฮอลลีวู๊ดทำหนังอุตตร้าแมนไป

– ส่วนที่ชอบคือตอนอารัมภบทเปิดเรื่อง, ดนตรีประกอบและรินโกะ คิคุชิ

– รินโกะ คิคุชิ

– รินโกะ คิคุชิ

– รินโกะ คิคุชิ

24/07/13 – Only God Forgives (Nicolas Winding Refn/ France, Thailand, USA, Sweden/ 2013) – 1/5

     เหมือนดูมวลหมู่ผีสางลอยล่องอยู่ในกรุงเทพแบบไร้ซึ่งจุดหมาย

ให้ตายเถอะ อดสงสัยไม่ได้แล้วว่า Drive คือความฟลุ๊ค เราไม่สามารถจับต้องอะไรในหนังเรื่องนี้ได้เลย มันฟุ้งเฟ้อไปหมดเสียทุกอย่าง บทจะคว้ามาพินิจพิเคราะห์มันก็กลายเป็นอากาศธาตุมลายหายคามือไปทุกที เราไม่มีปัญหาใดๆกับความนิ่งช้าและงานภาพจัดๆของมันเลยนะ กลับชอบเสียอีกแต่เรามีปัญหากับความล่องลอยของหนังมากๆ มันไม่มีอะไรให้ยึดเกาะแล้วสามารถไต่ไปได้ต่อเลย ไต่ตกไต่ตกจนหมดแรง โอเคเราเห็นการใส่แนวคิดแบบตะวันตกในสภาวะแวดล้อมของโลกตะวันออกด้วยสไตร์ส่วนตัวมากๆของผู้กำกับ เมืองไทยดูสวยดีแต่ก็ทำใจคล้อยตามไม่ได้จริงเพราะมันมายาเหลือเกิน คนไทยในเรื่องก็ไม่ใช่คนไทย จริงๆไม่อาจเรียกได้ว่าคนด้วยซ้ำ มาลองนั่งคิดว่าถ้าเรามองหนังด้วยสายตาคนตะวันตกเราจะได้อะไรและเห็นอะไรในหนังเรื่องนี้? เราอาจเห็นหนังสอนสั่งศาสนาห่วยๆเรื่องหนึ่งมั๊ง

เอาน่ะ การได้เห็นตัวละครแม่อย่าง คริสตีน สก็อตต์ โทมัส (รวมถึงการแสดงของเธอ) ในเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นกำไรเล็กๆ

เอ๊ะ! หรือว่าชื่อหนังมันบอกอ้อมๆกับตัวหนังไว้แล้วหว่า? เพราะกูคง never ever forgive แน่ๆ

11/07/13 – The ABCs of Death (26 Directors/ US/ 2012) – 3/5

– ญี่ปุ่นคือที่สุดของหนังชุดนี้ พีคและไปไกลสุดกู่ ชอบ F for Fart และกรี๊ดแบบขนลุกกับ Z for Zetsumetsu

– แต่ L for Libido คือที่สุดของที่สุดแห่งความพีคจริงๆ ท้าทายทุกเลเยอร์แห่งการรับรู้

– R for Removed นี่เซอร์ไพร์สมาก ไม่คิดว่า ผกก A Serbian Film จะเคารพศิลปะภาพยนต์แบบนี้

– อยากรู้ว่า D for Dogfight แม่งถ่ายหมายังไง? เทพมาก

– ตอนขี้พิฆาต K for Klutz นี่ก็ชอบ ตบเข่าฉาดดดดดดด

– ชอบวิชวลใน O for Orgasm เป็นการส่วนตัวเพราะชอบ Amer ของคู่ผู้กำกับเดียวกัน

https://i2.wp.com/www.filmzick.com/wp-content/uploads/2012/05/3am.jpg25/07/13 – ตี 3 (พัชนนท์ ธรรมจิรา, กิรติ นาคอินทนนท์, อิสรา นาดี/ ไทย/ 2555) – 2.5/5

     ตลกดีที่สิ่งที่เราโอเคกับหนังคืออะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องผีลงผีหลอก ความเป็นผีของหนังกลายเป็นส่วนเกินมากๆสำหรับเรา

เกศสยอง: ชอบความสัมพันธ์ของไอ้พี่น้องคู่นี้ แต่เหมือนหนังจะไม่ได้สนใจในเรื่องนี้มันเลยจบแบบน่าถอนหายใจ แต่ก็อยากเห็นสายป่านกับโฟกัสมาเล่นเป็นพี่น้องกันอีก

เรือนหอคนตาย: ชอบตอนนี้ที่สุดเหมือนกับหลายๆคน มันไปไกลดีกับอารมณ์หลงใหลศพที่เล่นกับเรื่องภาวะทางจิตได้อย่างน่าสนใจและชอบที่มันเปลี่ยนอำนาจทางเพศจากผู้ถูกกระทำไปเป็นผู้กระทำในช่วงท้าย

O.T.: อะไรๆก็เยอะไปหมด ริจะทวิสช์เกลียวหลายรอบแต่ดันไปตายเอาตอนจบ นอกจากไม่น่าเชื่อแล้วมันยังน่าเบื่อและเดาทางได้ แต่บางทีถ้าไม่เอาผีมาเกี่ยวเลยเราอาจจะชอบขึ้นมาอีกนิด

28/07/13 – The Wolverine (James Mangold/ US/ 2013) – 2.5/5

ดูจบมีความรู้สึกเดียวกับตอนดู Captain America: The First Avenger คือเหมือนหนังมันถูกสร้างมาเพื่อผลของการขายอื่นๆมากกว่าการขายตัวของมันเอง อย่างกัปตันอเมริกาเหมือนถูกสร้างมาเพื่อนำไปสู่ The Avengers ซึ่งตัวหนังของมันเองก็ไม่ได้เป็นที่น่าจดจำเท่าไหร่ เช่นกันวูฟเวอรีนในเรื่องก็เหมือนถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกับ X-Men: Days of Future Past แม้จริงๆในเรื่องมันเชื่อมกันแค่ฉากหลังเครดิต แต่ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย

เรารู้สึกว่าวูฟเวอรีนในหนังคือตัวคุกคามนะ มันเหมือนตัวแปลกปลอม (ที่ในบางครั้งหมายรวมถึงอาการ “เสือก” ด้วย) ความเป็นตะวันตกในการคุกคามโลกของตะวันออก ซึ่งพอหนังมันพ่วงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อเมริกาทิ้งบอมบ์นางาซากิด้วยแล้วเลยยิ่งเห็นชัดใหญ่เลย เราเลยดูหนังด้วยสายตาของคนนอกที่เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านตลอดเวลา แต่เป็นคนนอกที่มีพละกำลังและอำนาจล้นพ้น มันเลยทำอะไรก็ได้ และได้ดีไปเสียหมด ดีเสียขนาดทำให้คนญี่ปุ่นแม่งฆ่ากันเองได้ แถมความเป็นญี่ปุ่นในเรื่องคือข้าทาสบริวารชั้นดี คือมาทำให้กูยิ่งดูมีพาวเวอร์ขึ้นอีก แถมจะล้างแค้นยังทำไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นตัวละคร “ไวเปอร์” นี่ก็เป็นคนฮังการีซึ่งก็อยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่สอง  (อ้างอิงจากวีกิฯ) ฉะนั้นแล้วพี่วูฟในเรื่องก็คืออเมริกาที่มายืนยกแขนชูกรงเล็บทั้งสามเหมือนประกาศศักดาว่ากูชนะอีกแล้วเป็นครั้งที่สามนะ อืมมมมม

จริงๆถ้าเรามีความรู้เรื่องของตัวละครตัวนี้ในหนังสือการ์ตูนและความสัมพันธ์กับหนังญี่ปุ่นหลายๆแบบก่อนดูน่าจะได้ผลลัพย์และสนุกกับหนังมากกว่านี้ (ใครดูแล้วลองไปอ่านเรื่องของชองหนังญี่ปุ่นในหนังเรื่องนี้ดู https://www.facebook.com/photo.php?fbid=688101027882524&set=a.572617842764177.82701637.100000479003495&type=1&relevant_count=1) เรารู้เพียงว่ามันสัมพันธ์อย่างไรกับหนังชุด X-Men แค่นั้น กรอบที่ได้เลยค่อนข้างแคบ อย่างไรก็ตาม ตัวละครจีน เกรย์ไม่ต้องใส่มาก็ได้นะ รู้แหละว่าเอามาเป็นตัวเชื่อมแต่มันน่ารำคาญจังเลยอะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนที่ชอบมากๆก็ยังมีอยู่ เราชอบอารมณ์ขันตามรายทางของมัน แม้ว่ามันจะดูเสร่อๆแต่เราว่ามันเป็นตลกแบบตะวันออกดี รวมไปถึงนักแสดงญี่ปุ่นทั้งสองคน คนนึงยูนีคมาก อีกคนมาเพื่อโชว์ความสวยงามของเสื้อผ้าด้วยหุ่นนางแบบซูเปอร์โมเดล

29/07/13 – Ordos 100 (Ai Weiwei/ China/ 2012)4/5

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศจีนกะจะสร้างอภิมหาโปรเจกค์บ้านพักตากอากาศ ด้วยการนำสถาปนิก 100 คนจาก 27 ประเทศมารวมตัวกันเพื่อออกแบบบ้านจำนวน 100 หลัง โดยแต่ละหลังใช้พื้นที่ถึง 1000ตรม. เพื่อสร้างชุมชนใหม่ในใจกลางมองโกเลีย!

และนี่ก็คือสารคดีที่ถ่ายถอดช่วงการเริ่มต้นโปรเจกค์ในปี 2008 ตั้งแต่การรวมตัวของเหล่าสถาปนิกจนไปจบที่การสรุปแบบแปลนและรูปทรงบ้านแต่ละหลังที่บรรจุในแปลนหลักของอ้ายเวยเวย ศิลปิน, สถาปนิคหัวขบถผู้โด่งดังกับผลงานอย่างสนามกีฬารังนกทีใช้ในการแข่งขันปักกิ่งโอลิมปิกเมื่อปี 2008

แน่นอนอะไรที่ออกมาจากความคิดของอ้ายเวยเวยนั้นน่าสนใจเสมอ แต่เรื่องนี้ค่อนข้างต่างออกไปจากหนังสารคดีเรื่องอื่นๆของเขาที่เราเคยดู เพราะมันเป็นเพียงแค่การตามดูการสร้างโปรเจกค์นี้โดยไม่มีการขบถใดๆ แต่อย่าริอาจคิดว่ามันจะเรียบง่ายและไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะแค่การนำสถาปนิกชั้นนำทั่วโลกมารวมตัวกันได้นั้น มันไม่มีทางเรียบง่ายได้แน่ๆ จริงไหม? ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราจะได้พบคือความคิดที่ตีกันไปมาของสถาปนิกแต่ละคนต่อแนวคิดต่างๆทั้งส่วนของโครงการเองที่พบปัญหาเยอะแยะมากมายทั้งเรื่องการจัดการ, เงินทุน เกี่ยวเนื่องไปถึงความไม่โปร่งใสต่างๆ เลยเถิดไปถึงเรื่องชนชั้นการปกครอง รวมไปถึงแนวคิดต่อการออกแบบของสถาปนิกแต่ละคนเองที่มาจากพื้นเพและสังคมที่ต่างกัน เราจึงได้เห็นความโกลาหลและความคิดต่างๆมากมายในหนังสารคดีเรื่องนี้

ซึ่งสุดท้าย โปรเจกค์นี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา…

เชิญรับชมได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=LLL72t_bHVo