ประชาธิป’ไทย (เป็นเอก รัตนเรือง, ภาสกร ประมูลวงศ์/ ไทย/ 2556)

https://i1.wp.com/www.siamzone.com/movie/pic/2013/paradoxocracy/poster1.jpg

 

– เป้าประสงค์หลักของเราคือการดูเพื่อตรวจสอบเราตัวเอง

– ก่อนดูเราคิดว่าเรารู้ประวัติศาสตร์ไทยมาพอควร แต่พอดูจบเราพบว่าเรารู้น้อยกว่าที่มันเป็นมากๆ โดยส่วนมากเรารู้เฉพาะเปลือกของมันว่าเกิดเหตุการณ์ใดในยุคไหนและส่งผลอย่างไร มากกว่าแก่นของตัวเหตุการณ์จริงๆว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรในบริบทของแต่ละเหตุการณ์

– ด้วยเหตุผลข้างต้นเราจึงไม่ปัญหาเลยกับการเลือกเล่าไม่เล่าสิ่งใดของผู้สร้าง (เพราะเราไม่รู้ตั้งแต่แรกแล้ว) แต่คำถามคือเหตุใดเราถึงเป็นหนึ่งในผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ไทยน้อยมาก เพราะไม่สนใจเองจริงๆหรือเพราะถูกทำให้ไม่สนใจกันแน่ ต้องยอมรับว่า FB เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้เรื่องประวัตศาสตร์ไทยมากขึ้นจากการแชร์ต่างๆของเพื่อนๆในหน้าวอลล์ ซึ่งก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองอีกว่าที่เราอยากรู้เพราะอยากรู้จริงๆหรือเพราะกลัวรู้ไม่เท่าเพื่อนๆในวอลล์กันแน่? อย่างไรก็ตามการมีหนังที่พูดถึงเรื่องการเมืองตรงๆแบบนี้เข้าฉายในบ้านเราถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งแน่ๆ

– และด้วยเหตุผลข้างต้นอีกเช่นกัน ถ้าเราเป็น เป็นเอกฯ ภาสกร เราก็คงทำสารคดีออกมาแบบนี้แหละมั๊ง ถ้าอยากรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไรก็คงหนีไม่พ้นกับไปพบเหล่าคนที่อยู่ในหนัง เหล่านักวิชาการที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองบ่อยๆ ดังนั้นการได้ฟัง อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดในรายการสยามสาระพา นั้นคือการเปิดมุมมองใหม่ที่ดีมากๆ (อ. ตั้งคำถามว่าทำไมเมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย มันต้องตกไปอยู่แค่ในกลุ่มปัญญาชนและนักวิชาการ?)

– ส่วนเรื่องความพยายามทำตัวเป็นกลางของหนังโดยพยายามอ้างอิงถึงเรื่องเหรียญสองด้านและการทอนเหรียญนั้นยอมรับว่าเราไม่ขัดข้องใดๆเลย (คือถ้ามองอย่างคนไม่รู้อะไรมากอย่างเราและอาจรวมเป็นเอก/ภาสกร) แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าหนังไม่จำเป็นต้องเป็นกลางและไม่ควรจะเป็นกลางด้วยซ้ำเพื่อที่จะทำให้หนังมีเอกลักษณ์ของมันเองตามความคิดของผู้สร้าง ดังนั้นมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้สอบตกในแง่ของความเป็น “หนังสารคดี” (และเห็นด้วยกับที่อาชามดองพูดในสยามสาระพา)

– และถ้าพูดถึงในเรื่องเป็นกลางไม่เป็นกลางของหนัง ก็คงต้องพูดถึงเรื่องการเซ็นเซอร์ของหนังด้วย การเซ็นเซอร์ระดับแรกที่ได้เห็นบนจอน่าสนใจในแง่ของการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่ซึ่งเราอาจได้ยินได้ฟังในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตและเราเห็นว่ามันมีค่ามากกว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยแบบไม่กล่าวถึงด้วยซ้ำ เพราอย่างน้อยๆมันก็ทำให้คนไม่รู้อะไรอย่างเราตั้งคำถามและอยากรู้อยากหาคำตอบเพราะมั่นใจและรู้ว่ามันมีคนพูดถึงแน่ๆ ดังนั้นการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังก็คืออีกเหตุผลหนึ่งของความเป็นการกลางอันไร้ประโยชน์

– อย่างไรก็ตาม ภาวนาและขอให้ผู้สร้างสำเร็จในการส่งภาคต่อๆของหนังเข้าฉายต่อๆไป

– สรุป ดูจบแล้วพบว่าเรามีความ Paradox อยู่สูง อันหมายถึงเรามีความเป็นสลิ่มอยู่ในตัวสูงทีเดียว

4/5

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s