มิถุนา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/06/13 – Censor Must Die: เซ็นเซอร์ต้องตาย (สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์/ ไทย/ 2555) – 3/5

     โอเค ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปก่อน (เพราะเราคิดว่าไม่ว่ายุคสมัยไหน รัฐบาลไหนในอดีตที่ผ่านมา เหตการณ์มันก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก) เราพบว่าความสำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการนำพาผู้ชมไปพบกับวิธีการ, ปัญหาและผลกระทบในระบบการพิจารณาภาพยนตร์ในบ้านเราที่ยังคงนิยามว่า “ราชก๊าน ราชการ” ได้อยู่ แต่เพราะเรายังไม่ได้ดูหนัง “เช็คสเปียร์ต้องตาย” เลยไม่สามารถฟันธงได้เต็มที่กับหนังเรื่องนี้ จริงอยู่ว่ามันไม่ควรมีหนังเรื่องไหนทั้งสิ้นถูกแบนแต่เราก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าทำไมและอย่างไรถึงต้องแบนหนังเรื่องที่ว่า อนึ่ง เราพอเข้าใจในความเกรี๊ยวกราดและระเบิดลงในช่วงท้ายนะ เพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้นจริงๆ เราก็คงมีอารมณ์และอาการไม่ต่างผู้สร้างนักหรอกโดยเฉพาะการโทษโน่นนี่นั้นไปเสียหมด

ไม่รู้ความยาวของหนังนี่ตั้งใจจะสะท้อนให้ผู้ชมรับรู้ถึงความรู้สึกอันเหนื่อยหน่าย ความอ่อนแรงและการทำอะไรซ้ำๆซากๆเหมือนการวิ่งเรื่องฟ้องร้องของผู้สร้างในเรื่องหรือเปล่า? ถ้าใช้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ

ย้ำอีกครั้ง! เราว่าในมุมมองที่ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปนะ

01/06/13 – Now You See Me (Louis Leterrier/ US/ 2013) – 5/5

     กลายเป็นหนังที่ชอบมากๆเฉยเลยแบบไม่ได้ตั้งใจ เราชอบมากๆที่หนังมันเล่นกับความเชื่อและ Magic ไปตลอดทั้งเรื่องอย่างชัดเจนและแข็งแรงมากๆ “เมจิกจะไม่เกิดถ้าคุณไม่เชื่อเสียก่อน” ดังนั้นแล้วพอหนังมันเล่นกับไอ้สองสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันแบบนี้ มันเลยท้าทายคนดูอย่างเต็มที่เสียเลยว่าเราจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้ไหม? เพราะเมจิกในหนังจะมีพลังมากที่สุดเมื่อเราเชื่อในสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในหนังอันทำให้เราสามารถตามเมจิกได้ทันท่วงที เราอาจจะนำหน้าหนึ่งก้่าว สองก้าวหรืออาจเจ็ดกก้าวได้

แล้วไอ้เมจิกของหนังจริงๆมันกลับไม่ใช่การแสดงเหลือเชื่อเหล่านั้นบนเวที แต่คือความคิดและแผนการที่ถูกวางมาอย่างแยบยลต่างหากและอย่างที่บอก เราเชื่อได้ไหมล่ะ? เมจิกมันมาจากตรงนั้น เราก็เลยไม่มีปัญหาใดๆกับหนังเลยจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้เราคิดไปถึงวลีอย่าง Movie is Magic มากๆ หากเราไม่่ชื่อในพลังของภาพยนตร์แล้วไซร้ แล้วเราจะเห็นมันเป็นเมจิกหรือเปล่า?

ส่วนฉากจบนี่ก็ยังเล่นเรื่องความเชื่ออีก กุญแจคล้องรัก แต่มันดันอยู่ในด้านกลับของประเด็นในหนังที่ว่ายิ่งใกล้ยิ่งมองไม่เห็น ด้วยการถอยห่างจากกุญแจดอกเดียวไปสู่หลายๆดอก นั่นคือยิ่งใกล้ยิ่งเห็นชัด อาจเพราะความรักคือความเชื่อในเมจิกอีกแบบก็เป็นได้ วิ้ววววววว

ดาราฝรั่งเศสนอกจาก Jean Seberg แล้ว ก็คงมี Mélanie Laurent นี่แหละที่เราชอบเหลือเกิน สเน่ห์ล้นมากๆ (ชอบตั้งแต่  Inglourious Basterds ละ)

อนึ่ง ถ้าเราเห็นหนังไปในแนวทางอื่นก็คงไม่ชอบขนาดนี้

02/06/13 – Cutie Honey (Hideaki Anno/ Japan/ 2004) – 3/5

     หนังดีกว่าที่คิดไว้แยะเลยแหะหลังจากเคยดูไปทีนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนแรกนึกว่ามันจะติงต๊องไร้สาระ ซึ่งมันก็ติงต๊องแหละแต่มันยังมีหลายๆประเด็นที่น่าสนใจมาประกอบ ไม่รู้ว่าเพราะหนังมันสร้างจากต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนยุค 70 ด้วยหรือเปล่าที่ไปเล่าเรื่องราวการเอาชนะความเกลียดชังและความแค้นด้วยอานุภาพแห่งความรัก ฟังดูอี๊ๆแต่โชคดีที่หนังไม่ได้ไปสุดโต่งขนาดนั้น เพราะมันไปพูดเรื่องความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในสังคมด้วยผ่านตัวละครอย่างตำรวจสาวและตัวคิวตี้ฮันนี่เอง ตัวละครที่มีรักแต่บริหารมันไม่เป็น แต่สุดท้ายก็ช่วยกันเติมกันและกัน

อนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคงเพราะ Mikako Ichikawa ด้วยแหละ

02/06/13 – Fast & Furious 6 (Justin Lin/ US/ 2013) – 2/5

     ภาค 5 ว่าเยอะแล้ว ภาคนี่แม่งเยอะกว่า เยอะจนบางทีก็ปวดกบาล จะเล่นใหญ่ยังไงก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่การฆ่าตัวละครที่กูรักแล้วเอา เจสัน สเตแธม เข้ามานี่กูรับไม่ได้จริงๆ

02/06/13 – Cold War (Lok Man Leung, Kim-ching Luk/ HK/ 2012) – 5+++/5

     รอบแรกที่ดูนี่เฉยๆนะ แต่เห็นหลายๆคนกรี๊ดแตกกันเลยคิดว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ก็เลยเอามาดูอีกรอบแล้วก็ฟินแตกจริงๆ (จับทางได้ว่ารอบแรกดันดูตอนง่วงๆแถมยังไปตะบี้ตะบันตามหนังให้ติดอีกมันเลยยิ่งเหนื่อย)

แล้วพอได้ดูรอบสองแบบสมองโปร่งๆและรู้เรื่องคร่าวๆของหนังหมดแล้วเลยสามารถตามเก็บสิ่งที่เหลือต่างๆของหนังได้อย่างเต็มที่ หนังหักเหลี่ยมหักมุมเฉือนคมสนุกเป็นเอกลักษณ์ นักแสดงทุกตัวมอบพลังงานที่สูงมาก ดนตรีประกอบก็ระทึกฟุดๆ โดยเฉพาะทุกฉากที่มีการเผชิญหน้ากันแบบจังๆ ทั้งพี่เหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิง(ที่มีทั้งแบบจริงจังเคร่งเครียดและผ่อนคลายสบายๆ) หรือที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากับ ปปช. หลี่จื้อถิง คือมันเป็นฉากที่ถ้าไม่ดุเดือดจนอะดรีนาลีนพุ่งก็จะอิ่มเอมน้ำตาผุดไปเลย

ตอนดูรอบแรกแล้วไปอ่านของพี่ๆที่เขียนถึงว่าหนังมันมีความเป็นฮ่องกงมากๆ ปราศจากการเจือปนของทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และฮอลลี่วู๊ด อันนี่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย ฉากการทำลายป้ายไฟมังกรในช่วงท้ายอาจเป็นคำตอบที่ดี มันคือหนังฮ่องกงที่เราเคยคุ้นเคยที่ไม่มีประเทศไหนมันทำได้ถึงจริงๆ แต่เรื่องนี้สำหรับเรามันไปไกลกว่านั้น มันคือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของฮ่องกงเพื่อฮ่องกงโดยเฉพาะจริงๆ ฉากการพบกันครั้งสุดท้ายของเหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิงเป็นคำตอบที่ดีมาก

เหลียงเจียฮุยเท่สัดๆ ดูจบคิดเลยว่าแก่ตัวไปกูจะใช้แกเป็นไอดอล

รอดูภาคสองด้วยในจดจ่อ

06/06/13 – The Perks Of Being A Wallflower (Stephen Chbosky/ US/ 2012) – 5+++++/5

     เฉยๆมากกับการอ่านเป็นตัวหนังสือแต่พอมาได้เห็นเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่มาจากฝีมือของผู้เขียน/ผู้กำกับซึ่งเป็นคนเดียวกันแท้ๆ เรากลับตายสนิทราบคาบ เขื่อนน้ำตาพังทลาย มีหนังน้อยเรื่องนักที่เราจะดูซ้ำ แต่มันน้อยเรื่องยิ่งกว่าที่เราดูมันซ้ำในวันเดียวกัน

ส่วนหนึ่งที่มีผลแน่ๆคือเพลงประกอบที่เราสามารถได้ยินได้ฟังมันจริงๆ(และส่งผลกระทบกับคนดูมากเหลือเกิน) พร้อมกับเสน่ห์อันเหลือล้นของทั้งภาพและกลุ่มนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่เราคงไม่มีวันคิดภาพออกได้แน่ๆตอนอ่านหนังสือ จนตอนนี้เริ่มอยากกลับไปอ่านหนังสือดูอีกรอบเพราะสำหรับเรื่องนี้เราค่อนข้างเชื่อว่าดูหนังก่อนอ่านหนังสือน่าจะส่งผลที่ดีกว่า (และหลายๆเรื่องในหนังสือไม่มีในหนังด้วย)

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องตัวหนังนอกจากเรื่องของเพลงและนักแสดงที่ว่าไปแล้ว ความยอดเยี่ยมของมันอีกข้อคืออาการไม่ฟูมฟายของมัน การเผยเรื่องราวเลวร้ายในหนังเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ด้วยอารมณ์แสนปกติธรรมดา แต่กลับทำให้ผู้ที่ต้องเก็บสะสมเรื่องราวอย่างคนดูสะอึกและเจ็บปวดด้วยความที่มันดู “จริง” มากๆ รวมไปถึงการนำพาคนดูให้ย้อนกลับไปในช่วงวัยของตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการถวิลหาแต่คือการนำพาไปเข้าใจว่ามันผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทาง ณ ตอนนี้ต่างหากที่สำคัญอันเป็นตัวกำหนดอนาคตอีกที มันเลยทำให้ฉากลอดอุโมงค์ท้ายเรื่องคือการสรุปความที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ของเรา เพราะมันสามารถนำสารที่เคยได้ยินมาเป็นพันครั้งให้ผ่านเข้ามาในการพิจารณาของเราเองได้จริงๆ

และส่วนที่เหลือก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ

– คิดว่าคนที่เคยผ่านช่วงมัธยมปลายในยุค 90 มาคงชอบหนังเรื่องนี้มากๆ (แม้เราจะอยู่ในช่วงปลายของยุคแล้วก็เถอะ) มันเป็นช่วงที่เราได้พบกับเพื่อนแท้จริงๆ ช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนโลกทั้งใบไปจริงๆ ช่วงที่ความรักครั้งแรกแม่งคือเรื่องใหญ๋จริงๆและคือช่วงของการฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตที่ยังต้องพลิกเทปเพื่อไปฟังหน้า B หนังมันแนบเคียงกับเราแทบจะเป็นเนื้อเดียวด้วยการพาย้อนกลับไปมองด้วยสายตาของเรา ณ ปัจจุบันเอง (และบางเวลาก็พาเราย้อนกลับไปมากกกว่านั้น)

– เราทุกคนคงต้องเคยผ่านความทุกข์เศร้าและเจ็บปวดโดยที่เราอาจลืมหรือเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถกำจัดความเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้หมดแล้ว แต่หนังเรื่องนี้มันกลับบอกกับเราว่า ไม่เลย สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ไปไหนเลยมันยังอยู่กับเรานี่แหละ หนังพาเราเข้าไปเปิดหน้าดินที่ฝังอยู่แล้วนำพวกมันขึ้นมาพิศพิจารณาดูอีกครั้งด้วยแง่มุมที่โตขึ้น ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น ดังนั้นผลที่ได้จึงไม่ใช่น้ำตาแห่งการฟูมฟายแสนเศร้าแต่คือน้ำตาแห่งความสุขที่เราได้พบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมันน่าจดจำมากกว่าจะฝังกลบมันเอาไว้ หนังมันมอบให้เราไว้แบบนั้น

– เราเจ็บปวดเสมอเมื่อได้พบคนที่มันแคร์คนอื่นๆมากกว่ามันตัวเอง มันคือสิ่งสวยงามไม่กี่สิ่งที่เราเคยเป็น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้วเพราะไอ้คนแบบนั้นมันอยู่ไม่ได้ในโลกจริงหรอก และตอนนี้เราได้กลายเป็นสิ่งที่เราเคยเกลียดไปเสียแล้วโดยสมบูรณ์

– จูบแรกตราตรึงเสมอ แม้มันจะไม่สวยงามนัก

– เคยอัดมิกซ์เทปให้คนที่แอบชอบไหม? มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดนะ แต่มีคุณค่ากับชีวิตเหลือเกิน

– และอย่างที่เดวิด โบวี่ร้องไว้ “We can be heroes just for one day” และ ใช่! อย่างที่ชาลีมันว่า “This moment I swear WE ARE INFINITE” เพียงแต่ One Day และ Moment นั้นของเรามันผ่านไปแล้ว เท่านั้นเอง….

ปล. หลังจากฟังเพลง Heroes พร้อมอ่านเนื้อซ้ำๆ เราพบว่าความหมายของ Nothing ของแพททริคน่าจะมาจากเพลงๆนี้นะ

07/06/13 – The Imp (Ivan Lai Kai-Ming/ HK/ 1996) – 3/5

     หนัง CAT III ฮ่องกงคลาสสิค เป็นหนัง Slash Film ที่สนุกและเพลินดี แม้พล็อตแบบนี้ (กลุ่มหนุ่มสาวไปสถานที่แปลกๆแล้วค่อยๆโดนฆ่าทีละคน) จะถูกทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยอมรับว่าช่วงท้ายๆของหนังทำออกมาได้น่าตื่นเต้นดี มันเป็นการเอาความอีโรติกไปเขย่ารวมกับความเป็นไซโคทริลเลอร์ได้อย่างลงตัว อันนี้ชอบ

และอีกหนึ่งความน่าสนใจคือการมองจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยสายตาของคนฮ่องกงเอง หนังสร้างในปี 1996 ก่อนการส่งคืนเกาะฮ่องกงของสหราชอาณาจักรสู่อ้อมกอดจีนในหนึ่งปีถัดมา (1997) เมืองจีนที่เห็นในเรื่องคือประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนที่มีแต่ความอันตรายและไม่น่าไว้ใจ ซึ่งคงหาดูไม่ได้ง่ายๆในหนังยุคปัจจุบัน

12/06/13 – Sex: The Annabel Chong Story (Gough Lewis/ US/ 1999) – 4/5

     สารคดีที่นำพาผู้ชมเข้าไปติดตามชีวิตของสาวน้อยชาวเอเซียผู้ทำลายสถิติโลกด้วยการมีเซ็กซ์กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมงในรายการ World’s Biggest Gang Bang เมื่อปี 1995 หนังใช้การตัดสลับหว่างเหตุการณ์ทำลายสถิตินั้นกับชีวิตของตัวอนาเบลหลังจากนั้น อันนำพาผู้ชมไปพบกับจุดสูงสุดและต่ำสุดขีดของชีวิตเธอพร้อมๆกับการสะท้อนด้านมืดของวงการหนังโป๊อเมริกาในยุคนั้น

มันเป็นสารคดีที่มีความเป็นฟิกชั่นมากๆ ใช้การเล่าเรื่องแบบ 3 องค์และเต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่ามากมาย(ที่ดูๆไปก็ไม่ต่างจากละครน้ำเสียทั่วๆไปเท่าไหร่)แต่ก็ยอมรับว่ามันทำได้ถึงและทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวอนาเบลได้ ส่วนหนึ่งอันเป็นส่วนที่เราชอบมากๆด้วยคือเรื่องราวความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกันของคนสองฝากฝั่งโลก อนาเบลเป็นชาวสิงคโปร์เรี่ยนที่บ้านนับถือและเคร่งในคริสเตียนซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่าลูกสายตัวเองไปเป็นดาราหนังโป๊ฝั่งตะวันตก (ซึ่งก็สร้างเรื่องราวดราม่าได้มากมาย) ซึ่งความแตกต่างนี้มันยังสามารถมองได้ด้วยมุมการเมืองเพราะอนาเบลเชื่อในแนวทางริเบอรัลตามแบบอย่างตะวันตก(ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด)แต่พ่อ-แม่ของเธอนั้นเป็นคริสเตียนคอนเซอร์เวทีฟอย่างไร้ความสงสัย แล้วพอมันมีฉากที่อนาเบลอึดอัดใจที่ไม่สามารถพูดความจริงได้หรือฉากการทะเลาะกันเรื่องความจริงนี้มันเลยรุนแรงมาก เพราะมันใช่แค่เรื่องแนวคิดอย่างเดียวแล้ว มันยังมีเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวรวมไปถึงความกดดันทางสังคมที่มีความเชื่อแตกต่างกันอันส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างทั้งหมด และมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีกเมื่อหนังจบลงที่จุดเริ่มต้นของลูปเดิมๆของเธอ (การหยุดภาพนิ่งในเฟรมสุดท้ายนั้นรุนแรงที่สุด)

อีกด้านหนึ่งของหนังคือการนำพาไปพบกับความมืดหม่นของวงการหนังโป๊อเมริกาที่เต็มไปด้วยทั้งการหลอกลวง สัญญาทาส การแข่งขันที่สูงและไม่มีการไว้หน้าใดๆที่พร้อมจะรุมทึ้งได้ตลอดเวลา วงการที่ผู้ชายเป็นใหญ่และผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่โดนหลอกล่อด้วยชื่อเสียงและความนิยมชั่วคราว มีวลีหนึ่งที่เป็นการตั้งคำถามถึงวงการหนังโป๊ในอเมริกาได้ดีในหนัง “ถ้าเราจ่ายเงินเพื่อเอากับผู้หญิงต่อหน้าตำรวจมันเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่เมื่อเราทำต่อหน้ากล้อง มันจะกลายเป็นเรื่องถูกกฏหมายไปทันที”

16/06/13 – Songs from the Second Floor (Roy Andersson/ Sweden, Norway, Denmark/ 2000) – 5/5

     เคยเอามาดูตอนมันได้คานส์ใหม่ๆแต่ตอนนั้นยังใหม่มากๆกับหนังที่นอกเหนือขนบฮอลลีวู๊ด เลยเอาตัวไม่รอดไปตามระเบียบแล้วก็ดองมันมาเสียนาน แต่พอดีไปหาหนังมาดูแล้วไปเจอแผ่นหนังเรื่องนี้เลยหยิบเอามาดูในตอนนี้แล้วก็พบว่าหนังมันอัศจรรย์จริงๆ ซึ่งความอัศจรรย์ของหนังสำหรับเราคงไม่ใช่ที่เนื้อหาหรือสารที่จะสื่อเพราะเอาเข้าจริงสัญญะมากมายในหนังเราแทบไม่เก็ตเลยด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงสารกว้างๆทีว่าถึงมนุษย์ในสังคมโลกและการหาทางหลุดพ้นที่คาบเกี่ยวไปในหลายๆเรื่องทั้งทุนนิยม, สังคม, ศาสนารวมไปถึงศิลปะ ที่พอดูจบสิ่งแรกที่คิดถึงคือหนังเรื่อง Weekend ของโกดาร์ดในแง่ที่มันพูดถึงในเรื่องคล้ายๆกัน

ความอัศจรรย์จริงๆของหนังสำหรับเราคือการนำเสนอที่เปี่ยมเสน่ห์มากๆ ตัวละครซีดเผือกหน้าตายในภาวะ Magical Realism แบบหน้าตาย ที่เคลื่อนไหวแช้มช้าอยู่ในเฟรมภาพที่แต่ละซีนใช้เพียงการตั้งกล้องนิ่งๆแต่ให้ภาพที่ทรงพลังเหลือเกิน สะกดคนดูด้วยการจัดองค์ประกอบอันแปลกประหลาดแต่อลังการในเหตุการณ์ต่างๆที่แสนประหลาดเปล่งปล้ายิ่งกว่า จนต้องขอนับว่านี่เป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์การดูหนังครั้งใหม่ของตัวเอง

ว่าจะดูอีกรอบ แต่ตอนนี้ขอกราบ รอย แอนเดอร์สันก่อน แล้วเดี๋ยวจะเอา You, The Living มาดูต่อ

9_To_5_Days_in_Porn18/06/13 – 9 To 5 Days in Porn (Jens Hoffmann/ Germany/ 2008) – 3/5

     สารคดีจากเยอรมันแต่นำพาเราเข้าไปพบกับเรื่องราวและแง่มุมต่างๆมากมายของวงการหนังโป๊อเมริกัน อุสาหกรรมมูลค่าสูงกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ณ  San Fernando Valley อันได้ชื่อว่าเป็นฮอลลี่วู๊ดของวงการหนังแนวนี้ แน่นอนไอ้คนในประเทศโลกที่สามอย่างเราที่หนังประเภทนี้ยังไม่เป็นที่ถูกต้องตามกฏหมาย การได้รับรู้เรื่องราวเบื้องหลังและความคิดต่างๆในหนังประเภทนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องการมากๆ (แต่มันกลับหาดูได้ยากกว่าตัวหนังโป๊เองเสียอีก) ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงตอบโจทย์แก่เราได้อย่างดีเยี่ยมพร้อมๆไปกับการตั้งคำถามและปรับความคิดกับตัวเราเองที่มีต่อหนังประเภทนี้

ข้อดีมากๆของหนังคือการทำตัวเป็นคนกลางที่ไม่ตัดสินใดๆ เป็นเพียงผู้พาเราเข้าไปรับรู้ชีวิตของทั้งคนเบื้องหลังและนักแสดง ที่สำคัญคือการพาเราไปพบกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ทำมาหากินตามปกติ ปกติแบบที่คนในวงการหนังฮอลลีวู๊ดเป็น นักแสดงหลายคนมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนปกติ ผู้กำกับมีความฝันในวงการ (พาร์ตหนึ่งหนังพาไปเชคโกสโสวาเกียเพื่อพบกับผู้กำกับที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับในอเมริกา) เอเย่นซ์หานักแสดงที่โฟกัสแต่ผลประโยชน์อันมีเหตุผลของตัวเอง โปรดิวเซอร์มือทองรวมไปถึงงานแจกรางวัล AVN ที่ได้ชื่อว่าเป็นรางวัลออสการ์ของวงการนี้

ดูจบก็นึกสงสัยโง่ๆว่าวงการหนังโป๊มันก็เกิดจากคนปกตินี่น่า แล้วทำไมมันถึงต้องห้ามกันนัก

ปล. ช่วงที่หนังถ่ายทำเป็นช่วงที่ ชาช่า เกรย์ เพิ่งเริ่มเข้าวงการพอดีผู้โด่งดังจากความความร้อนแรงในการแสดงรวมไปถึงการขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง ทำในสิ่งที่ใจอยากทำอันทำให้เธอยิ่งเป็นที่น่าจดจำขึ้นอีก

20/06/13 – I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน (มณฑล อารยางกูล/ ไทย/ 2012) – 5+++/5

     ดูจบคิดถึงป๊ากับม๊าตัวเองมากๆก็เลยร้องไห้โฮไปตามระเบียบ

หนังอาจไปไม่ถึงในแง่ของความสยองขวัญเพราะเอาเข้าจริงนี่มันคือหนังรักหลายเส้าที่หนึ่งในนั้นเป็นดันเป็นผี แต่ผีในเรื่องไม่ได้ออกมาเพื่อจุดประสงค์ในการหลอกหลอนผู้ชมแต่ประการใด มันกลับคือการหลอกหลอนกับห้วงความคิดหนึ่งของมนุษย์เราอันสะท้อนผ่านยังตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่อง ในนามของ “ความคิดถึง” ที่พาเราย้อนกลับไปขุดคุ้ยการจดจำที่เคยผ่าน กับคนหรือสิ่งที่จากไป ให้ได้ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของคนที่ครอบครองมัน ได้เข้าใจว่ามันมีสองด้านตรงข้ามเหมือนกับความรัก แต่น่าขันที่เราๆก็ยังคงพยายามแย่งชิงการจดจำนี้ในรูปของความคิดถึงในแบบฉบับส่วนตัวของเราเองอยู่ดีแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจถึงความร้ายกาจของมันอยู่แล้วก็ตาม ฉากก่อนจบที่กล้องพาเราคนดูไปพบกับผู้คนต่างๆในโรงพยาบาลนั้นเป็นบทสรุปที่ทำให้หนังสมบูรณ์มากๆจริงๆสำหรับเรา

นอกเหนือไปจากสิ่งที่กล่าวไป ความน่าสนใจของตัวหนังเองก็มีมากไม่ใช่น้อยด้วยองค์ประกอบภาพในการสื่อสารและนัยยะต่างๆที่เราว่ามันเจ๋งดี โดยเฉพาะภาพวาดหมอนกในชุดแต่งงานพร้อมกุหลาบสีแดง ขนาดของภาพและการใช้มุมเงยของกล้องแสดงถึงการครอบงำของหมอนก(ในนามความคิดถึง)ได้เป็นอย่างดี,  ชุดดำของตรี ชุดขาวของหมอธนารวมไปถึงช่อกุหลาบของหมอนกคือสารของความตายในบริบทที่แตกต่างกัน (น่าสังเกตว่าทำไมหมอธนาจึงมอบกูหลาบสีขาวแก่หมอนกทั้งๆที่รูปวาดเป็นกุหลาบสีแดง) รวมไปถึงชื่อของตัวละครทุกตัว ธนา (ชื่อจริงพันธนา(การ) การผูกมัดยึดติด), นก (สิ่งที่ควรเป็นอิสระแต่ในเรื่องกลับถูกจับอยู่ในกรงของความคิดถึง เป็นนกที่บินชนกระจกแห่งการจดจำ), บี (แผนสอง ตัวสำรอง ตัวแทน), ตรี (ที่แปลลวกๆว่าสาม คือคนนอกในความสัมพันธ์แบบคู่) อันเหมาะกับคนดูหนังที่คิดไปเรื่อยอย่างเราที่สุด (แต่พบว่ามีคนไปเรื่อยมากกว่าอีกเมื่อเข้าไปในเวบพันทิพย์…ฮา)

22/06/13 – Man Of Steel (Zack Snyder/ US/ 2013) – 0.5/5

     “เหมือนดูคนมาสอนเรื่องคุณธรรมความดี แต่เสือกไม่มีคนฟังเลยทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจ สุดท้ายก็ร้องหาแม่ให้มาปลอบ”

คือจริงๆแล้วผมอยากเห็นซูเปอร์แมนเหี้ยบ้างครับ

เราจะสามารถทำให้ซูเปอร์แมนที่ซึ่งกำเนิดมาใช่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression: 1929-1939) เพื่อจุดประสงค์ของกำลังใจของผู้คนที่ร้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว ผู้เป็นฮีโร่ที่ดีเลิศเลออันมากับความสามารถที่เก่งฉิบหายและมีจุดอ่อนน้อยมากผู้นี้ไปเป็นตัวแทนหรือไปรองรับแนวคิดด้านอื่นๆอีกบ้างได้ไหม? ด้านที่ไม่ต้องมายึดติดกับความคุณธรรมความดีบ้าง ด้านที่ร่วมสมัยมากขึ้นกว่านี้บ้าง เพราะเอาเข้าจริงหนังเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้มืดมนใดๆเลย เรากลับพบว่ามันสว่างมากๆเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่หนึ่งในคนเขียนบทคือโนแลนที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำหนังดาร์คๆได้ดีอย่าง TDK แต่ในเรื่องนี้กลับทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ หรือไม่อยากทำ หรือทำได้ไม่ถึง (อะไรก็ตามแต่)

หรือเพราะพอเราพูดถึงซูเปอร์แมน เราก็มักคิดถึงอเมริกาในนามของฮีโร่ประจำประเทศ แล้วพอมันถูกเล่าด้วยคนในประเทศของมันเองมันเลยไม่สามารถฉีกขนบหนีออกไปไหนได้ไกลๆเลย (เราเลยไม่ติดใจใดๆกับที่หนังมันอวยอเมริกาเองอย่างเต็มที่เพราะเราเห็นว่าฮีโร่ตัวนี้มันแบกรับความเป็นอเมริกาอยู่เต็มสองบ่าอยู่แล้ว) ส่วนบทจะให้ประเทศอื่นซื้อลิขสิทธิ์ไปก็คงเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งแค่คิดจะซื้อก็ว่ายากแล้ว แต่เรื่องคิดจะขายนี่ยิ่งไม่มีวัน เพราะอย่างที่บอก มันคือฮีโร่ในนามของตัวแทนประเทศอเมริกาที่คงไม่มีใครอยากยุ่งและตัวมันเองก็คงไม่อยากโดนย่ำยี

ดังนั้นแล้วตอนดูก็เลยคิดไปถึงซูเปอร์แมนฉบับการ์ตูนเวอร์ชั่นหนึ่งที่เคยอ่านเจอว่ามันไปเล่าตอนที่ซูเปอร์แมนแก่ตัวแล้ว อายุมากขึ้นแล้ว เป็นซูเปอร์แมนที่ผ่านโลกมาโชกโชนแล้ว ซึ่งมันน่าจะเล่นกับสิ่งที่เราอยากดูได้มากกว่า

อนึ่ง พอดีเพิ่งอ่านวารสารหนังไทยเล่มล่าสุดซึ่งมีการอ้างอิงถึงเรื่อง Post-Classical Hollywood อันหมายถึงหนังฮอลลี่วู๊ดยุคหลัง 1980 ที่เทคโนโลยีดีขึ้นมากจนทำให้การทำหนังไปเน้นที่ความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเหตุและผลของตัวบท โดยเหตุและผลถูกใช้เพียงเพื่อนำไปเป็นฐานรองรับความตื่นตาตื่นใจนั้น เปลี่ยนการดูภาพยนตร์จากการ “รับชม” เป็นการรับรู้ “ประสบการณ์ใหม่” เพื่อรองรับในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าคิดเรื่องนี้กับหนังชุดซูเปอร์แมนเหมือนกัน ซูเปอร์แมนภาคแรกสุดที่เป็นหนังเกิดขึ้นในปี 1978 ซึ่งใกล้เคียงกับการกำเนิดของ Post-Classical Hollywood พอดี ดังนั้นแล้วอาจแปลได้ว่าหนังชุดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ของความเป็น Post-Classical Hollywood หรือเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเดียวมาแต่แรกเริ่มแล้ว จนกลายมาเป็นภาพจำ จนเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ซูเปอร์แมนหลุดไม่ออกจากสิ่งเราว่าไป (แต่เพราะเรายังไม่เคยดูหนังภาคแรกและอีกหลายภาค เลยไม่สามารถฟันธงได้ว่าที่เราคิดนั้นจริงหรือเปล่า?)

แต่ ณ ตอนนี้สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้ มันคือความน่าเบื่อมากๆสำหรับเรา

23/06/13 – After Porn Ends (Bryce Wagoner/ US/ 2010) – 2/5

     สารคดีที่ไปตามสัมภาษณ์ดาราหนังโป๊อเมริกันปลดละวางตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ เหตุผลของการเข้ามาเป็นนักแสดงหนังผู้ใหญ่ไล่เรียงมาถึงชีวิตในบั้นปลายปัจจุบันเพื่อนำพาผู้ชมไปค้นพบผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในการที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเข้าไปอยู่ในโลกแห่งอุตสาหกรรมพันล้านใต้สะดือแห่งนี้

เสียใจที่สารคดีน่าเบื่อไปหน่อยเพราะได้แต่นั่งฟังดาราหนังโป๊เกษียณอาชีพมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง ไล่ตั่งแต่โตมาอย่างไร เข้ามาวงการได้ยังไง ตอนอยู่ในวงการรู้สึกอย่างไร แล้วทำไมถึงเลิกแสดงจนไปจบที่ ณ ปัจจุบันมีความคิดเห็นอย่างไรกับชีวิตที่ผ่านมา โดยตัดสลับกับแพทย์บ้าง คนในวงการที่อยู่เบื้องหลังบ้างที่มาพูดถึงผลกระทบทางจิตใจและแง่มุมอื่นๆของคนในวงการนี้ บลาๆๆๆๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือหนังมันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายมากๆของมนุษย์แม้จะอยู่ในประเทศที่เสรีอย่างอเมริกาแต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสังคมที่ไม่ได้ถึงกับสามารถยอมรับคนในวงการนี้ได้อย่างเต็มที่ (หนึ่งในนั้นโดนไม่รับบริจาคเนื่องจากเป็นดาราหนังโป๊) รวมไปถึงความหลากหลายความคิดของมนุษย์ที่ผ่านมาจากตัวผู้ถูกสัมภาษณ์เอง หลายๆคนเห็นว่าชีวิตที่ผ่านมาคือฝันร้ายตามหลอกหลอนที่อยากลืม แต่ก็มีบ้างที่พอใจและภูมิใจในสิ่งที่เคยได้ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ถือเป็นหัวใจของหนังคือการที่อย่างน้อยทุกคนในวงการมันก็ยังสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ยังมีที่ทางให้พวกเขาก้าวเดิน ไม่ถึงกับโดนกดจมดิน บางคนไปเป็นตำรวจ เป็นศิลปิน บางคนอุทิศตัวเองเพื่อช่วยเหลือดาราหนังโป๊ในอุตสาหกรรมด้วยกันเองอีกที

อย่างไรก็ตามความคิดและการกระทำก็ยังคงต้องแปรผันตรงกับสภาพสังคมและการเงินในกระเป๋าอยู่ดี

ปล. หนังพูดกันหูดับและดูแบบไม่มีซับ ดังนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่เราได้จากหนังมันถูกๆผิดๆแน่ๆ

28/06/13 – Spring Breakers (Harmony Korine/ US/ 2012) – 5/5

     ปีนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งหนังวัยรุ่นของเราจริงๆ ได้พบทั้งเกรียนฟิกชั้น, The Perks Of Being A Wallflower แล้วก็กับหนังเรื่องนี้ที่อุดมไปด้วยสิ่งที่เราชอบเป็นการส่วนตัว (แน่นอนสองสิ่งในนั้นคือนมและตูดของบรรดาสาวๆ) ดูไป 15 นาทีก็รู้เลยว่าเราต้องชอบมันแน่ๆ แถมยังได้ตากล้อง Benoît Debie ที่เคยถ่ายให้กับเสร็จพ่อที่รักของเราอย่าง Gaspar Noe เสียด้วยดังนั้นเรื่องภาพเลยหายห่วงแถมยังเป็นตัวช่วยเสริมความบ้าคลั่งของหนังและเหล่าตัวละครได้ดีมากๆไปพร้อมๆกับเพลงประกอบเก๋ๆที่หนึ่งในนั้นคือบริทนีย์ สเปียร์! จริงๆต้องบอกว่าเพลงของเธอในหนังคือสิ่งสอดรับและยึดเหนี่ยวตัวละครเลยทีเดียว ประกอบกับการใช้เทคนิคการซ้ำคำพูด ซ้ำเหตุการณ์ในอีกมุมมองหนึ่ง (ไม่รู้ว่ามันเรียกชื่อเป็นทางการว่าอะไร) ที่มาช่วยเสริมพลังและย้ำคิดกับผู้ชมอีกที (ที่เด่นมากๆคือฉากการปล้นที่ให้อารมณ์คนละระดับกันเลย) จะว่าไปถ้าหนังขาดลูกเล่นพวกนี้ไปหนังคงกร่อยพอดูเหมือนกัน

หนังมันว่าถึงวัยรุ่นในหลายระดับ หลายระดับในที่นี่ไม่ได้หมายถึงช่วยวัย แต่หมายถึงความคิดและการตัดสินใจในการก้าวเดินในทางชีวิตและหมายรวมไปถึงสิ่งที่เคยผ่านและเคยรับรู้ไปแล้ว ไอ้คนผ่านชีวิตมาน้อยอย่าง Faith พอเจออะไรใหม่ๆก็นึงว่ามันคือสวงสวรรค์แต่พอหมดสนุก (กล่าวอีกแง่คือได้ผ่านสิ่งนั้นมาแล้วและเริ่มเบื่อ)ก็เลยตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือก็คือได้ผ่านรูปแบบชีวิตมาแล้วอีกแบบหนึ่งและรอไปพบกับสิ่งใหม่สิ่งอื่นต่อไปเหมือนกับ Cotty ที่ผ่านรูปแบบชีวิตมามากกว่า ไปในเขตแดนที่ไกลกว่า Faith ดังนั้นเธอจึงไปได้อีกระดับหนึ่ง ไปถึงในระดับที่เห็นว่าชีวิตที่เป็นอยู่ยังมีค่า ส่วน Candy และ Brittany นั้นเลยจุดที่ Cotty เป็นไปแล้ว พวกเธอเลยจุดที่ต้องประณีประนอมกับชีวิตไปแล้ว วลี Spring Break Forever คงเป็นตัวแทนสำหรับพวกเธอได้อย่างดีอันส่งผลให้ 15 นาทีสุดท้ายนั้น heartbreaking ฟุดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดกลับเป็น Alien มันคือตัวละครถ่อยๆ มันคือคนนอกที่พยายามจะเป็นคนใน (คนขาวในโลกคนดำ) แล้วยิ่งพอมันบอกว่ามันมาจากนอกโลกมันเลยกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก

ปล. ชอบฉากในโปสเตอร์นี้มากๆ

28/06/13 – Naked Ambition: An R Rated Look at an X Rated Industry (Michael Grecco/ US/ 2009) – 4/5

     สนุกฟุดๆ เป็นสารคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่เหมาะมากกับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวกับอุสหากรรมนี้มากนักเพราะมันจะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง เสียวได้ดีทีเดียว หนังเฉพาะเจาะจงไปที่งาน AVN (ในหนังคือปี 2006) อันประหนึ่งเป็นงานแฟร์หลักของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ในอเมริกาพร้อมกับการประกาศรางวัลที่เสมือนรางวัลออสการ์ของหนังโป๊เลยทีเดียว พาเราไปพบของเล่นต่างๆมากมายที่วิจิตรตระกาลตาและพาแฟนตาซีพุ่งบียอนด์สุดขอบโลก ไปพบกับการมอบรางวัลที่นักแสดงมีความรู้สึกไม่ต่างจากการลุ้นรางวัลหนึ่งแห่งชีวิตที่มากับชื่อเสียงเงินทอง แถมชื่อบางรางวัลยังทำเอาเราตบเข่าฉาดๆ (ไปดูเอาได้ที่วิกิฯ) ด้วยมุมมองของคนนอกจริงๆที่เราจะค่อยๆรับรู้ความเป็นมาและเขตแดนของอุตสาหกรรมในหลายๆมิติมุมมองไปพร้อมๆกับผู้กำกับซึ่งจริงๆสารคดีเรื่องนี้เป็น side media ของหนังสือภาพ Naked Ambition ของผู้กำกับที่เป็นช่างภาพด้วย อันมีโจทย์ว่าจะถ่ายภาพ(ทำหนัง)ที่เล่าเรื่องราวแบบเรตอาร์ในอุตสาหกรรมเรตเอ็กซ์ มันเลยตลกดีที่พอเขาถ่ายภาพเหล่าดาราหนังผู้ใหญ่ไปก็ต้องคอยห้้ามไม่ให้คนเหล่านั้นเปิดนมเปิดจิ๋มไปด้วย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s