ครึ่งปีแรก’2013 กับหนังสือที่ได้อ่าน

มรณสักขี (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 48 หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2552) – 2.5/5
      หนังสือเล่มบางที่นำมาอ่านตอนนอนไม่หลับแล้วก็อ่านรวดเดียวจบ (ก็แหงแหละ เล่มบางซะขนาดนั้น) จริงๆเราชอบบรรยากาศและการบรรยายตามแบบฉบับของอาจารย์ต้นนะที่ทำให้เราติดนักติดหนาในหนังสือทุกๆเล่มของท่านที่ได้อ่าน มันยังคงเต็มไปด้วยความวังเวงและเปลี่ยวเหงาตามแบบ รวมไปถึงการกล่าวถึงความตายซึ่งนั่นเป็นอะไรที่โดนเราเป็นพิเศษ เพียงแต่เราอาจไม่ค่อยอินนักกับเรื่องราวตามชื่อเรื่องของศาสนาคริสต์ด้วยคำถามมากมายที่ตามมา อาจเพราะเราไม่ได้เชื่อในเรื่องราวพวกนี้ด้วยกระมั๊งเลยไม่ค่อยเข้าใจและโดนกับมันเท่าไหร่นัก
Never Let Me Go: แผลลึก หัวใจสลาย (Kazuo Ishiguro เขียน/ นารีรัตน์ ชุนหชา แปล/ 304 หน้า/ สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง/ 2554) – 5/5
     หลังจากแตกสลายไปกับเวอร์ชั่นหนังเมื่อสองปีก่อน พอเดินเจอหนังสือเลยรีบคว้ามา (โดยดองไปซักปีก่อน T_T) อ่านจบพบว่าอานุภาพการทำลายล้างพอๆกับตัวหนังเลย รู้สึกเลยว่าถ้าเรายังไม่เคยดูหนังมาก่อนเราคงตายคาหนังสือไปเลยซึ่งก็แปลว่าเวอร์ชั่นหนังมันคงดัดแปลงมาดีจริงๆ และเมื่อเราดูหนังมาก่อนแล้ว พอมาอ่านหนังสือมันก็เลยทำให้เราไปใส่ใจกับรายละเอียดยิบๆย่อยๆที่ไม่มีในหนังแทน เก็บเล็กผสมน้อยตามการค่อยๆเติบโตของเพื่อนรัก 3 คนจากเฮลแชม และแม้จะรู้บทสรุปและปลายทางของตัวละครอยู่แล้วเราก็ยังคงพีคกับฉากเฉลยของมันอยู่ดีที่ตั้งคำถามถึงชีวิต, สังคมและการโลกที่หมุนวนได้เจ็บปวดที่สุด
คดีดาบลาวยาวแดง (ภาณุ ตรัยเวช/ 296หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5++++/5
      สนุกฉิบหายแบบเอาตาย ว่างเมื่อไหร่เป็นอ่าน หนังเหนิงไม่สน ไม่บ่อยครั้งนักที่หนังสือจะดึงความสนใจของเราออกจากภาพยนต์ได้ ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้ว (ถ้าเทียบกับหนังอะนะ) จึงลึมไปได้เลยเรื่องความหลากหลายของมัน ดังนั้นพอมาเจออะไรที่มันใหม่สำหรับตัวเองมันเลยพลอยทำให้รู้สึกเหมือนได้ประสบการณ์ใหม่ๆและเพราะหนังสือมันสนุกด้วยแหละ ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือจะเดินไปด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบสุดขีด แต่โชคดีที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเพียงพาเราเข้าไปอยู่ร่วมกับยุคสมัยหนึ่ง(ในที่นี่คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) พาเราเข้าไปรับรู้ถึงความคิดอ่านและสภาพการเมือง,สังคมและการเคลื่อนไหวของยุคสมัยนั้น (เช่นการอธิบายสภาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากการเมือง) ที่ครอบอยู่บนการสืบสวนเหตุฆาตกรรมอันนำพาเราทั้งเดินหน้าและย้อนกลับไปพบกับประวัติศาสตร์หลากหลายรูปแบบทั้งแบบปัจเจกเล็กจิ๋วที่สุดฉบับบุคคลหรือว่าจะขยายใหญ่ไปกว่านั้นในรูปของเหตุการณ์โดยการอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องราวฆาตกรรม รวมไปถึงสังคมที่ครอบมันไว้ แม้แต่การตั้งคำถามของตัวประวัติศาสตร์เองว่ามันคืออะไร? มีหน้าที่อย่างไร?และสำหรับใครบ้าง? (การเปรียบประวัติศาสตร์ดั่งการกลัดกระดุมเสื้อขนาดใหญ่ไปถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพ! นั้นเก๋มากและเราชอบมาก)ส่วนเรื่องราวการสืบสวนก็สนุกและน่าติดตามเหลือเกิน ตลอดการอ่านเรามีภาพขณะวาสิฎฐีล้มลงกลางฟลอร์ลีลาสตลอดเวลา มันเป็นภาพโซลูเอทสวยงามพิมพ์ใจจนเราอยากรู้มากๆว่ามันจะจบอย่างไรโดยเฉพาะบทที่ 16 ที่ทำเอาใจเต้นกระตุ๊กกระตั๊กแบบหน้าต่อหน้า ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือการสอดแทรกเรื่องรักโรแมนติกน่ารักแบบหยอกเยินไปตลอดทั้งเรื่องที่ทำเอาอมยิ้มตลอดเวลาอ่านจบริอยากเห็นมันเป็นภาพเคลื่อนไหวในทันที จะมีโอกาสไหมหนอออออ
ห้าแคนโต้ (ฟ้า พูลวรลักษณ์ บรรณาธิการ/ นุ้ย สุนันทา, ทรงพล สุขเรือน, หินประการัง ฐิติรัตน์, กฤษณะ ชัยกิจวัฒนะ, ทรายเม็ด ปาณิษา เขียน/ 150 หน้า/ สำนักพิมพ์ใบไม้สีเขียว/ 2546) – 4/5
     นานๆได้อ่านแคนโต้ซักครั้งก็ดีเหมือนกัน เราว่างานแบบแคนโต้นี่แหละที่เหมาะจะเป็นบทกวีสำหรับยุคสมัยใหม่ ยุคที่โลกหมุนเร็วและเน้นความงามแบบเร่งด่วนด้วยการใช้ตัวอักษรสั้นๆเพียง 3 บรรทัด ใช้คำง่ายๆแต่กลับสามารถสร้างความหมายได้มากมายและลุ่มลึก แต่แคนโต้จะไม่สามารถสร้างอานุภาพสูงสุดได้เลยหากปราศจากเนื้อที่ว่างเปล่ามากมายบนหน้ากระดาษที่ล้อมรอบตัวแคนโต้ไว้ ความว่างที่เว้นไว้ให้เติมความคิดต่อตัวอักษรที่ผ่านตา แต่ละความหมายเชื่อมต่อกันด้วยความว่างเปล่าจนเกิดเป็นความละมุนลึกของการรวมประกอบ กลายเป็นบทกวีขนาดสั้นที่ตีค่าได้หลายหลากในหลายช่วงเวลาที่ต่างกัน     สำหรับเล่มนี้ข้อดีมากๆของมันคือแคนโต้ทุกบทมาจากนักเขียนสมัครเล่นที่ที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งช่วงวัยและอาชีพการงานมันเลยทำให้เราสามารถแนบอิงกับหลายๆบทได้ด้วยความหลากหลายของความคิดอ่าน  ส่วนตัวเราชอบชุดชามกลางคืนที่สุดเพราะเราสามารถรู้สึกกับมันได้ที่สุดขอเอาบางบทที่ชอบมาให้ลองอ่านดูละกัน (แม้มันจะเป็นเรื่องไม่ควรทำเพราะแต่ละตัวบทที่ร้อยเรียงมันจะมีการเชื่อมต่อบางประการที่ควรอ่านไล่เรียงกันไป)ชามกลางคืน: ยิ่งเรียกหาสันติภาพ/อาวุธที่ผลิต/ยิ่งร้ายแรง , ขุดหลุมดักความรัก/สิ่งที่ได้/หัวใจเป็นหลุม , คำพูดเปลือยกายออกจากหัวใจ/แล้วแต่งตัวใหม่ใส่หน้ากาก/ก่อนเดินออกจากปาก , ผมเอาเงิน/ที่ได้จากการขายความเศร้า/ไปซื้อความสุข
ดักแด้สีขาว: อินเตอร์เน็ทรวดเร็วและเอาใจยาก/แต่/หนังสือเรียบง่ายและแสนดี , บางครั้ง การโกหก/คือทางออก/ที่ปิดตาย, ชอบคนสวย/ต้อง/ใจเย็นๆ
เกลียดฉันบ้างเถิด: ความรักท่วมโลก/จนสำลักรัก/เกลียดฉันบ้างเถิด , เวลาเราคิด/เรื่องมีค่าในชีวิตเรา/ตายและเกิดใกล้กันเหลือเกิน , ใต้ตีนเรา/มีความสุขล้น/กลบฝังในนั้น
ดอกไม้สีส้ม: ลังเลใจ/ฉันกำลังถูกหลอก/ให้หลงในความดี , หาที่ลึกที่สุด/เก็บไว้/โดยไม่แอบซ่อน
ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556) – 5+++++/5

มีหนังสือจำนวนไม่มากนัก (จากจำนวนไม่มากเช่นกันของหนังสือที่เราได้อ่าน) ที่จะทำให้เราแนบชิดกับมันและรู้สึกกับมันได้มากๆ และเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้แบบรวดเดียวจบเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเราเพราะไม่ใช่แต่เพียงการใช้สมาธิในการดื่มด่ำ (เราสามารถใช้คำนี้กับหนังสือเล่มนี้ได้ไหม? หรือมันควรเป็น “ดำดิ่ง” มากกว่า) แต่ในทุกเรื่องสั้นของมันๆเรียกร้องพลังงานหลายพันล้านกิโลเแคลลอรี่เพื่อนำมาใช้ในการเผาผลาญตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างเอกอุพร้อมๆไปกับการเผาไหม้ของตัวเราเองที่ละน้อยๆจากภายใน ฉะนั้นแล้วการเริ่มต้นเรื่องสั้นต่อไปจึงมีความจำเป็นต้องพักฟื้นแรงใจให้กลับมาอยู่ในระดับเฉียดปกติเสียก่อน (และมันอาจไม่มีทางกลับมาในระดับ “ปกติ” อีกแล้วก็ได้)

จะว่าไปเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน มันคือความแปลกวิปลาศที่เราแนบเคียงอยู่กับมัน ชิดจนไม่เคยมองเห็น คือห้วงชีวิตประหนึ่งสายน้ำในคลอง น้ำอันเน่าเสียไร้การบำบัดที่แน่นิ่งรอการเปิดของประตูกั้นน้ำ(ที่อาจไม่มีวันเปิดเลย) การพูดคุยของผมและเขา เธอและฉัน คือการสะท้อนภาวะภายในของเราเองเพื่อจะทิ่มแทงคนอื่นไปพร้อมๆกับตัวเราเองในสังคมที่เต็มไปด้วยความป่วยไข้ในกรอบจารีตอันไร้สาระและยากต่อการเยียวยารักษา (เพราะเราไม่เคยคิดว่าเราป่วย) เซ็กซ์ที่ไร้การเจือจางของความสุขโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การเล่นหัวกับคนอ่าน หลอกล่อให้ตายในแล้วก็โยนลงเหว!

แนะนำสุดใจขาดดิ้นกับใครก็ตามที่รู้ตัวว่าความสมบูรณ์คือเรื่อง “ตอแหล” อย่างที่สุด

แมวผี (แดนอรัญ แสงทอง/ 36หน้า/ สำนักพิมพ์หนึ่ง/ 2553) – 3/5
     เคยลองเอามาอ่านรอบนึงแล้วแต่ไปไม่รอดเพราะหนังสือทำเก๋ด้วยการเขียนแบบใช้สำเนียงคนสุพรรณฯ กล่าวคือเขียนตามการออกเสียงของคนสุพรรณเลยคือเหน่อๆ รอบแรกอ่านแบบยึดติดภาษากลางมากไปหน่อยมั๊งเลยคว่ำไม่เป็นท่า เลยลองเตรียมใจ สวมบทคนสุพรรณฯ แล้วอ่านใหม่อีกรอบก็พบว่าสนุกดีไม่หยอก อันไหนไม่รู้จะอ่านยังไงก็อ่านออกเสียงมันเสียเลย เพลินดีหนังสือเล่าเรื่องแบบบุคคลเดียว เล่าไปเรื่อยๆเหมือนหนังที่ไร้บท คิดอะไรได้ก็เล่าๆมันออกมาโดยวางพื้นอยู่ที่เมืองสุพรรณฯในอดีต คิดถึงสภาพเมืองและสังคมก็เล่ากันไป คิดถึงหนังกลางแปลงที่ชอบ นักแสดงที่รักก็เล่ากันไป (ซึ่งเป็นส่วนที่เราชอบเป็นพิเศษ) และกว่าจะมาเล่าเรื่องผีๆสางๆก็ล่อเข้าไปจะจบเล่มแล้ว เล่นเอาประหลาดใจดีแถมแอบกวนด้วยการเขียนเป็นภาษากลางในตอนที่ผู้เล่าอยู่ในอาการหวาดกลัวเป็นเรื่องสั้นอ่านเอาเพลินด้วยการเล่นกับภาษาสนุกๆ
A Revolutionist in the Afternoon (Jiro Matsumoto/ 178 pages/ Ohta Publishing) – 5/5
    การ์ตูนญี่ปุ่นดาร์คๆที่เจอโดยบังเอิญ เห็นชื่อมันยั่วดีเลยโหลดมาอ่านแล้วก็พบว่าสนุกดี มันคือเรื่องสั้นจำนวน 5 เรื่องที่แต่ละเรื่องไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันอย่างแน่ชัดยกเว้นความมืดมนอนธการ ความรุนแรงในทุกด้านที่สะท้อนภาวะภายในของมนุษย์ในโลกสีเทา ประกอบไปด้วยเรื่องเล่าเคล้าความฝันอันแสนหม่น, อุดมการณ์กับความต้องการภายในของตน, วังวนความรุนแรงไม่สิ้นสุด, ความแปลกแยกต่อสังคม แล้วไปจบด้วยความเลวร้ายของสงคราม อ่านแล้วติดจนอยากหาเรื่องอื่นๆของผู้เขียนคนนี้มาอ่านอีก
โยนีรูป (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 56หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2556) – 5/5
     การอ่านงานเขียนของอาจารย์ต้นสำหรับเราเหมือนเป็นงานประจำปี ปีละครั้งกำลังดีเพราะตั้งแต่ ลอนดอนฯ เรื่อยมาก็ติดตามงานของอาจารย์ต้นมาตลอด อาจเพราะเรื่องราวความเหงา ความแปลกแยกและความตายเป็นอะไรที่แนบชิดกับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราได้ปกติอยู่แล้ว ยิ่งมาอ่านหลังจากฟินค้างกับยูโทเปียชำรุดยิ่งโดนใหญ่(เอาเข้าจริงตอนอ่านมีแอบคิดถึงยูโทเปียฯ บ่อยๆ) แถมมาในแนวเซอร์เรียลด้วยเลยชอบเป็นพิเศษ มันคือเรื่องของคนที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองอย่างสิ้นรูป มันคือความวิปลาสที่ไร้ความหรรษา คือเชือก ตัวแทนความสัมพันธ์ที่รัดรึงด้วยรูปแบบพิศดาร มอบความหฤหรรษ์อันประเดี๋ยวประด๋าว ก่อนที่การดิ้นรนจะยิ่งทำให้การรัดแน่นขึ้นจนขาดอากาศหายใจ
Sorry Sorry ขอโทษครับ ผมเป็นติ่ง (คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง/ 272 หน้า/ สำนักพิมพ์แซลมอน/ 2555) – 3/5
     ดีเลย์มาเป็นชาติเพิ่งมาได้อ่าน จริงๆหลายๆเรื่องก็อ่านจากใน FB ของต่อมาหมดแล้วนะ (แอบเคืองนิหนอย 555) ยกเว้นพวกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางเรื่องที่ทำเอาเหวอแดกเหมือนกันว่าไอ้วงการนี้มันขนาดนี้กันเลยหรือว่ะ โดยเฉพาะเรื่องแฟนคลับที่อ่านแล้วขนลุกอย่างไรก็ตามขอยอมรับว่าน้องต่อเป็นคนที่เขียนอะไรๆก็สนุกจริงๆ (คนที่เป็น friend กับน้องแกคงรู้ๆกันดี) เพลิดเพลินได้ไปจนจบเล่มแบบสบายๆ
The Perks Of Being A Wallflower: จดหมายรักจากนายไม้ประดับ (Stephen Chbosky เขียน/ คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง แปล/ 192 หน้า/ สำนักพิมพ์ Mar Space/ 2556) – 3/5
     เราพบปัญหาเดียวกับตอนอ่าน The Catcher in the Rye (โดย J.D. Salinger ฉบับแปลไทยโดยคุณปราบดา หยุ่น ชื่อว่า “จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น”) คืออ่านจบแล้วกลับไม่ได้รู้สึกอินหรือเข้าใจอะไรลึกซึ้งถึงชีวิตของตัวละครมากนัก ตอนแรกที่อ่าน Catcher จบแล้วเฉยๆก็สงสัยว่าอาจเพราะยุคสมัยในหนังสือกับตอนที่อ่านมันห่างกันเยอะ แต่พอมาอ่าน Perks แล้วก็พบว่าไม่ใช่ปัญหาเรื่องยุคสมัยแล้วล่ะเพราะหนังสือทั้งสองมันพูดถึงชีวิตและการก้าวข้ามของวัยรุ่นคล้ายๆกัน เลยสรุปเอาเองว่ามันคือความร่วมสมัยที่เราไม่อินกับมันเองหรือจะจริงอย่างที่น้องต่อ (ผู้แปล) บอกไว้ว่า ถ้าไม่โดนกับหนังสือทั้งสองเล่มนี้แสดงว่าชีวิตมีความสุขพอควรแล้ว (เลยยิ่งกลายเป็นว่าเราพยามยามกลับไปมองทบทวนชีวิตตัวเองอีกที)อย่างไรก็ตาม หลายๆตอนมันก็เอาเราตายเหมือนกันนะ (อย่างฉากจูบแรกที่ชอบมากๆ) จนอยากดูเวอร์ชั่นหนังไวๆ
นายปรีดี พนมยงค์ กับแผนการปลงพระชนม์ของ พล.ต.อ. พระพินิจชนคดี (สุพจน์ ด่านตระกูล/ 151 หน้า/ สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย)/ 2543) – 5/5
          หาความรู้รอบตัวใส่สมอง จะได้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร…
Sostiene Pereira คำยืนยันของเปเรย์รา (Antonio Tabucchi เขียน/ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล/ 208 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5+++/5
     สนุกมาก อ่านรวดเดียวจบแบบไม่ต้องนอนกันเลย ยิ่งช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่สุดมากๆ หนังสือบอกกับเราว่าให้ตายยังไงเราก็หนีเรื่องการเมืองไม่พ้นเพราะมันอยู่ในทุกอณูของวิถีชีวิตของเราซึ่งมันก็อยู่ที่เราว่าจะยอมโอนอ่อนต่อมันหรือจะลุกขึ้นสู้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในมือผ่านตัว เปเรย์รา นักข่าวสายวรรณกรรมร่างอ้วนในหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายผู้พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแม้จะอยู่ท่ามกลางไฟสงคราม แต่ภายในของเขากลับต้องการเรียกร้องถึงเสรีภาพและสิทธิบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ค่อยๆปลิแตกออกเมื่อการมาของ มอนเตย์โร โรสซี ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังในการเปลี่ยนแปลง
     แน่นอนว่าความสนุกอีกอย่างคือการนำมาเทียบเคียงกับบ้านเราที่แนบเนียนได้อย่างไม่ต้องสงสัย
Notes on Cinema สมุดภาพยนตร์ (ภู่มณี ศิริพรไพบูรณ์/ 64หน้า/ สำนักพิมพ์หนึ่ง/ 2552) – 3/5
          อ่านคั่นเวลา หนังบางเรื่องที่หนังสือกล่าวถึงก็ยังไม่ได้ดูหรอก คงได้หยิบมาอ่านอีกครั้งเมื่อได้ดูหนังเรื่องนั้นๆแล้ว
“นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖ (ชานันท์ ยอดหงษ์/ 328 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2556) – 5/5
     “เฮ้ย! เชี้ย! สัด! ห่า! อื่อหือ! จริงดิ! ฟัดเฟ่!” – คือคำอุทานที่ออกจากปากตอนอ่านหนังสือเล่มนี้อันว่า fact สมัย ร.6 ว่าเหตุใดราชสำนักฝ่ายในถึงมีแต่ผู้ชาย? ทั้งๆที่ควรจะเป็นมวลหมู่หญิงสาวเหมือนในรัชกาลก่อนๆ แรกอ่านยอมรับว่าตื่นตะลึงกับสิ่งใหม่ๆที่เพิ่งรู้เพิ่งทราบที่ไม่ใช่แค่เรื่องนายในอย่างเดียว(ที่แซบสุดๆและครบเครื่องไปด้วยเรื่องของเพศวิถี, การแสดงออกระหว่างกันรวมไปถึงการเมืองภายในของเหล่านายในเอง) มันยังมีเรื่องการก่อตั้งกองเสือป่าที่ก็คือที่มาของลูกเสือในปัจจุบัน (กับวลีฮิต “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”), ที่มาของคำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” หรือแม้แต่เหตุของการณ์ก่อตั้งดุสิตธานีที่เอาเข้าจริงมันไม่ใกล้เคียงกับประชาธิปไตยเลย โดยส่วนที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือคือการเข้าไปพยามยามค้นหา ตีความว่าเหตุใดราชสำนักฝ่ายในจึงมีแต่ผู้ชายโดยเฉพาะกับตัว ร.๖ เองซึ่งพออ่านจบรู้สึกเห็นใจและเข้าใจในพระองค์ประมาณหนึ่ง จริงๆต้องยอมรับพระองค์ในเรื่องหัวก้าวหน้าเหมือนกันนะ อาทิไม่ยึดติดกับชนชั้น (แม้จะยังยึดติดกับเพศสภาพอยู่ แต่ก็เข้าใจได้เพราะได้แบบมาจากรูปแบบวิตอเรียนของอังกฤษในยุคนั้น) การสนใจในอักษรศาสตร์และการละคร อีกอย่างมันน่าสนใจมากพอกันตรงที่พรงองค์เป็นกษัตริย์ที่ไม่เก่งเรื่องการเมืองการปกครองเลยแต่สามารถอยู่จนครบรัชสมัยของพระองค์ได้ว่าแล้วก็หยิบ ปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ มาอ่านต่อเลย
Youth, It’s Painful: เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด (Rando Kim เขียน/ วิทิยา จันทร์พันธ์ แปล/ 247 หน้า/ สำนักพิมพ์ Springbooks/ 2555) – 3/5
     หนังสือมันก็ไม่ได้ต่างไปจากบรรดาหนังสือสร้างเสริมพลัง การใช้ชีวิต การวางแผนสู่ความสำเร็จ ที่เคยอ่านๆเมื่อหลายๆปีก่อนซักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่มันโอเคและดีมากคือการเอาไอ้หลักคิดแบบเดิมๆนั้นแหละมาปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันโดยเน้นไปที่ช่วงวัยรุ่นกับชีวิตในอนาคต ซึ่งส่วนตัวเราเลยช่วงวัยที่หนังสือมันอ้างถึงมาพอสมควรละ ดังนั้นมันเลยโจ๊ะไม่ได้อย่างเต็มที่ แต่ในบางบทก็ส่งผลต่อความคิดกับคนไม่มีอะไรเลยอย่างเราบ้างเหมือนกันอาทิเรื่องแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยว หรือ Carpe diem และโดยเฉพาะบทท้ายๆที่ว่าถึงสมดุลของชีวิตระหว่างความสุขส่วนตัวกับสำเร็จส่วนตน (เน้นย้ำว่าคือส่วนตัว ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ที่อันนี้เห็นด้วยที่สุดกับผู้เขียน) ทำเอาสมองทำงานเยอะทีเดียว เลยไปถึงสรุปสุดท้ายที่ทำให้คิดไปถึงช่วงวัยนั้นของตัวเองโดยรวมเราว่ามันเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาอันเป็นเป้าหลักของหนังสือมากกว่าที่อยากแนะนำให้อ่านกันอันอาจได้พลังและมองเห็นอะไรมากขึ้นกว่าที่เคย (ที่สำคัญมันอ่านง่ายดี ตัดเป็นบทๆสั้นๆเหมาะกับเด็กยุคใหม่) ส่วนคนทำงานมานานแล้วเริ่มอิ่มกับอะไรหลายๆอย่างก็อาจได้พลังเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ตระหนักอะไรได้อีกหน่อย
ออกไปข้างใน (นฆ ปักษนาวิน/ 184 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5++++/5
     *** รอบแรกใช้เวลาอ่านนานเกินไป อ่านบทนึงทิ้งยาวไปนานก่อนจะมาอ่านอีกบทนึงทั้งที่่จริงๆเราพบว่าแต่ละบทมันมีความเชื่อมโยงกันอยู่ ก็เลยอ่านมันซ้ำอีกรอบเสียเลย ***”สิ่งที่ถูกทำให้หลงลืมย่อมไม่ใช้ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยของเรา”ความสนุกของหนังสือเล่มนี้คือการจับบุคคล เหตุการณ์ สถานที่หรือสิ่งใดๆ (ปาริสุทธิ์, แม่น้ำ, ร้านอาหาร, เสื้อสีน้ำตาล, ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ) จากบทหนึ่งไปข้องเกี่ยวกับอีกบทหนึ่งจนก่อร่างสร้างการผสมรวมเรื่องราวขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ในความรับรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ปาริสุทธิ์อาจคือคนๆเดียวกันแต่อยู่ในคนละชาติภพในแต่ละตอน หรืออาจเป็นคนๆเดียวกันแต่อยู่บนการรับรู้บนพื้นฐานและบริบทที่แตกต่างกันไปอันเป็นปัจเจก เฉกเช่นเดียวกับการรับรู้ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม้ในเหตุการณ์เดียวกันแต่การรับรู้ของแต่ละบุคคลนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เรามองประวัติศาสตร์ด้วยแว่นที่หลากหลาย แว่นที่ตีกรอบเราต่างๆกันไปตามบริบทของสัมคมและยุคสมัยที่แวดล้อมเราอยู่ เราเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในบางส่วนของประวัติศาสตร์ก็ได้ และก็เฉกเช่นเดียวกับหนังสือเล่มนี้ที่ก่อร่างสร้างการรับรู้กับประวัติศาสตร์ไปในอีกรูปแบบหนึ่ง มันคือเส้นเรื่องเล่าอีกเส้นเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรารับรู้ประวัติศาสตร์ร่วมในมุมแบบปัจเจกของผู้เขียนและของตัวเราเอง มันน่าตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้รับรู้ว่ามันยังมี หรือ มันยังสามารถสร้างเรื่องราวอื่นๆได้อีกมากมายก่ายกองบนแวดล้อมของประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมายก่ายกองให้เราได้ร่วมรับรู้และรู้สึกในอีกการรับรู้หนึ่ง”ความทุกข์ทรมารอันแสนเงียบงัน จึงกลายเป็นความรักชัวนิจนิรันดร์”และด้วยในมุมของเรื่องเล่าในหนังสือเล่มนี้ เราพ่ายแพ้เสมอกับมนุษย์ผู้ป่วยไข้ชำรุด, กับการหายสาบสูญไปแบบไร้การบอกกล่าว, กับความพ่ายแพ้หมดรูปรวมไปถึงกับความตาย ทุกเรื่องราวของมันพาเรา “ออกไป…ข้างใน” เพื่อไปพบกับสิ่งที่ว่าเหล่านั้น  พาเราไปเจ็บปวดกับตัวละคร ไปวิ่นเหว่งกับพวกเขาเหล่านั้นที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้เส้นสมมุติที่แบ่งความทุกข์-สุข หนำซ้ำเส้นนั้นมันอาจรางเลือนมากเสียจนไม่อาจระบุได้อีกต่อไป ออกไปข้างในอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ซึ่งกาลเวลาร้อยเรียงผิดรูป กลายเป็นกระจกส่องสะท้อนต่อกันไปมาในแต่ละช่วงเวลา ถุึงท้ายที่สุดบางเรื่องราว เวลาก็ไม่สามารถเยี่ยวยาสิ่งใดได้

ทุกการจบของแต่ละตอนมักทิ้งค้างเถ้าถ่านแห่งความรู้สึกไว้ในใจเสมอๆ ที่บางเรื่องก็ยอมรับว่าไม่รู้จะอธิบายยังไง และเราก็ชอบอาการแบบนี้จริงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s