Month: July 2013

The Wolverine: แล้วอเมริกาก็ชนะสงครามครั้งที่สาม

The Wolverine (James Mangold/ US/ 2013)

20120322022149_0

ดูจบมีความรู้สึกเดียวกับตอนดู Captain America: The First Avenger คือเหมือนหนังมันถูกสร้างมาเพื่อผลของการขายอื่นๆมากกว่าการขายตัวของมันเอง อย่างกัปตันอเมริกาเหมือนถูกสร้างมาเพื่อนำไปสู่ The Avengers ซึ่งตัวหนังของมันเองก็ไม่ได้เป็นที่น่าจดจำเท่าไหร่ เช่นกันวูฟเวอรีนในเรื่องก็เหมือนถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกับ X-Men: Days of Future Past แม้จริงๆในเรื่องมันเชื่อมกันแค่ฉากหลังเครดิต แต่ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย

เรารู้สึกว่าวูฟเวอรีนในหนังคือตัวคุกคามนะ มันเหมือนตัวแปลกปลอม (ที่ในบางครั้งหมายรวมถึงอาการ “เสือก” ด้วย) ความเป็นตะวันตกในการคุกคามโลกของตะวันออก ซึ่งพอหนังมันพ่วงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อเมริกาทิ้งบอมบ์นางาซากิด้วยแล้วเลยยิ่งเห็นชัดใหญ่เลย เราเลยดูหนังด้วยสายตาของคนนอกที่เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านตลอดเวลา แต่เป็นคนนอกที่มีพละกำลังและอำนาจล้นพ้น มันเลยทำอะไรก็ได้ และได้ดีไปเสียหมด ดีเสียขนาดทำให้คนญี่ปุ่นแม่งฆ่ากันเองได้ แถมความเป็นญี่ปุ่นในเรื่องคือข้าทาสบริวารชั้นดี คือมาทำให้กูยิ่งดูมีพาวเวอร์ขึ้นอีก แถมจะล้างแค้นยังทำไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นตัวละคร “ไวเปอร์” นี่ก็เป็นคนฮังการีซึ่งก็อยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่สอง  (อ้างอิงจากวีกิฯ) ฉะนั้นแล้วพี่วูฟในเรื่องก็คืออเมริกาที่มายืนยกแขนชูกรงเล็บทั้งสามเหมือนประกาศศักดาว่ากูชนะอีกแล้วเป็นครั้งที่สามนะ อืมมมมม

จริงๆถ้าเรามีความรู้เรื่องของตัวละครตัวนี้ในหนังสือการ์ตูนและความสัมพันธ์กับหนังญี่ปุ่นหลายๆแบบก่อนดูน่าจะได้ผลลัพย์และสนุกกับหนังมากกว่านี้ (ใครดูแล้วลองไปอ่านเรื่องของชองหนังญี่ปุ่นในหนังเรื่องนี้ดู https://www.facebook.com/photo.php?fbid=688101027882524&set=a.572617842764177.82701637.100000479003495&type=1&relevant_count=1) เรารู้เพียงว่ามันสัมพันธ์อย่างไรกับหนังชุด X-Men แค่นั้น กรอบที่ได้เลยค่อนข้างแคบ อย่างไรก็ตาม ตัวละครจีน เกรย์ไม่ต้องใส่มาก็ได้นะ รู้แหละว่าเอามาเป็นตัวเชื่อมแต่มันน่ารำคาญจังเลยอะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนที่ชอบมากๆก็ยังมีอยู่ เราชอบอารมณ์ขันตามรายทางของมัน แม้ว่ามันจะดูเสร่อๆแต่เราว่ามันเป็นตลกแบบตะวันออกดี รวมไปถึงนักแสดงญี่ปุ่นทั้งสองคน คนนึงยูนีคมาก อีกคนมาเพื่อโชว์ความสวยงามของเสื้อผ้าด้วยหุ่นนางแบบซูเปอร์โมเดล

 

2.5/5

Advertisements

14th Pantomime in Bangkok: ละครใบ้ในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14 (หลายคณะ/ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต)

943058_654741561219124_292679066_n

นานๆดูละครใบ้ทีนึงก็ดีเหมือนกัน ครั้งนี้ได้ครบรสดีด้วย หลากหลายดีแถมยังก่อให้เกิดคำถามให้ไปคิดหาข้อมูลต่อยอดได้อีก อิ่มเอมดีๆ ไล่เรียงตามการแสดงตามนี้:

CRU CRU Cirque: กลุ่มละครใบ้ 3 คนจากญี่ปุ่นที่เน้นการแสดงแบบละครสัตว์ โชว์ความสามารถมากกว่าการเล่าเรื่อง ในแง่ของการเป็นโชว์เปิดงานก็ถือว่าโอเคอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรติดหัวหลังดูจบเท่าไหร่นอกจาก เออ! มึงเก่งดี

KO JEA-KYOUNG: เป็นโชว์ที่ชอบที่สุดของงานนี้อันว่าด้วยชายที่ตื่นจากฝันแล้วพบว่ามีเส้นผมงอกขึ้นมาจากทุกส่วนในร่างกาย คือจากการที่ได้ดูละครใบ้ส่วนใหญ่ของเรามักจะพบกับแนวเรื่องที่ไม่ขำขันก็ดร่าม่าน้ำตารินซะเป็นส่วนใหญ่ พอมาเจองานที่มันแลดูเซอร์ๆและหลอนๆแบบนี้มันเลยเซอร์ไพร์สมาก กอปรกับด้วยรูปลักษณ์หน้าตาและบุคลิกของศิลปินด้วยมันเลยยิ่งขับความเหวอหลอนเข้าไปอีก แน่นอนการเคลื่อนไหวร่างกายในตอนนี้ถือได้ว่าสุดยอดมากๆ

KAZUKI YANO: คนไทยคงคุ้นเคยดีกับนักแสดงผุ้นี้ดีแต่เรากลับเพิ่งเคยได้ดูเขาแสดงละครใบ้เป็นครั้งแรกซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ตลกครับ ตลกจริงๆ ตลกฉิบหาย เรื่องของซามูไร BTS กับซามูไร Subway ที่ทำเราขำในเกือบทุกวินาที

BABYMIME: คงไม่ต้องเกริ่นอะไรกับกลุ่มละครใบ้ของไทยกลุ่มนี้ ครั้งนี้พวกเขาเอาเรื่อง “ใจยักษ์” ของพวกเขาเองมาต่อยอด เล่าเรื่องของยักษ์ในบริบทต่างๆโดยเพิ่ม แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ และนางผีเสื้อสมุทรเข้ามาโดยที่ยักษ์ตัวท้ายนั้นออกมาร้องเพลงวินนี่ ฮู๊สตัน แบบฟินมหาฟิน!!!!!

KANIKAMA (KOJIMAYA MANSUKE & HONDA AIYA): ละครของกลุ่มนี้น่าสนใจสำหรับเรามากๆ มันว่าด้วยเรื่องของการทำฮาราคีรีที่เราเชื่อเสมอมาว่าเป็นพิธีกรรมศักสิทธิ์ แต่ในการแสดงนี้(ด้วยคนญี่ปุ่นเอง)กลับกลายเป็นเหตุการณ์ตลกๆไปมันเลยทำให้เราสงสัยไปในสองมิติ หนึ่งคืออะไรทำให้เรารู้สึกว่าความตายแบบนี้มันศักสิทธิ์เกินกว่าที่จะนำมาเล่นตลก? สองคือคนญี่ปุ่นมองความตายในแง่มุมไหนกันบ้าง? คำตอบของคำถามแรกอาจคือการที่เรานำแนวความคิดที่ถูกหล่อหลอมและขัดเกลามาตลอดการใช้ชีวิตของเราเอง(แบบไทยพุทธ)ไปจับแทนบริบทจริงๆของมันเอง การได้เห็นการล้อเล้นกับความตายแบบนี้มันเลยทำให้คิดถึงความเชื่อและแนวคิดทางศาสนาของเราเองในอีกมุมมองหนึ่ง ส่วนคำถามที่สองนี่คงต้องไปศึกษาดูอีกทีกับประเทศที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวความตายเป็นสรณะ กำลังคิดอยู่ว่ามีหนังญี่ปุ่นเรื่องไหนบ้างที่มันล้อเล้นกับความตายให้มันกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาแบบนี้บ้าง? (ไม่ใช่เพื่วิภากษ์สังคมอย่าง Sucide Club หรือสวยงามแบบ Departures)

ส่วนตัวการแสดงนั้น เราชอบมากๆกับความเข้าขาของทั้งคู่พร้อมกับการแสดงหน้าตายที่ทำให้เรานึกไปถึงหน้า ทาเคชิ คิทาโน่

GURI GURI GIRLS (HATORI HISAYO): คุณป้าหน้ากากซิ้ม เล่าเรื่องเด็กน้อยกลางสายฝนประกอบเพลง Singin’ in the Rain น่ารักเริงร่าดี (แต่เอาจริงๆชอบหน้าป้าแกตอนไม่ใส่หน้ากากมากกว่านะ 555)

YAMADA TOUSHI: เป็นโชว์ที่ดราม่าที่สุดว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์พ่อ-ลูกกับเหล้าสาเก ส่วนตัวเราเฉยๆกับตัวเรื่องแต่ทึ่งกับความสามารถของศิลปินในการรับบทของตัวละครทั้งสองตัว (ที่ยังจำแนกเรื่องช่วงวัยไปอีก) โดยเฉพาะแววตาที่ในฉากหนึ่งเป็นคนแก่ชราโรยราแต่เมื่อหมุนตัวกลายเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มาพร้อมแววตาหม่นเศร้าน้ำตาซึม ไม่รู้ทำได้ยังไง สุดยอดมาก

5/5

ประชาธิป’ไทย (เป็นเอก รัตนเรือง, ภาสกร ประมูลวงศ์/ ไทย/ 2556)

https://i1.wp.com/www.siamzone.com/movie/pic/2013/paradoxocracy/poster1.jpg

 

– เป้าประสงค์หลักของเราคือการดูเพื่อตรวจสอบเราตัวเอง

– ก่อนดูเราคิดว่าเรารู้ประวัติศาสตร์ไทยมาพอควร แต่พอดูจบเราพบว่าเรารู้น้อยกว่าที่มันเป็นมากๆ โดยส่วนมากเรารู้เฉพาะเปลือกของมันว่าเกิดเหตุการณ์ใดในยุคไหนและส่งผลอย่างไร มากกว่าแก่นของตัวเหตุการณ์จริงๆว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรในบริบทของแต่ละเหตุการณ์

– ด้วยเหตุผลข้างต้นเราจึงไม่ปัญหาเลยกับการเลือกเล่าไม่เล่าสิ่งใดของผู้สร้าง (เพราะเราไม่รู้ตั้งแต่แรกแล้ว) แต่คำถามคือเหตุใดเราถึงเป็นหนึ่งในผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ไทยน้อยมาก เพราะไม่สนใจเองจริงๆหรือเพราะถูกทำให้ไม่สนใจกันแน่ ต้องยอมรับว่า FB เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้เรื่องประวัตศาสตร์ไทยมากขึ้นจากการแชร์ต่างๆของเพื่อนๆในหน้าวอลล์ ซึ่งก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองอีกว่าที่เราอยากรู้เพราะอยากรู้จริงๆหรือเพราะกลัวรู้ไม่เท่าเพื่อนๆในวอลล์กันแน่? อย่างไรก็ตามการมีหนังที่พูดถึงเรื่องการเมืองตรงๆแบบนี้เข้าฉายในบ้านเราถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งแน่ๆ

– และด้วยเหตุผลข้างต้นอีกเช่นกัน ถ้าเราเป็น เป็นเอกฯ ภาสกร เราก็คงทำสารคดีออกมาแบบนี้แหละมั๊ง ถ้าอยากรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไรก็คงหนีไม่พ้นกับไปพบเหล่าคนที่อยู่ในหนัง เหล่านักวิชาการที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองบ่อยๆ ดังนั้นการได้ฟัง อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดในรายการสยามสาระพา นั้นคือการเปิดมุมมองใหม่ที่ดีมากๆ (อ. ตั้งคำถามว่าทำไมเมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย มันต้องตกไปอยู่แค่ในกลุ่มปัญญาชนและนักวิชาการ?)

– ส่วนเรื่องความพยายามทำตัวเป็นกลางของหนังโดยพยายามอ้างอิงถึงเรื่องเหรียญสองด้านและการทอนเหรียญนั้นยอมรับว่าเราไม่ขัดข้องใดๆเลย (คือถ้ามองอย่างคนไม่รู้อะไรมากอย่างเราและอาจรวมเป็นเอก/ภาสกร) แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าหนังไม่จำเป็นต้องเป็นกลางและไม่ควรจะเป็นกลางด้วยซ้ำเพื่อที่จะทำให้หนังมีเอกลักษณ์ของมันเองตามความคิดของผู้สร้าง ดังนั้นมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้สอบตกในแง่ของความเป็น “หนังสารคดี” (และเห็นด้วยกับที่อาชามดองพูดในสยามสาระพา)

– และถ้าพูดถึงในเรื่องเป็นกลางไม่เป็นกลางของหนัง ก็คงต้องพูดถึงเรื่องการเซ็นเซอร์ของหนังด้วย การเซ็นเซอร์ระดับแรกที่ได้เห็นบนจอน่าสนใจในแง่ของการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่ซึ่งเราอาจได้ยินได้ฟังในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตและเราเห็นว่ามันมีค่ามากกว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองไปเลยแบบไม่กล่าวถึงด้วยซ้ำ เพราอย่างน้อยๆมันก็ทำให้คนไม่รู้อะไรอย่างเราตั้งคำถามและอยากรู้อยากหาคำตอบเพราะมั่นใจและรู้ว่ามันมีคนพูดถึงแน่ๆ ดังนั้นการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังก็คืออีกเหตุผลหนึ่งของความเป็นการกลางอันไร้ประโยชน์

– อย่างไรก็ตาม ภาวนาและขอให้ผู้สร้างสำเร็จในการส่งภาคต่อๆของหนังเข้าฉายต่อๆไป

– สรุป ดูจบแล้วพบว่าเรามีความ Paradox อยู่สูง อันหมายถึงเรามีความเป็นสลิ่มอยู่ในตัวสูงทีเดียว

4/5

 

ครึ่งปีแรก’2013 กับหนังสือที่ได้อ่าน

มรณสักขี (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 48 หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2552) – 2.5/5
      หนังสือเล่มบางที่นำมาอ่านตอนนอนไม่หลับแล้วก็อ่านรวดเดียวจบ (ก็แหงแหละ เล่มบางซะขนาดนั้น) จริงๆเราชอบบรรยากาศและการบรรยายตามแบบฉบับของอาจารย์ต้นนะที่ทำให้เราติดนักติดหนาในหนังสือทุกๆเล่มของท่านที่ได้อ่าน มันยังคงเต็มไปด้วยความวังเวงและเปลี่ยวเหงาตามแบบ รวมไปถึงการกล่าวถึงความตายซึ่งนั่นเป็นอะไรที่โดนเราเป็นพิเศษ เพียงแต่เราอาจไม่ค่อยอินนักกับเรื่องราวตามชื่อเรื่องของศาสนาคริสต์ด้วยคำถามมากมายที่ตามมา อาจเพราะเราไม่ได้เชื่อในเรื่องราวพวกนี้ด้วยกระมั๊งเลยไม่ค่อยเข้าใจและโดนกับมันเท่าไหร่นัก
Never Let Me Go: แผลลึก หัวใจสลาย (Kazuo Ishiguro เขียน/ นารีรัตน์ ชุนหชา แปล/ 304 หน้า/ สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง/ 2554) – 5/5
     หลังจากแตกสลายไปกับเวอร์ชั่นหนังเมื่อสองปีก่อน พอเดินเจอหนังสือเลยรีบคว้ามา (โดยดองไปซักปีก่อน T_T) อ่านจบพบว่าอานุภาพการทำลายล้างพอๆกับตัวหนังเลย รู้สึกเลยว่าถ้าเรายังไม่เคยดูหนังมาก่อนเราคงตายคาหนังสือไปเลยซึ่งก็แปลว่าเวอร์ชั่นหนังมันคงดัดแปลงมาดีจริงๆ และเมื่อเราดูหนังมาก่อนแล้ว พอมาอ่านหนังสือมันก็เลยทำให้เราไปใส่ใจกับรายละเอียดยิบๆย่อยๆที่ไม่มีในหนังแทน เก็บเล็กผสมน้อยตามการค่อยๆเติบโตของเพื่อนรัก 3 คนจากเฮลแชม และแม้จะรู้บทสรุปและปลายทางของตัวละครอยู่แล้วเราก็ยังคงพีคกับฉากเฉลยของมันอยู่ดีที่ตั้งคำถามถึงชีวิต, สังคมและการโลกที่หมุนวนได้เจ็บปวดที่สุด
คดีดาบลาวยาวแดง (ภาณุ ตรัยเวช/ 296หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5++++/5
      สนุกฉิบหายแบบเอาตาย ว่างเมื่อไหร่เป็นอ่าน หนังเหนิงไม่สน ไม่บ่อยครั้งนักที่หนังสือจะดึงความสนใจของเราออกจากภาพยนต์ได้ ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้ว (ถ้าเทียบกับหนังอะนะ) จึงลึมไปได้เลยเรื่องความหลากหลายของมัน ดังนั้นพอมาเจออะไรที่มันใหม่สำหรับตัวเองมันเลยพลอยทำให้รู้สึกเหมือนได้ประสบการณ์ใหม่ๆและเพราะหนังสือมันสนุกด้วยแหละ ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือจะเดินไปด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบสุดขีด แต่โชคดีที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเพียงพาเราเข้าไปอยู่ร่วมกับยุคสมัยหนึ่ง(ในที่นี่คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) พาเราเข้าไปรับรู้ถึงความคิดอ่านและสภาพการเมือง,สังคมและการเคลื่อนไหวของยุคสมัยนั้น (เช่นการอธิบายสภาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากการเมือง) ที่ครอบอยู่บนการสืบสวนเหตุฆาตกรรมอันนำพาเราทั้งเดินหน้าและย้อนกลับไปพบกับประวัติศาสตร์หลากหลายรูปแบบทั้งแบบปัจเจกเล็กจิ๋วที่สุดฉบับบุคคลหรือว่าจะขยายใหญ่ไปกว่านั้นในรูปของเหตุการณ์โดยการอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องราวฆาตกรรม รวมไปถึงสังคมที่ครอบมันไว้ แม้แต่การตั้งคำถามของตัวประวัติศาสตร์เองว่ามันคืออะไร? มีหน้าที่อย่างไร?และสำหรับใครบ้าง? (การเปรียบประวัติศาสตร์ดั่งการกลัดกระดุมเสื้อขนาดใหญ่ไปถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพ! นั้นเก๋มากและเราชอบมาก)ส่วนเรื่องราวการสืบสวนก็สนุกและน่าติดตามเหลือเกิน ตลอดการอ่านเรามีภาพขณะวาสิฎฐีล้มลงกลางฟลอร์ลีลาสตลอดเวลา มันเป็นภาพโซลูเอทสวยงามพิมพ์ใจจนเราอยากรู้มากๆว่ามันจะจบอย่างไรโดยเฉพาะบทที่ 16 ที่ทำเอาใจเต้นกระตุ๊กกระตั๊กแบบหน้าต่อหน้า ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือการสอดแทรกเรื่องรักโรแมนติกน่ารักแบบหยอกเยินไปตลอดทั้งเรื่องที่ทำเอาอมยิ้มตลอดเวลาอ่านจบริอยากเห็นมันเป็นภาพเคลื่อนไหวในทันที จะมีโอกาสไหมหนอออออ
ห้าแคนโต้ (ฟ้า พูลวรลักษณ์ บรรณาธิการ/ นุ้ย สุนันทา, ทรงพล สุขเรือน, หินประการัง ฐิติรัตน์, กฤษณะ ชัยกิจวัฒนะ, ทรายเม็ด ปาณิษา เขียน/ 150 หน้า/ สำนักพิมพ์ใบไม้สีเขียว/ 2546) – 4/5
     นานๆได้อ่านแคนโต้ซักครั้งก็ดีเหมือนกัน เราว่างานแบบแคนโต้นี่แหละที่เหมาะจะเป็นบทกวีสำหรับยุคสมัยใหม่ ยุคที่โลกหมุนเร็วและเน้นความงามแบบเร่งด่วนด้วยการใช้ตัวอักษรสั้นๆเพียง 3 บรรทัด ใช้คำง่ายๆแต่กลับสามารถสร้างความหมายได้มากมายและลุ่มลึก แต่แคนโต้จะไม่สามารถสร้างอานุภาพสูงสุดได้เลยหากปราศจากเนื้อที่ว่างเปล่ามากมายบนหน้ากระดาษที่ล้อมรอบตัวแคนโต้ไว้ ความว่างที่เว้นไว้ให้เติมความคิดต่อตัวอักษรที่ผ่านตา แต่ละความหมายเชื่อมต่อกันด้วยความว่างเปล่าจนเกิดเป็นความละมุนลึกของการรวมประกอบ กลายเป็นบทกวีขนาดสั้นที่ตีค่าได้หลายหลากในหลายช่วงเวลาที่ต่างกัน     สำหรับเล่มนี้ข้อดีมากๆของมันคือแคนโต้ทุกบทมาจากนักเขียนสมัครเล่นที่ที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งช่วงวัยและอาชีพการงานมันเลยทำให้เราสามารถแนบอิงกับหลายๆบทได้ด้วยความหลากหลายของความคิดอ่าน  ส่วนตัวเราชอบชุดชามกลางคืนที่สุดเพราะเราสามารถรู้สึกกับมันได้ที่สุดขอเอาบางบทที่ชอบมาให้ลองอ่านดูละกัน (แม้มันจะเป็นเรื่องไม่ควรทำเพราะแต่ละตัวบทที่ร้อยเรียงมันจะมีการเชื่อมต่อบางประการที่ควรอ่านไล่เรียงกันไป)ชามกลางคืน: ยิ่งเรียกหาสันติภาพ/อาวุธที่ผลิต/ยิ่งร้ายแรง , ขุดหลุมดักความรัก/สิ่งที่ได้/หัวใจเป็นหลุม , คำพูดเปลือยกายออกจากหัวใจ/แล้วแต่งตัวใหม่ใส่หน้ากาก/ก่อนเดินออกจากปาก , ผมเอาเงิน/ที่ได้จากการขายความเศร้า/ไปซื้อความสุข
ดักแด้สีขาว: อินเตอร์เน็ทรวดเร็วและเอาใจยาก/แต่/หนังสือเรียบง่ายและแสนดี , บางครั้ง การโกหก/คือทางออก/ที่ปิดตาย, ชอบคนสวย/ต้อง/ใจเย็นๆ
เกลียดฉันบ้างเถิด: ความรักท่วมโลก/จนสำลักรัก/เกลียดฉันบ้างเถิด , เวลาเราคิด/เรื่องมีค่าในชีวิตเรา/ตายและเกิดใกล้กันเหลือเกิน , ใต้ตีนเรา/มีความสุขล้น/กลบฝังในนั้น
ดอกไม้สีส้ม: ลังเลใจ/ฉันกำลังถูกหลอก/ให้หลงในความดี , หาที่ลึกที่สุด/เก็บไว้/โดยไม่แอบซ่อน
ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556) – 5+++++/5

มีหนังสือจำนวนไม่มากนัก (จากจำนวนไม่มากเช่นกันของหนังสือที่เราได้อ่าน) ที่จะทำให้เราแนบชิดกับมันและรู้สึกกับมันได้มากๆ และเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้แบบรวดเดียวจบเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเราเพราะไม่ใช่แต่เพียงการใช้สมาธิในการดื่มด่ำ (เราสามารถใช้คำนี้กับหนังสือเล่มนี้ได้ไหม? หรือมันควรเป็น “ดำดิ่ง” มากกว่า) แต่ในทุกเรื่องสั้นของมันๆเรียกร้องพลังงานหลายพันล้านกิโลเแคลลอรี่เพื่อนำมาใช้ในการเผาผลาญตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างเอกอุพร้อมๆไปกับการเผาไหม้ของตัวเราเองที่ละน้อยๆจากภายใน ฉะนั้นแล้วการเริ่มต้นเรื่องสั้นต่อไปจึงมีความจำเป็นต้องพักฟื้นแรงใจให้กลับมาอยู่ในระดับเฉียดปกติเสียก่อน (และมันอาจไม่มีทางกลับมาในระดับ “ปกติ” อีกแล้วก็ได้)

จะว่าไปเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน มันคือความแปลกวิปลาศที่เราแนบเคียงอยู่กับมัน ชิดจนไม่เคยมองเห็น คือห้วงชีวิตประหนึ่งสายน้ำในคลอง น้ำอันเน่าเสียไร้การบำบัดที่แน่นิ่งรอการเปิดของประตูกั้นน้ำ(ที่อาจไม่มีวันเปิดเลย) การพูดคุยของผมและเขา เธอและฉัน คือการสะท้อนภาวะภายในของเราเองเพื่อจะทิ่มแทงคนอื่นไปพร้อมๆกับตัวเราเองในสังคมที่เต็มไปด้วยความป่วยไข้ในกรอบจารีตอันไร้สาระและยากต่อการเยียวยารักษา (เพราะเราไม่เคยคิดว่าเราป่วย) เซ็กซ์ที่ไร้การเจือจางของความสุขโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การเล่นหัวกับคนอ่าน หลอกล่อให้ตายในแล้วก็โยนลงเหว!

แนะนำสุดใจขาดดิ้นกับใครก็ตามที่รู้ตัวว่าความสมบูรณ์คือเรื่อง “ตอแหล” อย่างที่สุด

แมวผี (แดนอรัญ แสงทอง/ 36หน้า/ สำนักพิมพ์หนึ่ง/ 2553) – 3/5
     เคยลองเอามาอ่านรอบนึงแล้วแต่ไปไม่รอดเพราะหนังสือทำเก๋ด้วยการเขียนแบบใช้สำเนียงคนสุพรรณฯ กล่าวคือเขียนตามการออกเสียงของคนสุพรรณเลยคือเหน่อๆ รอบแรกอ่านแบบยึดติดภาษากลางมากไปหน่อยมั๊งเลยคว่ำไม่เป็นท่า เลยลองเตรียมใจ สวมบทคนสุพรรณฯ แล้วอ่านใหม่อีกรอบก็พบว่าสนุกดีไม่หยอก อันไหนไม่รู้จะอ่านยังไงก็อ่านออกเสียงมันเสียเลย เพลินดีหนังสือเล่าเรื่องแบบบุคคลเดียว เล่าไปเรื่อยๆเหมือนหนังที่ไร้บท คิดอะไรได้ก็เล่าๆมันออกมาโดยวางพื้นอยู่ที่เมืองสุพรรณฯในอดีต คิดถึงสภาพเมืองและสังคมก็เล่ากันไป คิดถึงหนังกลางแปลงที่ชอบ นักแสดงที่รักก็เล่ากันไป (ซึ่งเป็นส่วนที่เราชอบเป็นพิเศษ) และกว่าจะมาเล่าเรื่องผีๆสางๆก็ล่อเข้าไปจะจบเล่มแล้ว เล่นเอาประหลาดใจดีแถมแอบกวนด้วยการเขียนเป็นภาษากลางในตอนที่ผู้เล่าอยู่ในอาการหวาดกลัวเป็นเรื่องสั้นอ่านเอาเพลินด้วยการเล่นกับภาษาสนุกๆ
A Revolutionist in the Afternoon (Jiro Matsumoto/ 178 pages/ Ohta Publishing) – 5/5
    การ์ตูนญี่ปุ่นดาร์คๆที่เจอโดยบังเอิญ เห็นชื่อมันยั่วดีเลยโหลดมาอ่านแล้วก็พบว่าสนุกดี มันคือเรื่องสั้นจำนวน 5 เรื่องที่แต่ละเรื่องไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันอย่างแน่ชัดยกเว้นความมืดมนอนธการ ความรุนแรงในทุกด้านที่สะท้อนภาวะภายในของมนุษย์ในโลกสีเทา ประกอบไปด้วยเรื่องเล่าเคล้าความฝันอันแสนหม่น, อุดมการณ์กับความต้องการภายในของตน, วังวนความรุนแรงไม่สิ้นสุด, ความแปลกแยกต่อสังคม แล้วไปจบด้วยความเลวร้ายของสงคราม อ่านแล้วติดจนอยากหาเรื่องอื่นๆของผู้เขียนคนนี้มาอ่านอีก
โยนีรูป (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 56หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2556) – 5/5
     การอ่านงานเขียนของอาจารย์ต้นสำหรับเราเหมือนเป็นงานประจำปี ปีละครั้งกำลังดีเพราะตั้งแต่ ลอนดอนฯ เรื่อยมาก็ติดตามงานของอาจารย์ต้นมาตลอด อาจเพราะเรื่องราวความเหงา ความแปลกแยกและความตายเป็นอะไรที่แนบชิดกับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราได้ปกติอยู่แล้ว ยิ่งมาอ่านหลังจากฟินค้างกับยูโทเปียชำรุดยิ่งโดนใหญ่(เอาเข้าจริงตอนอ่านมีแอบคิดถึงยูโทเปียฯ บ่อยๆ) แถมมาในแนวเซอร์เรียลด้วยเลยชอบเป็นพิเศษ มันคือเรื่องของคนที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองอย่างสิ้นรูป มันคือความวิปลาสที่ไร้ความหรรษา คือเชือก ตัวแทนความสัมพันธ์ที่รัดรึงด้วยรูปแบบพิศดาร มอบความหฤหรรษ์อันประเดี๋ยวประด๋าว ก่อนที่การดิ้นรนจะยิ่งทำให้การรัดแน่นขึ้นจนขาดอากาศหายใจ
Sorry Sorry ขอโทษครับ ผมเป็นติ่ง (คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง/ 272 หน้า/ สำนักพิมพ์แซลมอน/ 2555) – 3/5
     ดีเลย์มาเป็นชาติเพิ่งมาได้อ่าน จริงๆหลายๆเรื่องก็อ่านจากใน FB ของต่อมาหมดแล้วนะ (แอบเคืองนิหนอย 555) ยกเว้นพวกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางเรื่องที่ทำเอาเหวอแดกเหมือนกันว่าไอ้วงการนี้มันขนาดนี้กันเลยหรือว่ะ โดยเฉพาะเรื่องแฟนคลับที่อ่านแล้วขนลุกอย่างไรก็ตามขอยอมรับว่าน้องต่อเป็นคนที่เขียนอะไรๆก็สนุกจริงๆ (คนที่เป็น friend กับน้องแกคงรู้ๆกันดี) เพลิดเพลินได้ไปจนจบเล่มแบบสบายๆ
The Perks Of Being A Wallflower: จดหมายรักจากนายไม้ประดับ (Stephen Chbosky เขียน/ คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง แปล/ 192 หน้า/ สำนักพิมพ์ Mar Space/ 2556) – 3/5
     เราพบปัญหาเดียวกับตอนอ่าน The Catcher in the Rye (โดย J.D. Salinger ฉบับแปลไทยโดยคุณปราบดา หยุ่น ชื่อว่า “จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น”) คืออ่านจบแล้วกลับไม่ได้รู้สึกอินหรือเข้าใจอะไรลึกซึ้งถึงชีวิตของตัวละครมากนัก ตอนแรกที่อ่าน Catcher จบแล้วเฉยๆก็สงสัยว่าอาจเพราะยุคสมัยในหนังสือกับตอนที่อ่านมันห่างกันเยอะ แต่พอมาอ่าน Perks แล้วก็พบว่าไม่ใช่ปัญหาเรื่องยุคสมัยแล้วล่ะเพราะหนังสือทั้งสองมันพูดถึงชีวิตและการก้าวข้ามของวัยรุ่นคล้ายๆกัน เลยสรุปเอาเองว่ามันคือความร่วมสมัยที่เราไม่อินกับมันเองหรือจะจริงอย่างที่น้องต่อ (ผู้แปล) บอกไว้ว่า ถ้าไม่โดนกับหนังสือทั้งสองเล่มนี้แสดงว่าชีวิตมีความสุขพอควรแล้ว (เลยยิ่งกลายเป็นว่าเราพยามยามกลับไปมองทบทวนชีวิตตัวเองอีกที)อย่างไรก็ตาม หลายๆตอนมันก็เอาเราตายเหมือนกันนะ (อย่างฉากจูบแรกที่ชอบมากๆ) จนอยากดูเวอร์ชั่นหนังไวๆ
นายปรีดี พนมยงค์ กับแผนการปลงพระชนม์ของ พล.ต.อ. พระพินิจชนคดี (สุพจน์ ด่านตระกูล/ 151 หน้า/ สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย)/ 2543) – 5/5
          หาความรู้รอบตัวใส่สมอง จะได้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร…
Sostiene Pereira คำยืนยันของเปเรย์รา (Antonio Tabucchi เขียน/ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล/ 208 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5+++/5
     สนุกมาก อ่านรวดเดียวจบแบบไม่ต้องนอนกันเลย ยิ่งช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่สุดมากๆ หนังสือบอกกับเราว่าให้ตายยังไงเราก็หนีเรื่องการเมืองไม่พ้นเพราะมันอยู่ในทุกอณูของวิถีชีวิตของเราซึ่งมันก็อยู่ที่เราว่าจะยอมโอนอ่อนต่อมันหรือจะลุกขึ้นสู้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในมือผ่านตัว เปเรย์รา นักข่าวสายวรรณกรรมร่างอ้วนในหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายผู้พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแม้จะอยู่ท่ามกลางไฟสงคราม แต่ภายในของเขากลับต้องการเรียกร้องถึงเสรีภาพและสิทธิบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ค่อยๆปลิแตกออกเมื่อการมาของ มอนเตย์โร โรสซี ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังในการเปลี่ยนแปลง
     แน่นอนว่าความสนุกอีกอย่างคือการนำมาเทียบเคียงกับบ้านเราที่แนบเนียนได้อย่างไม่ต้องสงสัย
Notes on Cinema สมุดภาพยนตร์ (ภู่มณี ศิริพรไพบูรณ์/ 64หน้า/ สำนักพิมพ์หนึ่ง/ 2552) – 3/5
          อ่านคั่นเวลา หนังบางเรื่องที่หนังสือกล่าวถึงก็ยังไม่ได้ดูหรอก คงได้หยิบมาอ่านอีกครั้งเมื่อได้ดูหนังเรื่องนั้นๆแล้ว
“นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖ (ชานันท์ ยอดหงษ์/ 328 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2556) – 5/5
     “เฮ้ย! เชี้ย! สัด! ห่า! อื่อหือ! จริงดิ! ฟัดเฟ่!” – คือคำอุทานที่ออกจากปากตอนอ่านหนังสือเล่มนี้อันว่า fact สมัย ร.6 ว่าเหตุใดราชสำนักฝ่ายในถึงมีแต่ผู้ชาย? ทั้งๆที่ควรจะเป็นมวลหมู่หญิงสาวเหมือนในรัชกาลก่อนๆ แรกอ่านยอมรับว่าตื่นตะลึงกับสิ่งใหม่ๆที่เพิ่งรู้เพิ่งทราบที่ไม่ใช่แค่เรื่องนายในอย่างเดียว(ที่แซบสุดๆและครบเครื่องไปด้วยเรื่องของเพศวิถี, การแสดงออกระหว่างกันรวมไปถึงการเมืองภายในของเหล่านายในเอง) มันยังมีเรื่องการก่อตั้งกองเสือป่าที่ก็คือที่มาของลูกเสือในปัจจุบัน (กับวลีฮิต “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”), ที่มาของคำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” หรือแม้แต่เหตุของการณ์ก่อตั้งดุสิตธานีที่เอาเข้าจริงมันไม่ใกล้เคียงกับประชาธิปไตยเลย โดยส่วนที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือคือการเข้าไปพยามยามค้นหา ตีความว่าเหตุใดราชสำนักฝ่ายในจึงมีแต่ผู้ชายโดยเฉพาะกับตัว ร.๖ เองซึ่งพออ่านจบรู้สึกเห็นใจและเข้าใจในพระองค์ประมาณหนึ่ง จริงๆต้องยอมรับพระองค์ในเรื่องหัวก้าวหน้าเหมือนกันนะ อาทิไม่ยึดติดกับชนชั้น (แม้จะยังยึดติดกับเพศสภาพอยู่ แต่ก็เข้าใจได้เพราะได้แบบมาจากรูปแบบวิตอเรียนของอังกฤษในยุคนั้น) การสนใจในอักษรศาสตร์และการละคร อีกอย่างมันน่าสนใจมากพอกันตรงที่พรงองค์เป็นกษัตริย์ที่ไม่เก่งเรื่องการเมืองการปกครองเลยแต่สามารถอยู่จนครบรัชสมัยของพระองค์ได้ว่าแล้วก็หยิบ ปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ มาอ่านต่อเลย
Youth, It’s Painful: เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด (Rando Kim เขียน/ วิทิยา จันทร์พันธ์ แปล/ 247 หน้า/ สำนักพิมพ์ Springbooks/ 2555) – 3/5
     หนังสือมันก็ไม่ได้ต่างไปจากบรรดาหนังสือสร้างเสริมพลัง การใช้ชีวิต การวางแผนสู่ความสำเร็จ ที่เคยอ่านๆเมื่อหลายๆปีก่อนซักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่มันโอเคและดีมากคือการเอาไอ้หลักคิดแบบเดิมๆนั้นแหละมาปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันโดยเน้นไปที่ช่วงวัยรุ่นกับชีวิตในอนาคต ซึ่งส่วนตัวเราเลยช่วงวัยที่หนังสือมันอ้างถึงมาพอสมควรละ ดังนั้นมันเลยโจ๊ะไม่ได้อย่างเต็มที่ แต่ในบางบทก็ส่งผลต่อความคิดกับคนไม่มีอะไรเลยอย่างเราบ้างเหมือนกันอาทิเรื่องแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยว หรือ Carpe diem และโดยเฉพาะบทท้ายๆที่ว่าถึงสมดุลของชีวิตระหว่างความสุขส่วนตัวกับสำเร็จส่วนตน (เน้นย้ำว่าคือส่วนตัว ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ที่อันนี้เห็นด้วยที่สุดกับผู้เขียน) ทำเอาสมองทำงานเยอะทีเดียว เลยไปถึงสรุปสุดท้ายที่ทำให้คิดไปถึงช่วงวัยนั้นของตัวเองโดยรวมเราว่ามันเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาอันเป็นเป้าหลักของหนังสือมากกว่าที่อยากแนะนำให้อ่านกันอันอาจได้พลังและมองเห็นอะไรมากขึ้นกว่าที่เคย (ที่สำคัญมันอ่านง่ายดี ตัดเป็นบทๆสั้นๆเหมาะกับเด็กยุคใหม่) ส่วนคนทำงานมานานแล้วเริ่มอิ่มกับอะไรหลายๆอย่างก็อาจได้พลังเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ตระหนักอะไรได้อีกหน่อย
ออกไปข้างใน (นฆ ปักษนาวิน/ 184 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555) – 5++++/5
     *** รอบแรกใช้เวลาอ่านนานเกินไป อ่านบทนึงทิ้งยาวไปนานก่อนจะมาอ่านอีกบทนึงทั้งที่่จริงๆเราพบว่าแต่ละบทมันมีความเชื่อมโยงกันอยู่ ก็เลยอ่านมันซ้ำอีกรอบเสียเลย ***”สิ่งที่ถูกทำให้หลงลืมย่อมไม่ใช้ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยของเรา”ความสนุกของหนังสือเล่มนี้คือการจับบุคคล เหตุการณ์ สถานที่หรือสิ่งใดๆ (ปาริสุทธิ์, แม่น้ำ, ร้านอาหาร, เสื้อสีน้ำตาล, ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ) จากบทหนึ่งไปข้องเกี่ยวกับอีกบทหนึ่งจนก่อร่างสร้างการผสมรวมเรื่องราวขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ในความรับรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ปาริสุทธิ์อาจคือคนๆเดียวกันแต่อยู่ในคนละชาติภพในแต่ละตอน หรืออาจเป็นคนๆเดียวกันแต่อยู่บนการรับรู้บนพื้นฐานและบริบทที่แตกต่างกันไปอันเป็นปัจเจก เฉกเช่นเดียวกับการรับรู้ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม้ในเหตุการณ์เดียวกันแต่การรับรู้ของแต่ละบุคคลนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เรามองประวัติศาสตร์ด้วยแว่นที่หลากหลาย แว่นที่ตีกรอบเราต่างๆกันไปตามบริบทของสัมคมและยุคสมัยที่แวดล้อมเราอยู่ เราเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในบางส่วนของประวัติศาสตร์ก็ได้ และก็เฉกเช่นเดียวกับหนังสือเล่มนี้ที่ก่อร่างสร้างการรับรู้กับประวัติศาสตร์ไปในอีกรูปแบบหนึ่ง มันคือเส้นเรื่องเล่าอีกเส้นเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรารับรู้ประวัติศาสตร์ร่วมในมุมแบบปัจเจกของผู้เขียนและของตัวเราเอง มันน่าตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้รับรู้ว่ามันยังมี หรือ มันยังสามารถสร้างเรื่องราวอื่นๆได้อีกมากมายก่ายกองบนแวดล้อมของประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมายก่ายกองให้เราได้ร่วมรับรู้และรู้สึกในอีกการรับรู้หนึ่ง”ความทุกข์ทรมารอันแสนเงียบงัน จึงกลายเป็นความรักชัวนิจนิรันดร์”และด้วยในมุมของเรื่องเล่าในหนังสือเล่มนี้ เราพ่ายแพ้เสมอกับมนุษย์ผู้ป่วยไข้ชำรุด, กับการหายสาบสูญไปแบบไร้การบอกกล่าว, กับความพ่ายแพ้หมดรูปรวมไปถึงกับความตาย ทุกเรื่องราวของมันพาเรา “ออกไป…ข้างใน” เพื่อไปพบกับสิ่งที่ว่าเหล่านั้น  พาเราไปเจ็บปวดกับตัวละคร ไปวิ่นเหว่งกับพวกเขาเหล่านั้นที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้เส้นสมมุติที่แบ่งความทุกข์-สุข หนำซ้ำเส้นนั้นมันอาจรางเลือนมากเสียจนไม่อาจระบุได้อีกต่อไป ออกไปข้างในอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ซึ่งกาลเวลาร้อยเรียงผิดรูป กลายเป็นกระจกส่องสะท้อนต่อกันไปมาในแต่ละช่วงเวลา ถุึงท้ายที่สุดบางเรื่องราว เวลาก็ไม่สามารถเยี่ยวยาสิ่งใดได้

ทุกการจบของแต่ละตอนมักทิ้งค้างเถ้าถ่านแห่งความรู้สึกไว้ในใจเสมอๆ ที่บางเรื่องก็ยอมรับว่าไม่รู้จะอธิบายยังไง และเราก็ชอบอาการแบบนี้จริงๆ

Spring Breakers (Harmony Korine/ US/ 2012)

large

ปีนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งหนังวัยรุ่นของเราจริงๆ ได้พบทั้งเกรียนฟิกชั้น, The Perks Of Being A Wallflower แล้วก็กับหนังเรื่องนี้ที่อุดมไปด้วยสิ่งที่เราชอบเป็นการส่วนตัว (แน่นอนสองสิ่งในนั้นคือนมและตูดของบรรดาสาวๆ) ดูไป 15 นาทีก็รู้เลยว่าเราต้องชอบมันแน่ๆ แถมยังได้ตากล้อง Benoît Debie ที่เคยถ่ายให้กับเสร็จพ่อที่รักของเราอย่าง Gaspar Noe เสียด้วยดังนั้นเรื่องภาพเลยหายห่วงแถมยังเป็นตัวช่วยเสริมความบ้าคลั่งของ หนังและเหล่าตัวละครได้ดีมากๆไปพร้อมๆกับเพลงประกอบเก๋ๆที่หนึ่งในนั้นคือ บริทนีย์ สเปียร์! จริงๆต้องบอกว่าเพลงของเธอในหนังคือสิ่งสอดรับและยึดเหนี่ยวตัวละครเลยที เดียว ประกอบกับการใช้เทคนิคการซ้ำคำพูด ซ้ำเหตุการณ์ในอีกมุมมองหนึ่ง (ไม่รู้ว่ามันเรียกชื่อเป็นทางการว่าอะไร) ที่มาช่วยเสริมพลังและย้ำคิดกับผู้ชมอีกที (ที่เด่นมากๆคือฉากการปล้นที่ให้อารมณ์คนละระดับกันเลย) จะว่าไปถ้าหนังขาดลูกเล่นพวกนี้ไปหนังคงกร่อยพอดูเหมือนกัน

หนังมัน ว่าถึงวัยรุ่นในหลายระดับ หลายระดับในที่นี่ไม่ได้หมายถึงช่วยวัย แต่หมายถึงความคิดและการตัดสินใจในการก้าวเดินในทางชีวิตและหมายรวมไปถึง สิ่งที่เคยผ่านและเคยรับรู้ไปแล้ว ไอ้คนผ่านชีวิตมาน้อยอย่าง Faith พอเจออะไรใหม่ๆก็นึงว่ามันคือสวงสวรรค์แต่พอหมดสนุก (กล่าวอีกแง่คือได้ผ่านสิ่งนั้นมาแล้วและเริ่มเบื่อ)ก็เลยตัดสินใจกลับไปใช้ ชีวิตเหมือนเดิมหรือก็คือได้ผ่านรูปแบบชีวิตมาแล้วอีกแบบหนึ่งและรอไปพบกับ สิ่งใหม่สิ่งอื่นต่อไปเหมือนกับ Cotty ที่ผ่านรูปแบบชีวิตมามากกว่า ไปในเขตแดนที่ไกลกว่า Faith ดังนั้นเธอจึงไปได้อีกระดับหนึ่ง ไปถึงในระดับที่เห็นว่าชีวิตที่เป็นอยู่ยังมีค่า ส่วน Candy และ Brittany นั้นเลยจุดที่ Cotty เป็นไปแล้ว พวกเธอเลยจุดที่ต้องประณีประนอมกับชีวิตไปแล้ว วลี Spring Break Forever คงเป็นตัวแทนสำหรับพวกเธอได้อย่างดีอันส่งผลให้ 15 นาทีสุดท้ายนั้น heartbreaking ฟุดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดกลับเป็น Alien มันคือตัวละครถ่อยๆ มันคือคนนอกที่พยายามจะเป็นคนใน (คนขาวในโลกคนดำ) แล้วยิ่งพอมันบอกว่ามันมาจากนอกโลกมันเลยกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก

ปล. ชอบฉากในโปสเตอร์นี้มากๆ

 

5/5

มิถุนา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/06/13 – Censor Must Die: เซ็นเซอร์ต้องตาย (สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์/ ไทย/ 2555) – 3/5

     โอเค ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปก่อน (เพราะเราคิดว่าไม่ว่ายุคสมัยไหน รัฐบาลไหนในอดีตที่ผ่านมา เหตการณ์มันก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก) เราพบว่าความสำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการนำพาผู้ชมไปพบกับวิธีการ, ปัญหาและผลกระทบในระบบการพิจารณาภาพยนตร์ในบ้านเราที่ยังคงนิยามว่า “ราชก๊าน ราชการ” ได้อยู่ แต่เพราะเรายังไม่ได้ดูหนัง “เช็คสเปียร์ต้องตาย” เลยไม่สามารถฟันธงได้เต็มที่กับหนังเรื่องนี้ จริงอยู่ว่ามันไม่ควรมีหนังเรื่องไหนทั้งสิ้นถูกแบนแต่เราก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าทำไมและอย่างไรถึงต้องแบนหนังเรื่องที่ว่า อนึ่ง เราพอเข้าใจในความเกรี๊ยวกราดและระเบิดลงในช่วงท้ายนะ เพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้นจริงๆ เราก็คงมีอารมณ์และอาการไม่ต่างผู้สร้างนักหรอกโดยเฉพาะการโทษโน่นนี่นั้นไปเสียหมด

ไม่รู้ความยาวของหนังนี่ตั้งใจจะสะท้อนให้ผู้ชมรับรู้ถึงความรู้สึกอันเหนื่อยหน่าย ความอ่อนแรงและการทำอะไรซ้ำๆซากๆเหมือนการวิ่งเรื่องฟ้องร้องของผู้สร้างในเรื่องหรือเปล่า? ถ้าใช้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ

ย้ำอีกครั้ง! เราว่าในมุมมองที่ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปนะ

01/06/13 – Now You See Me (Louis Leterrier/ US/ 2013) – 5/5

     กลายเป็นหนังที่ชอบมากๆเฉยเลยแบบไม่ได้ตั้งใจ เราชอบมากๆที่หนังมันเล่นกับความเชื่อและ Magic ไปตลอดทั้งเรื่องอย่างชัดเจนและแข็งแรงมากๆ “เมจิกจะไม่เกิดถ้าคุณไม่เชื่อเสียก่อน” ดังนั้นแล้วพอหนังมันเล่นกับไอ้สองสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันแบบนี้ มันเลยท้าทายคนดูอย่างเต็มที่เสียเลยว่าเราจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้ไหม? เพราะเมจิกในหนังจะมีพลังมากที่สุดเมื่อเราเชื่อในสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในหนังอันทำให้เราสามารถตามเมจิกได้ทันท่วงที เราอาจจะนำหน้าหนึ่งก้่าว สองก้าวหรืออาจเจ็ดกก้าวได้

แล้วไอ้เมจิกของหนังจริงๆมันกลับไม่ใช่การแสดงเหลือเชื่อเหล่านั้นบนเวที แต่คือความคิดและแผนการที่ถูกวางมาอย่างแยบยลต่างหากและอย่างที่บอก เราเชื่อได้ไหมล่ะ? เมจิกมันมาจากตรงนั้น เราก็เลยไม่มีปัญหาใดๆกับหนังเลยจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้เราคิดไปถึงวลีอย่าง Movie is Magic มากๆ หากเราไม่่ชื่อในพลังของภาพยนตร์แล้วไซร้ แล้วเราจะเห็นมันเป็นเมจิกหรือเปล่า?

ส่วนฉากจบนี่ก็ยังเล่นเรื่องความเชื่ออีก กุญแจคล้องรัก แต่มันดันอยู่ในด้านกลับของประเด็นในหนังที่ว่ายิ่งใกล้ยิ่งมองไม่เห็น ด้วยการถอยห่างจากกุญแจดอกเดียวไปสู่หลายๆดอก นั่นคือยิ่งใกล้ยิ่งเห็นชัด อาจเพราะความรักคือความเชื่อในเมจิกอีกแบบก็เป็นได้ วิ้ววววววว

ดาราฝรั่งเศสนอกจาก Jean Seberg แล้ว ก็คงมี Mélanie Laurent นี่แหละที่เราชอบเหลือเกิน สเน่ห์ล้นมากๆ (ชอบตั้งแต่  Inglourious Basterds ละ)

อนึ่ง ถ้าเราเห็นหนังไปในแนวทางอื่นก็คงไม่ชอบขนาดนี้

02/06/13 – Cutie Honey (Hideaki Anno/ Japan/ 2004) – 3/5

     หนังดีกว่าที่คิดไว้แยะเลยแหะหลังจากเคยดูไปทีนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนแรกนึกว่ามันจะติงต๊องไร้สาระ ซึ่งมันก็ติงต๊องแหละแต่มันยังมีหลายๆประเด็นที่น่าสนใจมาประกอบ ไม่รู้ว่าเพราะหนังมันสร้างจากต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนยุค 70 ด้วยหรือเปล่าที่ไปเล่าเรื่องราวการเอาชนะความเกลียดชังและความแค้นด้วยอานุภาพแห่งความรัก ฟังดูอี๊ๆแต่โชคดีที่หนังไม่ได้ไปสุดโต่งขนาดนั้น เพราะมันไปพูดเรื่องความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในสังคมด้วยผ่านตัวละครอย่างตำรวจสาวและตัวคิวตี้ฮันนี่เอง ตัวละครที่มีรักแต่บริหารมันไม่เป็น แต่สุดท้ายก็ช่วยกันเติมกันและกัน

อนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคงเพราะ Mikako Ichikawa ด้วยแหละ

02/06/13 – Fast & Furious 6 (Justin Lin/ US/ 2013) – 2/5

     ภาค 5 ว่าเยอะแล้ว ภาคนี่แม่งเยอะกว่า เยอะจนบางทีก็ปวดกบาล จะเล่นใหญ่ยังไงก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่การฆ่าตัวละครที่กูรักแล้วเอา เจสัน สเตแธม เข้ามานี่กูรับไม่ได้จริงๆ

02/06/13 – Cold War (Lok Man Leung, Kim-ching Luk/ HK/ 2012) – 5+++/5

     รอบแรกที่ดูนี่เฉยๆนะ แต่เห็นหลายๆคนกรี๊ดแตกกันเลยคิดว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ก็เลยเอามาดูอีกรอบแล้วก็ฟินแตกจริงๆ (จับทางได้ว่ารอบแรกดันดูตอนง่วงๆแถมยังไปตะบี้ตะบันตามหนังให้ติดอีกมันเลยยิ่งเหนื่อย)

แล้วพอได้ดูรอบสองแบบสมองโปร่งๆและรู้เรื่องคร่าวๆของหนังหมดแล้วเลยสามารถตามเก็บสิ่งที่เหลือต่างๆของหนังได้อย่างเต็มที่ หนังหักเหลี่ยมหักมุมเฉือนคมสนุกเป็นเอกลักษณ์ นักแสดงทุกตัวมอบพลังงานที่สูงมาก ดนตรีประกอบก็ระทึกฟุดๆ โดยเฉพาะทุกฉากที่มีการเผชิญหน้ากันแบบจังๆ ทั้งพี่เหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิง(ที่มีทั้งแบบจริงจังเคร่งเครียดและผ่อนคลายสบายๆ) หรือที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากับ ปปช. หลี่จื้อถิง คือมันเป็นฉากที่ถ้าไม่ดุเดือดจนอะดรีนาลีนพุ่งก็จะอิ่มเอมน้ำตาผุดไปเลย

ตอนดูรอบแรกแล้วไปอ่านของพี่ๆที่เขียนถึงว่าหนังมันมีความเป็นฮ่องกงมากๆ ปราศจากการเจือปนของทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และฮอลลี่วู๊ด อันนี่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย ฉากการทำลายป้ายไฟมังกรในช่วงท้ายอาจเป็นคำตอบที่ดี มันคือหนังฮ่องกงที่เราเคยคุ้นเคยที่ไม่มีประเทศไหนมันทำได้ถึงจริงๆ แต่เรื่องนี้สำหรับเรามันไปไกลกว่านั้น มันคือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของฮ่องกงเพื่อฮ่องกงโดยเฉพาะจริงๆ ฉากการพบกันครั้งสุดท้ายของเหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิงเป็นคำตอบที่ดีมาก

เหลียงเจียฮุยเท่สัดๆ ดูจบคิดเลยว่าแก่ตัวไปกูจะใช้แกเป็นไอดอล

รอดูภาคสองด้วยในจดจ่อ

06/06/13 – The Perks Of Being A Wallflower (Stephen Chbosky/ US/ 2012) – 5+++++/5

     เฉยๆมากกับการอ่านเป็นตัวหนังสือแต่พอมาได้เห็นเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่มาจากฝีมือของผู้เขียน/ผู้กำกับซึ่งเป็นคนเดียวกันแท้ๆ เรากลับตายสนิทราบคาบ เขื่อนน้ำตาพังทลาย มีหนังน้อยเรื่องนักที่เราจะดูซ้ำ แต่มันน้อยเรื่องยิ่งกว่าที่เราดูมันซ้ำในวันเดียวกัน

ส่วนหนึ่งที่มีผลแน่ๆคือเพลงประกอบที่เราสามารถได้ยินได้ฟังมันจริงๆ(และส่งผลกระทบกับคนดูมากเหลือเกิน) พร้อมกับเสน่ห์อันเหลือล้นของทั้งภาพและกลุ่มนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่เราคงไม่มีวันคิดภาพออกได้แน่ๆตอนอ่านหนังสือ จนตอนนี้เริ่มอยากกลับไปอ่านหนังสือดูอีกรอบเพราะสำหรับเรื่องนี้เราค่อนข้างเชื่อว่าดูหนังก่อนอ่านหนังสือน่าจะส่งผลที่ดีกว่า (และหลายๆเรื่องในหนังสือไม่มีในหนังด้วย)

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องตัวหนังนอกจากเรื่องของเพลงและนักแสดงที่ว่าไปแล้ว ความยอดเยี่ยมของมันอีกข้อคืออาการไม่ฟูมฟายของมัน การเผยเรื่องราวเลวร้ายในหนังเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ด้วยอารมณ์แสนปกติธรรมดา แต่กลับทำให้ผู้ที่ต้องเก็บสะสมเรื่องราวอย่างคนดูสะอึกและเจ็บปวดด้วยความที่มันดู “จริง” มากๆ รวมไปถึงการนำพาคนดูให้ย้อนกลับไปในช่วงวัยของตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการถวิลหาแต่คือการนำพาไปเข้าใจว่ามันผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทาง ณ ตอนนี้ต่างหากที่สำคัญอันเป็นตัวกำหนดอนาคตอีกที มันเลยทำให้ฉากลอดอุโมงค์ท้ายเรื่องคือการสรุปความที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ของเรา เพราะมันสามารถนำสารที่เคยได้ยินมาเป็นพันครั้งให้ผ่านเข้ามาในการพิจารณาของเราเองได้จริงๆ

และส่วนที่เหลือก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ

– คิดว่าคนที่เคยผ่านช่วงมัธยมปลายในยุค 90 มาคงชอบหนังเรื่องนี้มากๆ (แม้เราจะอยู่ในช่วงปลายของยุคแล้วก็เถอะ) มันเป็นช่วงที่เราได้พบกับเพื่อนแท้จริงๆ ช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนโลกทั้งใบไปจริงๆ ช่วงที่ความรักครั้งแรกแม่งคือเรื่องใหญ๋จริงๆและคือช่วงของการฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตที่ยังต้องพลิกเทปเพื่อไปฟังหน้า B หนังมันแนบเคียงกับเราแทบจะเป็นเนื้อเดียวด้วยการพาย้อนกลับไปมองด้วยสายตาของเรา ณ ปัจจุบันเอง (และบางเวลาก็พาเราย้อนกลับไปมากกกว่านั้น)

– เราทุกคนคงต้องเคยผ่านความทุกข์เศร้าและเจ็บปวดโดยที่เราอาจลืมหรือเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถกำจัดความเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้หมดแล้ว แต่หนังเรื่องนี้มันกลับบอกกับเราว่า ไม่เลย สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ไปไหนเลยมันยังอยู่กับเรานี่แหละ หนังพาเราเข้าไปเปิดหน้าดินที่ฝังอยู่แล้วนำพวกมันขึ้นมาพิศพิจารณาดูอีกครั้งด้วยแง่มุมที่โตขึ้น ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น ดังนั้นผลที่ได้จึงไม่ใช่น้ำตาแห่งการฟูมฟายแสนเศร้าแต่คือน้ำตาแห่งความสุขที่เราได้พบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมันน่าจดจำมากกว่าจะฝังกลบมันเอาไว้ หนังมันมอบให้เราไว้แบบนั้น

– เราเจ็บปวดเสมอเมื่อได้พบคนที่มันแคร์คนอื่นๆมากกว่ามันตัวเอง มันคือสิ่งสวยงามไม่กี่สิ่งที่เราเคยเป็น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้วเพราะไอ้คนแบบนั้นมันอยู่ไม่ได้ในโลกจริงหรอก และตอนนี้เราได้กลายเป็นสิ่งที่เราเคยเกลียดไปเสียแล้วโดยสมบูรณ์

– จูบแรกตราตรึงเสมอ แม้มันจะไม่สวยงามนัก

– เคยอัดมิกซ์เทปให้คนที่แอบชอบไหม? มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดนะ แต่มีคุณค่ากับชีวิตเหลือเกิน

– และอย่างที่เดวิด โบวี่ร้องไว้ “We can be heroes just for one day” และ ใช่! อย่างที่ชาลีมันว่า “This moment I swear WE ARE INFINITE” เพียงแต่ One Day และ Moment นั้นของเรามันผ่านไปแล้ว เท่านั้นเอง….

ปล. หลังจากฟังเพลง Heroes พร้อมอ่านเนื้อซ้ำๆ เราพบว่าความหมายของ Nothing ของแพททริคน่าจะมาจากเพลงๆนี้นะ

07/06/13 – The Imp (Ivan Lai Kai-Ming/ HK/ 1996) – 3/5

     หนัง CAT III ฮ่องกงคลาสสิค เป็นหนัง Slash Film ที่สนุกและเพลินดี แม้พล็อตแบบนี้ (กลุ่มหนุ่มสาวไปสถานที่แปลกๆแล้วค่อยๆโดนฆ่าทีละคน) จะถูกทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยอมรับว่าช่วงท้ายๆของหนังทำออกมาได้น่าตื่นเต้นดี มันเป็นการเอาความอีโรติกไปเขย่ารวมกับความเป็นไซโคทริลเลอร์ได้อย่างลงตัว อันนี้ชอบ

และอีกหนึ่งความน่าสนใจคือการมองจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยสายตาของคนฮ่องกงเอง หนังสร้างในปี 1996 ก่อนการส่งคืนเกาะฮ่องกงของสหราชอาณาจักรสู่อ้อมกอดจีนในหนึ่งปีถัดมา (1997) เมืองจีนที่เห็นในเรื่องคือประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนที่มีแต่ความอันตรายและไม่น่าไว้ใจ ซึ่งคงหาดูไม่ได้ง่ายๆในหนังยุคปัจจุบัน

12/06/13 – Sex: The Annabel Chong Story (Gough Lewis/ US/ 1999) – 4/5

     สารคดีที่นำพาผู้ชมเข้าไปติดตามชีวิตของสาวน้อยชาวเอเซียผู้ทำลายสถิติโลกด้วยการมีเซ็กซ์กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมงในรายการ World’s Biggest Gang Bang เมื่อปี 1995 หนังใช้การตัดสลับหว่างเหตุการณ์ทำลายสถิตินั้นกับชีวิตของตัวอนาเบลหลังจากนั้น อันนำพาผู้ชมไปพบกับจุดสูงสุดและต่ำสุดขีดของชีวิตเธอพร้อมๆกับการสะท้อนด้านมืดของวงการหนังโป๊อเมริกาในยุคนั้น

มันเป็นสารคดีที่มีความเป็นฟิกชั่นมากๆ ใช้การเล่าเรื่องแบบ 3 องค์และเต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่ามากมาย(ที่ดูๆไปก็ไม่ต่างจากละครน้ำเสียทั่วๆไปเท่าไหร่)แต่ก็ยอมรับว่ามันทำได้ถึงและทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวอนาเบลได้ ส่วนหนึ่งอันเป็นส่วนที่เราชอบมากๆด้วยคือเรื่องราวความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกันของคนสองฝากฝั่งโลก อนาเบลเป็นชาวสิงคโปร์เรี่ยนที่บ้านนับถือและเคร่งในคริสเตียนซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่าลูกสายตัวเองไปเป็นดาราหนังโป๊ฝั่งตะวันตก (ซึ่งก็สร้างเรื่องราวดราม่าได้มากมาย) ซึ่งความแตกต่างนี้มันยังสามารถมองได้ด้วยมุมการเมืองเพราะอนาเบลเชื่อในแนวทางริเบอรัลตามแบบอย่างตะวันตก(ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด)แต่พ่อ-แม่ของเธอนั้นเป็นคริสเตียนคอนเซอร์เวทีฟอย่างไร้ความสงสัย แล้วพอมันมีฉากที่อนาเบลอึดอัดใจที่ไม่สามารถพูดความจริงได้หรือฉากการทะเลาะกันเรื่องความจริงนี้มันเลยรุนแรงมาก เพราะมันใช่แค่เรื่องแนวคิดอย่างเดียวแล้ว มันยังมีเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวรวมไปถึงความกดดันทางสังคมที่มีความเชื่อแตกต่างกันอันส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างทั้งหมด และมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีกเมื่อหนังจบลงที่จุดเริ่มต้นของลูปเดิมๆของเธอ (การหยุดภาพนิ่งในเฟรมสุดท้ายนั้นรุนแรงที่สุด)

อีกด้านหนึ่งของหนังคือการนำพาไปพบกับความมืดหม่นของวงการหนังโป๊อเมริกาที่เต็มไปด้วยทั้งการหลอกลวง สัญญาทาส การแข่งขันที่สูงและไม่มีการไว้หน้าใดๆที่พร้อมจะรุมทึ้งได้ตลอดเวลา วงการที่ผู้ชายเป็นใหญ่และผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่โดนหลอกล่อด้วยชื่อเสียงและความนิยมชั่วคราว มีวลีหนึ่งที่เป็นการตั้งคำถามถึงวงการหนังโป๊ในอเมริกาได้ดีในหนัง “ถ้าเราจ่ายเงินเพื่อเอากับผู้หญิงต่อหน้าตำรวจมันเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่เมื่อเราทำต่อหน้ากล้อง มันจะกลายเป็นเรื่องถูกกฏหมายไปทันที”

16/06/13 – Songs from the Second Floor (Roy Andersson/ Sweden, Norway, Denmark/ 2000) – 5/5

     เคยเอามาดูตอนมันได้คานส์ใหม่ๆแต่ตอนนั้นยังใหม่มากๆกับหนังที่นอกเหนือขนบฮอลลีวู๊ด เลยเอาตัวไม่รอดไปตามระเบียบแล้วก็ดองมันมาเสียนาน แต่พอดีไปหาหนังมาดูแล้วไปเจอแผ่นหนังเรื่องนี้เลยหยิบเอามาดูในตอนนี้แล้วก็พบว่าหนังมันอัศจรรย์จริงๆ ซึ่งความอัศจรรย์ของหนังสำหรับเราคงไม่ใช่ที่เนื้อหาหรือสารที่จะสื่อเพราะเอาเข้าจริงสัญญะมากมายในหนังเราแทบไม่เก็ตเลยด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงสารกว้างๆทีว่าถึงมนุษย์ในสังคมโลกและการหาทางหลุดพ้นที่คาบเกี่ยวไปในหลายๆเรื่องทั้งทุนนิยม, สังคม, ศาสนารวมไปถึงศิลปะ ที่พอดูจบสิ่งแรกที่คิดถึงคือหนังเรื่อง Weekend ของโกดาร์ดในแง่ที่มันพูดถึงในเรื่องคล้ายๆกัน

ความอัศจรรย์จริงๆของหนังสำหรับเราคือการนำเสนอที่เปี่ยมเสน่ห์มากๆ ตัวละครซีดเผือกหน้าตายในภาวะ Magical Realism แบบหน้าตาย ที่เคลื่อนไหวแช้มช้าอยู่ในเฟรมภาพที่แต่ละซีนใช้เพียงการตั้งกล้องนิ่งๆแต่ให้ภาพที่ทรงพลังเหลือเกิน สะกดคนดูด้วยการจัดองค์ประกอบอันแปลกประหลาดแต่อลังการในเหตุการณ์ต่างๆที่แสนประหลาดเปล่งปล้ายิ่งกว่า จนต้องขอนับว่านี่เป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์การดูหนังครั้งใหม่ของตัวเอง

ว่าจะดูอีกรอบ แต่ตอนนี้ขอกราบ รอย แอนเดอร์สันก่อน แล้วเดี๋ยวจะเอา You, The Living มาดูต่อ

9_To_5_Days_in_Porn18/06/13 – 9 To 5 Days in Porn (Jens Hoffmann/ Germany/ 2008) – 3/5

     สารคดีจากเยอรมันแต่นำพาเราเข้าไปพบกับเรื่องราวและแง่มุมต่างๆมากมายของวงการหนังโป๊อเมริกัน อุสาหกรรมมูลค่าสูงกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ณ  San Fernando Valley อันได้ชื่อว่าเป็นฮอลลี่วู๊ดของวงการหนังแนวนี้ แน่นอนไอ้คนในประเทศโลกที่สามอย่างเราที่หนังประเภทนี้ยังไม่เป็นที่ถูกต้องตามกฏหมาย การได้รับรู้เรื่องราวเบื้องหลังและความคิดต่างๆในหนังประเภทนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องการมากๆ (แต่มันกลับหาดูได้ยากกว่าตัวหนังโป๊เองเสียอีก) ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงตอบโจทย์แก่เราได้อย่างดีเยี่ยมพร้อมๆไปกับการตั้งคำถามและปรับความคิดกับตัวเราเองที่มีต่อหนังประเภทนี้

ข้อดีมากๆของหนังคือการทำตัวเป็นคนกลางที่ไม่ตัดสินใดๆ เป็นเพียงผู้พาเราเข้าไปรับรู้ชีวิตของทั้งคนเบื้องหลังและนักแสดง ที่สำคัญคือการพาเราไปพบกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ทำมาหากินตามปกติ ปกติแบบที่คนในวงการหนังฮอลลีวู๊ดเป็น นักแสดงหลายคนมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนปกติ ผู้กำกับมีความฝันในวงการ (พาร์ตหนึ่งหนังพาไปเชคโกสโสวาเกียเพื่อพบกับผู้กำกับที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับในอเมริกา) เอเย่นซ์หานักแสดงที่โฟกัสแต่ผลประโยชน์อันมีเหตุผลของตัวเอง โปรดิวเซอร์มือทองรวมไปถึงงานแจกรางวัล AVN ที่ได้ชื่อว่าเป็นรางวัลออสการ์ของวงการนี้

ดูจบก็นึกสงสัยโง่ๆว่าวงการหนังโป๊มันก็เกิดจากคนปกตินี่น่า แล้วทำไมมันถึงต้องห้ามกันนัก

ปล. ช่วงที่หนังถ่ายทำเป็นช่วงที่ ชาช่า เกรย์ เพิ่งเริ่มเข้าวงการพอดีผู้โด่งดังจากความความร้อนแรงในการแสดงรวมไปถึงการขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง ทำในสิ่งที่ใจอยากทำอันทำให้เธอยิ่งเป็นที่น่าจดจำขึ้นอีก

20/06/13 – I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน (มณฑล อารยางกูล/ ไทย/ 2012) – 5+++/5

     ดูจบคิดถึงป๊ากับม๊าตัวเองมากๆก็เลยร้องไห้โฮไปตามระเบียบ

หนังอาจไปไม่ถึงในแง่ของความสยองขวัญเพราะเอาเข้าจริงนี่มันคือหนังรักหลายเส้าที่หนึ่งในนั้นเป็นดันเป็นผี แต่ผีในเรื่องไม่ได้ออกมาเพื่อจุดประสงค์ในการหลอกหลอนผู้ชมแต่ประการใด มันกลับคือการหลอกหลอนกับห้วงความคิดหนึ่งของมนุษย์เราอันสะท้อนผ่านยังตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่อง ในนามของ “ความคิดถึง” ที่พาเราย้อนกลับไปขุดคุ้ยการจดจำที่เคยผ่าน กับคนหรือสิ่งที่จากไป ให้ได้ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของคนที่ครอบครองมัน ได้เข้าใจว่ามันมีสองด้านตรงข้ามเหมือนกับความรัก แต่น่าขันที่เราๆก็ยังคงพยายามแย่งชิงการจดจำนี้ในรูปของความคิดถึงในแบบฉบับส่วนตัวของเราเองอยู่ดีแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจถึงความร้ายกาจของมันอยู่แล้วก็ตาม ฉากก่อนจบที่กล้องพาเราคนดูไปพบกับผู้คนต่างๆในโรงพยาบาลนั้นเป็นบทสรุปที่ทำให้หนังสมบูรณ์มากๆจริงๆสำหรับเรา

นอกเหนือไปจากสิ่งที่กล่าวไป ความน่าสนใจของตัวหนังเองก็มีมากไม่ใช่น้อยด้วยองค์ประกอบภาพในการสื่อสารและนัยยะต่างๆที่เราว่ามันเจ๋งดี โดยเฉพาะภาพวาดหมอนกในชุดแต่งงานพร้อมกุหลาบสีแดง ขนาดของภาพและการใช้มุมเงยของกล้องแสดงถึงการครอบงำของหมอนก(ในนามความคิดถึง)ได้เป็นอย่างดี,  ชุดดำของตรี ชุดขาวของหมอธนารวมไปถึงช่อกุหลาบของหมอนกคือสารของความตายในบริบทที่แตกต่างกัน (น่าสังเกตว่าทำไมหมอธนาจึงมอบกูหลาบสีขาวแก่หมอนกทั้งๆที่รูปวาดเป็นกุหลาบสีแดง) รวมไปถึงชื่อของตัวละครทุกตัว ธนา (ชื่อจริงพันธนา(การ) การผูกมัดยึดติด), นก (สิ่งที่ควรเป็นอิสระแต่ในเรื่องกลับถูกจับอยู่ในกรงของความคิดถึง เป็นนกที่บินชนกระจกแห่งการจดจำ), บี (แผนสอง ตัวสำรอง ตัวแทน), ตรี (ที่แปลลวกๆว่าสาม คือคนนอกในความสัมพันธ์แบบคู่) อันเหมาะกับคนดูหนังที่คิดไปเรื่อยอย่างเราที่สุด (แต่พบว่ามีคนไปเรื่อยมากกว่าอีกเมื่อเข้าไปในเวบพันทิพย์…ฮา)

22/06/13 – Man Of Steel (Zack Snyder/ US/ 2013) – 0.5/5

     “เหมือนดูคนมาสอนเรื่องคุณธรรมความดี แต่เสือกไม่มีคนฟังเลยทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจ สุดท้ายก็ร้องหาแม่ให้มาปลอบ”

คือจริงๆแล้วผมอยากเห็นซูเปอร์แมนเหี้ยบ้างครับ

เราจะสามารถทำให้ซูเปอร์แมนที่ซึ่งกำเนิดมาใช่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression: 1929-1939) เพื่อจุดประสงค์ของกำลังใจของผู้คนที่ร้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว ผู้เป็นฮีโร่ที่ดีเลิศเลออันมากับความสามารถที่เก่งฉิบหายและมีจุดอ่อนน้อยมากผู้นี้ไปเป็นตัวแทนหรือไปรองรับแนวคิดด้านอื่นๆอีกบ้างได้ไหม? ด้านที่ไม่ต้องมายึดติดกับความคุณธรรมความดีบ้าง ด้านที่ร่วมสมัยมากขึ้นกว่านี้บ้าง เพราะเอาเข้าจริงหนังเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้มืดมนใดๆเลย เรากลับพบว่ามันสว่างมากๆเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่หนึ่งในคนเขียนบทคือโนแลนที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำหนังดาร์คๆได้ดีอย่าง TDK แต่ในเรื่องนี้กลับทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ หรือไม่อยากทำ หรือทำได้ไม่ถึง (อะไรก็ตามแต่)

หรือเพราะพอเราพูดถึงซูเปอร์แมน เราก็มักคิดถึงอเมริกาในนามของฮีโร่ประจำประเทศ แล้วพอมันถูกเล่าด้วยคนในประเทศของมันเองมันเลยไม่สามารถฉีกขนบหนีออกไปไหนได้ไกลๆเลย (เราเลยไม่ติดใจใดๆกับที่หนังมันอวยอเมริกาเองอย่างเต็มที่เพราะเราเห็นว่าฮีโร่ตัวนี้มันแบกรับความเป็นอเมริกาอยู่เต็มสองบ่าอยู่แล้ว) ส่วนบทจะให้ประเทศอื่นซื้อลิขสิทธิ์ไปก็คงเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งแค่คิดจะซื้อก็ว่ายากแล้ว แต่เรื่องคิดจะขายนี่ยิ่งไม่มีวัน เพราะอย่างที่บอก มันคือฮีโร่ในนามของตัวแทนประเทศอเมริกาที่คงไม่มีใครอยากยุ่งและตัวมันเองก็คงไม่อยากโดนย่ำยี

ดังนั้นแล้วตอนดูก็เลยคิดไปถึงซูเปอร์แมนฉบับการ์ตูนเวอร์ชั่นหนึ่งที่เคยอ่านเจอว่ามันไปเล่าตอนที่ซูเปอร์แมนแก่ตัวแล้ว อายุมากขึ้นแล้ว เป็นซูเปอร์แมนที่ผ่านโลกมาโชกโชนแล้ว ซึ่งมันน่าจะเล่นกับสิ่งที่เราอยากดูได้มากกว่า

อนึ่ง พอดีเพิ่งอ่านวารสารหนังไทยเล่มล่าสุดซึ่งมีการอ้างอิงถึงเรื่อง Post-Classical Hollywood อันหมายถึงหนังฮอลลี่วู๊ดยุคหลัง 1980 ที่เทคโนโลยีดีขึ้นมากจนทำให้การทำหนังไปเน้นที่ความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเหตุและผลของตัวบท โดยเหตุและผลถูกใช้เพียงเพื่อนำไปเป็นฐานรองรับความตื่นตาตื่นใจนั้น เปลี่ยนการดูภาพยนตร์จากการ “รับชม” เป็นการรับรู้ “ประสบการณ์ใหม่” เพื่อรองรับในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าคิดเรื่องนี้กับหนังชุดซูเปอร์แมนเหมือนกัน ซูเปอร์แมนภาคแรกสุดที่เป็นหนังเกิดขึ้นในปี 1978 ซึ่งใกล้เคียงกับการกำเนิดของ Post-Classical Hollywood พอดี ดังนั้นแล้วอาจแปลได้ว่าหนังชุดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ของความเป็น Post-Classical Hollywood หรือเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเดียวมาแต่แรกเริ่มแล้ว จนกลายมาเป็นภาพจำ จนเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ซูเปอร์แมนหลุดไม่ออกจากสิ่งเราว่าไป (แต่เพราะเรายังไม่เคยดูหนังภาคแรกและอีกหลายภาค เลยไม่สามารถฟันธงได้ว่าที่เราคิดนั้นจริงหรือเปล่า?)

แต่ ณ ตอนนี้สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้ มันคือความน่าเบื่อมากๆสำหรับเรา

23/06/13 – After Porn Ends (Bryce Wagoner/ US/ 2010) – 2/5

     สารคดีที่ไปตามสัมภาษณ์ดาราหนังโป๊อเมริกันปลดละวางตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ เหตุผลของการเข้ามาเป็นนักแสดงหนังผู้ใหญ่ไล่เรียงมาถึงชีวิตในบั้นปลายปัจจุบันเพื่อนำพาผู้ชมไปค้นพบผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในการที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเข้าไปอยู่ในโลกแห่งอุตสาหกรรมพันล้านใต้สะดือแห่งนี้

เสียใจที่สารคดีน่าเบื่อไปหน่อยเพราะได้แต่นั่งฟังดาราหนังโป๊เกษียณอาชีพมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง ไล่ตั่งแต่โตมาอย่างไร เข้ามาวงการได้ยังไง ตอนอยู่ในวงการรู้สึกอย่างไร แล้วทำไมถึงเลิกแสดงจนไปจบที่ ณ ปัจจุบันมีความคิดเห็นอย่างไรกับชีวิตที่ผ่านมา โดยตัดสลับกับแพทย์บ้าง คนในวงการที่อยู่เบื้องหลังบ้างที่มาพูดถึงผลกระทบทางจิตใจและแง่มุมอื่นๆของคนในวงการนี้ บลาๆๆๆๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือหนังมันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายมากๆของมนุษย์แม้จะอยู่ในประเทศที่เสรีอย่างอเมริกาแต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสังคมที่ไม่ได้ถึงกับสามารถยอมรับคนในวงการนี้ได้อย่างเต็มที่ (หนึ่งในนั้นโดนไม่รับบริจาคเนื่องจากเป็นดาราหนังโป๊) รวมไปถึงความหลากหลายความคิดของมนุษย์ที่ผ่านมาจากตัวผู้ถูกสัมภาษณ์เอง หลายๆคนเห็นว่าชีวิตที่ผ่านมาคือฝันร้ายตามหลอกหลอนที่อยากลืม แต่ก็มีบ้างที่พอใจและภูมิใจในสิ่งที่เคยได้ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ถือเป็นหัวใจของหนังคือการที่อย่างน้อยทุกคนในวงการมันก็ยังสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ยังมีที่ทางให้พวกเขาก้าวเดิน ไม่ถึงกับโดนกดจมดิน บางคนไปเป็นตำรวจ เป็นศิลปิน บางคนอุทิศตัวเองเพื่อช่วยเหลือดาราหนังโป๊ในอุตสาหกรรมด้วยกันเองอีกที

อย่างไรก็ตามความคิดและการกระทำก็ยังคงต้องแปรผันตรงกับสภาพสังคมและการเงินในกระเป๋าอยู่ดี

ปล. หนังพูดกันหูดับและดูแบบไม่มีซับ ดังนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่เราได้จากหนังมันถูกๆผิดๆแน่ๆ

28/06/13 – Spring Breakers (Harmony Korine/ US/ 2012) – 5/5

     ปีนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งหนังวัยรุ่นของเราจริงๆ ได้พบทั้งเกรียนฟิกชั้น, The Perks Of Being A Wallflower แล้วก็กับหนังเรื่องนี้ที่อุดมไปด้วยสิ่งที่เราชอบเป็นการส่วนตัว (แน่นอนสองสิ่งในนั้นคือนมและตูดของบรรดาสาวๆ) ดูไป 15 นาทีก็รู้เลยว่าเราต้องชอบมันแน่ๆ แถมยังได้ตากล้อง Benoît Debie ที่เคยถ่ายให้กับเสร็จพ่อที่รักของเราอย่าง Gaspar Noe เสียด้วยดังนั้นเรื่องภาพเลยหายห่วงแถมยังเป็นตัวช่วยเสริมความบ้าคลั่งของหนังและเหล่าตัวละครได้ดีมากๆไปพร้อมๆกับเพลงประกอบเก๋ๆที่หนึ่งในนั้นคือบริทนีย์ สเปียร์! จริงๆต้องบอกว่าเพลงของเธอในหนังคือสิ่งสอดรับและยึดเหนี่ยวตัวละครเลยทีเดียว ประกอบกับการใช้เทคนิคการซ้ำคำพูด ซ้ำเหตุการณ์ในอีกมุมมองหนึ่ง (ไม่รู้ว่ามันเรียกชื่อเป็นทางการว่าอะไร) ที่มาช่วยเสริมพลังและย้ำคิดกับผู้ชมอีกที (ที่เด่นมากๆคือฉากการปล้นที่ให้อารมณ์คนละระดับกันเลย) จะว่าไปถ้าหนังขาดลูกเล่นพวกนี้ไปหนังคงกร่อยพอดูเหมือนกัน

หนังมันว่าถึงวัยรุ่นในหลายระดับ หลายระดับในที่นี่ไม่ได้หมายถึงช่วยวัย แต่หมายถึงความคิดและการตัดสินใจในการก้าวเดินในทางชีวิตและหมายรวมไปถึงสิ่งที่เคยผ่านและเคยรับรู้ไปแล้ว ไอ้คนผ่านชีวิตมาน้อยอย่าง Faith พอเจออะไรใหม่ๆก็นึงว่ามันคือสวงสวรรค์แต่พอหมดสนุก (กล่าวอีกแง่คือได้ผ่านสิ่งนั้นมาแล้วและเริ่มเบื่อ)ก็เลยตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือก็คือได้ผ่านรูปแบบชีวิตมาแล้วอีกแบบหนึ่งและรอไปพบกับสิ่งใหม่สิ่งอื่นต่อไปเหมือนกับ Cotty ที่ผ่านรูปแบบชีวิตมามากกว่า ไปในเขตแดนที่ไกลกว่า Faith ดังนั้นเธอจึงไปได้อีกระดับหนึ่ง ไปถึงในระดับที่เห็นว่าชีวิตที่เป็นอยู่ยังมีค่า ส่วน Candy และ Brittany นั้นเลยจุดที่ Cotty เป็นไปแล้ว พวกเธอเลยจุดที่ต้องประณีประนอมกับชีวิตไปแล้ว วลี Spring Break Forever คงเป็นตัวแทนสำหรับพวกเธอได้อย่างดีอันส่งผลให้ 15 นาทีสุดท้ายนั้น heartbreaking ฟุดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดกลับเป็น Alien มันคือตัวละครถ่อยๆ มันคือคนนอกที่พยายามจะเป็นคนใน (คนขาวในโลกคนดำ) แล้วยิ่งพอมันบอกว่ามันมาจากนอกโลกมันเลยกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก

ปล. ชอบฉากในโปสเตอร์นี้มากๆ

28/06/13 – Naked Ambition: An R Rated Look at an X Rated Industry (Michael Grecco/ US/ 2009) – 4/5

     สนุกฟุดๆ เป็นสารคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่เหมาะมากกับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวกับอุสหากรรมนี้มากนักเพราะมันจะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง เสียวได้ดีทีเดียว หนังเฉพาะเจาะจงไปที่งาน AVN (ในหนังคือปี 2006) อันประหนึ่งเป็นงานแฟร์หลักของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ในอเมริกาพร้อมกับการประกาศรางวัลที่เสมือนรางวัลออสการ์ของหนังโป๊เลยทีเดียว พาเราไปพบของเล่นต่างๆมากมายที่วิจิตรตระกาลตาและพาแฟนตาซีพุ่งบียอนด์สุดขอบโลก ไปพบกับการมอบรางวัลที่นักแสดงมีความรู้สึกไม่ต่างจากการลุ้นรางวัลหนึ่งแห่งชีวิตที่มากับชื่อเสียงเงินทอง แถมชื่อบางรางวัลยังทำเอาเราตบเข่าฉาดๆ (ไปดูเอาได้ที่วิกิฯ) ด้วยมุมมองของคนนอกจริงๆที่เราจะค่อยๆรับรู้ความเป็นมาและเขตแดนของอุตสาหกรรมในหลายๆมิติมุมมองไปพร้อมๆกับผู้กำกับซึ่งจริงๆสารคดีเรื่องนี้เป็น side media ของหนังสือภาพ Naked Ambition ของผู้กำกับที่เป็นช่างภาพด้วย อันมีโจทย์ว่าจะถ่ายภาพ(ทำหนัง)ที่เล่าเรื่องราวแบบเรตอาร์ในอุตสาหกรรมเรตเอ็กซ์ มันเลยตลกดีที่พอเขาถ่ายภาพเหล่าดาราหนังผู้ใหญ่ไปก็ต้องคอยห้้ามไม่ให้คนเหล่านั้นเปิดนมเปิดจิ๋มไปด้วย