The Perks Of Being A Wallflower: ความสวยงามแห่งวัยเยาว์ที่ก้าวผ่าน

The Perks Of Being A Wallflower (Stephen Chbosky/ US/ 2012)

270454_10151075433411650_351094430_n

เฉยๆมากกับการอ่านเป็นตัวหนังสือแต่พอมาได้เห็นเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่มาจากฝีมือของผู้เขียน/ผู้กำกับซึ่งเป็นคนเดียวกันแท้ๆ เรากลับตายสนิทราบคาบ เขื่อนน้ำตาพังทลาย มีหนังน้อยเรื่องนักที่เราจะดูซ้ำ แต่มันน้อยเรื่องยิ่งกว่าที่เราดูมันซ้ำในวันเดียวกัน

ส่วนหนึ่งที่มีผลแน่ๆคือเพลงประกอบที่เราสามารถได้ยินได้ฟังมันจริงๆ(และส่งผลกระทบกับคนดูมากเหลือเกิน) พร้อมกับเสน่ห์อันเหลือล้นของทั้งภาพและกลุ่มนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่เราคงไม่มีวันคิดภาพออกได้แน่ๆตอนอ่านหนังสือ จนตอนนี้เริ่มอยากกลับไปอ่านหนังสือดูอีกรอบเพราะสำหรับเรื่องนี้เราค่อนข้างเชื่อว่าดูหนังก่อนอ่านหนังสือน่าจะส่งผลที่ดีกว่า (และหลายๆเรื่องในหนังสือไม่มีในหนังด้วย)

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องตัวหนังนอกจากเรื่องของเพลงและนักแสดงที่ว่าไปแล้ว ความยอดเยี่ยมของมันอีกข้อคืออาการไม่ฟูมฟายของมัน การเผยเรื่องราวเลวร้ายในหนังเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ด้วยอารมณ์แสนปกติธรรมดา แต่กลับทำให้ผู้ที่ต้องเก็บสะสมเรื่องราวอย่างคนดูสะอึกและเจ็บปวดด้วยความที่มันดู “จริง” มากๆ รวมไปถึงการนำพาคนดูให้ย้อนกลับไปในช่วงวัยของตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการถวิลหาแต่คือการนำพาไปเข้าใจว่ามันผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทาง ณ ตอนนี้ต่างหากที่สำคัญอันเป็นตัวกำหนดอนาคตอีกที มันเลยทำให้ฉากลอดอุโมงค์ท้ายเรื่องคือการสรุปความที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ของเรา เพราะมันสามารถนำสารที่เคยได้ยินมาเป็นพันครั้งให้ผ่านเข้ามาในการพิจารณาของเราเองได้จริงๆ

และส่วนที่เหลือก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ

– คิดว่าคนที่เคยผ่านช่วงมัธยมปลายในยุค 90 มาคงชอบหนังเรื่องนี้มากๆ (แม้เราจะอยู่ในช่วงปลายของยุคแล้วก็เถอะ) มันเป็นช่วงที่เราได้พบกับเพื่อนแท้จริงๆ ช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนโลกทั้งใบไปจริงๆ ช่วงที่ความรักครั้งแรกแม่งคือเรื่องใหญ๋จริงๆและคือช่วงของการฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตที่ยังต้องพลิกเทปเพื่อไปฟังหน้า B หนังมันแนบเคียงกับเราแทบจะเป็นเนื้อเดียวด้วยการพาย้อนกลับไปมองด้วยสายตาของเรา ณ ปัจจุบันเอง (และบางเวลาก็พาเราย้อนกลับไปมากกกว่านั้น)

– เราทุกคนคงต้องเคยผ่านความทุกข์เศร้าและเจ็บปวดโดยที่เราอาจลืมหรือเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถกำจัดความเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้หมดแล้ว แต่หนังเรื่องนี้มันกลับบอกกับเราว่า ไม่เลย สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ไปไหนเลยมันยังอยู่กับเรานี่แหละ หนังพาเราเข้าไปเปิดหน้าดินที่ฝังอยู่แล้วนำพวกมันขึ้นมาพิศพิจารณาดูอีกครั้งด้วยแง่มุมที่โตขึ้น ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น ดังนั้นผลที่ได้จึงไม่ใช่น้ำตาแห่งการฟูมฟายแสนเศร้าแต่คือน้ำตาแห่งความสุขที่เราได้พบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมันน่าจดจำมากกว่าจะฝังกลบมันเอาไว้ หนังมันมอบให้เราไว้แบบนั้น

– เราเจ็ยปวดเสมอเมื่อได้พบคนที่มันแคร์คนอื่นๆมากกว่ามันตัวเอง มันคือสิ่งสวยงามไม่กี่สิ่งที่เราเคยเป็น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้วเพราะไอ้คนแบบนั้นมันอยู่ไม่ได้ในโลกจริงหรอก และตอนนี้เราได้กลายเป็นสิ่งที่เราเคยเกลียดไปเสียแล้วโดยสมบูรณ์

– จูบแรกตราตรึงเสมอ แม้มันจะไม่สวยงามนัก

– เคยอัดมิกซ์เทปให้คนที่แอบชอบไหม? มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดนะ แต่มีคุณค่ากับชีวิตเหลือเกิน

– และอย่างที่เดวิด โบวี่ร้องไว้ “We can be heroes just for one day” และ ใช่! อย่างที่ชาลีมันว่า “This moment I swear WE ARE INFINITE” เพียงแต่ One Day และ Moment นั้นของเรามันผ่านไปแล้ว เท่านั้นเอง….

 

5+++++/5

 

     ปล. หลังจากฟังเพลง Heroes พร้อมอ่านเนื้อซ้ำๆ เราพบว่าความหมายของ Nothing ของแพททริคน่าจะมาจากเพลงๆนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s