พฤษภา’ 13 กับหนังที่ได้ดู

01/05/13 – The Raid Redemption (Gareth Evans/ Indonesia, USA/ 2011) – 3.5/5

      เออแม่งมันส์ดีจริงๆ แตกต่างด้วยสไตร์ ผูกเรื่องง่ายๆไม่ยุ่งยากแต่แลฉลาดดี ชอบจุดพลิกของเรื่องที่เป็นจุดเล็กๆแต่ส่งผลกระทบใหญ่ๆ กับฉากประทะกับ Mad Dog (ชอบไอ้คาแรคเตอร์ตัวนี้จัง) ส่วนเรื่องกังฉินกับชีวิตของตัวเอกนี่เฉยๆนะ

ออ! อีกอย่าง เราว่าการเคลื่อนกล้องเพื่อสอดรับกับฉากแอ็คชั้นในเรื่องนี้เวิร์คดี มันดูเข้าขากันดี แต่ก็เหมือนหนังประเภทนี้ทั่วๆไปที่ดูจบแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรติดค้างในหัวเท่าไหร่

01/05/13 – เกรียนฟิคชั่น (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย/ 2556) – 5+++/5

     ตอนดูไม่แนบกับตัวหนังเลย อาจเพราะชีวิตเรามันไม่ได้สวิงสวายหรือมีทางเดินแบบตัวละครในหนัง แต่พอหนังมันพาไปถึงจุดที่มันต้องการจะบอกอะไรกับคนดูจริงๆ เมื่อนั้นแม่งจุกเลย แล้วมันก็ทำให้เรากลับไปทบทวนกับทุกสิ่งอย่างที่เพิ่งผ่านตามา เลยเถิดไปถึงการขุดคุ้ยในช่วงวัยของเราตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง พบเจออะไรมาบ้างและเราปล่อยอะไรทิ้งไปบ้างในช่วงวัยที่เคยก้าวผ่าน แล้วน้ำตาแม่งก็ออกมารอที่ปลายตาตอนหนังกำลังจะจบ แต่ถือว่ายังมีความสามารถอยู่ที่มันไม่ไหลออกมาจริงๆตอนหนังจบ แต่มันยังคงจุกและอื่ออึงอยู่นานหลังจากนั้น จำได้ว่าอุทาน “สัดเอ๊ย!” ออกมาเบาๆให้กับความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น..ที่แม่งยังตามมาถึงตอนนี้อันทำให้ชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆๆ

หนังมันบอกกับคนดูว่าชีวิตวัยรุ่นแม่งเหนื่อยสัดๆและไม่มีการการันตีเหี้ยห่าใดๆ การเดินทาง(หรือทางเดินที่เรามี)มันคือการขีดเขียนของเราเองซึ่งก็เริ่มเมื่อตอนวัยรุ่นนี่แหละ ทั้งตั่งแต่เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น, ตอนเป็นวัยรุ่นเต็มตัวหรือแม้แต่ตอนที่ตัวไม่รุ่นแล้วแต่ใจยังรุ่นอยู่ ซึ่งตัวละครในหนังมันครอบคลุมทุกช่วงหมดเลย มันบอกว่าโอกาสคนเรามันไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากันและจะไม่มีวันเท่ากันแน่ๆ มันเลยทำให้ช่วงชีวิตคนแต่ละคนมันผ่านอะไรไม่เหมือนกัน จดจำอะไรไม่เหมือนกันหรือแม้แต่ละทิ้งอะไรที่ไม่เหมือนกัน มีมีก้าวพลาดบ้าง ตัดสินใจผิดบ้าง ล้มเหลวบ้าง มีแผลแหวะหวะที่ซ้ำร้ายอาจกลายเป็นแผลเป็นมากมายก็ว่ากันไป ซึ่งความหวังที่หนังมันมอบให้ก็คือทางเลือกว่าเราจะมองสิ่งที่ผ่านไปนั้นอย่างไร? ด้วยมุมมองแบบใด? เพื่อที่จะได้มีแรงลืมตาตื่นขึ้นมาสู้กับอีกวัน และอีกวัน……

อนึ่ง มันมีสองสิ่งที่เราอยากพูดถึงจริงๆ:

1. ไอ้ช่วงพัทยานี่มันคือตัวแทนของความตลกร้ายในชีวิตของคนเราที่ทุกคนต้องพบเจอเลย เราคงต้องเคยขำกับเรื่องร้ายๆในชีวิตเหมือนทีไอ้ตี้มันขำบนเวทีตอนหนีออกจากบ้านหรือไอ้ม่อนผมทองที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เจ็บฉิบหาย

2. ตัวละครคียร์หลักของหนังอย่าง ทิพย์ นี่คือตัวละครที่เราแนบเคียงด้วยได้มากที่สุดในบรรดาทั้งหมด มันคือคนที่พลาดแต่อาจยังไม่รู้ตัวว่าพลาด หรือ อาจเป็นคนที่รู้ตัวว่าพลาดแต่ก็ไม่พยายามแก้ แม่งโดนมากๆ ยิ่งฉากเฉลยนี่แม่งเหมือนสมองโดนเป่าด้วยลูกปืนแล้วไหลกระจายเรี่ยราด อันนี้เจ็บเหี้ยๆๆๆๆ

จนสุดท้าย อยากอุทานออกมาอีกครั้งว่า “สัดเอ๊ย!!!!!”

ปล. ไอ้หนังสั้นเรื่องอกหักแล้วพี่พระมาโปรดนี่ดูเผินๆมันดูหลุดจากหนังจัง แต่พอมาคิดดูดีๆ เหี้ย! นี่มันคือการจิกหัวด่าเลยนี่หว่า! กวนตีนดี

ปลล. ชอบการใช้เพลงในหนังแบบฟุดๆ

04/05/13 – One Day (Chi-Jan Hou/ Taiwan/ 2010) – 4/5

     ดูแบบไม่รู้อะไรเลย แรกๆก็งงๆกับหนัง รู้สึกว่าหนังแม่งเล่นเยอะจนเผลอเรียกว่ามันว่า Romantic Inception แต่เอาเข้าจริงพอหนังมันเข้าสู่ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายที่พอสามารถไล่เรียงเรื่องได้แล้วไอ้ที่ด่าๆไปทั้งหมดในตอนแรกกลับกลายเป็นสิ่งมีคุณค่าขึ้นมาทันที สรุปเลยตายไปกับหนัง จี๊ดไปกับมัน แม้ว่าสารจริงๆจะบางเบาแต่การเล่าเรื่องกับตัวบทนี่ขอยอมๆ มันคือเรื่องราวความรักกับทางเลือกที่จะว่าเน่าก็เน่านะ แต่วีธีเล่ากับจังหวะจะโคนมันอิมแพ็คอย่างแรง

     ห่า! เพิ่งรู้ว่าผู้กำกับคือคนเดียวที่กำกับ Juliet’s Choice หนึ่งในหนังสั้น Juliets ที่ได้ดูเมื่อสองปีที่แล้ว ดีนะไม่รู้มาก่อน ไม่งั้นคงตัดสินใจผ่านเรื่องนี้ 555 ส่วน  When Wolf Falls in Love with Sheep นั้นอยู่ในลิสท์ที่จะดูเรียบร้อยละ

06/05/13 – คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ (วรเดช วรเวช ดานุวงศ์/ไทย/ 2555) – 2/5

     ถือว่าไม่ได้แย่เกินไปนัก(จากที่หวังไว้แต่แรก)กับงานกำกับชิ้นแรกของแดน เพียงแต่หลายๆอย่างในหนังมันไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือทำให้รู้สึกว่าน่าจับตามองกับงานต่อๆไปของเขา มันเหมือนกับเอาสิ่งเดิมๆที่มีกันเกร่อมาขยำแล้วเล่าใหม่ เรื่องราวความรักของคนชั้นกลางเก๋ๆ ในชีวิตประดิษฐ์ประดอย กับความสับสนคูลๆและคำพูดชิกๆที่เหมือนออกมาจากหนังสือคำคมอันน่าหมั่นไส้ สันนิฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากงานพี่ยอร์ชแน่ๆ (และไม่รู้ว่าหนังเรื่องใหม่ “ฤดูที่ฉันเหงา” ที่กำลังจะเข้าฉายจะมาอีหรอบเดิมไหม? แต่ดูจากกลิ่นแล้วน่าจะไม่ต่างกันนัก)

     แต่ถ้าให้สามคำกับเรื่องนี้ สำหรับเราคือ “แพตตี้! แพตตี้!! แพตตี้!!!”

ปล. ขอกัดหน่อยเถอะ ที่นั่งคุยกับหมานี่นึกว่ามันจะเวิร์คเหมือนพี่เหลียงคุยกับสบู่ใช่ไหม???

07/05/13 – คุณนายโฮ (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์/ ไทย/ 2555) – 1.5/5

     ก่อนดูเฉยๆ ระหว่างดูก็เฉยๆ ดูจบก็เฉยๆ เราน่าจะเบื่อหนังแบบนี้ของพี่ยอร์ชแล้วโดยสมบูรณ์ซึ่งพอมาระลึกดูถึงหนังเรื่องเก่าๆของพี่เขา กราฟมันก็ตกมาเรื่อยๆอยู่แล้วล่ะ เอาตรงๆตอนเขียนนี้ก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วด้วย จำได้แต่การแสดงของชมพู่และเรย์แล้วก็น้าค่อมอีกคน คือมันเป็นหนังบันเทิงแหละ บันเทิงเหมือนหนังเรื่องก่อนๆของพี่เขา แต่พอมันบันเทิงไปตลอดโดยที่ไม่มีอะไรให้คิดเลยมันก็แลดูไร้ค่าและไม่น่าจดจำเหมือนกันนะ (ไอ้ที่ให้คิดนี่ไม่ใช่ไอ้พวก “แนวคิดสำเร็จรูป” ที่มีอยู่ในทุกๆเรื่องนะ) จริงๆหนังมันมีหลายประเด็นน่าสนใจนะเช่นความคิดเรื่องการท้องก่อนแต่ง, การแก้ปมแผลเป็นในใจ ฯลฯ แต่หนังมันเหมือนเต็มใจโยนทุกประเด็นพวกนี้ทิ้งไปหมดแล้วมุ่งไปสู่ไอ้แนวคิดสำเร็จรูปและความบันเทิงแทน

12/05/13 – Star Trek Into Darkness ( J.J. Abrams/ US/ 2013) – 4/5

     นี่อาจเป็นงานที่ไม่ได้ชอบมากเหมือนหนังเรื่องก่อนๆของพี่เจเจ แต่ก็ยังต้องยอมรับในความเป็นมือหนึ่งของการทำหนังตลาดจ๋าได้ออกมาโครตสนุกและกล่อมกล่อมมากๆทั้งๆที่ตัวบทเองอาจไม่มีอะไรเลย พี่แกไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

     ตลกตัวเองเหมือนกันที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นหนังเจเจแต่ตอนแรกๆเสือกไปมัวคิดโน่นคิดนี่ให้รกสมอง อาทิ เหตุใดจึงไม่เปิดเผยตัวตนต่ออารยะที่ด้อยกว่า ที่ทำเอาไปคิดถึงเรื่องเล่าอย่างมนุษย์ต่างดาวสร้างปิระมิด บลาๆๆๆ แต่พอหนังมันเดินหน้าอย่างเดียวเลย ฉับๆๆๆๆๆ ตอนนั้นเลยรู้ตัว ก็เลยปล่อยตัวปล่อยใจตามหนังไป จำได้ว่าฉากการเปิดตัวข่านนี่ตบเข่าฉาดๆๆๆเลย แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ได้เป็นเทรคกี้ที่ดูมาทุกภาค แต่ก็พอรู้ว่าตัวละครข่านมันเคยมีบทบาทและความสำคัญอย่างไรกับหนังชุดนี้ แล้วพอไอ้ภาคมันเปิดตัวๆละครตัวนี้มันเลยเซอร์ไพร์มาก แถมยังให้กลับมาด้วยวีธีการแบบโบราณอย่าการแช่แข็งอีก อันนี้ชอบฟุดๆ

     อนึ่ง สิ่งที่ไม่อาจจะไม่กล่าวถึงได้เลยคืออาการจิ้นกระจุย วายเอ็มซีเอกระเจิง เคล้ากลิ่นเทสโทสเทอโรนฟุ้งกระจายไปทุกอณูเฟรมไปพร้อมๆกับแสงแฟลร์ เป็นการเซอร์วิสแบบถวายตัวมากๆ แต่ก็แปลกดีเพราะส่วนใหญ่หนังจิ้นมักทำให้เราจักกะจี้ แต่เรื่องนี้กลับไม่ว่ะ ไม่รู้ว่าต้องชมพี่เจเจแกหรือเพราะการเปลี่ยนแปลงของตัวเราเอง? (ฮา)

ปล. เบเนดิกท์เท่สัดๆอะ

13/05/13 – Lost in Thailand (Zheng Xu/ China/ 2012) – 1/5

     สิ่งดีสิ่งเดียวของหนังคือ ฟานปิงปิง…จบนะ!

     (ไม่รู้จะเขียนอะไรเพิ่มเติมจริงๆ)

15/05/13 – Eureka (Shinji Aoyama/ Japan/ 2000) – 5++/5

     ในบางชีวิตความตายอาจเจ็บปวดน้อยกว่าการมีชีวิต ดังนั้นแล้วการเยียวยา การค้นหาเพื่อค้นพบอะไรบางอย่างในชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

     ภาพยนตร์ความยาวกว่า 3 ชั่วโมงอันอุดมไปด้วยภาพลองช๊อตแน่นิ่งหรือไม่ก็ลองเทคที่กล้องถูกแพนอย่างแช่มช้า แถมภาพหนังยังเป็นสีซีเปียหม่นเศร้าตลอดทั้งเรื่อง มันเริ่มต้นการจี้รถบัสที่ทำให้มีคนตาย โชคดีที่คนขับรถและเด็กชายหญิงอีกคู่รอดชีวิตมาได้ แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นคือชีวิตของคนทั้งสามที่ห่างไกลเหลือเกินกับคำว่า…โชคดี

    ยอมรับว่าเกือบเอาตัวไม่รอดในชั่วโมงแรกของหนัง แต่พอผ่านโมงยามนิ่งๆที่ยังจับวางอะไรไม่ค่อยได้นั้นไปแล้วความรุนแรงก็ค่อยมาถาโถม โดยเฉพาะเมื่อเรารับรู้ถึงความรู้สึกของความผิดในจิตใจ ความป่วยไข้ของการถูกกระทำทั้งๆที่เราเองนั้นไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นแต่กลับต้องมาเป็นผู้สะสางเอง หรือกับการที่เราไม่สามารถที่จะ fit in กับสังคมได้อีกแล้ว ฉากทะเลในช่วงท้ายเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด ก่อนจะมาเยียวยาให้ดีขึ้นบ้างกับฉากสุดท้ายของหนังที่ภาพกลายเป็นสีธรรมชาติแสนอบอุ่นกับท้องฟ้ากว้างที่ไม่อาจมั่นใจได้ถึงความจีรังแห่งชีวิต

     ไม่เคยดูหนังของ อาโอยาม่า มาก่อน แต่จากนี้คงจำชื่อนี้ได้แม่นแล้ว

16/05/13 – 4 รุม 1 (นิกกี้ พิ๊ม/ ไทย/ 2556) – 0.5/5

     หมดกัน อุตส่าคาดหวังว่านิกกี้จะเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งวงการ สุดท้ายก็เหลวเป๋ว งงเหมือนกันว่าทำไมมันออกมาแย่อย่างนี้ด้วยพล๊อตเรื่องที่บางจ๊อยแบบเล่าจบได้ด้วยคำ 3 คำ! ที่เหลือคือการเอา, เอาและเอาแบบไม่ต้องอีโรติกอะไรกันอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไอ้ “ที่เหลือ” ที่ว่ามันเยอะนั้น มันเยอะขนาดเอาเซ็กซ์ซีนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรื่องโดยสิ้นเชิงเลยมาใส่แบบหน้าตาเฉย เหอออออ สิ่งดีอย่างเดียวคือเพลงประกอบ มันเอาโพสร็อคมาใช้เลยทำให้เราหลับตาฟังเพลงได้อย่างสบายใจ

17/05/13 – พระอภัยมณี (ทาเคชิ/ ไทย/ 2553) – 2.5/5

     “ผีเสื้อสมุทรสุดสวยกับนางเงือกโฉมงาม ปะทะปี่พระอภัย”

ไ     อ้ประโยคข้างต้นคือเหตุผลที่โหลดมาดู ซึ่งบางช่วงหนังก็เล่นกับไอ้ “ปี่พระอภัย” แบบอ้อมๆแลกวนตีนดี มันคือพระอภัยฯเวอร์ชั่นมักมากในกามที่ได้กับผีเสื้อสมุทรแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว, ได้นางเงือกแบบจงใจและกะเคลมมนุษย์สตรีอีกคนแต่โดนเมียผีเสื้อฯมาเบรคเสียก่อน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าหนังมันพยายามจะคงไว้ซึ่งเส้นเรื่องตามบทประพันธ์เดิมนะ ดูทะเยอทะยานดี หนังใช้เพลงประกอบที่ใหญ่แบบมหากาพย์แถมยังให้นักแสดงๆกันในน้ำให้คลื่นซัดตัวแทบปลิว (อันนี้ตลกมาก พูดตามบทไปเกร็งตัวรับคลื่นไป) ส่วนไอ้ตัวพี่ภัยนี่ก็ตลกดีเพราะพี่ภัยอ้างกับน้องสมุทรว่า “น้องเป็นยักษ์ พี่เป็นมนุษย์ เราอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก” แต่พี่ภัยเสือกไปเอากับนางเงือกซะงั้น ส่วนไอ้สินสมุทรก็ด่าแม่มันเอง เออฉิบหายดี แล้วมันก็จบแบบพี่ภัยเป่าปี่อยู่เดียวดาย สุดตรีนนนนน

18/05/13 – The Dirty Picture (Milan Luthria/ India/ 2011) – 4/5

     เธอคือหญิงผู้ยากชั้นล่างที่ใฝ่ฝันจะเป็นดารา แม้เธอจะมีใบหน้าอันงดงานแต่เธอก็คือสาวร่างอวบอ้วนที่มีพุงเป็นชั้นๆ ทุกคนเมินเธอไม่เว้นแม้แต่คนแคสติ้ง แต่ด้วยการกัดไม่ปล่อยของเธอๆจึงได้พบว่าจุดขายของเธอการการเต้นยั่วสุดเย้ายวนซึ่งมันก็นำพาเธอเข้ามาสู่วงการได้สำเร็จ แน่นอนความง่ายมักไม่เคยเกิดขึ้นคู่กับสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จ ดังนั้นแล้วเธอจึงมีทางเลือกแค่สองคือ ทิ้งมันไปแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรือเดินต่อไปแล้วรับผลต่างๆที่จะตามมา แน่นอนเธอเลือกแบบหลัง แล้วเธอก็นำพาคนดูเข้าไปสู่เบื้องหลังของวงการหนังบอลลี่วู๊ดยุค 80 พาไปพบกับอำนาจ, เงินตรา ความรุ่งโรจน์และการดับสุญ

     แรกสุดเลยอยากบอกว่าหนังสนุกมากกกกกกกกกกกก มันคือความบันเทิงแบบละครหลังข่าวแต่ให้ภาพและความรู้สึกในด้านกลับเพราะตัวเอกคือดาวยั่ว ดาวยั่วที่เต็มใจและภูมิใจอย่างที่สุดกับการทำทุกวิธีการให้ได้มาซึ่งความโด่งดัง ในแวดล้อมของสังคมชายเป็นใหญ่ ใช่แล้ว มันแลดูเหมือนหนังเฟมินิสต์ แต่เป็นเฟมินิสต์ที่พ่ายแพ้หมดรูปต่อสังคมผู้ชายอันแข็งแกร่ง เหมือนดาวยั่วที่เกิดง่ายตายเร็ว คิดดูซิ ขนาดดารารุ่นเดียวกันที่โด่งดังมาพร้อมๆกันแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ดาราชายกลับยังคงได้รับความนิยมอยู่ เป็นพระเอกได้อยู่แต่ดาราหญิงกลายต้องแสดงเป็นแม่ซะแล้ว ที่แสบคือหนังจับสองคนนี้มาเจอกันด้วยบทบาทแม่-ลูกจริงๆ! แรงฉิบ! อย่างไรก็ตามหนังก็มีด้านกลับที่น่าสนใจโดยนำไปใส่ไว้ในตัวละครผู้กำกับหนังรางวัลชื่อดังที่ตอนแรกต่อต้านดาวยั่วอย่างที่สุดเพราะเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่หนึ่งในปัจจัยของหนังที่ดี ก่อนจะมาพบว่าหนังที่ดีบางทีมันไม่ใช่หนังที่คนส่วนใหญ่ดู ไม่ใช่หนังที่ทำเงินได้ สุดท้ายไอ้ผู้กำกับก็เข้าใจแล้วว่าภาพยนตร์ก็คือ ความบันเทิง, ความบันเทิงและความบันเทิง แม้ส่วนตัวเราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่เพราะหนังไม่ได้บอกไว้ว่าเหตุใดไอ้ผู้กำกับคนนี้มันถึงเปลี่ยนความคิดประกอบกับการที่มันเป็นอีกด้านหนึ่งของหนังที่ว่าไว้ มันเลยทำให้ความน่าสนใจของหนังมันเพิ่มขึ้นไปอีก

ดูจบแล้วอยากไปลองศึกษาอะไรต่างๆในหนังบอลลี่วู๊ดดู ทั้งเรื่องชนชั้น, สังคมในหนังหรือแม้แต่ความเป็นมาของดาวยั่วและผลสะท้อนที่เกิดขึ้นรวมไปถึงประวัติของตัวเอกที่มีตัวตนอยู่จริง

ออ! อีกสิ่งที่ต้องชมมากๆคือตัวนางเอก Vidya Balan ผู้ถ่ายถอดความสดใส, ความร้ายกาจและความหม่นเศร้าได้อย่างน่ากราบบบ

22/05/13 – หมาอภินิหารและขวดใส่มหาสมุทร (อมร ทะริณนิติสุข/ ไทย/ 2555 ) – 0.25/5

     มันเป็นหนังอินดี้ที่มีความเหวอประหลาดหลายอย่าง ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยแถมทำเป็นหนังเงียบโดยใช้การขึ้นซับไตเติ้ลในรูปแบบอันแปลกตาหรือแม้แต่ใช้เพลงประกอบประหลาดๆที่ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันมีแม้แต่การขึ้น text ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเรื่องเลยเป็นเพียงแต่การอธิบายภาพ ณ เฟรมตรงหน้าเท่านั้น เลยเถิดไปถึงการประดิษฐ์คำพูดที่ทำเอาคาดไม่ถึง หรือแม้แต่การซ้อนเหตุการณ์กัน

     ข้างต้นฟังดูเหมือนเป็นหนังน่าสนใจ แต่ขอโทษครับ หลังจากนี้คือบทสวดยาวๆสำหรับหนังเรื่องนี้ ไอ้ที่ว่าเหวอมันคือความเหวอในด้านที่ติดลบแบบสุดโต่ง มันคาดเดาไม่ได้เพราะจริงๆเส้นเรื่องมันไม่มีเหี้ยอะไรเลยแต่เสือกยืดภาพยืดเวลาออกไปโดยไม่จำเป็น ซับไตเติ้ลที่ทำมาก็อ่านไม่ค่อยออก ส่วนไอ้คำต่างๆที่พ่นออกนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลยเพราะคนปกติคงไม่พูดกัน จะมีพอรับได้อยู่บ้างคือไอ้เรื่องเพลงประกอบ ที่แม้จะเหี้ยห่าแต่ถือว่าให้คะแนนสร้างสรรค์เพราะแต่งขึ้นมาใหม่

แต่ไอ้ส่วนที่เรารับไม่ได้จริงๆคือความตอแหลฉิบหายของหนัง มา จะเล่าให้ฟัง…

แม่-ลูกจรจัดคู่หนึ่ง ที่นอนของพวกเขาคือสนามหลวง ทุกเช้าหลังตื่นนอนพวกเขาต้องไหว้วัดพระแก้วก่อนจะทำภารกิจต่างๆ งานของพวกเขาคือเก็บขวดเก็บกระป๋องขาย แลดูเอน็จอนาจแต่โปรดอย่างเอาตัวเราเองไปตัดสินพวกเขานะ เพราะพวกเขามีความสุขกันดี ซื้อข้าวไข่เจียวแบ่งกันกินตามกำลังทรัพย์ที่มี น้ำที่เหลือในขวดที่เก็บมาก็เอามารวมใส่ขวดไว้ ซื้อถั่วมาแบ่งกันกินถ้าเหลือก็แบ่งไว้กินวันหลัง ชื่นมื่น แต่แล้ววันหนึ่งเงินที่พวกเขาอุตส่าห์เก็บมาโดนขโมยไป ตัวแม่นี่เครียดเลยเพราะเป็นเงินที่อุตส่าห์เก็บมานาน เดินเครียดมาเจอขอทาน แล้วตัวแม่ก็ทำในสิ่งที่คนอย่างเราๆคิดไม่ถึง(ว่าคนอย่างเธอจะทำ) เธอให้เงินขอทานครับ! มีเงินเหลืออยู่ 11 บาทให้เงินขอทาน 1 บาท เหลือ 10บาท ครับพวกเธอคือคนดีที่แม้ไม่มีแดกก็พร้อมจะบริจาคเพื่อเพื่อนมนุษย์ครับ แล้วก็เหมือนผลการทำดีจะส่งผลเร็วแบบติดจรวจ พวกเธอเดินไปเจอแหวนเพชรวงใหญ่มาก แต่ด้วยจิตใจอันดีงามที่กว้างใหญ่มหาศาลทำให้คุณเธอร้อนรุ่มในทรวงอก จะเอาไปจำนำก็กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าขโมยมา แหมมม คนดีจริงๆ ท้ายที่สุดพวกเธอก็ทำในสิ่งที่พวกเราเหล่าคนใจบาปไม่กล้าคิด เธอเอาไปบริจาคครับ! บริจาคโดยหย่อนใส่ตู้บริจาคที่ภูเขาทอง!!! เชี่ยย คนบาปอย่างเราน้ำตาแทบไหล ซาบซึ้งมากๆๆๆๆ ดีกว่าไอ้พวกเศรษฐีรวยๆที่หนังพยายามใส่เข้ามาเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลาว่ามีแต่ปัญหาเยอะนู่นนี่นั่น สุดท้ายแล้วชีวิตหลังจากนั้นของพวกเธอก็เต็มไปด้วยความสุขเหมือนเดิม มีรอยยิ้มบนใบหน้า มีข้าวกินอิ่มถึงขนาดไปแดกข้าวต้มกุ๊ย (ได้ข่าวว่าพวกมึงไม่มีเงินนะ) จบท้ายด้วยเอาน้ำที่เก็บสะสมไว้นั้นมา…..กรวดน้ำ!!!!!! (ครับ ไม่ใช่เอามาแดกครับ เอามากรวดน้ำครับ)

     (Intertitle) ยังๆ มันยังไม่พอ

ชายหนุ่มรักคุดคนหนึ่งเสียใจในความรักอย่างที่สุด แดกเหล้าเมาหัวราน้ำหมดสภาพ คลานไปเจอหมาตัวหนึ่งก็เข้าไปคุยกับหมาซึ่งมันคุยกันรู้เรื่องด้วยนะ ทำไมมันทำเช่นนั้นน่ะเหรอ? เพราะหมาแฝงนัยยะไว้ในภาษาอังกฤษ กล่าวคือ หมา = DOG ในภาษาอังกฤษ แต่พอเรียงกลับตัวอักษรกันจากหลังไปหน้าเราก็จะได้ว่า GOD ครับ หมาคือพระเจ้าครับ! ไม่ใช่แค่การเล่นคำนะครับเพราะหมาคือพระเจ้าจริงๆ มันเสกให้ไอ้ชายผู้นี้เป็นหมาครับตามการร้องขอของเขาเอง เพราะเขาบอกว่า “คนมันไม่มีความซื่อสัตย์ หมาซิซื่อสัตย์” (อนุญาตให้ท่านผู้อ่านอุทานได้) มันเลยกลายเป็นชายหมาที่เดินตามหมาพระเจ้าไป ไปหอนทำความเคารพธงชาติไทยด้วยกันในเวลา 6 โมงเย็น จนได้ไปเจอสาวคนหนึ่ง ใช่ครับ เธอคือคนที่หักอกไอ้ผู้ชาย(หมา)คนนี้ซึ่งก็กำลังเสียใจกับแฟนใหม่อีกคนที่คบกันอยู่ เธอไปแดกเหล้าเมาหมดสภาพในร้านเดียวโต๊ะเดียวและอาการเดียวกับแฟนเก่า(หมา)เลย สุดท้ายไอ้ชาย(หมา)ก็พาเธอมาหาหมาพระเจ้าเพื่อขอให้หมาพระเจ้าเสกหญิงสาวให้เป็นหมาอีกคนเพราะ ” “คนมันไม่มีความซื่อสัตย์ หมาซิซื่อสัตย์ จะได้อยู่คู่กันนานๆ” (ตอนนี้อนุญาตให้ท่านผู้อ่านอุทานได้อีกรอบ) แล้วพวกเขา หมาพระเจ้า ชาย(หมา)และหญิง(หมา)ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เย้าหยอกล้อน่ารัก จนเดินไปเจอชายอีกคนซึ่งก็คือแฟนของหญิงสาวนั้นแหละ กำลัง เ ม า เ ห ล้ า ที่ ร้ า น เ ดี ย ว แ ล ะ โ ต๊ ะ เ ดี ย ว กั น กั บ ม นุ ษ ย์ ห ม า ทั้ ง ส อ ง ! ! ! !

     (Intertitle) คิดว่าจบหรือ? ยังครับ ยังจำแม่-ลูกคู่นั้นได้ไหม?

หลังเครดิต เราได้เห็นแม่ลูกค้าคู่นั้นอีกครั้ง พวกเธอมาด้วยรถตู้ที่มีนักข่าวมารอทำข่าวเต็มไปหมด พวกเธอก้าวลงจากรถ มองตรงไปที่บันไดเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่น แต่แล้วพวกเธอได้ก้มตัวลงแล้ว….คลานสี่ขา….ถูกต้องครับ ด้วยความดีของพวกเธอทำให้พวกเธอกลายเป็นหมาโดยสมบูรณ์ เป็นหมาที่กราดเกรี้ยวพ่นเห่าคำด่าทอถึงความโลภต่างๆนาๆของมนุษย์ ความโลภทุกรูปแบบโดยเฉพาะความโลภที่สามารถอนุมาณได้เลยว่าคือแผ่นดินไทยด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงก่อนจบหนังด้วยการแยกเขี้ยวขู่คนดู!!!!!

     (Intertitle)       – END –

ปัญหาหลักใหญ่มากๆของมันคือการทำหนังเชิดชูความดีที่รุนแรงมาก มันมากเสียจนน่ากลัว กดทับด้วยวาทกรรมชุดความคิดเรื่อง “ความดี” แบบสุดกู่ ความดีในหนังคือการสำเร็จความใคร่ที่สำรากอย่างน่าขยะแขยง เต็มไปด้วยการหลอกหลวง (คนที่อยู่ต่ำที่สุดก็สามารถมีความสุขได้ ส่วนคนที่ไม่มีความสุขคือคนโลภ ฉะนั้นพวกมึงห้ามโลภนะ โลภแล้วเดี่ยวไม่มีความสุข พวกมึงทำธุรกิจไม่ได้นะเดี๋ยวโลภ ยิ่งเป็นนักการเมืองยิ่งไมได้ใหญ่เลย บลาๆๆ) มันชี้ขาดไปเลยว่าความโลภไม่ดี ไม่ใช่แม้แต่สัจธรรมของมนุษย์ กดทับกดขี่ให้อยู่ใต้ตีนแบบห้ามสงสัยและแม้หมาในเรื่องจะเป็นตัวแทนของความดี แต่มันคือความดีเพียงฉาบหน้าเพราะมันถูกผูกไว้ด้วยแนวความคิดโฉมร้ายในนามของ “ความซื่อสัตย์” ที่ไม่อาจมองเป็นอื่นไปได้เลยนอกจากการยอมรับโดยไร้ซึ้่งเหตุผล กลายเป็นหมาที่หอนรับธงชาติ(ชาตินิยม)ในทุก 6 โมงเย็น

หนังถ่ายทำที่บริเวณสนามหลวงเกือบทั้งเรื่อง ถ่ายทำก่อนการร้อมรั้วรอบสนามหลวงด้วย (อันเป็นสิ่งเดียวที่เราพอใจที่หนังมันบันทึกไว้) แต่มันสะอึกเหมือนกันนะพอมาคิดว่าไอ้แม่-ลูกแห่งความสุขในเรื่องถ้ามีตัวตนอยู่จริงตอนนี้พวกเขาจะไปอยู่ไหนและมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง? ที่ยิ่งทำให้เรารู้สึกลบกับหนังไปอีก

ปล. เพิ่งรู้ว่าหนังเข้าฉายที่ลิโด้ด้วยแบบ 5D กล่าวคือมีการแสดงสดภายในโรงหนังด้วย เลยไม่รู้ว่าถ้าได้ดูในโรงตอนนี้จะรู้สึกแบบเดียวกันไหม (แต่คิดว่าคงไม่)

24/05/13 – John Carter (Andrew Stanton/ US/ 2012) – 2/5

     ไม่แปลกใจเท่าไหร่ว่าทำไมหนังถึงเจ๊งไม่เป็นท่า อีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ว่าแม้ทุนจะสูง ซีจีจะเลิศแค่ไหนแต่ถ้ามันอยู่ในหนังที่ตัวเรื่องโบราณคร่ำครึ ไร้ความแปลกใหม่ใดๆมันก็ไปไม่รอดอยู่ดี หนังจัดเต็มทั้งเจ้าหญิงหัวสมัยใหม่ที่ต้องถูกบังคับแต่งงานเพื่อรักษาเมืองของตัวเอง (อืมม) ลูกสาวหัวหน้าเผ่าหัวขบฏที่มาช่วยตัวเอกและเหมือนจะหลงรักด้วย (แต่เสียใจเพราะหนังมองมึงเป็นตัวประหลาดตั้งแต่แรกแล้ว) และแน่นอนความเป็นอเมริกันฮีโร่ที่จัดเต็มฟุดๆ

จริงๆถ้าหนังไปเล่นเรื่องการต่อกรกับพระเจ้าและเรื่อง “พระเจ้าตายแล้ว”   แบบจริงจังกว่านี้ เราอาจจะชอบมากกว่า

24/05/13 – Seul Contre Tous AKA. I Stand Alone (Gaspar Noé/ France/ 1998) – 5++/5

     พี่กัสป้าแม่งโหดสัดๆ! โหดเหี้ยๆ!!! กูว่าหนังสั้น Carne (1991: มีเขียนถึง ที่นี่) โหดแล้ว แต่หนังที่ต่อเนื่องจากหนังสั้นเรื่องนี้โหดกว่าเยอะ

หนังบอกกับคนดูตั้งแต่ต้นเลยว่าหนังเรื่องนี้มีคุณธรรมเฉพาะตัว มีความยุติธรรมเฉพาะของกูเอง (ด้วยบทสนทนาในบาร์) ดังนั้นพวกมึงอย่าริอาจเอาคุณธรรมความดีอะไรมาจับต้องกับหนังของกู แต่ถ้ามึงยังอยากดูต่อ ไม่เป็นไร กูช่วยมึงละกัน เดี๋ยวกูเตือนมึงเองในฉากที่แรงจริงๆด้วยการนับเวลาถอยหลังให้ละกัน แต่ขอโทษนะครับพวกคุณมึง เพราะเอาเข้าจริงมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนระเบิดจะลงมากกว่าเป็นการเตือนจริงๆ!!!

หนังทั้งเรื่องคือการตามติดชีวิต loser ของชายขายเนื้อชาวปารีเซียงคนหนึ่ง การตามติดในที่นี้คือการเข้าไปรับรู้ความคิดมากมายที่พลั่งพลูของเขาด้วย แน่นอนในหนังกัสป้าตัวละครย่อมไม่เคยมองโลกกันในแง่ดี ดังนั้นเราจะได้เห็นการบ่น สบถแบบน้ำไหลไฟดับที่ร่ายยาวกันตั่งแต่เรื่องส่วนตัวอย่างพ่อตายแม่หนี เมียทิ้ง ลูกเป็นใบ้แถมยังแอบรักลูกตัวเองแบบ incest ยาวไปถึงเรื่องสงครามโลก นาซี คอมมิวนิสต์ สภาพสังคมฝรั่งเศษ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน แล้วจบท้ายด้วยระเบิดของทุกสิ่งด้วยการกระทืบ  Moral ด้วย Justice เฉพาะตัว

ดูจบใจสั่นยิ่งกว่าโด๊ปกระทิงแดงไป 3 ขวด

24/05/13 – The Evil Dead (Sam Raimi/ US/ 1981) – 4/5

     เพิ่งได้ดูและยอมรับในความคลาสสิคของมัน ขนบอะไรก็ตามที่เราได้เห็นในหนังสยองขวัญยุคหลังๆมันก็น่าจะมีบางส่วนมาจากหนังเรื่องนี้แหละ หนังสนุกบันเทิงมากๆและแม้มันจะดูหลอกๆด้วยงานแฮนด์เมดแต่ก็ทำออกมาได้น่ากลัวทีเดียว ไม่ซิ! เราว่าน่ากลัวมากๆเลยด้วยซ้ำ คิดเล่นๆว่าถ้าได้ดูตอนเด็กๆคงหลอนน่าดูโดยเฉพาะไอ้ผีลินดาที่แม่งออกมานั่งยิ้มและหัวเราะหลอนๆตัวนั้น

รอดูภาครีเมคอีกทีเมื่อลงแผ่น (ดูโรงไม่ทัน T_T) และอยากกลับไปดุ Cabin in the Wood อีกรอบจัง

ปล. ชอบฉากบรรยากาศตอนกลางคืนที่เอาภาพพระจันทร์มาแปะซ้อนทับมากๆ แฮนด์เมดสุดๆ

25/05/13 – Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี (วรรณแวว&แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์/ ไทย/ 2556) – 4/5

     “นั่งรถไฟตั้งแต่อังกฤษกลับมากรุงเทพ” ฟังดูน่าสนใจและแลดูสนุกไม่หยอกแต่เมื่อได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้วเราอาจ…เปลี่ยนใจ

วรรณและแววทำหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นงานจบการศึกษาโดยนอกจากบันทึกการเดินทางด้วยรถไฟเป็นเวลา 1 เดือนแล้วมันยังกลายเป็นการบันทึกความสัมพันธ์(ของคู่พี่น้องฝาแฝด)และความคิด(อันไม่มั่นคง)ของพวกเธอในแต่ละช่วงเวลาการเดินทางในแต่ละประเทศ การเรียนรู้ พบเจอประสบการณ์ที่เราคงไม่อาจพบเจอได้โดยง่ายทั้งปัญหาของกำแพงด้านภาษา ความต่างทางวัฒนธรรมหรือแม้แต่ความเบื่อหน่ายกับการต้องมาใช้ชีวิตในที่แคบๆ นานๆ หรือแม้แต่การเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตกรถบ้าง เจอชายแปลกหน้าบ้าง เสียค่าปรับบ้าง ทะเลาะกันบ้างหรือแม้แต่ถอดใจเอาเสียดื้อๆ

และเมื่อเราดูจนจบเราก็ได้พบว่าความน่าสนใจของหนังสำหรับเรามันไม่ใช่การพาคนดูไปพบกับความวิเศษแปลกตาของสถานที่ต่างๆที่พวกเธอผ่านหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดทั้งหลายแหล่หรอก(หนังบันทึกสภาพแต่ละเมืองที่ไปแบบผ่านๆด้วยซ้ำ)แต่มันคือการเข้าไปทำความรู้สึกกับความคิดของพวกเธอในภาวะแต่ละช่วงการเดินทางมากกว่า เราเห็นความสนุกในช่วงแรกที่ทุกอย่างแลดูท้าทายและน่าสนุก เห็นการตั้งคำถามถึงการกระทำของตัวเอง เห็นความสงสัยใคร่รู้ในหลากหลายเรื่อง(หนึ่งในนั้นคือเรื่องเหมาเจ๋อตุงและระบบกษัตริย์) เห็นความวิตกกังวลต่างๆนาๆเมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น(ทั้งๆที่มันแลดูไม่ต่างกับปัญหาในช่วงแรกเดินทางเท่าไหร่นัก)หรือแม้แต่เห็นการท้อแท้สิ้นแรง โดยทั้งหมดทั้งมวลมันแปรผันตรงกับความรู้สึกของเราต่อแต่ละประเทศที่พวกเธอผ่าน (หนังใช้การแบ่งเป็นช่วงๆตามการเดินทางข้ามแต่ละประเทศ) เราจะค่อยๆคุ้นชินและเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ รับรู้และเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ จากยุโรปห่างไกลมาสู่เอเซียชิดใกล้ จากความหนาวเหน็บมาสู่ความอบอุ่นและจากความความคิดของเด็กสาวทั้งสองที่รับรู้ได้ถึงเรียนรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นอีกนิด

สำหรับเราฉากที่ชอบมากๆกลับคือฉากในประเทศไทยทั้ง 2 ฉาก หนึ่งคือตอนรถไฟค่อยๆแล่นผ่านจากลาวเข้าสู่ไทยกับประโยคคำถามที่ถามกับคนขับรถไฟว่า “ถึงไทยแล้วใช่ไหมค่ะ” ที่สร้างแรงพลังบางอย่างๆบอกไม่ถูก และอีกฉากต่อมากับการฟังเสียงคนพูดคุยกันในรถไฟถึงเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่ทำให้เราตระหนักว่าทุกอย่างมันคงจะกลับเป็นเหมือนเดิมในเร็ววัน มันคือสองฉากที่กราฟความรู้สึกมันขึ้นสุดลงสุดมากๆ

26/05/13 – Premium Rush (David Koepp/ US/2012) – 1.5/5

     ในบรรดาหนังฮอลลีวู๊ดช่วงหลังๆเราจะเห็นว่าฮอลลี่วู๊ดพยายามอย่างยิ่งที่จะเจาะตลาดในจีนอันเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆตลาดหนึ่งของโลกด้วยการนำดาราจีนเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนัง, การร่วมทุนกันหรือแม้แต่การนำเสนอประเทศจีนในแง่มุมดีๆ ซึ่งไอ้หนังเรื่องนี้ไม่รู้มันตั้งใจจะทำแบบนั้นหรือเปล่าที่ไปพูดถึงจีนอพยพที่ดูเผินๆเหมือนจะดูดี ประมาณว่าอเมริกาเป็นประเทศเสรีต้อนรับคนทุกเชื้อชาติอย่างมีศีลธรรม ซึ่งหนังก็สนองกับความคิดนั้นแบบสุดๆโดยให้พระเอกที่เป็นอเมริกันวัยรุ่นรักการเสี่ยงตายผู้กลายเป็นฮีโร่ผดุงศีลธรรมนั้น แล้วให้ตัวร้ายไปอยู่ในคราบตำรวจเลวๆแทน ดูเอาไจ๊เอาใจกันเหลือเกิน ปัญหาคือคนดูจะเชื่อได้มากแค่ไหนกัน? แล้วยิ่งหนังมันไม่ได้คิดจะเจาะลึกในประเด็นนี้ (แต่ไปเน้นแอ็คชั้นและศีลธรรมหลอกๆที่ว่ามากกว่า) มันกลายเป็นว่าเราเห็นการกัดด่าจีนมากกว่าจะเป็นการอวยไปซะงั้น

อย่างไรก็ตามหนังมีแอ็คชั้นและการนำเสนอที่ช่วยดึงอดีนาลีนได้ดี แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่มันคือโฆษณาจักรยานฟิกซ์เกียร์ที่มีสโลแกนว่า “อยากคูลต้องไม่มีเบรค” นี่หว่า! (ซึ่งในความเป็นจริงคงตายห่ากันบาน)

27/05/13 – The Hangover III (Todd Phillips/ US/ 2013) – 0.5/5

     ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนไอ้แก็งค์วูฟแพ็คมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ เรารู้สึกว่าหนังภาคแรกมันโอเวอร์เรตมากๆ แล้วกราฟความสนุกและน่าสนใจมันก็ตกลงมาอีกในภาคที่สองจนสุดท้ายการกลับมาปิดไตรภาคของหนังชุดนี้มันก็ได้ดึงเราลงไปในหุบเหวลึกในที่สุด!!!

เรื่องราวในภาคนี้ต่างจากสองภาคก่อนอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมันไม่ใช่การตามหาหรือแก้ไขสิ่งที่ทำไปหลังเมาแฮงค์เหมือนสองภาคก่อนแล้วแต่ไปว่าด้วยเรื่องราวการเดินทางเพื่อพาเพื่อนรัก(อลัน)ไปบำบัดหลังจากพ่อตาย ที่ดันซวยไปข้องเกี่ยวกับเรื่องการโจรกรรมของอาชญากรรมตัวเคื่องนาม “เชา” ที่ก็คือไอ้เจ็กขโมยซีนคนเดิมนั้นแหละ

ตอนนี้ก็คงคิดกันแล้วว่าอะไรมันคือ Hangover ล่ะ? ถ้าไม่นับไอ้การเมาแฮ็งค์แล้วตื่นมาแบบจำอะไรไม่ได้ในตอนหลังเครดิตแล้ว(ที่เหมือนใส่มาเพื่อปลอบใจคนที่คาดหวังจะได้เห็นอะไรแบบนั้น) เราว่ามันก็คือการนำพาเหล่าแฟนๆของหนังชุดนี้ที่อาจจะแฮงค์จากการหลงๆลืมๆหนังภาคก่อนๆไปแล้ว แล้วมาตามหาความทรงจำเหล่านั้นในหนังภาคนี้แทน(ที่ก็จัดมาเต็มให้หายคิดถึงเหมือนกัน) แหมมมม ฟังดูดีนะแต่ขอโทษเถอะหนังแม่งเลอะเทะมาก หนังพยายามจะเล่นอะไรที่เยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่เสือกคอนโทรลไว้ไม่อยู่ จนสุดท้ายหัวใจของหนังชุดนี้มันเลยหายไป เราไม่ได้อยาเอาใจช่วยตัวละครเหมือนภาคก่อนๆเลยเพราะสิ่งที่หนังมันทำคือการขายความเป็นตลกสถานการณ์กับตลกหน้าตายที่นึกว่าดูหนังของยอร์ช พวงเพชรอยู่ (ซึ่งไอ้ตัวละครที่ขายตลกที่ว่านั่นก็หนีไม่พ้นตัวอลันและเชานั่นแหละ)

สรุป ภาคนี้มันเหมาะกับคนที่ชื่นชอบและเป็นแฟนของหนังชุดนี้มากกว่าคนที่เฉยๆกับมัน

ปล. ความไม่สมจริงในหนังก็ยังมีให้เห็นอยู่เหมือนเดิม ในภาคที่แล้วมันขับเรือจากกรุงเทพลงใต้ในเวลาอันสั้น ส่วนภาคนี้มันเอาคุกคลองเปรมไปอยู่ที่ใต้เฉยเลย!!!
ปลล. ตอนดูมีปัญหากับซับไตเติ้ลพอควร เราว่าซับมันแปลมั่วยังไงไม่รู้นะ
ปลลล. ที่เลือกโปสเตอร์นี้เพราะคิดถึง ฮีทเธอร์ เกรแฮม จัง ส่วนน้องเจมี่ ชุงช่วงนี้เห็นหน้าบ่อยนะ

 29/05/13 – จันดารา ปัจฉิมบท (มล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล/ ไทย/ 2556) – 1/5

     นี่มันเชี่ยอะไรว่ะนี่???? ทำไมมันกลายเป็นหนังตลกไปแล้วฟร๊ะ!!!!!

ครึ่งแรกมันก็ยังโอนะ (ถ้าไม่นับ “หนูจันเจ้าขาของยาย” อะนะ) แต่พอหลังๆหนังแม่งมั่วๆกลายเป็นหนังตลกไปเฉยเลย ตลกแบบหน้าตายแต่เสือกยังดื้อพยายามบอกกับคนดูอยู่ตลอดว่า “เฮ้ย! กูจริงจังอยู่นะ” มันเลยยิ่งตลกไปใหญ่ แล้วมันก็ทะลุจุดแตกไปเลยในตอนจบที่ฉิบหายยิ่งกว่า เมิงมานั่งคุยเหี้ยไรกันว่ะ? พันล้านเอย นาซ่าเอยนี่มันเหี้ยอัลไล!!!!!!!!!!

ขอบอกเหมือนเคยว่าเรายังพอรับได้นะกับการที่หม่อมพยายามฉิบหายที่จะเอาบริบททางการเมืองใส่เข้าไปในเรื่องด้วย แต่ละวันที่สำคัญในหนังคือการอ้างอิงจากวันสำคัญของพวกเจ้าในยุคหลังอภิวัติ 2475 (ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว) พยายามจะบอกว่ามีเจ้าดีอย่างไร การอภิวัติส่งผลเสียอย่างไรผ่านการเมืองระหว่างจันกับคุณหลวงที่ในภาคนี้คนทั้งสองกลับบริบททางสังคมและการเมืองกันอย่างชัดเจน มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยหากหนังไม่แสดงให้เห็นถึงความมัวเมาในความดีอันล้นเกิน หนังมอบความเลวให้คุณหลวงที่สมควรได้รับการกระทำแบบเดียวกันจากจันโดยชอบธรรมและไม่มีโอกาสในการแก้ตัว ไม่มีแม้แต่การกลับไปสนใจถึงเหตุที่มันเลว (ที่หนังมันมีบอกไว้แบบแกนๆ) ส่วนจันน่ะหรือ? นอกจากจะงามทั้งรูป อินโนเซ้นต์ทั้งจิตใจ บทจะทำเลวก็เลวยิ่ง แต่ความต่างคือจันมันยังมีโอกาสแก้ตัว แก้แล้วได้ดิบได้ดีเสียด้วยซิ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะจันรักชาติ (เราไม่ชอบสงครามเลย) ศาส (ห่มขาวเดินจงกลมแบบหล่อๆ) กษัตริย์ (ที่อ้างอิงจากวันที่ในเรื่อง) ยังไงล่ะ

ฉะนั้นแล้วหนังเรื่องนี้สำหรับเรามันก็คือการนำนิยายมายัดไส้ด้วยวลีตกยุคอย่าง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ที่ไม่อาจผสมเข้ากันได้

เอาล่ะ งานต่อไปของเราคือเริ่มอ่านนิยายต้นฉบับที่ซื้อมาแล้วเสียที

Advertisements

One comment

  1. เอ่อ … อ่านแล้วอยากดูไอ้หนังหมานั่่่นมากจริงจริง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s