Month: May 2013

Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี (วรรณแวว&แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์/ ไทย/ 2556)

“นั่งรถไฟตั้งแต่อังกฤษกลับมากรุงเทพ” ฟังดูน่าสนใจและแลดูสนุกไม่หยอกแต่เมื่อได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้วเราอาจ…เปลี่ยนใจ

วรรณและแววทำหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นงานจบการศึกษาโดยนอกจากบันทึกการเดินทางด้วย รถไฟเป็นเวลา 1 เดือนแล้วมันยังกลายเป็นการบันทึกความสัมพันธ์(ของคู่พี่น้องฝาแฝด)และความคิด(อันไม่มั่นคง)ของพวกเธอในแต่ละช่วงเวลาการเดินทางในแต่ละประเทศการเรียนรู้ พบเจอประสบการณ์ที่เราคงไม่อาจพบเจอได้โดยง่ายทั้งปัญหาของกำแพงด้านภาษา ความต่างทางวัฒนธรรมหรือแม้แต่ความเบื่อหน่ายกับการต้องมาใช้ชีวิตในที่แคบๆ นานๆ หรือแม้แต่การเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตกรถบ้าง เจอชายแปลกหน้าบ้าง เสียค่าปรับบ้าง ทะเลาะกันบ้างหรือแม้แต่ถอดใจเอาเสียดื้อๆ

     และเมื่อเราดูจนจบเราก็ได้พบว่าความน่าสนใจของหนังสำหรับเรามันไม่ใช่การพาคนดูไปพบกับความวิเศษแปลกตาของสถานที่ต่างๆที่พวกเธอผ่านหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดทั้งหลายแหล่หรอก(หนังบันทึกสภาพแต่ละเมืองที่ไปแบบผ่านๆด้วยซ้ำ)แต่มันคือการเข้าไปทำความรู้สึกกับความคิดของพวกเธอในภาวะแต่ละช่วงการเดินทางมากกว่า เราเห็นความสนุกในช่วงแรกที่ทุกอย่างแลดูท้าทายและน่าสนุก เห็นการตั้งคำถามถึงการกระทำของตัวเอง เห็นความสงสัยใคร่รู้ในหลากหลายเรื่อง(หนึ่งในนั้นคือเรื่องเหมาเจ๋อตุงและ ระบบกษัตริย์) เห็นความวิตกกังวลต่างๆนาๆเมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น(ทั้งๆที่มันแลดูไม่ต่างกับปัญหาในช่วงแรกเดินทางเท่าไหร่นัก)หรือแม้แต่เห็นการท้อแท้สิ้นแรง โดยทั้งหมดทั้งมวลมันแปรผันตรงกับความรู้สึกของเราต่อแต่ละประเทศที่พวกเธอผ่าน (หนังใช้การแบ่งเป็นช่วงๆตามการเดินทางข้ามแต่ละประเทศ) เราจะค่อยๆคุ้นชินและเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ รับรู้และเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ จากยุโรปห่างไกลมาสู่เอเซียชิดใกล้ จากความหนาวเหน็บมาสู่ความอบอุ่นและจากความความคิดของเด็กสาวทั้งสองที่รับรู้ได้ถึงเรียนรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นอีกนิด

สำหรับเราฉากที่ชอบมากๆกลับคือฉากในประเทศไทยทั้ง 2 ฉาก หนึ่งคือตอนรถไฟค่อยๆแล่นผ่านจากลาวเข้าสู่ไทยกับประโยคคำถามที่ถามกับคนขับรถไฟว่า “ถึงไทยแล้วใช่ไหมค่ะ” ที่สร้างแรงพลังบางอย่างๆบอกไม่ถูก และอีกฉากต่อมากับการฟังเสียงคนพูดคุยกันในรถไฟถึงเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่ทำให้เราตระหนักว่าทุกอย่างมันคงจะกลับเป็นเหมือนเดิมในเร็ววัน มันคือสองฉากที่กราฟความรู้สึกมันขึ้นสุดลงสุดมากๆ

4/5

Advertisements

The Dirty Picture (Milan Luthria/ India/ 2011)

 

เธอคือหญิงผู้ยากชั้นล่างที่ใฝ่ฝันจะเป็นดารา แม้เธอจะมีใบหน้าอันงดงานแต่เธอก็คือสาวร่างอวบอ้วนที่มีพุงเป็นชั้นๆ ทุกคนเมินเธอไม่เว้นแม้แต่คนแคสติ้ง แต่ด้วยการกัดไม่ปล่อยของเธอๆจึงได้พบว่าจุดขายของเธอการการเต้นยั่วสุดเย้า ยวนซึ่งมันก็นำพาเธอเข้ามาสู่วงการได้สำเร็จ แน่นอนความง่ายมักไม่เคยเกิดขึ้นคู่กับสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จ ดังนั้นแล้วเธอจึงมีทางเลือกแค่สองคือ ทิ้งมันไปแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรือเดินต่อไปแล้วรับผลต่างๆที่จะตามมา แน่นอนเธอเลือกแบบหลัง แล้วเธอก็นำพาคนดูเข้าไปสู่เบื้องหลังของวงการหนังบอลลี่วู๊ดยุค 80 พาไปพบกับอำนาจ, เงินตรา ความรุ่งโรจน์และการดับสุญ

แรกสุดเลยอยากบอกว่าหนังสนุกมากกกกกกกกกกกก มันคือความบันเทิงแบบละครหลังข่าวแต่ให้ภาพและความรู้สึกในด้านกลับเพราะตัว เอกคือดาวยั่ว ดาวยั่วที่เต็มใจและภูมิใจอย่างที่สุดกับการทำทุกวิธีการให้ได้มาซึ่งความ โด่งดัง ในแวดล้อมของสังคมชายเป็นใหญ่ ใช่แล้ว มันแลดูเหมือนหนังเฟมินิสต์ แต่เป็นเฟมินิสต์ที่พ่ายแพ้หมดรูปต่อสังคมผู้ชายอันแข็งแกร่ง เหมือนดาวยั่วที่เกิดง่ายตายเร็ว คิดดูซิ ขนาดดารารุ่นเดียวกันที่โด่งดังมาพร้อมๆกันแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ดาราชายกลับยังคงได้รับความนิยมอยู่ เป็นพระเอกได้อยู่แต่ดาราหญิงกลายต้องแสดงเป็นแม่ซะแล้ว ที่แสบคือหนังจับสองคนนี้มาเจอกันด้วยบทบาทแม่-ลูกจริงๆ! แรงฉิบ! อย่างไรก็ตามหนังก็มีด้านกลับที่น่าสนใจโดยนำไปใส่ไว้ในตัวละครผู้กำกับหนัง รางวัลชื่อดังที่ตอนแรกต่อต้านดาวยั่วอย่างที่สุดเพราะเชื่อมั่นว่ามันไม่ ใช่หนึ่งในปัจจัยของหนังที่ดี ก่อนจะมาพบว่าหนังที่ดีบางทีมันไม่ใช่หนังที่คนส่วนใหญ่ดู ไม่ใช่หนังที่ทำเงินได้ สุดท้ายไอ้ผู้กำกับก็เข้าใจแล้วว่าภาพยนตร์ก็คือ ความบันเทิง, ความบันเทิงและความบันเทิง แม้ส่วนตัวเราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่เพราะหนังไม่ได้บอกไว้ว่าเหตุใดไอ้ผู้กำกับคนนี้มันถึงเปลี่ยนความคิด ประกอบกับการที่มันเป็นอีกด้านหนึ่งของหนังที่ว่าไว้ มันเลยทำให้ความน่าสนใจของหนังมันเพิ่มขึ้นไปอีก

ดูจบแล้วอยากไปลอง ศึกษาอะไรต่างๆในหนังบอลลี่วู๊ดดู ทั้งเรื่องชนชั้น, สังคมในหนังหรือแม้แต่ความเป็นมาของดาวยั่วและผลสะท้อนที่เกิดขึ้นรวมไปถึง ประวัติของตัวเอกที่มีตัวตนอยู่จริง

ออ! อีกสิ่งที่ต้องชมมากๆคือตัวนางเอก Vidya Balan ผู้ถ่ายถอดความสดใส, ความร้ายกาจและความหม่นเศร้าได้อย่างน่ากราบบบ

 

4/5

เกรียนฟิคชั่น (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย/ 2556)

01/05/13 – เกรียนฟิคชั่น (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย/ 2556)

12963158_n

     ตอนดูไม่แนบกับตัวหนังเลย อาจเพราะชีวิตเรามันไม่ได้สวิงสวายหรือมีทางเดินแบบตัวละครในหนัง แต่พอหนังมันพาไปถึงจุดที่มันต้องการจะบอกอะไรกับคนดูจริงๆ เมื่อนั้นแม่งจุกเลย แล้วมันก็ทำให้เรากลับไปทบทวนกับทุกสิ่งอย่างที่เพิ่งผ่านตามา เลยเถิดไปถึงการขุดคุ้ยในช่วงวัยของเราตัวเองว่าผ่านอะไรมาบ้าง พบเจออะไรมาบ้างและเราปล่อยอะไรทิ้งไปบ้างในช่วงวัยที่เคยก้าวผ่าน แล้วน้ำตาแม่งก็ออกมารอที่ปลายตาตอนหนังกำลังจะจบ แต่ถือว่ายังมีความสามารถอยู่ที่มันไม่ไหลออกมาจริงๆตอนหนังจบ แต่มันยังคงจุกและอื่ออึงอยู่นานหลังจากนั้น จำได้ว่าอุทาน “สัดเอ๊ย!” ออกมาเบาๆให้กับความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น..ที่แม่งยังตามมาถึงตอนนี้อันทำให้ชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆๆ

หนังมันบอกกับคนดูว่าชีวิตวัยรุ่นแม่งเหนื่อยสัดๆและไม่มีการการันตีเหี้ยห่าใดๆ การเดินทาง(หรือทางเดินที่เรามี)มันคือการขีดเขียนของเราเองซึ่งก็เริ่มเมื่อตอนวัยรุ่นนี่แหละ ทั้งตั่งแต่เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น, ตอนเป็นวัยรุ่นเต็มตัวหรือแม้แต่ตอนที่ตัวไม่รุ่นแล้วแต่ใจยังรุ่นอยู่ ซึ่งตัวละครในหนังมันครอบคลุมทุกช่วงหมดเลย มันบอกว่าโอกาสคนเรามันไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากันและจะไม่มีวันเท่ากันแน่ๆ มันเลยทำให้ช่วงชีวิตคนแต่ละคนมันผ่านอะไรไม่เหมือนกัน จดจำอะไรไม่เหมือนกันหรือแม้แต่ละทิ้งอะไรที่ไม่เหมือนกัน มีมีก้าวพลาดบ้าง ตัดสินใจผิดบ้าง ล้มเหลวบ้าง มีแผลแหวะหวะที่ซ้ำร้ายอาจกลายเป็นแผลเป็นมากมายก็ว่ากันไป ซึ่งความหวังที่หนังมันมอบให้ก็คือทางเลือกว่าเราจะมองสิ่งที่ผ่านไปนั้นอย่างไร? ด้วยมุมมองแบบใด? เพื่อที่จะได้มีแรงลืมตาตื่นขึ้นมาสู้กับอีกวัน และอีกวัน……

อนึ่ง มันมีสองสิ่งที่เราอยากพูดถึงจริงๆ:

1. ไอ้ช่วงพัทยานี่มันคือตัวแทนของความตลกร้ายในชีวิตของคนเราที่ทุกคนต้องพบเจอเลย เราคงต้องเคยขำกับเรื่องร้ายๆในชีวิตเหมือนทีไอ้ตี้มันขำบนเวทีตอนหนีออกจากบ้านหรือไอ้ม่อนผมทองที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เจ็บฉิบหาย

2. ตัวละครคียร์หลักของหนังอย่าง ทิพย์ นี่คือตัวละครที่เราแนบเคียงด้วยได้มากที่สุดในบรรดาทั้งหมด มันคือคนที่พลาดแต่อาจยังไม่รู้ตัวว่าพลาด หรือ อาจเป็นคนที่รู้ตัวว่าพลาดแต่ก็ไม่พยายามแก้ แม่งโดนมากๆ ยิ่งฉากเฉลยนี่แม่งเหมือนสมองโดนเป่าด้วยลูกปืนแล้วไหลกระจายเรี่ยราด อันนี้เจ็บเหี้ยๆๆๆๆ

จนสุดท้าย อยากอุทานออกมาอีกครั้งว่า “สัดเอ๊ย!!!!!”

5+++/5

ปล. ไอ้หนังสั้นเรื่องอกหักแล้วพี่พระมาโปรดนี่ดูเผินๆมันดูหลุดจากหนังจัง แต่พอมาคิดดูดีๆ เหี้ย! นี่มันคือการจิกหัวด่าเลยนี่หว่า! กวนตีนดี

ปลล. ชอบการใช้เพลงในหนังแบบฟุดๆ

เมษา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/04/13 – เสียวกดไลค์ อยากได้กดเลิฟ (หัวหิน/ ไทย/ 2556) – 1.5/5

แรกๆเหมือนจะดีด้วยการกัดจิกวงการบันเทิง การไขว่ขว้าความโด่งดังและภาวะการวิจารณ์ แต่พอเดินเรื่องไปซักพักมันกลับไม่เดินหน้าไปไหนเลย วนไปวนมาอยู่นั้นแหละ แล้วสุดท้ายมันก็จบแบบคนดีอีกตามเคย

 

03/04/13 – สาระแน โอเซกไก (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค/ ไทย/ 2555) – 1.5/5

     ยอมรับว่าขำในบางช่วง ขำหนักๆในบางตอน แต่ในทุกการขำมันแฝงความรู้สึกสมเพศตัวเองไปในตัว (ซึ่งจริงๆกูก็ไม่ใช่คนดีอะไร) ไม่ขอพูดถึงทุกๆฉากทุกๆตอนที่วิลลี่และหอยปรากฏตัวอันเป็นช่วงโมงยามที่แย่มากๆที่สุดของหนัง ส่วนไอ้เรื่องการแกล้งคนอื่นๆแบบนี้เพื่อให้คนดูขำ (อย่างกูคนนึง) แล้วฉายโรงได้นี่มันน่าจะบ่งบอกอะไรในสังคมได้บ้างนะ อย่างน้อยๆกูก็สมเพสตัวกูเองฉิบหาย ลามไปถึงการสมเพสรอบข้างหมดเลย สัด

 

08/04/13 – La Lingerie (Chan Hing-Kai, Janet Chun Siu-Jan/ HK/ 2008) 0.5/5

     หนังฉิบหายเกินเยียวยา ติงต๊องเสียสติเหลือขณาแถมตรรกกะยังล่มแล้วล่มอีก ไม่เข้าใจว่าทำไมมึงต้องลงทุนวิ่งตามโจรขโมยชุดชั้นในเพื่อไปขอสัมภาษณ์มาทำงานวิจัย! ถึงมึงจะเป็นนักวิจัยชุดชั้นในสตรีก็เถอะ หรือกับตัวเพื่อนนางเอกที่โดนขโมยเสื้อผ้าและของมีค่าไปเหลือไว้แต่ชุดชั้นใน แทนที่จะมึงจะโทรหาเพื่อนๆให้มาช่วย มึงกลับเสือกใส่ชุดชั้นในออกมาเดินบนทางรถไฟแล้วร้องไห้ฟูมฟายอย่างกับถ่ายมิวสิควีดีโอ กูไม่เข้าใจจริงๆ ส่วนไอ้พล๊อตหลักที่ว่าถึงการตามหา “รักแรก” ก็เน่าแสนเน่า เน่าแบบไร้สติ แถมพยายามจะทำตลก แต่เสือกเป็นตลกแบบไร้รสนิยม บ้าบอเหลือเกิน แถมหนังเสือกยาวอีก โอ้ย ทรมานสัดๆ

 

11/04/13 – พี่มาก พระโขนง (บรรจง ปิสัญธนะกูล/ ไทย/ 2556) – 4/5

     เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้มีอะไรใหม่จากหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับ (ดูจบไม่ทันข้ามวันก็ลืมๆไปหลายฉากแล้ว) อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าผู้กำกับยังคงเชื่อมือได้เสมอในความฉกาจของการทำหนังโดยเฉพาะเรื่องจังหวะจะโคนในการซัดคนดูให้อยู่มือ (กวน-มึน-โฮเป็นตัวอย่างที่ดีมากกับหนังที่มีเนื้อเรื่องแสนเพ้อฝันไกลตัว แต่กลับสามารถทำออกมาได้สนุกมากๆ) หลายๆฉากทำได้อย่างน่าจดจำและเวิร์กมาก อาทิ ฉากงานวัดหรือการสื่อด้วยน้ำตาลปั้นหรือฉากตลกอย่าง “อีแดงยังสำคัญอยู่ไหม?”

ส่วนเรื่องบทสรุปของหนังที่แม้จะยังคงจบตามสไตร์ GTH อยู่เหมือนเดิม (คือ feel good เข้าไว้ในทุกๆเรื่อง) แต่เราค่อนข้างชอบกับบทสรุปของหนังเรื่องนี้พอควร (ทั้งในแง่อารมณ์และสารที่สื่อ) แม้เมื่อมองดูผ่านๆแล้วมันจะแลตอแหลไปนิดหากมองแบบสะท้อนสังคมร่วมสมัยที่ให้ผีมาอยู่ร่วมกับคนได้อย่างสันติ แต่กลุ่มคนเหล่านั้น (ที่อยู่กับผีได้) ก็ยังเป็นเพียงแค่คนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น เพราะมันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะสามารถยอมรับความแตกต่างนั้นได้แล้วก็เป็นคนส่วนใหญ่เสียด้วย (อย่างที่หนังมันบอก รักของทั้งคู่คือเรื่องผิดธรรมชาติ) และต้องไม่ลืมว่าในเรื่องนั้นมันไม่ใช่แค่ผีหลอกคนอย่างเดียว คนยังหลอกผีด้วย (ไอ้มากที่รู้ความจริงแต่ไม่ยอมบอกอีนาก) อันนำมาสะท้อนสังคมไทยปัจจุบันได้ดีทีเดียว

อนึ่ง สิ่งที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น ใหม่ ดาวิกา ที่นอกจากความยูนีคของหน้าตาแล้ว เธอยังได้มอบการแสดงที่มีมีติมากๆด้วยดวงตากลมโตคู่นั้นอันเป็นความตราตรึงอย่างที่สุดในหนังเรื่องนี้

12/04/13 – Motorway (Cheang Pou Soi/ HK/ 2012) – 4/5

     เฉยๆกับตัวหนังนะ แต่ชอบในความเท่ห์นิ่งฉิบหายของมัน รวมไปถึงการใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อยของรถและการขับ คือเป็นคนไม่ได้ชอบรถหรอกแต่เสือกทำงานเกี่ยวข้องกับรถ เลยมักหงุดหงิดกับหนังที่ชอบทำให้รถมันกลายเป็นอะไรที่ไม่ใช่รถ แต่เรื่องนี้มันดูสมจริงดี มันคือ Drive ในเวอร์ชั้นฮ่องกงนั้นแหละที่คูลพอๆกัน

 

14/04/13 – The Thieves (Choi Dong Hoon/ South Korea/ 2012)4/5

     สนุกเพลิดเพลินดีจัง หนังมอบความบันเทิงเริงรมณ์ได้เต็มสูบดีจริงๆ ดีใจที่ได้ดูหนังจารกรรมสนุกๆ เสียดายอย่างเดียวที่แผ่นที่ดูมีแต่พากย์ไทยโดยพันธมิตร เดี๋ยวว่าจะแบบซับมาดูอีกรอบ

อนึ่ง จวนจีฮุน กลับมาทำให้เราหลงรักอีกครั้ง ^^

 

15/04/13 – Limitless (Neil Burger/US/ 2011) – 3.5/5

     แรกสุดเลยคือหนังสนุกมาก เป็นหนังไฮคอนเซ็ปที่แลดูไม่เว่อร์เกินไปอันเกี่ยวกับยาที่สามารถดึงความสามารถของสมองมาใช้ได้เต็มร้อยในแต่ละวัน เราชอบที่หนังบอกว่าทุกสิ่งในโลกมีราคาที่ต้องจ่ายและถึงให้ตายยังไงมึงก็ยังคงแพ้ความเคี่ยวลากของสังคมอยู่ดี แถมการใช้เทคนิคภาพและสีของหนังในการแยกโลกก่อนและหลังกินยาก็เก๋มาก อันนี้ชอบมาก แม้บทสรุปจะทำเอาเหวอแดกพอควร (คือสรุปมึงแดกยาจนมันร่างกายมันกลายพันธ์หรืออย่างไร?)

15/04/13 – Ping Pong (Fumihiko Sori/ Japan/ 2002) – 2/5

     เอามาเปิดดูกับแฟนเพราะนึกว่ามันเป็นหนังตลก แต่ที่ไหนได้หนังแม่งโครตดราม่าเลย (อาจจะตลกด้วยแหละแต่พี่พันธมิตรพากย์ไม่ตลกอะ เลอะเทอะเกีน) หนังว่าถึงเรื่องมิตรภาพ การเป็นฮีโร่ของใครซักคนและเรื่องพรสวรรค์จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้รับการเหลียวแล เฉยๆมากๆ ดูจบแล้วก็จบกัน

16/04/13 – Goodbye CP! (Kasuo Hara/ Japan/ 1972) – 5+++/5

     CP ย่อมาจาก Cerebral Palsy หมายถึงโรคสมองพิการที่ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนในร่างกาย ถึงจะเป็นโรคทางสมองแต่โรคนี้ไม่มีผลใดๆกับเรื่องของสติปัญญา ผู้ป่วยยังคงคิดอ่านได้ปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

เป้าประสงค์หลักของหนัง (ตามที่ CP คนหนึ่งบอกให้ช่วงท้าย) คือการให้คนปกติเข้าใจในความแตกต่างและเห็นใจคนที่เป็น CP ว่าพวกเขาแตกต่างกันเพียงแค่ภายนอกแต่ภายในรวมถึงจิตใจของพวกเขาไม่ได้พิการแต่อย่างใด หนังใช้วิธีการตามถ่ายและสัมภาษณ์ถึงกิจวัตรของพวกเขา ทั้งเรื่องราวของชีวิต ครอบครัว การเรียกร้องสิทธิ การขอรับบริจาคหรือแม้แต่การพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

น่าเศร้าที่เมื่อเราดูๆไปแล้วเราพบว่าปัญหาหลักใหญ่สุดคือการที่ไม่มีใครคิดจะสนใจพวกเขาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก กลุ่มคนที่เดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไปโดยชายตามองเพียงหางตา พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนไปแล้วจริงๆ ซึ่งสิ่งที่รุนแรงและย้อนแย้งมากๆคือแม้แต่กล้องที่ใช้ถ่ายทำเองก็ให้ความรู้สึกของคนนอก มากกว่าที่จะสื่อสารถึงความเข้าใจในพวกเขาจริงๆ (ซึ่งมันชัดมากในตอนที่ครอบครัวหนึ่งของกลุ่มต้องการให้สามีเลิกถ่ายทำ) อันนำไปสู่ตอนจบเจ็บปวดมากกกกก มันคือความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปและไร้ซึ่งแสงสว่างที่ปลายทาง

ดูหนังได้ทีนี่ http://vimeo.com/24199126

16/04/13 – เค้าเรียกผมว่าความรัก (วศิน ปกป้อง/ ไทย/ 2555) – 0/5

     ใครที่เชื่อในเรื่องความรัก ผมขอแนะนำหนังเรื่องนี้ครับ

มันคือหนังที่ทำให้ผู้ชมหลุดออกจากความเพ้อฝัน เพ้อเจ้อทั้งปวงครับ เราจะได้กลับมามองดูโลกจริงๆรอบตัวกัน

ข้อแม้อย่างเดียวคือต้องทนดูให้จบนะครับ พยายามตามให้ทันกับตรรกกะที่หลุดไปถึงดาวพลูโตให้ได้ พยายามฮากับตลกสถานการณ์ให้ได้ แล้วก็พยายามรู้ตัวหากหนังมันแก้ปมแบบลวกๆ

แล้วเราก็จะได้รู้ครับว่าหนังมันเหียเหี้ย ก่อนที่เราจะได้การตระหนักรู้ตามมา

แน่นอนครับ ผมประชด! หนังแม่ง Super Suck(er) สมชื่อสินค้าในหนัง เอาจริงๆนี่กูแผ่ออกมาด่าได้ทุกฉากเลยนะ

17/04/13 – I Saw The Devil (Kim Jee Woon/ South Korea/ 2010) – 4.5/5

     ถึงจะชอบมากแต่ก็ไม่ถึงขนาดเซอร์ไพร์สอะไร มันคือการเอา The Chaser มาตีไข่ผสมกับไตรภาคการล้างแค้นของปาร์คชางวุคด้วยนักแสดงฝีมือดีทั้งพี่ลีบยองฮุนและพี่ชอยมินซิก (โดยเฉพาะคนหลังนี่แม่งสุดๆ) น่าสนใจว่าทำไมหนังล้างแค้นดีๆมากมายมักมาจากประเทศเกาหลี? หรือเพราะจริงๆแล้วการล้างแค้นมันไม่ต้องการศีลธรรมใดๆที่ซึ่งประเทศนี้ทำออกมาได้เก่งและรุนแรงเหลือเกิน

17/04/13 – คู่กรรม (กิติกร เลียวศิริกุล/ ไทย/ 2556) – 4/5

     สิ่งแรกที่ยืนยันได้เต็มปากเลยคืออานุภาคการทำร้ายล้างของณเดชน์ในเรื่องนี้สูงส่งมาก ขนาดกูเป็นผู้ชายกูยังเคลิมเลย สัด! คนเหี้ยไรว่ะหน้าตาดีเหี้ยๆแถมยังแสดงดีเหี้ยๆอีก (นี่คือคำชมแบบชื่นชมสุดๆ) แล้วพอมันดีมากๆ มันเลยอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้องอังของเรากลายเป็นคนน่าสงสารไปเลย ลองคิดเล่นๆว่าถ้าหนังไม่ได้ณเดชน์ ไม่ได้การแสดงของณเดชน์ น้องริชชี่ของเราอาจไม่โดนถล่มขนาดนี้มากก็ได้ (มั๊ง!) แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงเห็นว่าเธอยังเหมาะกับการเป็นนักแสดงอยู่ ด้วยแววตาของเธอที่เหมาะมากกับหนังนิ่งๆลึกๆ ส่วนพี่โบ๊ตนี่แกยังคิดว่าแกเล่นละครเวทีอยู่ใช่ไหม? (รัก 5-6 เศ้า)

และในฐานะคนที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือหรือดูหนัง/ละครเรื่องนี้เวอร์ชั่นใดๆเลย แถมยังมาได้ดูหลังจากการถกเถียงมากมายของเพื่อนๆในหน้าวอลล์ด้วยเลยทำให้ก่อนดูค่อนข้างปล่อยวางและทำใจไว้เยอะ ซึ่งพอได้ดูแล้วเราพบว่าตัวเราเองชอบครึ่งเรื่องแรกมากๆ ตั้งแต่เครดิตรถไฟวิ่งผ่านกรุงเทพกุ๊กกิ๊กน่ารักๆนั้นแหละ ไอ้ช่วงที่มันเป็นหนังรักหวานแหววน่ะ คือพอเรานึกถึง คู่กรรม เรามักนึกไปถึงการต่อสู้ของไทยต่อการข่มแหงของญี่ปุ่นโดยใช้ไอ้พระนางมาเป็นตัวแทน แต่พอหนังมันกลายเป็นไทยกับญี่ปุ่นสนิทสนมกันดี มีความสัมพันธ์กันดี ทั้งในแง่ของบรรยากาศของเรื่องและตัวละครทั้งสอง(ที่แม้จะพ่อแง่แม่งอนแต่อารมณ์ของหนังก็ไม่ได้ตรึงเครียดมาก) มันเลยรู้สึกว่า เออ แปลกดี (และอย่างที่บอก ไอ้นักแสดงมันคาริสม่าสูงด้วยแหละ) ฉากที่ชอบแบบชอบมากๆเลยคือฉากปั่นจักรยานบนสะพานหลังโดนทิ้งระเบิด คือมันเป็นฉากที่ตลกมาก หลุดมากแต่มันกลับน่ารักเอามากๆๆๆๆๆๆๆ (ฉากนี้ให้คะแนนน้องริชชี่เต็มครับ)

ส่วนพอหนังมาเข้าครึ่งหลังที่เริ่มขมวดปมความรัก(แบบตึงๆ) เราก็เริ่มค่อยๆคลายจากหนังไปจนจบแบบงงๆ เว้นเสียฉากที่เราคิดว่าเป็นฉากคีย์ของหนังเลยคือฉาก “ถูไถ ปูไต่ ดัชนี” คือโอเคแหละว่าน้องอังมันรักพี่โกแน่ๆไม่เถียงเพราะไม่งั้นมันคงไม่มั่วแต่นั่งขดอยู่ในห้อง แต่ที่เราอยากรู้และสงสัยคือการชีนิ้วของน้องอัง ด้วยลักษณะการชี้ที่ดูจะเป็นการชี้หน้าต่อว่าก็ไม่น่าจะใช่เพราะไม่ได้แข็งกร้าวและพ๊อยท์ไปตรงหน้าพี่โก จะชี้เพื่อให้ลงไปนอนกับพื้นนี่ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ จนเราคิดเลยเถิดไปถึงว่ามันคือสัญลักษณ์ของลึงค์ ที่เรียกร้องให้พี่โกรุกร้ำเข้ามา! คือถ้าคิดไปในกรณีนี้กูจะขอมอบตัวละครแห่งปีให้น้องอังไปเลย และต้องไม่ลืมว่าหนังเรื่องนี้ตีความมาจากวรรณกรรมไทยคลาสสิคขึ้นหิ้ง!!!  (แน่นอน นี่คือการคิดเองเออเองคนเดียว โปรดอย่าถือสาคนดูหนัง AV เป็นสรณะอย่างกูเลย)

อนึ่ง การได้เห็นหนังไทยที่ดันญี่ปุ่นไปในด้านดีแต่ผลักเสรีไทยไปเป็นพระรองนั้นเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สพอควร เพราะไม่เคยคิดฝันเลยจริงๆว่าจะได้พบเหตุการณ์แบบนี้ในหนังไทยกระแสหลัก โดยที่หนังยังมีการบอก(อ้อมๆ)อีกด้วยว่า อังศุมาลิน = ฮิเดโกะ = Sunset อันไปพ้องกับธงชาติญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นสัญลักษณ์รูป Sunrise อีก กลายเป็นคู่กรรมในแบบการตีความของพี่เรียวที่ประหลาดใจดี

18/04/13 – Apartment 143 (Carles Torrens/ Spain/ 2011) – 0.5/5

     ตัวอย่างหนึ่งของหนังผีที่ชัดเกินไป ชัดในทุกๆเรื่องทั้งเครื่องมือ ตัวเรื่อง วิถีทางหรือแม้แต่ภาพที่ปรากฏ มันชัดเสียจนทำให้สเน่ห์หรืออะไรก็ตามที่เป็นด้านดีของพวกหนังผีมันหายไปหมดแม้จะพยายามผูกปมเรื่องจิตเข้าไปแล้วก็ตาม ยิ่งช่วงท้ายนี่นึงว่าดู Carrie อยู่ Carrie ที่ระเบิดพลังอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด

21/04/13 – The Dinosaur Project (Sid Bennett/ UK/ 2012) – 0.5/5

     คือถ้าหนังมันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เชื่อยากอยู่แล้ว การทรี๊ดตัวเองว่าเป็นหนังแบบ Found Footage แถมยังมีความละเอียดสูงด้วยแบบนี้คงเป็นเรื่องยากเกินรับไปหน่อยแม้ว่ามันจะเพื่อทำความเข้าใจและทำข้อตกลงกับผู้ชมตั้งแต่แรกก่อนที่หนังจะเริ่ม ก็แหมมม มีการถ่ายภาพบรรยากาศ ฝนตกไหลเป็นสายจากเพดานหรือป่าเคลื่อนพลิ้วไหวแบบสวยๆด้วย ดูแล้วก็ตลกดี

แล้วเอาเข้าจริงหนังมันไม่มีอะไรเลย พล๊อตหลักคือเข้าป่าเจอไดโนเสาร์แค่นั้น ซึ่งความคาดหวังของคนดูก็คงหนีไม่พ้นความที่ว่าหนังจะพาไปเจอไดโนเสาร์แบบไหนด้วยกลวีธีการใดหรือแม้แต่ว่าไดโนเสาร์ในหนังจะอลังกาลน่าตื่นเต้นแค่ไหน แต่น่าเศร้าที่ผู้สร้างก็เหมือนจะรู้แหละว่ากูทำได้ดีไม่ได้แน่ๆในการทำโปรดักซ์ชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ (ในการสร้างสัตว์ดึกดำบรรพ์) จะด้วยเงินทุนไม่พอหรือเหตุผลกลใดก็ตามแต่ หนังก็เลยพยายามใส่พล็อตรองเข้าไปอันว่าด้วยความสัมพันธ์ของพ่อและลูก ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการนี้แต่ขอเถอะอย่างน้อยๆก็ให้มันดูมีมิติหรีอแตกต่างหน่อย ผลที่ได้มันเลยกลับทำให้หนังแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก

อนึ่ง ฉากป้อนอาหารและทำให้ไดโนเสาร์กลายเป็นสัตว์เลี้ยงนี่คืออัลไล????

25/04/13 – เอคโค่ จิ๋วก้องโลก (คมภิญญ์ เข็มกำเนิด/ ไทย/ 2555) – 1/5

     ส่วนตัวเราไม่เห็นว่าการ์ตูนต้องทำมาเพื่อเด็กดูเท่านั้นนะ ไม่ควรแม้แต่จะมีความคิดแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วหนังการ์ตูนหลากหลายเรื่องในโลกก็สามารถตอบความเห็นเราตรงนี้ได้อย่างดี แต่เอาน่ะ! ความคิดบ้านเราคงยังไปไม่ถึงจุดนั้น ก็แหมมม สารคดีใส่ความคิดเห็นของผู้สร้างยังผิดได้, การขึ้น text ไม่ตรงความหมายกับภาพยังผิดได้ แถมยังเชื่อกันจริงๆอีกว่าคนเราสามารถเปลี่ยนความคิดได้ เกลียดกันได้ง่ายๆแม้แค่การดูหนังในโรง 2 ชม. แล้วเรายังมองว่าหนังการ์ตูนนั้นมันถูกสร้างมาเพื่อเด็กอีก

คำถามคือพอเป้าประสงค์มันถูกสร้างมาเพือเด็กแล้วผู้สร้างมีขีดจำกัดแค่ไหนในการสื่อสารกับเด็กๆ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องอ้างอิงกับบริบททางสังคมและเศษฐกิจ?

คือจริงๆการ์ตูนเรื่องนี้มันก็ถือว่าทำได้ดีมากนะ โดยเฉพาะพวกงานสร้างหรือโปรดักซ์ทั้งหลายนั้นเข้าขั้นยอดเยี่ยมและน่าชื่นชม รวมไปถึงความตั้งใจที่จะสื่อถึงการรักษ์โลก ลดการใช้พลังงานต่างๆ ซึ่งก็เข้าใจว่าคือการหวังดีและจริงใจ แต่เรากลับมีปัญหามากๆกับการสื่อสารของหนังที่ไม่ได้เนียบเคียงกับบริบทสังคมที่เป็นอยู่เลย คือส่วนตัวไอ้เรื่องการปิดไฟมันดูเป็นเรื่องปลายเหตุอย่างที่สุด มันมองด้านเดียวอย่างที่สุดและเป็นการมองที่ง่อยเปลี้ยอย่างที่สุดด้วย แล้วพอเรามองด้วยความเป็นหนังการ์ตูนในความหมายว่าให้เด็กดู ปัญหามันเลยเกิดเพราะมันกลายเป็นการปลูกสร้างความเพ้อฝันให้กับเด็กๆ กลายเป็นการยัดใส่เรื่องโลกสวยด้วยมือเราที่ไม่ได้มองบริบทความเป็นจริงใดๆเลย คำถามก็คือมันเวิร์คจริงหรือ? ถ้าเวิร์คจริงแล้วทำไมหนังเทพนิยายชวนฝันถึงตายหายไปแล้วในปัจจุบัน?

โอเค แล้วถ้าสมมุติเรามีความเชื่อกันอยู่แล้วว่ามนุษย์เราสามารถปรับเปลี่ยนความคิดได้เมื่อโตขึ้น เมื่อผ่านอะไรมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ถ้าเชื่อกันแบบนี้จริงๆแล้วทำไมไม่สร้างภูมิและความรู้ให้กับเด็กๆเลยเล่า? ฉะนั้นแล้วการอ้างว่าหนังทำเพื่อเด็กมันเลยดูย้อนแย้งกันเองจัง

ยิ่งไปกว่านั้น แน่นอนเมื่อเรามองหนังด้วยสายตาของเด็ก (อย่างแฟร์มากๆด้วยนะ) เราจึงจะขอไม่พูดถึงว่าทำไมทุกประเทศรวมถึงชนพื้นถิ่นในเรื่องถึงพูดภาษาไทยกลางและไอ้แคปปิทอลซิตี้มันคือภาพแทนของประเทศอะไร ซึ่งมันชัดมากและมันก็ขัดแย้งแบบสุดๆอีกครั้งกับการบอกว่า “นี่คือหนังให้เด็กดู”

จนบางทีก็คิดเล่นๆนะว่าหนังการ์ตูนบางเรื่องมันน่าจะมีคำเตือนก่อนฉายไปเลยว่า “ผู้ใหญ่ควรใช้วิจารญาณในการรับชม” (แน่นอนกูประชด!)

29/04/13 – Flight (Robert Zemeckis, US, 2012) – 3/5

     เซเมกคิสกลับมาแล้ว แต่ว้า! แย่จัง เขากลับมาในตอนที่เราไม่ต้องการหนังแบบของเค้าอีกแล้ว โอเคฉากเครื่องบินตกทำได้ระทึกมากจริงๆและวอชิงตันก็แสดงได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ส่วนต่างๆที่เหลือมันเหมือนของเก่าตกค้างในห้วงกาลเวลา ของเก่าที่เป็นเศษซากอันหลงเหลือที่เราไม่ต้องการอีกแล้วแม้ว่าจะตั้งใจพิจารณามันอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ตาม ของดีในยุค 90 ที่เสื่อมไปแล้ว ของดีที่ไม่เจือแอลกอฮอลล์เลยทำให้วลี “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มันใช้ไม่ได้ ว้าาาาา เราผิดเอง เราขอโทษ