มีนา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/03/13 – Art Idol อยากให้เธอรู้ว่ากูติสท์ (สาธิต แก้วรุ่ง, เอกสิทธิ์ สมเพ็ชร, อนิวรรต กรกำแหง/ไทย /2555) – 2.5/5

เริ่มต้นได้น่าสนใจดีกับภาพวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วจะเดินชีวิตต่อไปทางไหน เอาสภาวะรอบตัวเป็นตัวกำหนดทางเดินแล้วก็ใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสินใจว่าจะเดินต่อหรือจะหยุดหรือจะเปลี่ยนทางเดินซึ่งอันนี้เราว่ามันตรงกับวัยรุ่นไทยดีที่การศึกษาในระบบหลักมันไม่ได้ช่วยในการค้นพบเส้นทางพวกนี้เท่าไหร่นัก แล้วการมาสนใจศิลปะของตัวเอก (ด้วยการอยากเท่ห์เหมือนคนอื่นตามประสาวัยรุ่น) หรือแม้แต่การเที่ยวไปถามคนอื่นว่า “ศิลปะคืออะไร?” นั้นมองในแง่หนึ่งมันอาจดูแอ็คคูลแอ็คเก๋ แต่เมื่อมองในอีกแง่เราเห็นว่ามันก็ยังสามารถกลับมาสะท้อนภาวะการศึกษาบ้านเราได้อีกอยู่ดีว่าการศึกษาที่เป็นอยู่แบบไทยๆนี้คืออะไร?และทำไมศิลปะ(ที่มาในรูปของการเย็บผ้าของตัวเอก)ถึงไม่เคยถูกมองเป็นสิ่งสำคัญ? แถมหนังยังพูดถึงการก๊อปปี้ที่ไปตั้งคำถามต่อศิลปะเองอีกทอดหนึ่งด้วย อันนี้น่าสนใจดี

แต่น่าเสียดายที่ช่วงท้ายๆหนังกลับกลายไปเป็นแฟนตาซีของชนชั้นกลางไปแบบที่ตัวเราเองยังงงๆ คือไอ้เรื่องชนชั้นกลางผู้มีสิทธิ์และทางเลือกมากๆนี่เราพอเข้าใจได้นะแต่การจบหนังแบบสนองตอบความต้องการเพศชายชั้นกลางแบบนี้ แถมยังไปกดคนอื่นให้ต่ำลงอีกแบบนี้มันเป็นอะไรที่ยากจะรับไปหน่อย

02/03/13 – วุ่นรัก พักนิ้ว (สมศักดิ์ สอนแพง/ ไทย/ 2556) – 3/5

หนังเพศทางเลือกบ้านเราเริ่มที่จะมีที่ทางมากขึ้นทั้งในกระแสหลักและกระแสรองอันเป็นสัญญาณที่ดีมากๆและเพิ่มตัวเลือกแก่ผู้ชมให้หลากหลายยิ่งขึ้น ในกระแสหลักเรามีพี่กอร์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส่วนในกระแสรองตอนนี้เรามีกลุ่ม Queer Movie Production Club (QMPC) ที่ผลิตหนังสำหรับเพศทางเลือกโดยเฉพาะ เราชอบที่หนังมันดูจริงใจดีและพูดถึงเรื่องเพศอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยลีลาตรงไปตรงมาเสริมด้วยความฮาเฮในเรื่องเพศระหว่างหญิงกับหญิง เป็นหนังที่เน้นความบันเทิงเป็นหลักที่ก็ดูได้เพลินๆ

377652_10151328852283576_1834224707_n  03/03/13 – ยูโทเปียชำรุด: วีดีทัศน์ (หลายคนกำกับ/ ไทย/ 2556) – 5+++++/5

หนังสั้นประกอบหนังสือ “ยูโธเปียชำรุด” ของพี่ชายฟิล์มซิกจากยอดผู้กำกับหนังสั้นหลายๆคน จริงๆก่อนดูอยากจะอ่านหนังสือให้จบก่อนเพราะอยากรู้ว่าหนังมีการเชื่อมโยงกับตัวหนังสือยังไง แต่สุดท้ายก็อ่านยังไม่จบ (จริงๆแค่เพิ่งเริ่มเอง) โชคดีที่ก่อนฉายพี่ชายแจ้งว่าหนังทั้งหมดคือการตีความจากแค่โจทย์สั้นๆที่ให้คือชื่อหนังสือเท่านั้นและตัวหนังเองรู้สึกจะมีแค่สองเรื่องที่อ้างจากหนังสือแบบตรงๆ ดังนั้นการดูหนังในโปรแกรมนี้เลยค่อนข้างฟรีสไตล์

อนึ่งเนื่องจากไม่สามารถบอกตัวเองว่าเป็นคอหนังสั้นไทยได้เต็มปากแม้จะเคยดูหนังหลายๆเรื่องของผู้กำกับบางคนมาบ้างแล้วก็ตาม การเขียนถึงครั้งนี้เลยขอตัดการเชื่อมโยงกับงานเก่าๆของผู้กำกับไปเหลือเพียงแต่ความรู้สึกที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องแยกเป็นเอกเทศไปครับ (หากผู้ใดมีลิงค์หนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับแต่ละคนและสามารถนำมาแปะได้ จักเป็นการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ)

1. Past Present Future (อรรถวุฒิ บุญยวง/ 4.30นาที) – หนังเปิดโปรแกรมแห่งความชำรุดด้วยภาพนิ่งเรียบแต่ให้อารมณ์ลื่นไหวอันล้อไปกับเรื่องเล่าทางเพศของชายคนหนึ่งตั้งแต่ต้นจนเสร็จกิจ เหมือนประสบการณ์การอ่านหนังสือโป๊ในอดีตที่หาได้ยากยิ่งแล้วในยุคนี้ (แต่ในที่นี้คือโป๊เกย์)

2. บทโศกของอีลืมกลืน (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/ 6.30นาที) – มันว่าด้วยการเม้าส์มอยของกระเทยสามนางกับชีวิตกระหรี่โสมมของพวกเธอว์ แลดูสนุกสนานแต่กลับทำเอาเราแอบเศร้าและเจ็บเหลือเกินโดยเฉพาะฉากจบ อนึ่ง ชอบบทสนทนาในเรื่องที่น่าจะคือการด้นสด และเนเน่ผู้ไม่เคยธรรมดา

3. Surveillance (ปราบต์ บุนปาน/ 14นาที) – หนังทั้งเรื่องเพียงแค่การตั้งกล้องออกไปนอกหน้าต่างในช่วงระยะเวลาการอาบน้ำของผู้กำกับ สิ่งที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้คือการที่มันเอาสิ่งที่ถูกละเลยไปเสมอๆมาทำให้สำคัญขึ้นในที่นี้คือภาพแทนของกล้องวงจรปิดที่เรามักคุ้นเคยดีและตื่นเต้นเสมอๆกับการจับภาพเหตุการณ์ชีวิตหรือเหตุพิศดารทั้งหลายตามสื่อต่างๆ แต่สิ่งที่เราหลงลืมไปและไม่เคยใส่ใจมันเลยคือสิ่งที่อยู่ก่อนและหลังเหตุการณ์ที่เราได้เห็นและหนังเรื่องนี้ก็คือภาพแทนของสิ่งเหล่านั้น ความไม่สำคัญของมันถูกทำให้สำคัญขึ้นด้วยการคาดหวังของผู้ชมเอง

4. My Pummelvision (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ 3นาที) – ภาพนิ่งเรียงต่อกันในระดับไฮสปีดพร้อมเพลงประกอบเมามันส์ หลายๆภาพคือภาพเบื้องหลังกองถ่ายหนังของพี่เจ้ยที่ผู้กำกับเรื่องนี้มีส่วนร่วมแลดูเปี่ยมสุขดี

5. Grindhourse for Utopia (ธนิ ฐิติประวัติ/ 22.30นาที) – หนังของคนรักหนัง ทำโดยคนรักหนัง เพื่อคนรักหนัง โอ้ยยยยยย FIN (จงจินว่าคือการจบหนังของโกดาร์)

6. ไม่มีชื่อเรื่อง (จุฬญาณนนท์ ศิริผล/ 5นาที) – มันคือภาพจาก VHS หรือเปล่าไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆมันทำให้เราคิดถึงการจับม้วนวีดีโอยัดใส่เครื่องเล่นแล้วมาลุ้นว่าภาพจะสั่นหรือเปล่ามากกว่าการมาพะวงว่าจะดูรู้เรื่องไหม (ฮา) แต่พอมารู้วิธีการทำหนังเรื่องนี้เข้แล้วรู้สึกว่าหนังมันไปไกลมากว่านั้นแยะเลยจนอยากดูอีกรอบจริงๆ

7. Pure Life is Splendid and Refreshing (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ/ 30นาที) – หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องแทบจะอยู่แต่ในความืดดังนั้นความพิลาสพิไลของมันจึงคือแสง(และเสียง)อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในหนัง แล้วพอหนังมันมืดมากมันจึงต้องการห้องฉายที่มืดที่สุดเพื่อการขับแสงเหล่านั้นให้เด่นชัดออกมา เราเลยเสียดายที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับหนังได้มากนักแถมยังมีแอบหาว อย่างไรก็ตามเราชอบการ ECU ของหนังนะที่ค่อยๆเผยให้เห็นเม็ดแสงไฟต่างๆ มันนำพาอารมณ์ดี

8. หน้าแรก (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ/ 3.30นาที) – หนังเรื่องแรกที่อ้างอิงบทหนึ่งในหนังสือ ภาพเครื่องบินและเรือร้างเสื่อมโทรม เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบนพื้นน้ำที่ไหลนิ่งนำพาผู้ชมไปมองอดีตที่ไม่ได้เห็นด้วยตา

9. ไม่มีชื่อเรื่อง (อุกฤษณ์ สงวนให้/ 2นาที) – ภาพไฮสปีดของห้องอาหารไทยแห่งหนึ่ง พลังของมันคือภาพมวลหมู่ต้นไม้ที่แกว่งไหวอย่างรุนแรงนอกหน้าต่างจนเหมือนจะล้มคลืนลงในไม่ช้าแต่กลับไม่สะทกสะท้านกับเหล่ามนุษย์ในภัตคารแห่งนี้เลย! มันคือหนังที่วิภากษ์ชนชั้นได้อย่างทรงพลังเรื่องหนึ่ง

10. ไม่มีชื่อเรื่อง (เฉลิมเกียติ แซ่หย่อง/ 4นาที) – หนังอีกเรื่องที่ที่อ้างอิงจากหนังสือ ขออภัยอย่างสูงที่ข้าพเจ้าจำภาพจากหนังเรื่องนี้ได้เลือนรางมากๆจนไม่อาจกล้าที่จะเขียนใดๆออกไป ยอมรับผิดแต่โดยดีโดยไม่ขอแก้ตัวใดๆครับ

11. ยูโทเปีย 11ปี (นฆ ปักษนาวิน/ 10นาที) – ภาพ CU การกลั้นหายใจอย่างยาวนานของชายหนุ่มคนหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรอยู่ แต่พอรู้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจไปพร้อมๆเขาซึ่งเรามักพ่ายแพ้ไปเสียทุกครั้ง ก่อนที่หนังจะจบลงที่การอุทิศหนังให้แก่ชายผู้หนึ่ง เมื่อนั้นความรุนแรงถาโถมอย่างบ้าคลั่งสู่ร่างกาย เหมือนโดนบีบคอยาวนาน 11ปี!!!!

12.The Age of Anxiety (ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์/ 14 นาที) – หนังยังไม่ทันจบ แต่ข้าเจ้ากรอบจอไปแล้วหลายที เรียกได้ว่านี่คือประสบการณ์โดยแท้ มันคือพลังของภาพและการตัดต่อ(ในช่วงท้ายหนังใช้ภาพจากหนังไทยจักรๆวงศ์ๆในอดีตหลายเรื่องหนึ่งในนั้นคือไกรทองเวอร์ชั่นสมบัติ เมทินี) ในแวดล้อมของกำแพงเสียงแบบ Post Rock!!! (แอบเห็นภาพหนึ่งในกลุ่ม Mogwei ด้วย น่าจะเป็นตอนที่มาแสดงที่บ้านเรา) เล่นเอาหูดับตาบอดไปชั่วขณะเลยทีเดียว (ยิ่งมารู้ว่า ผกก นั่งหั่นที่ละเฟรมด้วยแล้ว ขอกราบรัวๆๆๆๆๆ)

13. ไม่มีชื่อเรื่อง (สนธยา ทรัพย์เย็น) – หนังน่ารักดีจังด้วยการจับภาพหลานสาวของผู้กำกับตัดภาพกับหนังฮีโร่ทีวียุค 80 The Incredible Hulk คือนอกจากจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ถลิวหาอดีตแล้ว (ประมาณเมื่อฉันยังเด็ก ฉันมีฮีโร่ในดวงใจนะ) มันยังทำให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พี่สนมีต่อหลานสาวทั้งในแง่ของการปกป้องและความรัก (ซึ่งอาจเป็นความคิดของเราคนเดียวก็ได้)

15/03/13 – Fish Tank (Andrea Arnold/  UK, Netherlands/ 2009) – 5/5

ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงที่เหมาะสมเหลือเกิน มันคือหนังเรื่องแรกที่ได้ดูในรอบสองสัปดาห์อันเป็นสองสัปดาห์ที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองแม่งต่ำตมเหลือเกิน เหนื่อยๆเนือยๆเซ็งๆแบบไร้ทางออกไม่ต่างจากไอ้ตัวละครในเรื่อง(ที่ถึงแม้ช่วงท้ายมัน “เหมือนจะ” ออกไปได้) แต่เพราะการที่หนังมันไปได้สุดและไม่ใจร้ายเกินไปนัก การได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงนี้เลยกลายเป็นความพิเศษ

อย่างที่ชื่อเรื่องมันบอกเปรียบเป็นนัยๆว่ามันเป็นเรื่องของปลาที่ว่ายวนอยู่ในตู้ใหญ่ที่ไร้ทางออก องค์แรกของมันคือการสร้างตู้ปลา ตู้ปลาที่มีตะไคร่เต็มไปหมด แล้วก็ปล่อยปลาลงไปว่ายด้วยน้ำที่พร่องออกซิเจนและไร้ซึ่งเครื่องบำบัดใดๆ เป็นตู้ปลาที่ไม่น่าพิศมัยแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอยู่กับมันและ “ฝัน” เพื่อให้ลืมภาวะรอบข้าง แล้วพอเข้าองค์สองมันก็เหมือนจะมีความหวัง มีคนเอาเครื่องบำบัดน้ำเข้ามาเอาไม้น้ำพลาสติกหลากสีมาตกแต่งแล้วก็ขัดสีฉวีวันตู้ซะใหม่ แต่แล้วเมื่อหนังเข้าสู่องค์สาม เครื่องบำบัดก็พัง ตะไคร่ก็กลับขึ้นเหล่าไม้น้ำนั้นแล้วปลาก็ต้องกลับไปกินตะไคร่เป็นอาหารเหมือนเดิม เพียงแต่มันรู้แล้วว่าให้ตายยังไงตะไคร่พวกนี้มันก็มีประโยชน์มากกว่าไม้น้ำที่ทำห่าอะไรไม่ได้เลยนอกจากสวยงามและแหลมคมทิ่มแทง

ปล. แล้วเพลง California Dreaming ก็ทำงานได้ผลอีกครา เพลงๆเดียวกัน ทำนองอันเดียวกันแต่กลับส่งผลสะท้อนในด้านตรงข้ามกันได้โดยสิ้นเชิงในสองช่วงเวลา

17/03/13 – A City of Sadness (Hsiao-hsien Hou/ Taiwan, HK/ 1989) – 5+++++/5

 ไม่เคยดูหนังคุณลุงโหวมาก่อนแต่จากนี้คงต้องไปตามหาหนังลุงแกมาดูเรื่อยๆแล้วล่ะหลังจากที่ได้เริ่มด้วยหนังที่ดังที่สุดของแก(น่าจะนะ คิดเอาเอง)เรื่องนี้ แม้จะดูด้วยความไม่รู้บริบทใดๆในเรื่องเลยก็ตามที่ว่าด้วยการเมืองและการเปลี่ยนแปลงในไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แล้วเกาะไต้หวันก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นการกลับสู่แผ่นดินมาที่เต็มไปด้วยปัญหาทางการเมืองที่กระทบต่อสังคมมากมาย

หนังเล่าเรื่องเรียบง่ายเชื่องช้าผ่านชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวชาวจีนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพี่น้องลูกหลานมากมายที่ค่อยๆล่มสลายลงจากผลกระทบทางการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันเป็น 157 นาทีที่นุ่มละมุนและงดงามเหลือเกิน แง่งามของชีวิตอันปัจเจกที่ไหลเอื่อยอย่างบอดใบ้เหมือนใบไม้บนผิวน้ำไหลที่ไม่รู้ว่าจะไปเกี่ยวติดกับสิ่งใดหรือโชคดีได้ไหลลงทะเลกว้าง กลายเป็นความงดงามที่ค่อยๆแตกสลายลงทีละน้อยและแตกละเอียดย่อยเป็นฝุ่นผงปลิวว่อนสู่สายลมเมื่อทุกอย่างจบลง

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างคู่พระ-นางมากถึงมากที่สุด ฉากที่ดีมากๆๆๆๆๆคือฉากฟังเพลงบรรเลงของศิลปินเยอรมันในมวลหมู่ปัญญาชนที่กำลังถกกันเรื่องการเมือง หรือ ทุกฉากที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน

อยากดูอีกซะรอบก่อนจะเขียนอะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ แต่นี่จะเป็นหนึ่งในหนังแห่งปีของเราเรื่องนึงแน่ๆ

20/03/13 – Hisss (Jennifer Chambers Lynch/ India, US/ 2010) – 5/5

Revenge of the colonial feminist!!!

หนังแม่งคัลล์สัดๆ งูเจ้ากลายร่างเป็นหญิงงามตามหางูรักที่ถูกจับตัวไปโดยคนต่างถิ่นที่โดนมะเร็งแดกสมองเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นมณีอะไรซักอย่างที่ผู้ได้ครอบครองจะเป็นอมตะ ทั้งเรื่องเราจึงจะได้เห็นการตามล่าด้วยแรงรักของนางอันหวือหวาทั้งฉากแดกไข่จระเข้, ฉากท้องโตเพราะแดกคน, ฉากขึ้นไปนอนบนเสาไฟฟ้า, ฉากเอากับงูหรือแม้แต่ฉากแอ็คชั้นไล่ล่าที่โดดออกมาจากเรื่องเลย แม่ง คัลล์สัดๆสาสมแก่ใจเราจริงๆ

แล้วพอลองมองหนังให้ทะลุความคัลล์เข้าไปอีกแม่งยิ่งสะใจเพราะมันคือการการแก้แค้นของเฟมินิสส์ของประเทศอาณานิคม ผู้ชายพื้นถิ่นในเรื่องคือความ useless ง่อยเปลี้ย ไร้ซึ่งปัญญาจัดการใดๆ ส่วนไอ้ผู้ชายต่างถิ่นก็สมควรตายอย่างสาสมที่เสือกมาเหยีบย่ำ แล้วจริงๆความเซ็กซี่ของพญางูนี่มันยังคือการโบ้ยตีของเพศหญิงด้วยแหละที่เหล่าชายกระหายหื่น(เช่นเราเองคนดู)ได้แต่มองดู

ดูจบรีบเสิร์ชหาหนังของลินช์ผู้ลูกมาดูรัวๆ

20/03/13 – The Grandmaster (Wong Kar Wai/ HK, China, France/ 2013) – 5+++/5

สารภาพว่าเราดูหนังหว่องยังไม่ครบทุกเรื่อง แต่ก็พอจะรู้เอกลักษณ์และจุดเด่นที่ทำเอาหลายๆคนรวมถึงตัวเราเองด้วยหลงไหลในงานของเขา งานภาพเก๋ๆบวกกับอารมณ์เก๋ๆที่เรียกว่าความเหงาที่ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นรูปแบบของชีวิตและความนึกคิดของหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่ง ยุคสมัยที่อินเตอร์เนตยังไม่แพร่หลาย ยุคสมัยที่การสื่อสารยังมีขีดจำกัดและเป็นยุคสมัยที่ยากที่จะได้ดูงานของเขาในโรงหนังใกล้บ้าน ดังนั้นแล้วเมื่อโอกาสมาถึงกับหนังเรื่องล่าสุดของเขามันก็ไม่ต่างไปจากการหวนหาช่วงชีวิตเก่าของตัวเองที่คล้ายจะสาปสูญไปแล้วเหมือนดั่งเหล่าเพลงมวยหลายสำนักในหนังเรื่องนี้

และอีกครั้งที่ชื่อไทยของหนังพี่หว่องหลอกคนดูซะหงายหลัง แถมหลอกแบบ 2 สเต๊ปด้วย เสต๊ปแรกคือมันไม่ใช่หนังบู๊แอ็คชั่นแบบเวอร์ชั่นของเจิ้นจื่อตัน (เว้นเสียแต่คนที่คุ้นหรือเคยดูหนังกังฟูแบบพี่หว่องมาแล้วอย่าง Ashes of Time ที่น่าจะเดาทางได้อยู่แล้ว)  ส่วนสเต๊ปที่สองคือมันไม่แม้แต่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังของปรมจารย์ยิปมันด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้มันกลับไปกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของศิลปะกังฟูในหลายรูปแบบจากสูงสุดลงสู่การแตกดับซึ่งไอ้อย่างหลักที่แหละที่เอาเราตายเพราะเอาเข้าจริงมันก็ไปพ้องกับหนังของหว่องและตัวของหว่องเอง กล่าวคือกังฟูเปรียบได้กับหนังของหว่องที่เคยรุ่งเรื่องในยุคของมันเอง การแตกแขนงของกังฟูก็ไม่ต่างไปจากการเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับหลายๆคน แล้วพอเมื่อถึงยุคร่วงโรย กังฟูหลายแขนงหายสาญสูญ ผู้กำกับหลายคนตายหาย แต่มวยหย่งชุนยังเหลือรอดเหมือนกับตัวหว่องเองที่สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาป่าวประกาศว่ากูยังอยู่ หนังแบบกูยังอยู่และยังไม่ตาย!

ที่ทำคัญ หนังสวยงามมาก สวยทั้งภาพ งามในทุกลีลาเพลงมวย สวยทั้งสารที่สื่อ มันคือความงามที่กำลังร่วงโรยอย่างแสนเศร้า

สุดท้าย จางซี่ยี่คือคนที่พาหนังไปสุดทางจริงๆ

ดูจบแนะนำให้อ่านงานเขียนของพี่เต้ รับรองฟินต่อ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151809905446729&set=a.10151639289446729.535475.581406728&type=1&ref=nf

24/03/13 – Chinese Zodiac (Jackie Chan/ China, HK/ 2012) 3/5

     ดูแล้วคิดถึงหนังเฉินหลงยุคก่อนๆ ยุคที่เราจะได้ดูหนังเฉินหลงในช่วงตรุษจีนของทุกปี หนังที่มีสเกลการสร้างใหญ่ๆ เล่นเสี่ยงๆและตลกแบบเจ็บตัวตามสไตล์เฉินหลง เป็นหนังที่เน้นขายความบันเทิงเต็มรูปแบบ อาจมีเจือจางประเด็นอื่นๆบ้างเพื่อส่งเรื่องให้เดินไปข้างหน้า เป็นหนังที่ดูเพื่อให้หายคิดถึงเฉินหลงที่เราเคยรู้จัก (แต่ก็ยังอยากเห็นแกแบบใน Shinjuku Incident อยู่นะ)

25/03/13 – So Sorry (Ai Weiwei/ China/ 2012) – 5/5

หนังสารคดีที่ทำขึ้นโดยอ้ายเวยเวยเอง ศิลปินขบถที่ต่อต้านรัฐบาลจีนด้วยงานศิลปะ มันเริ่มต้นด้วยเรื่องของการสืบสวนการทุจริตการสร้างโรงเรียนในเสฉวนอันนำไปสู่เหตุการณ์การเสียชีวิตของเด็กนักเรียนจำนวนมหาศาลในเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การตามล่ารายชื่อเด็กที่ทางการไม่ยอมเปิดเผยจนมีปัญหากับทางการถึงขั้นถูกด่าว่าเป็นสายลับของอเมริกาหรือญี่ปุ่น ถูกติดตามคุกคามจนนำไปสู่การจับกุม โดนทำร้ายจนล้มป่วยแต่ก็ยังไปจัดงานแสดงที่เยอรมันได้ ก่อนจะกลับมาจีนเพื่อ…ทวงแค้น!

ดูไปก็คิดถึงไมเคิล มัวร์ไป พวกคนทำงานศิลปะประเภทที่เอาตัววิ่งเข้าชนโดยไม่เกรงกลัวใคร แต่เวยคือมัวร์ในประเทศที่ไม่ได้เสรีเหมือนอเมริกา ดังนั้นการกระทำการใดๆมันเลยสุ่มเสื่ยงกับชีวิตเหลือเกิน การวิ่งเข้าชนของแกคือการสูบฉีดอะดรีนาลีนของผู้ชมให้พรุ่งพล่านพร้อมๆไปกับการตั้งคำถามถึงสิทธิทีพึงมี สิทธิที่ได้รับการยอมรับในต่างเมือง แต่ไม่ใช่กับประเทศตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในสารคดีเรื่องนี้คือพลังของกล้อง กล้องในเรื่องนี้ทรงพลังอย่างที่สุด กล้องที่หมายรวมถึงวัตถุที่ใช้ถ่ายทำนอกเหนือไปจากภาพที่มันบันทึก มันทำให้คนเกรงกลัวเพราะคนเราเชื่ออยู่เสมอว่ามันคือเครื่องที่สามารถบันทึกความจริงได้ ส่วนผู้ครอบครองมันก็เสมือนผู้มีอำนาจที่คนยำเกรงและกลายเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งแก่ผู้สร้าง (คือพอลองคิดเล่นๆว่าถ้าเวยไม่มีกล้องอยู่กับตัวเขาจะเป็นอย่างไร?)

อนึ่งดูจบแล้วขอกราบในความแน่มากๆของพี่เวยรัวๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s