Month: April 2013

TOE live in BKK (TOE/ Scala Theater)

20/04/13 – TOE live in BKK (TOE/ Scala Theater)

TOE

     เคยบอกตัวเองเล่นๆว่าหากได้ดูวงนี้เล่นสดคงจะนอนตายตาหลับ ฟังแลดูเว่อร์และดัดจริตมากซึ่งก็ยอมรับโดยดุษฏีด้วยเหตุผลที่ว่าวงโพสร็อคจากญี่ปุ่นวงนี้เป็นวงที่เปิดโลกของดนตรีโพสร็อคแก่เราอย่างแท้จริง เป็นวงที่ทำให้เราค้นคว้า หาความหมายและเริ่มฟังโพสร็อคอย่างเป็นจริงเป็นจังและตั้งใจ และแม้ว่าจะเคยดูการแสดงสดมาครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็เป็นแบบมาแจมเล็กๆมากกว่า (ให้กับวง Mogwai จากสต๊อตแลนด์) แน่นอนว่ามันสั้นมากและไม่เต็มอิ่มเลย แล้วพอมีข่าวว่ามาพวกเขาจะมาเปิดคอนเสิร์ตแบบเป็นทางการในบ้านเรา มันเลยไม่มีความลังเลใดๆ จัดการจองตั่งแต่วันแรกที่เปิดขายเลยได้แถวหน้าๆสุดสมใจ

คอนเสิร์ตเปิดด้วยวงหน้าใหม่อย่าง Two Million Thank ด้วยดนตรีฉึกฉักแหวกขนบแลดูมีของดี พาร์ตดนตรีถือว่าทำได้เยี่ยมแต่พาร์ตการร้องยังดูเปล่งๆหน่อยแต่โดยรวมถือว่าเยี่ยมที่เดียว

แล้วพอ TOE ขึ้นมาก็แน่นอนว่ากรuดร้องกันสนั่นโรง แม้จะเริ่มไปได้เพียงสองเพลงก็เกิดปัญหาแอมป์เสีย ใช้เวลาแก้ไขพักใหญ่แต่ก็คลายกังวลกันไปได้และแม้อารมณ์จะกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่แต่หลังจากนั้นตลอดจนจบงานถือได้ว่ากราฟอารมณ์มีแต่พุ่งขึ้นไปจนถึงขีดสุดแล้วไปฟินแตกกับเพลงสุดท้ายด้วยเพลงที่ดังที่สุดของพวกเขาคือ Goodbye แม่ง! ฟินจนน้ำตาซึม

ข้อเสียเดียวของงานนี้คือมันจัดในโรงหนัง มันเลยได้แต่นั่งโยกไปโยกมา ร่างกายไม่ได้ปลดปล่อยอย่างที่ควรจะเป็น จะมาได้ยืนมันส์จริงๆก็ตอนเพลงสุดท้ายตอน encore แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นคอนเสิร์ตที่เราฟินมากกกกกกกกกกกกอยู่ดี แล้วก็ได้บอกกับตัวเองเสียทีว่า

“กูตายตาหลับละ”

5+++++/5

Advertisements

Goodbye CP! (Kasuo Hara/ Japan/ 1972)

16/04/13 – Goodbye CP! (Kasuo Hara/ Japan/ 1972)

736899106126

CP ย่อมาจาก Cerebral Palsy หมายถึงโรคสมองพิการที่ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนในร่างกาย ถึงจะเป็นโรคทางสมองแต่โรคนี้ไม่มีผลใดๆกับเรื่องของสติปัญญา ผู้ป่วยยังคงคิดอ่านได้ปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

เป้าประสงค์หลักของหนัง (ตามที่ CP คนหนึ่งบอกให้ช่วงท้าย) คือการให้คนปกติเข้าใจในความแตกต่างและเห็นใจคนที่เป็น CP ว่าพวกเขาแตกต่างกันเพียงแค่ภายนอกแต่ภายในรวมถึงจิตใจของพวกเขาไม่ได้พิการแต่อย่างใด หนังใช้วิธีการตามถ่ายและสัมภาษณ์ถึงกิจวัตรของพวกเขา ทั้งเรื่องราวของชีวิต ครอบครัว การเรียกร้องสิทธิ การขอรับบริจาคหรือแม้แต่การพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

น่าเศร้าที่เมื่อเราดูๆไปแล้วเราพบว่าปัญหาหลักใหญ่สุดคือการที่ไม่มีใครคิดจะสนใจพวกเขาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก กลุ่มคนที่เดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไปโดยชายตามองเพียงหางตา พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนไปแล้วจริงๆ ซึ่งสิ่งที่รุนแรงและย้อนแย้งมากๆคือแม้แต่กล้องที่ใช้ถ่ายทำเองก็ให้ความรู้สึกของคนนอก มากกว่าที่จะสื่อสารถึงความเข้าใจในพวกเขาจริงๆ (ซึ่งมันชัดมากในตอนที่ครอบครัวหนึ่งของกลุ่มต้องการให้สามีเลิกถ่ายทำ) อันนำไปสู่ตอนจบเจ็บปวดมากกกกก มันคือความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปและไร้ซึ่งแสงสว่างที่ปลายทาง

ดูหนังได้ทีนี่ http://vimeo.com/24199126

5+++/5

พี่มาก พระโขนง (บรรจง ปิสัญธนะกูล/ ไทย/ 2556)

พี่มาก พระโขนง (บรรจง ปิสัญธนะกูล/ ไทย/ 2556)

เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้มีอะไรใหม่จากหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับ (ดูจบไม่ทันข้ามวันก็ลืมๆไปหลายฉากแล้ว) อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าผู้กำกับยังคงเชื่อมือได้เสมอในความฉกาจของการทำหนังโดยเฉพาะเรื่องจังหวะจะโคนในการซัดคนดูให้อยู่มือ (กวน-มึน-โฮเป็นตัวอย่างที่ดีมากกับหนังที่มีเนื้อเรื่องแสนเพ้อฝันไกลตัว แต่กลับสามารถทำออกมาได้สนุกมากๆ) หลายๆฉากทำได้อย่างน่าจดจำและเวิร์กมาก อาทิ ฉากงานวัดหรือการสื่อด้วยน้ำตาลปั้นหรือฉากตลกอย่าง “อีแดงยังสำคัญอยู่ไหม?”

ส่วนเรื่องบทสรุปของหนังที่แม้จะยังคงจบตามสไตร์ GTH อยู่เหมือนเดิม (คือ feel good เข้าไว้ในทุกๆเรื่อง) แต่เราค่อนข้างชอบกับบทสรุปของหนังเรื่องนี้พอควร (ทั้งในแง่อารมณ์และสารที่สื่อ) แม้เมื่อมองดูผ่านๆแล้วมันจะแลตอแหลไปนิดหากมองแบบสะท้อนสังคมร่วมสมัยที่ให้ผีมาอยู่ร่วมกับคนได้อย่างสันติ แต่กลุ่มคนเหล่านั้น (ที่อยู่กับผีได้) ก็ยังเป็นเพียงแค่คนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น เพราะมันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะสามารถยอมรับความแตกต่างนั้นได้แล้วก็เป็นคนส่วนใหญ่เสียด้วย (อย่างที่หนังมันบอก รักของทั้งคู่คือเรื่องผิดธรรมชาติ) และต้องไม่ลืมว่าในเรื่องนั้นมันไม่ใช่แค่ผีหลอกคนอย่างเดียว คนยังหลอกผีด้วย (ไอ้มากที่รู้ความจริงแต่ไม่ยอมบอกอีนาก) อันนำมาสะท้อนสังคมไทยปัจจุบันได้ดีทีเดียว

อนึ่ง สิ่งที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น ใหม่ ดาวิกา ที่นอกจากความยูนีคของหน้าตาแล้ว เธอยังได้มอบการแสดงที่มีมีติมากๆด้วยดวงตากลมโตคู่นั้นอันเป็นความตราตรึงอย่างที่สุดในหนังเรื่องนี้

 

4/5

คู่กรรม (กิติกร เลียวศิริกุล/ ไทย/ 2556)

คู่กรรม (กิติกร เลียวศิริกุล/ ไทย/ 2556)

     สิ่งแรกที่ยืนยันได้เต็มปากเลยคืออานุภาคการทำร้ายล้างของณเดชน์ในเรื่องนี้สูงส่งมาก ขนาดกูเป็นผู้ชายกูยังเคลิมเลย สัด! คนเหี้ยไรว่ะหน้าตาดีเหี้ยๆแถมยังแสดงดีเหี้ยๆอีก (นี่คือคำชมแบบชื่นชมสุดๆ) แล้วพอมันดีมากๆ มันเลยอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้องอังของเรากลายเป็นคนน่าสงสารไปเลย ลองคิดเล่นๆว่าถ้าหนังไม่ได้ณเดชน์ ไม่ได้การแสดงของณเดชน์ น้องริชชี่ของเราอาจไม่โดนถล่มขนาดนี้มากก็ได้ (มั๊ง!) แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงเห็นว่าเธอยังเหมาะกับการเป็นนักแสดงอยู่ ด้วยแววตาของเธอที่เหมาะมากกับหนังนิ่งๆลึกๆ ส่วนพี่โบ๊ตนี่แกยังคิดว่าแกเล่นละครเวทีอยู่ใช่ไหม? (รัก 5-6 เศ้า)

และในฐานะคนที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือหรือดูหนัง/ละครเรื่องนี้เวอร์ชั่นใดๆเลย แถมยังมาได้ดูหลังจากการถกเถียงมากมายของเพื่อนๆในหน้าวอลล์ด้วยเลยทำให้ก่อนดูค่อนข้างปล่อยวางและทำใจไว้เยอะ ซึ่งพอได้ดูแล้วเราพบว่าตัวเราเองชอบครึ่งเรื่องแรกมากๆ ตั้งแต่เครดิตรถไฟวิ่งผ่านกรุงเทพกุ๊กกิ๊กน่ารักๆนั้นแหละ ไอ้ช่วงที่มันเป็นหนังรักหวานแหววน่ะ คือพอเรานึกถึง คู่กรรม เรามักนึกไปถึงการต่อสู้ของไทยต่อการข่มแหงของญี่ปุ่นโดยใช้ไอ้พระนางมาเป็นตัวแทน แต่พอหนังมันกลายเป็นไทยกับญี่ปุ่นสนิทสนมกันดี มีความสัมพันธ์กันดี ทั้งในแง่ของบรรยากาศของเรื่องและตัวละครทั้งสอง(ที่แม้จะพ่อแง่แม่งอนแต่อารมณ์ของหนังก็ไม่ได้ตรึงเครียดมาก) มันเลยรู้สึกว่า เออ แปลกดี (และอย่างที่บอก ไอ้นักแสดงมันคาริสม่าสูงด้วยแหละ) ฉากที่ชอบแบบชอบมากๆเลยคือฉากปั่นจักรยานบนสะพานหลังโดนทิ้งระเบิด คือมันเป็นฉากที่ตลกมาก หลุดมากแต่มันกลับน่ารักเอามากๆๆๆๆๆๆๆ (ฉากนี้ให้คะแนนน้องริชชี่เต็มครับ)

ส่วนพอหนังมาเข้าครึ่งหลังที่เริ่มขมวดปมความรัก(แบบตึงๆ) เราก็เริ่มค่อยๆคลายจากหนังไปจนจบแบบงงๆ เว้นเสียฉากที่เราคิดว่าเป็นฉากคีย์ของหนังเลยคือฉาก “ถูไถ ปูไต่ ดัชนี” คือโอเคแหละว่าน้องอังมันรักพี่โกแน่ๆไม่เถียงเพราะไม่งั้นมันคงไม่มั่วแต่นั่งขดอยู่ในห้อง แต่ที่เราอยากรู้และสงสัยคือการชีนิ้วของน้องอัง ด้วยลักษณะการชี้ที่ดูจะเป็นการชี้หน้าต่อว่าก็ไม่น่าจะใช่เพราะไม่ได้แข็งกร้าวและพ๊อยท์ไปตรงหน้าพี่โก จะชี้เพื่อให้ลงไปนอนกับพื้นนี่ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ จนเราคิดเลยเถิดไปถึงว่ามันคือสัญลักษณ์ของลึงค์ ที่เรียกร้องให้พี่โกรุกร้ำเข้ามา! คือถ้าคิดไปในกรณีนี้กูจะขอมอบตัวละครแห่งปีให้น้องอังไปเลย และต้องไม่ลืมว่าหนังเรื่องนี้ตีความมาจากวรรณกรรมไทยคลาสสิคขึ้นหิ้ง!!!  (แน่นอน นี่คือการคิดเองเออเองคนเดียว โปรดอย่าถือสาคนดูหนัง AV เป็นสรณะอย่างกูเลย)

อนึ่ง การได้เห็นหนังไทยที่ดันญี่ปุ่นไปในด้านดีแต่ผลักเสรีไทยไปเป็นพระรองนั้นเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สพอควร เพราะไม่เคยคิดฝันเลยจริงๆว่าจะได้พบเหตุการณ์แบบนี้ในหนังไทยกระแสหลัก โดยที่หนังยังมีการบอก(อ้อมๆ)อีกด้วยว่า อังศุมาลิน = ฮิเดโกะ = Sunset อันไปพ้องกับธงชาติญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นสัญลักษณ์รูป Sunrise อีก กลายเป็นคู่กรรมในแบบการตีความของพี่เรียวที่ประหลาดใจดี

4/5

มีนา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/03/13 – Art Idol อยากให้เธอรู้ว่ากูติสท์ (สาธิต แก้วรุ่ง, เอกสิทธิ์ สมเพ็ชร, อนิวรรต กรกำแหง/ไทย /2555) – 2.5/5

เริ่มต้นได้น่าสนใจดีกับภาพวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วจะเดินชีวิตต่อไปทางไหน เอาสภาวะรอบตัวเป็นตัวกำหนดทางเดินแล้วก็ใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสินใจว่าจะเดินต่อหรือจะหยุดหรือจะเปลี่ยนทางเดินซึ่งอันนี้เราว่ามันตรงกับวัยรุ่นไทยดีที่การศึกษาในระบบหลักมันไม่ได้ช่วยในการค้นพบเส้นทางพวกนี้เท่าไหร่นัก แล้วการมาสนใจศิลปะของตัวเอก (ด้วยการอยากเท่ห์เหมือนคนอื่นตามประสาวัยรุ่น) หรือแม้แต่การเที่ยวไปถามคนอื่นว่า “ศิลปะคืออะไร?” นั้นมองในแง่หนึ่งมันอาจดูแอ็คคูลแอ็คเก๋ แต่เมื่อมองในอีกแง่เราเห็นว่ามันก็ยังสามารถกลับมาสะท้อนภาวะการศึกษาบ้านเราได้อีกอยู่ดีว่าการศึกษาที่เป็นอยู่แบบไทยๆนี้คืออะไร?และทำไมศิลปะ(ที่มาในรูปของการเย็บผ้าของตัวเอก)ถึงไม่เคยถูกมองเป็นสิ่งสำคัญ? แถมหนังยังพูดถึงการก๊อปปี้ที่ไปตั้งคำถามต่อศิลปะเองอีกทอดหนึ่งด้วย อันนี้น่าสนใจดี

แต่น่าเสียดายที่ช่วงท้ายๆหนังกลับกลายไปเป็นแฟนตาซีของชนชั้นกลางไปแบบที่ตัวเราเองยังงงๆ คือไอ้เรื่องชนชั้นกลางผู้มีสิทธิ์และทางเลือกมากๆนี่เราพอเข้าใจได้นะแต่การจบหนังแบบสนองตอบความต้องการเพศชายชั้นกลางแบบนี้ แถมยังไปกดคนอื่นให้ต่ำลงอีกแบบนี้มันเป็นอะไรที่ยากจะรับไปหน่อย

02/03/13 – วุ่นรัก พักนิ้ว (สมศักดิ์ สอนแพง/ ไทย/ 2556) – 3/5

หนังเพศทางเลือกบ้านเราเริ่มที่จะมีที่ทางมากขึ้นทั้งในกระแสหลักและกระแสรองอันเป็นสัญญาณที่ดีมากๆและเพิ่มตัวเลือกแก่ผู้ชมให้หลากหลายยิ่งขึ้น ในกระแสหลักเรามีพี่กอร์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส่วนในกระแสรองตอนนี้เรามีกลุ่ม Queer Movie Production Club (QMPC) ที่ผลิตหนังสำหรับเพศทางเลือกโดยเฉพาะ เราชอบที่หนังมันดูจริงใจดีและพูดถึงเรื่องเพศอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยลีลาตรงไปตรงมาเสริมด้วยความฮาเฮในเรื่องเพศระหว่างหญิงกับหญิง เป็นหนังที่เน้นความบันเทิงเป็นหลักที่ก็ดูได้เพลินๆ

377652_10151328852283576_1834224707_n  03/03/13 – ยูโทเปียชำรุด: วีดีทัศน์ (หลายคนกำกับ/ ไทย/ 2556) – 5+++++/5

หนังสั้นประกอบหนังสือ “ยูโธเปียชำรุด” ของพี่ชายฟิล์มซิกจากยอดผู้กำกับหนังสั้นหลายๆคน จริงๆก่อนดูอยากจะอ่านหนังสือให้จบก่อนเพราะอยากรู้ว่าหนังมีการเชื่อมโยงกับตัวหนังสือยังไง แต่สุดท้ายก็อ่านยังไม่จบ (จริงๆแค่เพิ่งเริ่มเอง) โชคดีที่ก่อนฉายพี่ชายแจ้งว่าหนังทั้งหมดคือการตีความจากแค่โจทย์สั้นๆที่ให้คือชื่อหนังสือเท่านั้นและตัวหนังเองรู้สึกจะมีแค่สองเรื่องที่อ้างจากหนังสือแบบตรงๆ ดังนั้นการดูหนังในโปรแกรมนี้เลยค่อนข้างฟรีสไตล์

อนึ่งเนื่องจากไม่สามารถบอกตัวเองว่าเป็นคอหนังสั้นไทยได้เต็มปากแม้จะเคยดูหนังหลายๆเรื่องของผู้กำกับบางคนมาบ้างแล้วก็ตาม การเขียนถึงครั้งนี้เลยขอตัดการเชื่อมโยงกับงานเก่าๆของผู้กำกับไปเหลือเพียงแต่ความรู้สึกที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องแยกเป็นเอกเทศไปครับ (หากผู้ใดมีลิงค์หนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับแต่ละคนและสามารถนำมาแปะได้ จักเป็นการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ)

1. Past Present Future (อรรถวุฒิ บุญยวง/ 4.30นาที) – หนังเปิดโปรแกรมแห่งความชำรุดด้วยภาพนิ่งเรียบแต่ให้อารมณ์ลื่นไหวอันล้อไปกับเรื่องเล่าทางเพศของชายคนหนึ่งตั้งแต่ต้นจนเสร็จกิจ เหมือนประสบการณ์การอ่านหนังสือโป๊ในอดีตที่หาได้ยากยิ่งแล้วในยุคนี้ (แต่ในที่นี้คือโป๊เกย์)

2. บทโศกของอีลืมกลืน (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/ 6.30นาที) – มันว่าด้วยการเม้าส์มอยของกระเทยสามนางกับชีวิตกระหรี่โสมมของพวกเธอว์ แลดูสนุกสนานแต่กลับทำเอาเราแอบเศร้าและเจ็บเหลือเกินโดยเฉพาะฉากจบ อนึ่ง ชอบบทสนทนาในเรื่องที่น่าจะคือการด้นสด และเนเน่ผู้ไม่เคยธรรมดา

3. Surveillance (ปราบต์ บุนปาน/ 14นาที) – หนังทั้งเรื่องเพียงแค่การตั้งกล้องออกไปนอกหน้าต่างในช่วงระยะเวลาการอาบน้ำของผู้กำกับ สิ่งที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้คือการที่มันเอาสิ่งที่ถูกละเลยไปเสมอๆมาทำให้สำคัญขึ้นในที่นี้คือภาพแทนของกล้องวงจรปิดที่เรามักคุ้นเคยดีและตื่นเต้นเสมอๆกับการจับภาพเหตุการณ์ชีวิตหรือเหตุพิศดารทั้งหลายตามสื่อต่างๆ แต่สิ่งที่เราหลงลืมไปและไม่เคยใส่ใจมันเลยคือสิ่งที่อยู่ก่อนและหลังเหตุการณ์ที่เราได้เห็นและหนังเรื่องนี้ก็คือภาพแทนของสิ่งเหล่านั้น ความไม่สำคัญของมันถูกทำให้สำคัญขึ้นด้วยการคาดหวังของผู้ชมเอง

4. My Pummelvision (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ 3นาที) – ภาพนิ่งเรียงต่อกันในระดับไฮสปีดพร้อมเพลงประกอบเมามันส์ หลายๆภาพคือภาพเบื้องหลังกองถ่ายหนังของพี่เจ้ยที่ผู้กำกับเรื่องนี้มีส่วนร่วมแลดูเปี่ยมสุขดี

5. Grindhourse for Utopia (ธนิ ฐิติประวัติ/ 22.30นาที) – หนังของคนรักหนัง ทำโดยคนรักหนัง เพื่อคนรักหนัง โอ้ยยยยยย FIN (จงจินว่าคือการจบหนังของโกดาร์)

6. ไม่มีชื่อเรื่อง (จุฬญาณนนท์ ศิริผล/ 5นาที) – มันคือภาพจาก VHS หรือเปล่าไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆมันทำให้เราคิดถึงการจับม้วนวีดีโอยัดใส่เครื่องเล่นแล้วมาลุ้นว่าภาพจะสั่นหรือเปล่ามากกว่าการมาพะวงว่าจะดูรู้เรื่องไหม (ฮา) แต่พอมารู้วิธีการทำหนังเรื่องนี้เข้แล้วรู้สึกว่าหนังมันไปไกลมากว่านั้นแยะเลยจนอยากดูอีกรอบจริงๆ

7. Pure Life is Splendid and Refreshing (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ/ 30นาที) – หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องแทบจะอยู่แต่ในความืดดังนั้นความพิลาสพิไลของมันจึงคือแสง(และเสียง)อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในหนัง แล้วพอหนังมันมืดมากมันจึงต้องการห้องฉายที่มืดที่สุดเพื่อการขับแสงเหล่านั้นให้เด่นชัดออกมา เราเลยเสียดายที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับหนังได้มากนักแถมยังมีแอบหาว อย่างไรก็ตามเราชอบการ ECU ของหนังนะที่ค่อยๆเผยให้เห็นเม็ดแสงไฟต่างๆ มันนำพาอารมณ์ดี

8. หน้าแรก (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ/ 3.30นาที) – หนังเรื่องแรกที่อ้างอิงบทหนึ่งในหนังสือ ภาพเครื่องบินและเรือร้างเสื่อมโทรม เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบนพื้นน้ำที่ไหลนิ่งนำพาผู้ชมไปมองอดีตที่ไม่ได้เห็นด้วยตา

9. ไม่มีชื่อเรื่อง (อุกฤษณ์ สงวนให้/ 2นาที) – ภาพไฮสปีดของห้องอาหารไทยแห่งหนึ่ง พลังของมันคือภาพมวลหมู่ต้นไม้ที่แกว่งไหวอย่างรุนแรงนอกหน้าต่างจนเหมือนจะล้มคลืนลงในไม่ช้าแต่กลับไม่สะทกสะท้านกับเหล่ามนุษย์ในภัตคารแห่งนี้เลย! มันคือหนังที่วิภากษ์ชนชั้นได้อย่างทรงพลังเรื่องหนึ่ง

10. ไม่มีชื่อเรื่อง (เฉลิมเกียติ แซ่หย่อง/ 4นาที) – หนังอีกเรื่องที่ที่อ้างอิงจากหนังสือ ขออภัยอย่างสูงที่ข้าพเจ้าจำภาพจากหนังเรื่องนี้ได้เลือนรางมากๆจนไม่อาจกล้าที่จะเขียนใดๆออกไป ยอมรับผิดแต่โดยดีโดยไม่ขอแก้ตัวใดๆครับ

11. ยูโทเปีย 11ปี (นฆ ปักษนาวิน/ 10นาที) – ภาพ CU การกลั้นหายใจอย่างยาวนานของชายหนุ่มคนหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรอยู่ แต่พอรู้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจไปพร้อมๆเขาซึ่งเรามักพ่ายแพ้ไปเสียทุกครั้ง ก่อนที่หนังจะจบลงที่การอุทิศหนังให้แก่ชายผู้หนึ่ง เมื่อนั้นความรุนแรงถาโถมอย่างบ้าคลั่งสู่ร่างกาย เหมือนโดนบีบคอยาวนาน 11ปี!!!!

12.The Age of Anxiety (ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์/ 14 นาที) – หนังยังไม่ทันจบ แต่ข้าเจ้ากรอบจอไปแล้วหลายที เรียกได้ว่านี่คือประสบการณ์โดยแท้ มันคือพลังของภาพและการตัดต่อ(ในช่วงท้ายหนังใช้ภาพจากหนังไทยจักรๆวงศ์ๆในอดีตหลายเรื่องหนึ่งในนั้นคือไกรทองเวอร์ชั่นสมบัติ เมทินี) ในแวดล้อมของกำแพงเสียงแบบ Post Rock!!! (แอบเห็นภาพหนึ่งในกลุ่ม Mogwei ด้วย น่าจะเป็นตอนที่มาแสดงที่บ้านเรา) เล่นเอาหูดับตาบอดไปชั่วขณะเลยทีเดียว (ยิ่งมารู้ว่า ผกก นั่งหั่นที่ละเฟรมด้วยแล้ว ขอกราบรัวๆๆๆๆๆ)

13. ไม่มีชื่อเรื่อง (สนธยา ทรัพย์เย็น) – หนังน่ารักดีจังด้วยการจับภาพหลานสาวของผู้กำกับตัดภาพกับหนังฮีโร่ทีวียุค 80 The Incredible Hulk คือนอกจากจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ถลิวหาอดีตแล้ว (ประมาณเมื่อฉันยังเด็ก ฉันมีฮีโร่ในดวงใจนะ) มันยังทำให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พี่สนมีต่อหลานสาวทั้งในแง่ของการปกป้องและความรัก (ซึ่งอาจเป็นความคิดของเราคนเดียวก็ได้)

15/03/13 – Fish Tank (Andrea Arnold/  UK, Netherlands/ 2009) – 5/5

ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงที่เหมาะสมเหลือเกิน มันคือหนังเรื่องแรกที่ได้ดูในรอบสองสัปดาห์อันเป็นสองสัปดาห์ที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองแม่งต่ำตมเหลือเกิน เหนื่อยๆเนือยๆเซ็งๆแบบไร้ทางออกไม่ต่างจากไอ้ตัวละครในเรื่อง(ที่ถึงแม้ช่วงท้ายมัน “เหมือนจะ” ออกไปได้) แต่เพราะการที่หนังมันไปได้สุดและไม่ใจร้ายเกินไปนัก การได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงนี้เลยกลายเป็นความพิเศษ

อย่างที่ชื่อเรื่องมันบอกเปรียบเป็นนัยๆว่ามันเป็นเรื่องของปลาที่ว่ายวนอยู่ในตู้ใหญ่ที่ไร้ทางออก องค์แรกของมันคือการสร้างตู้ปลา ตู้ปลาที่มีตะไคร่เต็มไปหมด แล้วก็ปล่อยปลาลงไปว่ายด้วยน้ำที่พร่องออกซิเจนและไร้ซึ่งเครื่องบำบัดใดๆ เป็นตู้ปลาที่ไม่น่าพิศมัยแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอยู่กับมันและ “ฝัน” เพื่อให้ลืมภาวะรอบข้าง แล้วพอเข้าองค์สองมันก็เหมือนจะมีความหวัง มีคนเอาเครื่องบำบัดน้ำเข้ามาเอาไม้น้ำพลาสติกหลากสีมาตกแต่งแล้วก็ขัดสีฉวีวันตู้ซะใหม่ แต่แล้วเมื่อหนังเข้าสู่องค์สาม เครื่องบำบัดก็พัง ตะไคร่ก็กลับขึ้นเหล่าไม้น้ำนั้นแล้วปลาก็ต้องกลับไปกินตะไคร่เป็นอาหารเหมือนเดิม เพียงแต่มันรู้แล้วว่าให้ตายยังไงตะไคร่พวกนี้มันก็มีประโยชน์มากกว่าไม้น้ำที่ทำห่าอะไรไม่ได้เลยนอกจากสวยงามและแหลมคมทิ่มแทง

ปล. แล้วเพลง California Dreaming ก็ทำงานได้ผลอีกครา เพลงๆเดียวกัน ทำนองอันเดียวกันแต่กลับส่งผลสะท้อนในด้านตรงข้ามกันได้โดยสิ้นเชิงในสองช่วงเวลา

17/03/13 – A City of Sadness (Hsiao-hsien Hou/ Taiwan, HK/ 1989) – 5+++++/5

 ไม่เคยดูหนังคุณลุงโหวมาก่อนแต่จากนี้คงต้องไปตามหาหนังลุงแกมาดูเรื่อยๆแล้วล่ะหลังจากที่ได้เริ่มด้วยหนังที่ดังที่สุดของแก(น่าจะนะ คิดเอาเอง)เรื่องนี้ แม้จะดูด้วยความไม่รู้บริบทใดๆในเรื่องเลยก็ตามที่ว่าด้วยการเมืองและการเปลี่ยนแปลงในไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แล้วเกาะไต้หวันก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นการกลับสู่แผ่นดินมาที่เต็มไปด้วยปัญหาทางการเมืองที่กระทบต่อสังคมมากมาย

หนังเล่าเรื่องเรียบง่ายเชื่องช้าผ่านชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวชาวจีนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพี่น้องลูกหลานมากมายที่ค่อยๆล่มสลายลงจากผลกระทบทางการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันเป็น 157 นาทีที่นุ่มละมุนและงดงามเหลือเกิน แง่งามของชีวิตอันปัจเจกที่ไหลเอื่อยอย่างบอดใบ้เหมือนใบไม้บนผิวน้ำไหลที่ไม่รู้ว่าจะไปเกี่ยวติดกับสิ่งใดหรือโชคดีได้ไหลลงทะเลกว้าง กลายเป็นความงดงามที่ค่อยๆแตกสลายลงทีละน้อยและแตกละเอียดย่อยเป็นฝุ่นผงปลิวว่อนสู่สายลมเมื่อทุกอย่างจบลง

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างคู่พระ-นางมากถึงมากที่สุด ฉากที่ดีมากๆๆๆๆๆคือฉากฟังเพลงบรรเลงของศิลปินเยอรมันในมวลหมู่ปัญญาชนที่กำลังถกกันเรื่องการเมือง หรือ ทุกฉากที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน

อยากดูอีกซะรอบก่อนจะเขียนอะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ แต่นี่จะเป็นหนึ่งในหนังแห่งปีของเราเรื่องนึงแน่ๆ

20/03/13 – Hisss (Jennifer Chambers Lynch/ India, US/ 2010) – 5/5

Revenge of the colonial feminist!!!

หนังแม่งคัลล์สัดๆ งูเจ้ากลายร่างเป็นหญิงงามตามหางูรักที่ถูกจับตัวไปโดยคนต่างถิ่นที่โดนมะเร็งแดกสมองเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นมณีอะไรซักอย่างที่ผู้ได้ครอบครองจะเป็นอมตะ ทั้งเรื่องเราจึงจะได้เห็นการตามล่าด้วยแรงรักของนางอันหวือหวาทั้งฉากแดกไข่จระเข้, ฉากท้องโตเพราะแดกคน, ฉากขึ้นไปนอนบนเสาไฟฟ้า, ฉากเอากับงูหรือแม้แต่ฉากแอ็คชั้นไล่ล่าที่โดดออกมาจากเรื่องเลย แม่ง คัลล์สัดๆสาสมแก่ใจเราจริงๆ

แล้วพอลองมองหนังให้ทะลุความคัลล์เข้าไปอีกแม่งยิ่งสะใจเพราะมันคือการการแก้แค้นของเฟมินิสส์ของประเทศอาณานิคม ผู้ชายพื้นถิ่นในเรื่องคือความ useless ง่อยเปลี้ย ไร้ซึ่งปัญญาจัดการใดๆ ส่วนไอ้ผู้ชายต่างถิ่นก็สมควรตายอย่างสาสมที่เสือกมาเหยีบย่ำ แล้วจริงๆความเซ็กซี่ของพญางูนี่มันยังคือการโบ้ยตีของเพศหญิงด้วยแหละที่เหล่าชายกระหายหื่น(เช่นเราเองคนดู)ได้แต่มองดู

ดูจบรีบเสิร์ชหาหนังของลินช์ผู้ลูกมาดูรัวๆ

20/03/13 – The Grandmaster (Wong Kar Wai/ HK, China, France/ 2013) – 5+++/5

สารภาพว่าเราดูหนังหว่องยังไม่ครบทุกเรื่อง แต่ก็พอจะรู้เอกลักษณ์และจุดเด่นที่ทำเอาหลายๆคนรวมถึงตัวเราเองด้วยหลงไหลในงานของเขา งานภาพเก๋ๆบวกกับอารมณ์เก๋ๆที่เรียกว่าความเหงาที่ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นรูปแบบของชีวิตและความนึกคิดของหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่ง ยุคสมัยที่อินเตอร์เนตยังไม่แพร่หลาย ยุคสมัยที่การสื่อสารยังมีขีดจำกัดและเป็นยุคสมัยที่ยากที่จะได้ดูงานของเขาในโรงหนังใกล้บ้าน ดังนั้นแล้วเมื่อโอกาสมาถึงกับหนังเรื่องล่าสุดของเขามันก็ไม่ต่างไปจากการหวนหาช่วงชีวิตเก่าของตัวเองที่คล้ายจะสาปสูญไปแล้วเหมือนดั่งเหล่าเพลงมวยหลายสำนักในหนังเรื่องนี้

และอีกครั้งที่ชื่อไทยของหนังพี่หว่องหลอกคนดูซะหงายหลัง แถมหลอกแบบ 2 สเต๊ปด้วย เสต๊ปแรกคือมันไม่ใช่หนังบู๊แอ็คชั่นแบบเวอร์ชั่นของเจิ้นจื่อตัน (เว้นเสียแต่คนที่คุ้นหรือเคยดูหนังกังฟูแบบพี่หว่องมาแล้วอย่าง Ashes of Time ที่น่าจะเดาทางได้อยู่แล้ว)  ส่วนสเต๊ปที่สองคือมันไม่แม้แต่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังของปรมจารย์ยิปมันด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้มันกลับไปกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของศิลปะกังฟูในหลายรูปแบบจากสูงสุดลงสู่การแตกดับซึ่งไอ้อย่างหลักที่แหละที่เอาเราตายเพราะเอาเข้าจริงมันก็ไปพ้องกับหนังของหว่องและตัวของหว่องเอง กล่าวคือกังฟูเปรียบได้กับหนังของหว่องที่เคยรุ่งเรื่องในยุคของมันเอง การแตกแขนงของกังฟูก็ไม่ต่างไปจากการเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับหลายๆคน แล้วพอเมื่อถึงยุคร่วงโรย กังฟูหลายแขนงหายสาญสูญ ผู้กำกับหลายคนตายหาย แต่มวยหย่งชุนยังเหลือรอดเหมือนกับตัวหว่องเองที่สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาป่าวประกาศว่ากูยังอยู่ หนังแบบกูยังอยู่และยังไม่ตาย!

ที่ทำคัญ หนังสวยงามมาก สวยทั้งภาพ งามในทุกลีลาเพลงมวย สวยทั้งสารที่สื่อ มันคือความงามที่กำลังร่วงโรยอย่างแสนเศร้า

สุดท้าย จางซี่ยี่คือคนที่พาหนังไปสุดทางจริงๆ

ดูจบแนะนำให้อ่านงานเขียนของพี่เต้ รับรองฟินต่อ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151809905446729&set=a.10151639289446729.535475.581406728&type=1&ref=nf

24/03/13 – Chinese Zodiac (Jackie Chan/ China, HK/ 2012) 3/5

     ดูแล้วคิดถึงหนังเฉินหลงยุคก่อนๆ ยุคที่เราจะได้ดูหนังเฉินหลงในช่วงตรุษจีนของทุกปี หนังที่มีสเกลการสร้างใหญ่ๆ เล่นเสี่ยงๆและตลกแบบเจ็บตัวตามสไตล์เฉินหลง เป็นหนังที่เน้นขายความบันเทิงเต็มรูปแบบ อาจมีเจือจางประเด็นอื่นๆบ้างเพื่อส่งเรื่องให้เดินไปข้างหน้า เป็นหนังที่ดูเพื่อให้หายคิดถึงเฉินหลงที่เราเคยรู้จัก (แต่ก็ยังอยากเห็นแกแบบใน Shinjuku Incident อยู่นะ)

25/03/13 – So Sorry (Ai Weiwei/ China/ 2012) – 5/5

หนังสารคดีที่ทำขึ้นโดยอ้ายเวยเวยเอง ศิลปินขบถที่ต่อต้านรัฐบาลจีนด้วยงานศิลปะ มันเริ่มต้นด้วยเรื่องของการสืบสวนการทุจริตการสร้างโรงเรียนในเสฉวนอันนำไปสู่เหตุการณ์การเสียชีวิตของเด็กนักเรียนจำนวนมหาศาลในเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การตามล่ารายชื่อเด็กที่ทางการไม่ยอมเปิดเผยจนมีปัญหากับทางการถึงขั้นถูกด่าว่าเป็นสายลับของอเมริกาหรือญี่ปุ่น ถูกติดตามคุกคามจนนำไปสู่การจับกุม โดนทำร้ายจนล้มป่วยแต่ก็ยังไปจัดงานแสดงที่เยอรมันได้ ก่อนจะกลับมาจีนเพื่อ…ทวงแค้น!

ดูไปก็คิดถึงไมเคิล มัวร์ไป พวกคนทำงานศิลปะประเภทที่เอาตัววิ่งเข้าชนโดยไม่เกรงกลัวใคร แต่เวยคือมัวร์ในประเทศที่ไม่ได้เสรีเหมือนอเมริกา ดังนั้นการกระทำการใดๆมันเลยสุ่มเสื่ยงกับชีวิตเหลือเกิน การวิ่งเข้าชนของแกคือการสูบฉีดอะดรีนาลีนของผู้ชมให้พรุ่งพล่านพร้อมๆไปกับการตั้งคำถามถึงสิทธิทีพึงมี สิทธิที่ได้รับการยอมรับในต่างเมือง แต่ไม่ใช่กับประเทศตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในสารคดีเรื่องนี้คือพลังของกล้อง กล้องในเรื่องนี้ทรงพลังอย่างที่สุด กล้องที่หมายรวมถึงวัตถุที่ใช้ถ่ายทำนอกเหนือไปจากภาพที่มันบันทึก มันทำให้คนเกรงกลัวเพราะคนเราเชื่ออยู่เสมอว่ามันคือเครื่องที่สามารถบันทึกความจริงได้ ส่วนผู้ครอบครองมันก็เสมือนผู้มีอำนาจที่คนยำเกรงและกลายเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งแก่ผู้สร้าง (คือพอลองคิดเล่นๆว่าถ้าเวยไม่มีกล้องอยู่กับตัวเขาจะเป็นอย่างไร?)

อนึ่งดูจบแล้วขอกราบในความแน่มากๆของพี่เวยรัวๆ