กุมภา’13 กับหนังที่ได้ดู

02/02/13 –  Snow White and the Huntsman (Rupert Sanders/ US/ 2012) – 2/5

     ชมเชยในการตีความใหม่นะแต่ไม่รู้เป็นไรเอามาเปิดดูกี่รอบ แม่ง! ง่วงหลับทุกรอบ ยังดีที่การแสดงของเธอรอนช่วยดึงเรากลับเข้าไปสู่หนังได้ตลอดและเราเชียร์เธอมากกว่าแม่สาวหิมะขาวอีก

     คริสเตน สจ๊วตช่วงหลังนี่เธอเกิดมาเพื่อให้ผู้ชายแย่งกันในหนังหรือเปล่าว่ะ? เดี๋ยวขอดู On The Road อีกเรื่องก่อนแล้วกัน

03/02/13 – Life of PI (Ang Lee/ US, Taiwan/ 2012) – 5/5

     ตั้งการ์ดไว้ก่อนเลยพอมันพูดถึงเรื่องพระเจ้า ศาสนาอะไรเทือกนั้น (เป็นเอามากกูนี่) แต่แล้วก็ต้องยอมลดการ์ดลงแล้วให้หนังฮุกปลายคางด้วยการเฉลยอันรุนแรงท้ายเรื่อง เอาเข้าจริงพอหนังดำเนินไปเราแทบไม่ได้คิดถึงไอ้เรื่องศาสนาหรือความเชื่อในหนังเลย ไม่แม้แต่คิดตีค่าตีความกับอะไรทั้งหลายเหล่านั้น เราเห็นแต่วัฏจักร, ความจริงและการเอาตัวรอดที่หมายรวมทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ทำให้ตอนจบเราลงไปกองและโดนนับสิบ

     ยอมรับว่าหนังลื่นมากๆ เราสามารถไหลไปตามหนังได้แบบไม่รู้สึกติดขัดใดๆเลยรวมไปถึงงานด้านภาพที่สวยเว่อร์ตระการตาโดยไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นหนังของผู้กำกับจากไต้หวัน

     ปล. ดูหนังแล้วอยากหาหนังสือมาอ่านมากๆเพราะรู้สึกว่าเราคงจะได้พบอะไรมากมายถ้าเราได้อ่านเป็นตัวหนังสือ

06/02/13 – Zero Dark Thirty (Kathryn Bigelow/ US/ 2012) – 3/5

     ไม่แปลกที่การฉายในประเทศแม่ของมันจะโด่งดังมากเพราะมันคือหนังของอเมริกา จากผู้กำกับอเมริกาและก็เพื่อชนชาวอเมริกันที่อย่างน้อยมันก็อาจจะช่วยลดความหวาดกลัวที่แผ่คลุมประชาชนชาวอเมริกันมายาวนาน ลดความเกลียดชังชาวเอเชียตะวันออกกลางลงบ้างที่ต้องรับบทเป็นผู้ชั่วร้ายกลายเป็นภาพจำตลอดเวลาหลังเหตุการณ์ 911 หรือแม้แต่เพิ่มความภาคภูมิกับความเป็นมหาอำนาจของโลกของตัวเอง (แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง) และเพราะหนังไม่ได้ฉายเฉพาะในอเมริกา ฉะนั้นแล้วมุมมองของคนนอกจึงอาจจะเดินไปอีกทางหนึ่งเลยก็ได้ ส่วนตัวเราเห็นว่าครึ่งแรกของหนังนั้นมันคือการผลิตมาเพื่อคนในประเทศตัวเอง เพื่อเหล่าประชาชาวอเมริกันโดยมีภาพแทนคือสาวแกร่งอย่างมายา(ที่ชื่อก็ irony แล้ว) ในการตามล่าบุรุษผู้หนึ่งที่เชื่ออันตรายที่สุดในโลก(ในความคิดของพวกเขาเอง) แต่ครึ่งหลังของหนังกลับเป็นการผลิตออกมาเพื่อคนนอกที่ลดการเชิดชูเหล่านั้นลงและไปแตะเรื่องมนุษย์ธรรม(แบบอ้อมๆ)รวมไปถึงการด่าประเทศตัวเองไปด้วยในตัว (คนอเมริกาจะรู้สึกไหมอันนี้ไม่รู้แต่เรารู้สึกว่ามันชัดมาก) แล้วพอเราไปอ่านที่ ตี้นาโนกาย เขียนก็ชัดเลยที่ว่าอเมริกาจะเล่าเรื่องการฆ่าบินลาเดนได้ยังไงโดยไม่เอาการด่าตัวเองคลุมไว้ อันนี้ใช่มากๆและตอบคำถามทุกอย่างในเรื่องได้หมดเลย

     แต่เมื่อหากเรามองเลยพ้นจากจุดที่ว่านั้นไป เราพบว่าหนังไม่มีอะไรให้ติดหัวเราเลยจริงๆเพราะมันเล่าแบบสารคดีด้วยมุมมองคนในที่อ้างว่ามาจากเรื่องจริงโดยพยายามจะใส่ความเป็นดราม่าเข้าไป เรารู้สึกแค่นั้นแหละ มันเหมือนดูเกม เกมที่เราไม่ชอบเล่นที่มีมูลค่าสูงลิบและไม่มีการรับประกันการเกิดขึ้นอีก

06/02/13 – ดวงตาพาสยิว (Nicky Pimp/ ไทย/ 2555) – 2/5

     และแล้วนิคกี้ พิ๊มพ์ก็กลับมาเขย่าวงการหนังขายเนื้อหนังมังสาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับมาในนามโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ ยอมรับว่ามันเป็นข้อดีของวงการนี้จริงๆที่มีหน้าใหม่แต่เก๋าประสบการณ์เข้ามาเติมเต็ม แน่นอนยิ่งกิตติศัพท์ของนิคกี้นั้นเลื่องระบือลือนามในวงการนี้จนแทบเรียกได้ว่าคือตำนานบทหนึ่งของวงการหนังอาร์ลงแผ่นวีซีดีของไทยในยุคหนึ่งบวกกับความบ้าคลั่งส่วนตัวที่ทำเอาอดคาดหวังกับงานใหม่ของเขาไม่ได้

สิ่งแรกในความต่างที่เห็นคือหนังของเขาไม่ต้องการประณีประนอมกับเซ็นเซอร์หรือแม้แต่ผู้ชมเองในฉากเพศสัมพันธ์ที่เหมือนต้องการเข้าไปให้ใกล้ที่สุดของเส้นแบ่งระหว่างอาร์กับเอ็กซ์ เสียงกระเสาครางครวญนั้นจัดมาเต็มที่ อันดูจะต่างจากหนังของคนอื่นๆที่มักใช้เสียงเพลงกลบเสียงครวญครางเหล่านั้น ข้อดีคือมันให้ความรู้สึกดิบสดและตื่นเต้น แต่ข้อเสียคือถ้าไม่ปล่อยให้นักแสดงๆไปตามอารมณ์มันจะกลายเป็นการเฟคแข็งทื่อไปในทันที (ซึ่งเรื่องนี้หลายๆฉากเป็นแบบหลังแถมในฉากหนึ่งยังมีเสียงผู้กำกับหลุดไปบอกกับนักแสดงว่า “ขอเสียงด้วย” เฉยเลย)

ส่วนตัวเรื่องก็บ้าสมชื่อผู้กำกับตามชื่อหนังที่ว่าถึงชายหนุ่มผู้ที่ใครจ้องมองดวงตาเขาต้องอดไม่ได้ที่จะสยึมกึ๋ยส์กับเขา มีแอบเซอร์ไพร์สนิดนึงช่วงท้าย แล้วพี่แกก็ไม่ลืมที่จะเนียนโปรโมตงานเพลงตัวเองไปด้วยอันถือว่าได้สองเด้งไปเลย

อย่างไรก็ตาม ความไม่กล้าของดาราบางคนทำให้หนังมันดร๊อปไปพอควร (เช่นฉากอาบน้ำคนเดียวแต่ใส่ กกน เป็นต้น) หรือแม้แต่การถ่ายทำที่ยังเป็นแบบสุกเอาเผากิน อันเป็นปัญหากับหนังแนวนี้แทบทุกเรื่องที่เราได้ดูเลยจริงๆ หรือเพราะวงการนี้มันเน้นเร็วและงบไม่มากก็ไม่รู้ผู้สร้างเลยไม่ค่อยใส่ใจกับงานภาพและเสียงให้มันออกมาดีเลยซักราย เราไม่ติดนะที่มันจะไปถ่ายในสถานที่ๆเดียว ตัวละครใส่ชุดเดียวกันในแต่ละวันถ้าภาพและเสียงโดยรวมมันออกมาเวิร์คก็ถือว่าน่ายินดีแล้ว

เอาเป็นว่าจะลองติดตามพี่แกไปอีกซักสองสามงานละกัน

08/02/13 – Tony Takitani (Jun Ichikawa/ Japan/ 2004) – 5++/5

     พอดีเจอน้องใหม่ที่ทำงานเป็นแฟนพันธ์แท้หนังสือมูราคามิ เลยคุยกันสนุกคอแม้ว่าจริงๆเราคงไม่อาจสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนหนังสือของมูราคามิได้เต็มปากนัก (อ่านได้แค่เกือบครึ่งหนึ่งของแกเองมั๊ง) เลยนึกไปถึงหนังเรื่องนี้ที่ยังไม่ได้ดูซักทีเลยถือเอาโอกาสนี้เอามาดูเสียเลย จริงๆเคยอ่านหนังสือเมื่อนานมาแล้ว นานเสียจนความจำลางเลือนอาจเพราะไม่ได้อิมแพ็คอะไรกับตัวเรื่องสั้นมากนักซึ่งเวอร์ชั่นหนังก็พยายามคงความเป็นหนังสือเอาไว้ด้วยการใช้การแพนกล้องจากขวาไปซ้ายเพื่อการสลับฉากและเหตุการณ์เหมือนการพลิกหน้าหนังสือเวลาอ่าน รวมถึงการให้ตัวละครปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรง หนังนิ่งเรียบอ่อนไหวแช่มช้าเหมือนน้ำไหลเอื่อยกระทบเซาะหินก้อนใหญ่อันว่าถึงชีวิตของคนแปลกแยกในเมืองใหญ่และการตกเป็นเหยือของสังคม ยอมรับว่าตอนดูจบใหม่ๆนั้นเฉยๆกับหนังมากแต่เมื่อเวลาผ่านไปความซึมเศร้ากลับเริ่มเข้าโจมตีจนเซื่อมซึมตลอดคืนและสลัดหนังออกจากหัวไม่ออก

     อนึ่ง จริงๆโปสเตอร์หนังเรื่องนี้มีสวยๆเยอะแยะมาก แต่ที่เลือกภาพที่แสนธรรมดานี้เพราะเราติดตากับเรียวขาและรองเท้าคู่นี้ตอนที่นางเอกล้างรถมากๆไม่รู้ทำไม อาจเพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่ค่อยๆถ่างขยายความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งคู่กระมัง

10/02/13 – Seeking a Friend for the End of the World (Lorene Scafaria/ US, Singapore, Malaysia, Indonesia/ 2012) – 1.5/5

     เพราะเคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าถ้ารู้เวลาตายเราจะทำอะไรก่อนตาย ซึ่งคำตอบล้วนอยู่ในมุมด้านมืดแทบทั้งสิ้น (เพราะไอ้ด้านสว่างกูทำมามากพอละ) ดังนั้นเราจึงไม่ถูกจริตกับหนังเลยให้ดิ้นตาย ยิ่งก่อนจบนี่ยี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ

18/02/13 – Pina (Wim Wenders/ Germany, France, UK/ 2011) – 5/5

     อัศจรรย์และเพลิดเพลินเหลือขนา อาจเป็นเพราะเราเพิ่งจะเคยพบเจอการเต้นแบบนี้ รูปแบบการเต้นที่ซ้ำไปมา แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแต่งดงามอย่างบัลเล่ต์ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไรเหมือนกันแต่มันทรงพลังเหลือเกิน ยิ่งไปประกอบกับแนวความคิดแฝงแง่มุมอันหลากหลายจากการเต้นของพีน่าแล้วมันยิ่งทำให้ผู้ชมอย่างเราๆยิ่งพีคหนักเข้าไปอีก อาจเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้คือการเฉลิมฉลองสดุดีมากกว่าการไว้อาลัย ไม่ใช่กับสิ่งที่จากไปแล้วแต่เพื่อสิ่งที่ยังคงอยู่และยังคงวนเวียนดั่งฤดูที่เวียนผ่านเหมือนที่การเต้นในเรื่องบอกกับเรา

     ปล. อยากดูแบบ 3D มากๆๆๆๆๆๆ

21/02/13 – Advantureland (Greg Mottola/ US/ 2009) – 4.5/5

     สิ่งที่เราชอบและหลงมันมากๆในหนังเรื่องนี้คือเพลงประกอบและอารมณ์ของวัยรุุ่นในช่วงปลายยุค 80 ย่างเข้า 90 ที่เราเคยคุ้นเคยและหลกรัก สิ่งทั้งสามที่ว่ามันช่วยกัน เสริมแรงกันไปมาจนอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มและหวนรำลึกอดีต และถึงแม้ว่ามันจะมีกลิ่นชวนฝันไปบ้างในช่วงท้ายตามประสาหนังวัยรุ่นทั่วไปที่มักใส่ประเด็นความฝันเข้าไปในช่วงท้ายเพื่อสนองความต้องการของคนในวัยนี้ แต่ระหว่างทางของมันเราพบว่ามันจริงดีจัง มันวัยรุ่น(จริงๆ)จัง ไม่ได้พยามยามยัดเยียดความสวยงามปลอมๆเข้าไปมากนัก มันเป็นช่วงวัยที่กำลังพยายามคลำหาทางเดินที่แสนง่ายต่อการหลงในขณะที่ก็ไม่รู้ว่าไอ้ทางที่จะทำให้ไม่หลงมันมีอยู่จริงหรือเปล่า? ทะเลาะกับพ่อแม่บ้าง ลองรักบ้าง ค่อยๆเรียนรู้ไปตามประสาในยุคที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ทั้งช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่หลังสงครามไม่นานหรือแม้แต่การเปลี่ยนยุคเพลงก่อนการเข้าไปสู่ยุคอัลเทอร์เนทีฟเต็มตัว เป็นหนังที่ดูแล้วมีความสุขดี

     อนึ่ง ในบรรดาหนังของคริสเตน สจ๊วตที่ได้ดู เราชอบเรื่องนี้ที่สุดละ ^^

23/02/13 – Bait (Kimble Rendall/ Australia/ 2012) – 0.5/5

      ทำไมพวกเธอถึงน่าสงสารเพียงนี้หนา อุตส่าห์รอดจากซึนามิมาได้แต่กลับต้องมาเสียชีวาด้วยน้ำมือพวกมนุษย์โง่เง่าบวงโบว๋เหล่านั้น แต่ก็ดีใจนะที่พวกเธอได้แดกพวกมันบางตัวไปบ้างและในส่วนลึกของฉันๆอยากให้เธอกระโจนขึ้นมาจากน้ำแล้วแดกพวกแม่งให้หมดเลย ไหนๆคนสร้างก็สร้างพวกเธอให้สามารถซะขนาดนั้นแล้ว

RIP แด่ฉลามผู้น่าสงสารทั้งสองตัว

24/02/13 – Tai Chi Zero (Stephen Fung/ China/ 2012) – 5/5

     สนุกฉิบหายจริงๆ เล่นเอาลืมหนังกังฟูเดิมๆที่เคยคุ้นชินไปเลยเพราะพี่แกเล่นจับเอาขนบหนังกังฟูมาย้อมตัวเองใหม่ด้วยความป๊อปสุดขั้ว เอาขนบแบบเก่ามาเล่าในแนวใหม่ในเรื่องราวการปะทะกันของสองยุคสมัยจากสองฝากฝั่งโลก ยอมรับว่าเราตระการตากับไอ้ความสดใหม่ของมันนะทั้งวิธีการแนะนำตัวละครทุกตัว, การเล่าเรื่องแบบเกมตะลุยด่านหรือเล่าแบบช่องการ์ตูนรวมไปถึงการใช้เพลงประกอบฮิปๆ ดูแล้วมันส์สัดดีจริงๆ นี่ยังไม่นับน้องแองเจล่าเบบี้กับพี่เหลียงเจียฮุยนะ ที่คนแรกทำเอาละลาย(แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสวยพลาสติก) ส่วนคนหลังนี่มาเพื่อเท่ห์และมาเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างสองยุค เก๋ดี

รอดูภาคสองโดยพลัน แล้วค่อยไปโฟกัสที่เรื่องของมันอีกที(ทั้งเรื่องของศึกภายในประเทศที่หนังทิ้งประเด็นไปเสียดื้อๆเลยกับบทสรุปของการต่อสู้ของหมู่บ้าน) เอาเป็นว่าตอนนี้ฟินมากกกกกก

ปล. ดูแล้วคิดถึง Kung Fu Hustle เหมือนกันในแง่ที่ว่าเอากังฟูมาทำให้มันดูแตกต่าง

25/02/13 – Tai Chi Hero (Stephen Fung/ China/ 2012) – 3/5

     ต่อภาคสองในทันทีหลังจากฟินจากภาคแรกเมื่อวาน ผิดคาดพอประมาณที่หนังไม่ได้มุ่งหมายที่จะสานต่อเรื่องราวการสร้างทางรถไฟพาดผ่านหมู่บ้านตระกูลเฉินแถมยังลดบทบาทของตะวันตกลงไปมากจนแทบไม่ได้กล่าวถึง (ในที่นี่เป็นเพียงแบ็คอับของตัวร้ายในนามบริษัทอีสต์อินเดีย) แถมยังเฉียดใกล้ความเป็นหนังรัก-ตลกเจือแอ็คชั้นไปอีก แม้จะยังคงสานต่อความป๊อปจากภาคที่แล้วแต่ผลที่ได้กลับไม่ได้มอบหรือคงไวัซึ่งความรู้สึกแปลกใหม่อีกแล้ว กลายเป็นหนังล้างแค้นดูเพลินที่ไร้ประเด็นให้คิดต่อยอดไปอย่างน่าเสียดายทั้งๆที่ภาคก่อนทิ้งไว้ได้อย่างน่าติดตาม แถมจบได้เหี้ยห่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และยังเสือกริจะต่อภาคสามด้วย สัด มาๆ ทำมากูก็จะรอดู

เอาน่ะแม้จะผิดหวังกับหนังพอควรแต่อีกด้านเราก็ยังยอมรับว่ามันสนุกและมันส์มาก ฉากแอ็คชั้นนั้นทำเอาเราแทบจะอุทานออกมาเกือบทุกฉาก มันเก๋มาก, ล้ำและเท่ห์เหลือเกิน (โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในห้องครัวหลวงช่วงท้าย กรี๊ดสลบเลยให้ตายเถอะ) ส่วนพี่เหลียงเจียฮุยนี่หายห่วงเพราะพี่แกมาเพื่อเท่ห์และฆ่าทุกคนในทุกๆฉากจริงๆ ส่วนประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจคือหนังมันเอาความเป็นวิทยาศาสตร์มาเล่นเยอะขึ้น (จากภาคแรกที่เทียบได้กับกลิ่นจางๆ) เอามาใส่ในตัวเรื่องและความสัมพันธ์ได้น่าสนใจดีโดยเฉพาะตัวละครพี่ใหญ่ของตระกูลเฉิน(ตระกูลแห่งกังฟู)แต่ดันชอบการประดิษฐ์เครื่องกล ประโยคคีย์หลักของตัวละครตัวนี้คือ “โลกเขาประดิษฐ์ปืนใหญ่กันแล้ว แต่พวกเรายังจะมั่วมาฝึกกังฟู” ซึ่งแม้ช่วงผสมผสานของสองศาสตร์นี้จะง่อยเปลี้ยเหลือเกิน แต่เอาน่ะอย่างน้อยมันก็ยังพอมีอะไรให้รู้สึกบ้าง

เกร็ดเล็กๆน้อยๆ:
1. หนังเรื่องนี้ได้คนไทยมามิกซ์เสียงให้ (มีสองคนแต่จำชื่อไม่ได้ละ)
2. แดเนียล วูมาแจมด้วยนิดหน่อย

27/02/13 – ม้ง สงครามวีรบุรุษ (เสรี พงศ์นิธิ, เจมมี่ ว่างลี/ ไทย/ 2555) – 0.25/5

     หนังเรื่องอาจถูกเรียกได้ว่าเป็นหนังม้งเรื่องแรกในกระแสหลักของบ้านเรา ฟังดูน่าตื่นเต้นดียิ่งพอได้เห็นโปรดักซ์ที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ด้วยแล้วยิ่งน่าสนใจว่าภาพยนตร์ม้งในบ้านเราจะมีที่ทางและสามารถเดินต่อไปได้ไกลเพียงใดแม้การเริ่มก้าวแรกนี้จะดูมีนัยยะพึ่งพิงและอ่อนข้ออ่อนแรงเหลือเกินจนอดสงสัยไม่ได้ว่าม้งในที่คือม้งกลุ่มไหนและมีภาวะซ่อนเร้นอื่นๆหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐไทย

20 นาทีแรกของหนังน่าสนใจทีเดียว มันว่าด้วยเรื่องของการถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจของรัฐไทยต่อชาวม้งและการเข้ามาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมไปถึงการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ที่เขาค้อเมื่อปี 2508 จนก่อให้เกิดเรื่องราวดราม่าอันกลายมาเป็นเส้นเรื่องหลักของหนังเมื่อเด็กม้งคนหนึ่งได้รับการเลี้ยงดูจากทหารไทยและโดน “กล่อม” จนกลายมาเป็น “สะพานมิตรภาพ” เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับชาวม้งโดยมีศูนย์รวมดวงใจคือพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินผู้เมตตา (หนังว่าไว้อย่างนั้น)

ซึ่งช่วงเวลาที่เหลือของหนังหลังจาก 20 นาทีแรกนั้นกลายเป็นเหมือนหนังคนละม้วน มันหนักหนาสากันเหลือเกิน ไม่เกินเลยนักที่จะกล่าวว่ามันกลายเป็นหนัง Propaganda เต็มรูปแบบอันเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาศึกษาเคียงคู่กับการเมืองไทยร่วมสมัยได้เลยด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่แปลกประหลาดมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องราวความเป็นดร่าม่าสำคัญๆทั้งหลายที่แลดูเหมือนหนังจะไม่ได้ต้องการใส่ใจมากนัก ประมาณว่าสร้างเหตุในฉากนี้แล้วก็ไปคลายในฉากต่อไปเลยทันทีเช่น ทะเลาะกับพ่อและสัญญากันในฉากแรก ฉากต่อมาก็ลืมสัญญาไปเลย แล้วก็ไปเจอพ่อตัวจริงและก็เข้าใจกันเลยอย่างรวดเร็วแถมไปเจอลูกพี่ลูกน้องในป่าโดยบังเอิญอีกแล้วฉากต่อมาก็ไปเจอศพพ่อตัวเองที่ทั้งกองทัพหากันไม่เจอมาตั้ง 15ปีแบบเฉยเลย!!!

แล้วอะไรล่ะที่หนังสนใจ? ถูกต้องคร้าบบบ ส่วนที่เหลือของหนังคือการไปเล่าเรื่องความเป็นพร๊อพพาแกนด้าที่ว่า หนังให้ภาพชัดเจนเลยว่าใครคือคนดี ใครคือตัวร้ายและใครคือเหยื่อโดยไม่คำนึงถึงเบื้องลึกของการกระทำของทั้งเหยื่อและตัวร้ายเลยด้วยซ้ำอันเห็นได้จากในหนังเรื่องนี้ไม่มีการเจรจาแบบทางการใดๆเลยระหว่างรัฐไทยกับ พคท.(จะในคราบชาวม้งหรือไม่ก็ตาม) มีแต่การเจรจาด้วยกระบอกปืนหรือลูกระเบิดเท่านั้นโดยหลังเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะเป็นการนำวาทกรรมซ้ำรอยที่ลอยเหนือฟ้าตลอดเวลาอย่างปรองดอง, สมานฉันท์หรือแม้แต่การไล่ออกไปจากแผ่นดินซะ! มาครอบไว้อันเป็นอะไรที่แวรี่ไทย ไทยชั้นกลางด้วย(อันเป็นเหตุผลที่เราสงสัยความเป็นม้งของผู้สร้าง) ฉากหนักที่สุดของหนังคือการที่ “สะพานมิตรภาพ” วิ่งไปรับเสาธงที่มีธงชาติไทยแขวนอยู่ไว้ไม่ให้ตกลงพื้นแถมยังโดนเพื่อนชาวม้งผู้เดือดดาดยิ่งเข้ากลางอก โดยก่อนตายนอกจากเขาพรรณาชึวิตตัวเองเพื่อสร้างดร่าม่าแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเรื่อง “รักกันไว้นะ เราคนไทยเหมือนกันนะ นี่เป็นแผ่นดินของบุคคลหนึ่งนะ ท่านมีเมตตานะ” อันยาวกว่าดราม่าของตัวเองเสียอีก แล้วเออ! จบท้ายด้วยการ “ร้องเพลงชาติไทย” ร่วมกัน WTF! WTF!! WTF!!!

แต่แสนจะเกินพรรณาที่สุคคือในท้ายที่สุดหนังมันบอกกับเราว่าการทำเพื่อประชาชนนั้นสำคัญน้อยกว่าการทำเพื่อแผ่นดินและเพื่อบุคคลเดียว

ปล. ได้รับการยอมรับเทียบเท่ารางวัล…. มันคืออัลไล???

Advertisements

One comment

  1. – Life of Pi คือหนังที่อิ่มมากเรื่องหนึ่ง ก่อนเข้าไปดูก็คิดอยู่เหมือนกันว่าหนังจะยัดเยียดเรื่องศาสนาเข้ามาไหมเนี่ย

    แต่พอดูจบก็มองข้ามจุดนั้นไปได้เลย หนังว่าด้วยด้วย “เรื่องเล่า” และ “การเล่าเรื่อง” ที่ส่งอิทธิพลต่อชีวิตได้ขนาดไหน และไม่ใช่แค่คนเดียว บางทีมันอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆอีกนับล้าน แม้ว่า “เรื่องเล่า” เหล่านั้น ยากที่จะเชื่อเพียงใด

    ผมว่ามันเป็นการแสดงความรักต่อการเล่าเรื่องของ Ang Lee นะ

    ปล.ผมเองก็ไม่เคยอ่านหนังสือเหมือนกัน 🙂

    – Zero Dark Thirty

    ผมว่าหนังมีส่วนคล้ายกับ Saving Private Ryan อยู่บ้าง ตรงที่มันว่าด้วยการขี่ช้างจับตั๊กแตน ที่มีผลประโยชนืทางการเมืองเจือปน

    ส่วน Maya ก็คือภาพแทนของชาวอเมริกัน กลุ่มที่ต้องการล้างแค้น Bin Laden แต่ในท้ายที่สุดก็อาจไม่ได้อะไรขึ้นมา

    ผมว่า Chastain เล่นดีนะ สัมผัสได้ถึงความกระหายอยาก และความว่างปล่าในตัวเธอ แต่ด้วยลักษณธแบบนี้ ตัวละครนี้เลยอาจไม่ได้ใจผู้ชม (นอกอเมริกา) มากนัก

    ปล. มุมมองทางการเมืองของตี้น่าสนใจมาก 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s