Month: March 2013

The Grandmaster (Wong Kar Wai/ HK, China, France/ 2013)

สารภาพว่าเราดูหนังหว่องยังไม่ครบทุกเรื่อง แต่ก็พอจะรู้เอกลักษณ์และจุดเด่นที่ทำเอาหลายๆคนรวมถึงตัวเราเองด้วยหลงไหลในงานของเขา งานภาพเก๋ๆบวกกับอารมณ์เก๋ๆที่เรียกว่าความเหงาที่ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นรูปแบบของชีวิตและความนึกคิดของหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่ง ยุคสมัยที่อินเตอร์เนตยังไม่แพร่หลาย ยุคสมัยที่การสื่อสารยังมีขีดจำกัดและเป็นยุคสมัยที่ยากที่จะได้ดูงานของเขาในโรงหนังใกล้บ้าน ดังนั้นแล้วเมื่อโอกาสมาถึงกับหนังเรื่องล่าสุดของเขามันก็ไม่ต่างไปจากการหวนหาช่วงชีวิตเก่าของตัวเองที่คล้ายจะสาปสูญไปแล้วเหมือนดั่งเหล่าเพลงมวยหลายสำนักในหนังเรื่องนี้

และอีกครั้งที่ชื่อไทยของหนังพี่หว่องหลอกคนดูซะหงายหลัง แถมหลอกแบบ 2 สเต๊ปด้วย เสต๊ปแรกคือมันไม่ใช่หนังบู๊แอ็คชั่นแบบเวอร์ชั่นของเจิ้นจื่อตัน (เว้นเสียแต่คนที่คุ้นหรือเคยดูหนังกังฟูแบบพี่หว่องมาแล้วอย่าง Ashes of Time ที่น่าจะเดาทางได้อยู่แล้ว)  ส่วนสเต๊ปที่สองคือมันไม่แม้แต่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังของปรมจารย์ยิปมันด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้มันกลับไปกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของศิลปะกังฟูในหลายรูปแบบจากสูงสุดลงสู่การแตกดับซึ่งไอ้อย่างหลักที่แหละที่เอาเราตายเพราะเอาเข้าจริงมันก็ไปพ้องกับหนังของหว่องและตัวของหว่องเอง กล่าวคือกังฟูเปรียบได้กับหนังของหว่องที่เคยรุ่งเรื่องในยุคของมันเอง การแตกแขนงของกังฟูก็ไม่ต่างไปจากการเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับหลายๆคน แล้วพอเมื่อถึงยุคร่วงโรย กังฟูหลายแขนงหายสาญสูญ ผู้กำกับหลายคนตายหาย แต่มวยหย่งชุนยังเหลือรอดเหมือนกับตัวหว่องเองที่สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาป่าวประกาศว่ากูยังอยู่ หนังแบบกูยังอยู่และยังไม่ตาย!

ที่ทำคัญ หนังสวยงามมาก สวยทั้งภาพ งามในทุกลีลาเพลงมวย สวยทั้งสารที่สื่อ มันคือความงามที่กำลังร่วงโรยอย่างแสนเศร้า

สุดท้าย จางซี่ยี่คือคนที่พาหนังไปสุดทางจริงๆ

ดูจบแนะนำให้อ่านงานเขียนของพี่เต้ รับรองฟินต่อ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151809905446729&set=a.10151639289446729.535475.581406728&type=1&ref=nf

 

5+++/5

Advertisements

A City of Sadness (Hsiao-hsien Hou/ Taiwan, HK/ 1989)

A City of Sadness (Hsiao-hsien Hou/ Taiwan, HK/ 1989)

Imagekeeper-1989-City-of-Sadness
ไม่เคยดูหนังคุณลุงโหวมาก่อนแต่จากนี้คงต้องไปตามหาหนังลุงแกมาดูเรื่อยๆแล้วล่ะหลังจากที่ได้เริ่มด้วยหนังที่ดังที่สุดของแก(น่าจะนะ คิดเอาเอง)เรื่องนี้ แม้จะดูด้วยความไม่รู้บริบทใดๆในเรื่องเลยก็ตามที่ว่าด้วยการเมืองและการเปลี่ยนแปลงในไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แล้วเกาะไต้หวันก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นการกลับสู่แผ่นดินมาที่เต็มไปด้วยปัญหาทางการเมืองที่กระทบต่อสังคมมากมาย

หนังเล่าเรื่องเรียบง่ายเชื่องช้าผ่านชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวชาวจีนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพี่น้องลูกหลานมากมายที่ค่อยๆล่มสลายลงจากผลกระทบทางการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันเป็น 157 นาทีที่นุ่มละมุนและงดงามเหลือเกิน แง่งามของชีวิตอันปัจเจกที่ไหลเอื่อยอย่างบอดใบ้เหมือนใบไม้บนผิวน้ำไหลที่ไม่รู้ว่าจะไปเกี่ยวติดกับสิ่งใดหรือโชคดีได้ไหลลงทะเลกว้าง กลายเป็นความงดงามที่ค่อยๆแตกสลายลงทีละน้อยและแตกละเอียดย่อยเป็นฝุ่นผงปลิวว่อนสู่สายลมเมื่อทุกอย่างจบลง

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างคู่พระ-นางมากถึงมากที่สุด ฉากที่ดีมากๆๆๆๆๆคือฉากฟังเพลงบรรเลงของศิลปินเยอรมันในมวลหมู่ปัญญาชนที่กำลังถกกันเรื่องการเมือง หรือ ทุกฉากที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน

อยากดูอีกซะรอบก่อนจะเขียนอะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ แต่นี่จะเป็นหนึ่งในหนังแห่งปีของเราเรื่องนึงแน่ๆ

5+++++/5

ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

wiwatcoverfinal0101213

ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

มีหนังสือจำนวนไม่มากนัก (จากจำนวนไม่มากเช่นกันของหนังสือที่เราได้อ่าน) ที่จะทำให้เราแนบชิดกับมันและรู้สึกกับมันได้มากๆ และเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้แบบรวดเดียวจบเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเราเพราะไม่ใช่แต่เพียงการใช้สมาธิในการดื่มด่ำ (เราสามารถใช้คำนี้กับหนังสือเล่มนี้ได้ไหม? หรือมันควรเป็น “ดำดิ่ง” มากกว่า) แต่ในทุกเรื่องสั้นของมันๆเรียกร้องพลังงานหลายพันล้านกิโลเแคลลอรี่เพื่อนำมาใช้ในการเผาผลาญตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างเอกอุพร้อมๆไปกับการเผาไหม้ของตัวเราเองที่ละน้อยๆจากภายใน ฉะนั้นแล้วการเริ่มต้นเรื่องสั้นต่อไปจึงมีความจำเป็นต้องพักฟื้นแรงใจให้กลับมาอยู่ในระดับเฉียดปกติเสียก่อน (และมันอาจไม่มีทางกลับมาในระดับ “ปกติ” อีกแล้วก็ได้)

จะว่าไปเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน มันคือความแปลกวิปลาศที่เราแนบเคียงอยู่กับมัน ชิดจนไม่เคยมองเห็น คือห้วงชีวิตประหนึ่งสายน้ำในคลอง น้ำอันเน่าเสียไร้การบำบัดที่แน่นิ่งรอการเปิดของประตูกั้นน้ำ(ที่อาจไม่มีวันเปิดเลย) การพูดคุยของผมและเขา เธอและฉัน คือการสะท้อนภาวะภายในของเราเองเพื่อจะทิ่มแทงคนอื่นไปพร้อมๆกับตัวเราเองในสังคมที่เต็มไปด้วยความป่วยไข้ในกรอบจารีตอันไร้สาระและยากต่อการเยียวยารักษา (เพราะเราไม่เคยคิดว่าเราป่วย) เซ็กซ์ที่ไร้การเจือจางของความสุขโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การเล่นหัวกับคนอ่าน หลอกล่อให้ตายในแล้วก็โยนลงเหว!

แนะนำสุดใจขาดดิ้นกับใครก็ตามที่รู้ตัวว่าความสมบูรณ์คือเรื่อง “ตอแหล” อย่างที่สุด

5+++++/5

คดีดาบลาวยาวแดง (ภาณุ ภาณุ ตรัยเวช/ 296หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555)

คดีดาบลาวยาวแดง (ภาณุ ตรัยเวช/ 296หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555)

      สนุกฉิบหายแบบเอาตาย ว่างเมื่อไหร่เป็นอ่าน หนังเหนิงไม่สน ไม่บ่อยครั้งนักที่หนังสือจะดึงความสนใจของเราออกจากภาพยนต์ได้ ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้ว (ถ้าเทียบกับหนังอะนะ) จึงลึมไปได้เลยเรื่องความหลากหลายของมัน ดังนั้นพอมาเจออะไรที่มันใหม่สำหรับตัวเองมันเลยพลอยทำให้รู้สึกเหมือนได้ ประสบการณ์ใหม่ๆและเพราะหนังสือมันสนุกด้วยแหละ ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือจะเดินไปด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบสุดขีด แต่โชคดีที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเพียงพาเราเข้าไปอยู่ร่วมกับยุคสมัยหนึ่ง(ในที่นี่คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) พาเราเข้าไปรับรู้ถึงความคิดอ่านและสภาพการเมือง,สังคมและการเคลื่อนไหวของ ยุคสมัยนั้น (เช่นการอธิบายสภาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากการเมือง) ที่ครอบอยู่บนการสืบสวนเหตุฆาตกรรมอันนำพาเราทั้งเดินหน้าและย้อนกลับไปพบกับประวัติศาสตร์หลากหลายรูปแบบทั้งแบบปัจเจกเล็กจิ๋วที่สุดฉบับบุคคลหรือว่าจะขยายใหญ่ไปกว่านั้นในรูปของเหตุการณ์โดยการอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องราวฆาตกรรม รวมไปถึงสังคมที่ครอบมันไว้ แม้แต่การตั้งคำถามของตัวประวัติศาสตร์เองว่ามันคืออะไร? มีหน้าที่อย่างไร?และสำหรับใครบ้าง? (การเปรียบประวัติศาสตร์ดั่งการกลัดกระดุมเสื้อขนาดใหญ่ไปถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพ! นั้นเก๋มากและเราชอบมาก)ส่วนเรื่องราวการสืบสวนก็สนุกและน่าติดตามเหลือเกิน ตลอดการอ่านเรามีภาพขณะวาสิฎฐีล้มลงกลางฟลอร์ลีลาสตลอดเวลา มันเป็นภาพโซลูเอทสวยงามพิมพ์ใจจนเราอยากรู้มากๆว่ามันจะจบอย่างไรโดยเฉพาะบทที่ 16 ที่ทำเอาใจเต้นกระตุ๊กกระตั๊กแบบหน้าต่อหน้า ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือการสอดแทรกเรื่องรักโรแมนติกน่ารักแบบหยอกเยินไปตลอด ทั้งเรื่องที่ทำเอาอมยิ้มตลอดเวลาอ่านจบริอยากเห็นมันเป็นภาพเคลื่อนไหวในทันที จะมีโอกาสไหมหนอออออ
5++++/5

Fat Live: Smallroom

02/03/13 – Fat Live: Smallroom (ศิลปิน ค่ายสมอลรูม/ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี) 

  •  เพราะไม่ได้เป็นแฟนเพลงของศิลปินทั้งค่าย (บางวงยังไม่รู้จักเลย) แต่ชอบเฉพาะบางคนหรือบางวงเท่านั้นจึงไม่คิดจะไปดูในช่วงแรก การไปเพื่อดูศิลปินที่เราชอบร้องแค่ 3-4 เพลงมันแลดูไม่น่าจะเวิร์กเท่าไหร่
  • แต่เพราะราคาบัตรที่ลดลงมาตั้งครึ่งหนึ่งเลยตัดสินใจไปแบบไม่ยากเย็นอะไรแม้จะมีกลิ่นตุๆมาทั้งแต่แรกแล้วไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งหรือแม้แต่เลื่อนวันจัดออกไปพร้อมๆกับสถานที่จัดที่เล็กลงเยอะมาก (จากริมทะเลสาบเมืองทองไปเป็นธันเดอร์โดม)
  • เหตุที่คนไม่ค่อยให้ความสนใจในคอนเสิร์ตนี้นอกจากจะได้ดูวงที่ชอบแบบไม่เต็มอิ่มแล้ว อาจคือการที่เราสามารถพบเจอศิลปินจากค่ายนี้ในงานต่างๆได้บ่อยครั้งมาก ยิ่งเป็นงานอื่นๆของแฟนยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่
  • วันงานจริงคนคงมากันน่าจะเกือบ 75% ของธันเดอร์โดม มองโดยรวมถ้าตัดออกไปซักครึ่งหนึ่งตามเรตการขายบัตรปกติ คนคงโหลงเหลงน่าดู
  • เมื่อคนไม่ได้เยอะมาก การจัดการเลยง่ายหน่อย ส่วนคนดูก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ อันหมายถึงไม่ว่าคุณจะซื้อบัตรราคาเท่าใดก็ตาม คุณจะสามารถไปอยู่ได้ในทุกๆจุดของฮอลล์ เพียงแต่ขอให้การแสดงผ่านไปซักพักใหญ่ๆก่อนก็พอ ซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องเสียหายอะไรเพราะกว่าวงดังๆจะขึ้นก็ล่อเข้าไปเกือบสองชั่วโมงกว่าแล้ว บัตรไกลสุด 600บาท(แต่ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งนั่นก็หมายความว่าราคาจริงเพียงคนละ 300บาท) สามารถเดินลงไปเย้วๆหน้าเวทีที่บัตรราคา 900 (450) ได้ หากเหนื่อยก็เดินกลับมานั่งที่บัตร 1200
  • ตามเหตุผลด้านบนจึงทำคนไปกระจุกกันหน้าเวทีเต็มเบยยย
  • ก่อนไปดูก็สงสัยว่าจะจัดการอย่างไรให้ทั้ง 17 วงขึ้นเล่นแล้วสามารถอยู่ในระยะเวลาที่กำหนด (ที่คาดไว้แล้วว่าขั้นต่ำเหยียด 5 ชม. แน่ๆ คือทุ่มกว่าๆถึงเที่ยงคืน) แล้วก็เป็นไปตามคาดคือการแยกเวทีเป็น 2 ส่วนเพื่อเล่นสลับกันได้โดยไม่ต้องไปรอเซ็ตอะไรอีกให้เสียเวลา (คือสามารถเซ็ตตอนวงอื่นแสดงอยู่ได้) แสดงต่อเนื่องทีละ 2-3วงเชื่อมด้วยเกร็ดเล็กๆน้อยๆของค่ายที่ขึ้นเป็นตัวหนังสือบนจอทั้งสองข้างของเวลา คล้ายตอนงานสิบปีโมเดิร์นด๊อก แต่เราไม่ค่อยอินเท่าไหร่
  • เครื่องเสียงต่างๆถือว่าเตรียมมาและเซ็ตมาดีทีเดียว แม้จะมีเสียงหอนบ้างหรือเสียงเบาเกินกว่าปกติบ้างในบางครั้งแต่โดยรวมถือว่าโอเค
  • แต่น่าเศร้าที่กราฟฟิคต่างๆถือว่าสอบไม่ผ่านเลย ใช้เพียงการฉายภาพไปบนแถบผ้ายาวๆแต่ไม่กว้าง เหมือนริบบิ้นใหญ่ๆผาดผ่านหลังเวที ซึ่งกราฟฟิคส่วนใหญ่คือการตีความเพลงแบบง่ายๆ (อย่างเพลงศูนย์ก็เอาเลข 0 หมุนวนไปมา) แลดูไม่มีพลังและความดึงดูดใดๆ

มาว่ากันที่ศิลปินกันบ้าง

  • เซอร์ไพร์สสุด: คือวง Polycat ที่ขึ้นมาลุคเกาหลีเลย ร้องแร็ปและมันส์สัดๆ คือเคยแต่ฟังเพลงผ่านคลื่นพอมาดูการแสดงแล้วรู้สึกว่าแม่งพลังเยอะฉิบหาย อันนี้ชอบมาก
  • ฟินสุด: คือญารินดากับเพลงฮีโร่ ห่า!น้ำตาซึม แล้วก็แน่นอน พี่เล็กกริซซี่คาเฟ่ ซึ่งร้องเพลงอะไรกูก็ฟังเพราะหมด สัด ฟินนนนน
  • เสียงดีฟังเพลินสุด: คือ Superbaker เสียงดีมากฟังเพลินและเคลิบเคลิ้มสุดๆ
  • แรดสุด: คงหนีไม่พ้นจีน กษิดิศแน่นอน แม้เพลงแรกจะดูดร๊อปไปบ้าง (Vanilla Walk คัฟเวอร์ของ Cyndi Seui ที่ขึ้นมาแจมด้วย) แต่อีกสองเพลงที่เหลือพี่แกจัดเต็ม ร้องสามเพลงเปลี่ยนสามชุดไม่มีใครเกิน
  • บ้าที่สุด: คือ The Jukks นอกจากบ้าตามสไตร์แล้วยังแต่งหน้าเป็นโจ๊กเกอร์ (สไตร์โนแลน) ขึ้นเล่นด้วย
  • รู้สึกแปลกที่สุด: หนัง ลุงบุญมีฯ ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกต่อเพลง Acrophobia ของเราไปแล้วจริงๆ เพนกวินวิลล่าร้องไปเราก็กวาดสายตาหาลิงผีไป
  • ผิดหวังเล็กน้อย: The Yers ที่ไม่ร้องเพลง ระหว่างขับรถ
  • ผิดหวังสุดๆ: คือวงบาร์บี้ เหี้ยอะไรของแม่งไม่รู้ ร้องสองเพลงกระแทกเสียงดนตรีดังๆทุกเพลง นักร้อง(ตาร์)ก็แหกปากเหี้ยห่าอยู่อย่างเดียว ร้องก็ไม่รู้เรื่องดูแล้วรำคาญที่สุด
  • โซโซ: Tatto Colour, The Richman Toy and Slur
  • นอกเหนือจากนั้นจำไม่ได้แล้ว

สรุปโดยรวม: สาวกค่ายนี้ก็คงสนุกกันไป แต่สำหรับเรามันเป็นกราฟแบบขึ้นๆลงๆมากกว่า จบแล้วก็จบกันไป แค่นั้น

3/5

ยูโทเปียชำรุด: วีดีทัศน์

03/03/13 – Damaged Utopia: The Video (หลายคนกำกับ/ ไทย/ 2556)

377652_10151328852283576_1834224707_n

หนังสั้นประกอบหนังสือ “ยูโธเปียชำรุด” ของพี่ชายฟิล์มซิกจากยอดผู้กำกับหนังสั้นหลายๆคน จริงๆก่อนดูอยากจะอ่านหนังสือให้จบก่อนเพราะอยากรู้ว่าหนังมีการเชื่อมโยงกับตัวหนังสือยังไง แต่สุดท้ายก็อ่านยังไม่จบ (จริงๆแค่เพิ่งเริ่มเอง) โชคดีที่ก่อนฉายพี่ชายแจ้งว่าหนังทั้งหมดคือการตีความจากแค่โจทย์สั้นๆที่ให้คือชื่อหนังสือเท่านั้นและตัวหนังเองรู้สึกจะมีแค่สองเรื่องที่อ้างจากหนังสือแบบตรงๆ ดังนั้นการดูหนังในโปรแกรมนี้เลยค่อนข้างฟรีสไตล์

อนึ่งเนื่องจากไม่สามารถบอกตัวเองว่าเป็นคอหนังสั้นไทยได้เต็มปากแม้จะเคยดูหนังหลายๆเรื่องของผู้กำกับบางคนมาบ้างแล้วก็ตาม การเขียนถึงครั้งนี้เลยขอตัดการเชื่อมโยงกับงานเก่าๆของผู้กำกับไปเหลือเพียงแต่ความรู้สึกที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องแยกเป็นเอกเทศไปครับ (หากผู้ใดมีลิงค์หนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับแต่ละคนและสามารถนำมาแปะได้ จักเป็นการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง)

860161_10151324674463576_1960696360_o

1. Past Present Future (อรรถวุฒิ บุญยวง/ 4.30นาที) – หนังเปิดโปรแกรมแห่งความชำรุดด้วยภาพนิ่งเรียบแต่ให้อารมณ์ลื่นไหวอันล้อไปกับเรื่องเล่าทางเพศของชายคนหนึ่งตั้งแต่ต้นจนเสร็จกิจ เหมือนประสบการณ์การอ่านหนังสือโป๊ในอดีตที่หาได้ยากยิ่งแล้วในยุคนี้ (แต่ในที่นี้คือโป๊เกย์)

841319_10151330000853576_548752588_o

 

2.  บทโศกของอีลืมกลืน (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/ 6.30นาที) – มันว่าด้วยการเม้าส์มอยของกระเทยสามนางกับชีวิตกระหรี่โสมมของพวกเธอว์ แลดูสนุกสนานแต่กลับทำเอาเราแอบเศร้าและเจ็บเหลือเกินโดยเฉพาะฉากจบ อนึ่ง ชอบบทสนทนาในเรื่องน่าจะคือการด้นสดและเนเน่ผู้ไม่เคยธรรมดา

 

 

842985_10151324689018576_7239588_o

 

3. surviellance (ปราบต์ บุนปาน/ 14นาที) – หนังทั้งเรื่องเพียงแค่การตั้งกล้องออกไปนอกหน้าต่างในช่วงระยะเวลาการอาบน้ำของผู้กำกับ สิ่งที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้คือการที่มันเอาสิ่งที่ถูกละเลยไปเสมอๆมาทำให้สำคัญขึ้นในที่นี้คือภาพแทนของกล้องวงจรปิดที่เรามักคุ้นเคยดีและตื่นเต้นเสมอๆกับการจับภาพเหตุการณ์ชีวิตหรือเหตุพิศดารทั้งหลายตามสื่อต่างๆ แต่สิ่งที่เราหลงลืมไปและไม่เคยใส่ใจมันเลยคือสิ่งที่อยู่ก่อนและหลังเหตุการณ์ที่เราได้เห็นและหนังเรื่องนี้ก็คือภาพแทนของสิ่งเหล่านั้น ความไม่สำคัญของมันถูกทำให้สำคัญขึ้นด้วยการคาดหวังของผู้ชมเอง

 

841061_10151324693423576_1384553108_o

 

4. My Pummelvision (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ 3นาที) – ภาพนิ่งเรียงต่อกันในระดับไฮสปีดพร้อมเพลงประกอบเมามันส์ หลายๆภาพคือภาพเบื้องหลังกองถ่ายหนังของพี่เจ้ยที่ผู้กำกับเรื่องนี้มีส่วนร่วมแลดูเปี่ยมสุขดี

 

 

560008_10151328536553576_1558641183_n

 

5. Grindhousre for Utopia (ธนิ ฐิติประวัติ/ 22.30นาที) – หนังของคนรักหนัง ทำโดยคนรักหนัง เพื่อคนรักหนัง โอ้ยยยยยย FIN (จงจินว่าคือการจบหนังของโกดาร์)

 

 

 

857720_10151328521393576_1069518967_o

 

6. ไม่มีชื่อเรื่อง (จุฬญาณนนท์ ศิริผล/ 5นาที) – มันคือภาพจาก VHS หรือเปล่าไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆมันทำให้เราคิดถึงการจับม้วนวีดีโอยัดใส่เครื่องเล่นแล้วมาลุ้นว่าภาพจะสั่นหรือเปล่ามากกว่าการมาพะวงว่าจะดูรู้เรื่องไหม (ฮา) แต่พอมารู้วิธีการทำหนังเรื่องนี้เข้แล้วรู้สึกว่าหนังมันไปไกลมากว่านั้นแยะเลยจนอยากดูอีกรอบจริงๆ

 

 

426059_10151328559048576_1147986053_n

 

7. Pure Life is Splendid and Refreshing (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ/ 30นาที) – หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องแทบจะอยู่แต่ในความืดดังนั้นความพิลาสพิไลของมันจึงคือแสง(และเสียง)อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในหนัง แล้วพอหนังมันมืดมากมันจึงต้องการห้องฉายที่มืดที่สุดเพื่อการขับแสงเหล่านั้นให้เด่นชัดออกมา เราเลยเสียดายที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับหนังได้มากนักแถมยังมีแอบหาว อย่างไรก็ตามเราชอบการ ECU ของหนังนะที่ค่อยๆเผยให้เห็นเม็ดแสงไฟต่างๆ มันนำพาอารมณ์ดี

 

 

 

857390_10151324685033576_872594354_o

 

8. หน้าแรก (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ/ 3.30นาที) – หนังเรื่องแรกที่อ้างอิงบทหนึ่งในหนังสือ ภาพเครื่องบินและเรือร้างเสื่อมโทรม เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างบนพื้นน้ำที่ไหลนิ่งนำพาผู้ชมไปมองอดีตที่ไม่ได้เห็นด้วยตา

 

 

841277_10151324668753576_1688071743_o

 

9. ไม่มีชื่อเรื่อง (อุกฤษณ์ สงวนให้/ 2นาที) – ภาพไฮสปีดของห้องอาหารไทยแห่งหนึ่ง พลังของมันคือภาพมวลหมู่ต้นไม้ที่แกว่งไหวอย่างรุนแรงนอกหน้าต่างจนเหมือนจะล้มคลืนลงในไม่ช้าแต่กลับไม่สะทกสะท้านกับเหล่ามนุษย์ในภัตคารแห่งนี้เลย! มันคือหนังที่วิภากษ์ชนชั้นได้อย่างทรงพลังเรื่องหนึ่ง

 

 

860049_10151324679138576_2044921277_o

 

10. ไม่มีชื่อเรื่อง (เฉลิมเกียติ แซ่หย่อง/ 4นาที) – หนังอีกเรื่องที่ที่อ้างอิงจากหนังสือ ขออภัยอย่างสูงที่ข้าพเจ้าจำภาพจากหนังเรื่องนี้ได้เลือนรางมากๆจนไม่อาจกล้าที่จะเขียนใดๆออกไป ยอมรับผิดแต่โดยดีโดยไม่ขอแก้ตัวใดๆครับ

 

 

600521_10151328513038576_2077564062_n

 

11. ยูโทเปีย 11ปี (นฆ ปักษนาวิน/ 10นาที) – ภาพ CU การกลั้นหายใจอย่างยาวนานของชายหนุ่มคนหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรอยู่ แต่พอรู้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจไปพร้อมๆเขาซึ่งเรามักพ่ายแพ้ไปเสียทุกครั้ง ก่อนที่หนังจะจบลงที่การอุทิศหนังให้แก่ชายผู้หนึ่ง เมื่อนั้นความรุนแรงถาโถมอย่างบ้าคลั่งสู่ร่างกาย เหมือนโดนบีบคอยาวนาน 11ปี!!!!

 

 

859730_10151326682788576_1329660092_o

 

12.The Age of Anxiety (ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์/ 14 นาที) – หนังยังไม่ทันจบ แต่ข้าเจ้ากรอบจอไปแล้วหลายที เรียกได้ว่านี่คือประสบการณ์โดยแท้ มันคือพลังของภาพและการตัดต่อ(ในช่วงท้ายหนังใช้ภาพจากหนังไทยจักรๆวงศ์ๆในอดีตหลายเรื่องหนึ่งในนั้นคือไกรทองเวอร์ชั่นสมบัติ เมทินี) ในแวดล้อมของกำแพงเสียงแบบ Post Rock!!! (แอบเห็นภาพหนึ่งในกลุ่ม Mogwei ด้วย น่าจะเป็นตอนที่มาแสดงที่บ้านเรา) เล่นเอาหูดับตาบอดไปชั่วขณะเลยทีเดียว (ยิ่งมารู้ว่า ผกก นั่งหั่นที่ละเฟรมด้วยแล้ว ขอกราบรัวๆๆๆๆๆ)

 

 

13. ไม่มีชื่อเรื่อง (สนธยา ทรัพย์เย็น) – หนังน่ารักดีจังด้วยการจับภาพหลานสาวของผู้กำกับตัดภาพกับหนังฮีโร่ทีวียุค 80 The Incredible Hulk คือนอกจากจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ถลิวหาอดีตแล้ว (ประมาณเมื่อฉันยังเด็ก ฉันมีฮีโร่ในดวงใจนะ) มันยังทำให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พี่สนมีต่อหลานสาวทั้งในแง่ของการปกป้องและความรัก (ซึ่งอาจเป็นความคิดของเราคนเดียว)

 

5+++++/5

กุมภา’13 กับหนังที่ได้ดู

02/02/13 –  Snow White and the Huntsman (Rupert Sanders/ US/ 2012) – 2/5

     ชมเชยในการตีความใหม่นะแต่ไม่รู้เป็นไรเอามาเปิดดูกี่รอบ แม่ง! ง่วงหลับทุกรอบ ยังดีที่การแสดงของเธอรอนช่วยดึงเรากลับเข้าไปสู่หนังได้ตลอดและเราเชียร์เธอมากกว่าแม่สาวหิมะขาวอีก

     คริสเตน สจ๊วตช่วงหลังนี่เธอเกิดมาเพื่อให้ผู้ชายแย่งกันในหนังหรือเปล่าว่ะ? เดี๋ยวขอดู On The Road อีกเรื่องก่อนแล้วกัน

03/02/13 – Life of PI (Ang Lee/ US, Taiwan/ 2012) – 5/5

     ตั้งการ์ดไว้ก่อนเลยพอมันพูดถึงเรื่องพระเจ้า ศาสนาอะไรเทือกนั้น (เป็นเอามากกูนี่) แต่แล้วก็ต้องยอมลดการ์ดลงแล้วให้หนังฮุกปลายคางด้วยการเฉลยอันรุนแรงท้ายเรื่อง เอาเข้าจริงพอหนังดำเนินไปเราแทบไม่ได้คิดถึงไอ้เรื่องศาสนาหรือความเชื่อในหนังเลย ไม่แม้แต่คิดตีค่าตีความกับอะไรทั้งหลายเหล่านั้น เราเห็นแต่วัฏจักร, ความจริงและการเอาตัวรอดที่หมายรวมทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ทำให้ตอนจบเราลงไปกองและโดนนับสิบ

     ยอมรับว่าหนังลื่นมากๆ เราสามารถไหลไปตามหนังได้แบบไม่รู้สึกติดขัดใดๆเลยรวมไปถึงงานด้านภาพที่สวยเว่อร์ตระการตาโดยไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นหนังของผู้กำกับจากไต้หวัน

     ปล. ดูหนังแล้วอยากหาหนังสือมาอ่านมากๆเพราะรู้สึกว่าเราคงจะได้พบอะไรมากมายถ้าเราได้อ่านเป็นตัวหนังสือ

06/02/13 – Zero Dark Thirty (Kathryn Bigelow/ US/ 2012) – 3/5

     ไม่แปลกที่การฉายในประเทศแม่ของมันจะโด่งดังมากเพราะมันคือหนังของอเมริกา จากผู้กำกับอเมริกาและก็เพื่อชนชาวอเมริกันที่อย่างน้อยมันก็อาจจะช่วยลดความหวาดกลัวที่แผ่คลุมประชาชนชาวอเมริกันมายาวนาน ลดความเกลียดชังชาวเอเชียตะวันออกกลางลงบ้างที่ต้องรับบทเป็นผู้ชั่วร้ายกลายเป็นภาพจำตลอดเวลาหลังเหตุการณ์ 911 หรือแม้แต่เพิ่มความภาคภูมิกับความเป็นมหาอำนาจของโลกของตัวเอง (แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง) และเพราะหนังไม่ได้ฉายเฉพาะในอเมริกา ฉะนั้นแล้วมุมมองของคนนอกจึงอาจจะเดินไปอีกทางหนึ่งเลยก็ได้ ส่วนตัวเราเห็นว่าครึ่งแรกของหนังนั้นมันคือการผลิตมาเพื่อคนในประเทศตัวเอง เพื่อเหล่าประชาชาวอเมริกันโดยมีภาพแทนคือสาวแกร่งอย่างมายา(ที่ชื่อก็ irony แล้ว) ในการตามล่าบุรุษผู้หนึ่งที่เชื่ออันตรายที่สุดในโลก(ในความคิดของพวกเขาเอง) แต่ครึ่งหลังของหนังกลับเป็นการผลิตออกมาเพื่อคนนอกที่ลดการเชิดชูเหล่านั้นลงและไปแตะเรื่องมนุษย์ธรรม(แบบอ้อมๆ)รวมไปถึงการด่าประเทศตัวเองไปด้วยในตัว (คนอเมริกาจะรู้สึกไหมอันนี้ไม่รู้แต่เรารู้สึกว่ามันชัดมาก) แล้วพอเราไปอ่านที่ ตี้นาโนกาย เขียนก็ชัดเลยที่ว่าอเมริกาจะเล่าเรื่องการฆ่าบินลาเดนได้ยังไงโดยไม่เอาการด่าตัวเองคลุมไว้ อันนี้ใช่มากๆและตอบคำถามทุกอย่างในเรื่องได้หมดเลย

     แต่เมื่อหากเรามองเลยพ้นจากจุดที่ว่านั้นไป เราพบว่าหนังไม่มีอะไรให้ติดหัวเราเลยจริงๆเพราะมันเล่าแบบสารคดีด้วยมุมมองคนในที่อ้างว่ามาจากเรื่องจริงโดยพยายามจะใส่ความเป็นดราม่าเข้าไป เรารู้สึกแค่นั้นแหละ มันเหมือนดูเกม เกมที่เราไม่ชอบเล่นที่มีมูลค่าสูงลิบและไม่มีการรับประกันการเกิดขึ้นอีก

06/02/13 – ดวงตาพาสยิว (Nicky Pimp/ ไทย/ 2555) – 2/5

     และแล้วนิคกี้ พิ๊มพ์ก็กลับมาเขย่าวงการหนังขายเนื้อหนังมังสาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับมาในนามโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ ยอมรับว่ามันเป็นข้อดีของวงการนี้จริงๆที่มีหน้าใหม่แต่เก๋าประสบการณ์เข้ามาเติมเต็ม แน่นอนยิ่งกิตติศัพท์ของนิคกี้นั้นเลื่องระบือลือนามในวงการนี้จนแทบเรียกได้ว่าคือตำนานบทหนึ่งของวงการหนังอาร์ลงแผ่นวีซีดีของไทยในยุคหนึ่งบวกกับความบ้าคลั่งส่วนตัวที่ทำเอาอดคาดหวังกับงานใหม่ของเขาไม่ได้

สิ่งแรกในความต่างที่เห็นคือหนังของเขาไม่ต้องการประณีประนอมกับเซ็นเซอร์หรือแม้แต่ผู้ชมเองในฉากเพศสัมพันธ์ที่เหมือนต้องการเข้าไปให้ใกล้ที่สุดของเส้นแบ่งระหว่างอาร์กับเอ็กซ์ เสียงกระเสาครางครวญนั้นจัดมาเต็มที่ อันดูจะต่างจากหนังของคนอื่นๆที่มักใช้เสียงเพลงกลบเสียงครวญครางเหล่านั้น ข้อดีคือมันให้ความรู้สึกดิบสดและตื่นเต้น แต่ข้อเสียคือถ้าไม่ปล่อยให้นักแสดงๆไปตามอารมณ์มันจะกลายเป็นการเฟคแข็งทื่อไปในทันที (ซึ่งเรื่องนี้หลายๆฉากเป็นแบบหลังแถมในฉากหนึ่งยังมีเสียงผู้กำกับหลุดไปบอกกับนักแสดงว่า “ขอเสียงด้วย” เฉยเลย)

ส่วนตัวเรื่องก็บ้าสมชื่อผู้กำกับตามชื่อหนังที่ว่าถึงชายหนุ่มผู้ที่ใครจ้องมองดวงตาเขาต้องอดไม่ได้ที่จะสยึมกึ๋ยส์กับเขา มีแอบเซอร์ไพร์สนิดนึงช่วงท้าย แล้วพี่แกก็ไม่ลืมที่จะเนียนโปรโมตงานเพลงตัวเองไปด้วยอันถือว่าได้สองเด้งไปเลย

อย่างไรก็ตาม ความไม่กล้าของดาราบางคนทำให้หนังมันดร๊อปไปพอควร (เช่นฉากอาบน้ำคนเดียวแต่ใส่ กกน เป็นต้น) หรือแม้แต่การถ่ายทำที่ยังเป็นแบบสุกเอาเผากิน อันเป็นปัญหากับหนังแนวนี้แทบทุกเรื่องที่เราได้ดูเลยจริงๆ หรือเพราะวงการนี้มันเน้นเร็วและงบไม่มากก็ไม่รู้ผู้สร้างเลยไม่ค่อยใส่ใจกับงานภาพและเสียงให้มันออกมาดีเลยซักราย เราไม่ติดนะที่มันจะไปถ่ายในสถานที่ๆเดียว ตัวละครใส่ชุดเดียวกันในแต่ละวันถ้าภาพและเสียงโดยรวมมันออกมาเวิร์คก็ถือว่าน่ายินดีแล้ว

เอาเป็นว่าจะลองติดตามพี่แกไปอีกซักสองสามงานละกัน

08/02/13 – Tony Takitani (Jun Ichikawa/ Japan/ 2004) – 5++/5

     พอดีเจอน้องใหม่ที่ทำงานเป็นแฟนพันธ์แท้หนังสือมูราคามิ เลยคุยกันสนุกคอแม้ว่าจริงๆเราคงไม่อาจสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนหนังสือของมูราคามิได้เต็มปากนัก (อ่านได้แค่เกือบครึ่งหนึ่งของแกเองมั๊ง) เลยนึกไปถึงหนังเรื่องนี้ที่ยังไม่ได้ดูซักทีเลยถือเอาโอกาสนี้เอามาดูเสียเลย จริงๆเคยอ่านหนังสือเมื่อนานมาแล้ว นานเสียจนความจำลางเลือนอาจเพราะไม่ได้อิมแพ็คอะไรกับตัวเรื่องสั้นมากนักซึ่งเวอร์ชั่นหนังก็พยายามคงความเป็นหนังสือเอาไว้ด้วยการใช้การแพนกล้องจากขวาไปซ้ายเพื่อการสลับฉากและเหตุการณ์เหมือนการพลิกหน้าหนังสือเวลาอ่าน รวมถึงการให้ตัวละครปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรง หนังนิ่งเรียบอ่อนไหวแช่มช้าเหมือนน้ำไหลเอื่อยกระทบเซาะหินก้อนใหญ่อันว่าถึงชีวิตของคนแปลกแยกในเมืองใหญ่และการตกเป็นเหยือของสังคม ยอมรับว่าตอนดูจบใหม่ๆนั้นเฉยๆกับหนังมากแต่เมื่อเวลาผ่านไปความซึมเศร้ากลับเริ่มเข้าโจมตีจนเซื่อมซึมตลอดคืนและสลัดหนังออกจากหัวไม่ออก

     อนึ่ง จริงๆโปสเตอร์หนังเรื่องนี้มีสวยๆเยอะแยะมาก แต่ที่เลือกภาพที่แสนธรรมดานี้เพราะเราติดตากับเรียวขาและรองเท้าคู่นี้ตอนที่นางเอกล้างรถมากๆไม่รู้ทำไม อาจเพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่ค่อยๆถ่างขยายความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งคู่กระมัง

10/02/13 – Seeking a Friend for the End of the World (Lorene Scafaria/ US, Singapore, Malaysia, Indonesia/ 2012) – 1.5/5

     เพราะเคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าถ้ารู้เวลาตายเราจะทำอะไรก่อนตาย ซึ่งคำตอบล้วนอยู่ในมุมด้านมืดแทบทั้งสิ้น (เพราะไอ้ด้านสว่างกูทำมามากพอละ) ดังนั้นเราจึงไม่ถูกจริตกับหนังเลยให้ดิ้นตาย ยิ่งก่อนจบนี่ยี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ

18/02/13 – Pina (Wim Wenders/ Germany, France, UK/ 2011) – 5/5

     อัศจรรย์และเพลิดเพลินเหลือขนา อาจเป็นเพราะเราเพิ่งจะเคยพบเจอการเต้นแบบนี้ รูปแบบการเต้นที่ซ้ำไปมา แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแต่งดงามอย่างบัลเล่ต์ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไรเหมือนกันแต่มันทรงพลังเหลือเกิน ยิ่งไปประกอบกับแนวความคิดแฝงแง่มุมอันหลากหลายจากการเต้นของพีน่าแล้วมันยิ่งทำให้ผู้ชมอย่างเราๆยิ่งพีคหนักเข้าไปอีก อาจเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้คือการเฉลิมฉลองสดุดีมากกว่าการไว้อาลัย ไม่ใช่กับสิ่งที่จากไปแล้วแต่เพื่อสิ่งที่ยังคงอยู่และยังคงวนเวียนดั่งฤดูที่เวียนผ่านเหมือนที่การเต้นในเรื่องบอกกับเรา

     ปล. อยากดูแบบ 3D มากๆๆๆๆๆๆ

21/02/13 – Advantureland (Greg Mottola/ US/ 2009) – 4.5/5

     สิ่งที่เราชอบและหลงมันมากๆในหนังเรื่องนี้คือเพลงประกอบและอารมณ์ของวัยรุุ่นในช่วงปลายยุค 80 ย่างเข้า 90 ที่เราเคยคุ้นเคยและหลกรัก สิ่งทั้งสามที่ว่ามันช่วยกัน เสริมแรงกันไปมาจนอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มและหวนรำลึกอดีต และถึงแม้ว่ามันจะมีกลิ่นชวนฝันไปบ้างในช่วงท้ายตามประสาหนังวัยรุ่นทั่วไปที่มักใส่ประเด็นความฝันเข้าไปในช่วงท้ายเพื่อสนองความต้องการของคนในวัยนี้ แต่ระหว่างทางของมันเราพบว่ามันจริงดีจัง มันวัยรุ่น(จริงๆ)จัง ไม่ได้พยามยามยัดเยียดความสวยงามปลอมๆเข้าไปมากนัก มันเป็นช่วงวัยที่กำลังพยายามคลำหาทางเดินที่แสนง่ายต่อการหลงในขณะที่ก็ไม่รู้ว่าไอ้ทางที่จะทำให้ไม่หลงมันมีอยู่จริงหรือเปล่า? ทะเลาะกับพ่อแม่บ้าง ลองรักบ้าง ค่อยๆเรียนรู้ไปตามประสาในยุคที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ทั้งช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่หลังสงครามไม่นานหรือแม้แต่การเปลี่ยนยุคเพลงก่อนการเข้าไปสู่ยุคอัลเทอร์เนทีฟเต็มตัว เป็นหนังที่ดูแล้วมีความสุขดี

     อนึ่ง ในบรรดาหนังของคริสเตน สจ๊วตที่ได้ดู เราชอบเรื่องนี้ที่สุดละ ^^

23/02/13 – Bait (Kimble Rendall/ Australia/ 2012) – 0.5/5

      ทำไมพวกเธอถึงน่าสงสารเพียงนี้หนา อุตส่าห์รอดจากซึนามิมาได้แต่กลับต้องมาเสียชีวาด้วยน้ำมือพวกมนุษย์โง่เง่าบวงโบว๋เหล่านั้น แต่ก็ดีใจนะที่พวกเธอได้แดกพวกมันบางตัวไปบ้างและในส่วนลึกของฉันๆอยากให้เธอกระโจนขึ้นมาจากน้ำแล้วแดกพวกแม่งให้หมดเลย ไหนๆคนสร้างก็สร้างพวกเธอให้สามารถซะขนาดนั้นแล้ว

RIP แด่ฉลามผู้น่าสงสารทั้งสองตัว

24/02/13 – Tai Chi Zero (Stephen Fung/ China/ 2012) – 5/5

     สนุกฉิบหายจริงๆ เล่นเอาลืมหนังกังฟูเดิมๆที่เคยคุ้นชินไปเลยเพราะพี่แกเล่นจับเอาขนบหนังกังฟูมาย้อมตัวเองใหม่ด้วยความป๊อปสุดขั้ว เอาขนบแบบเก่ามาเล่าในแนวใหม่ในเรื่องราวการปะทะกันของสองยุคสมัยจากสองฝากฝั่งโลก ยอมรับว่าเราตระการตากับไอ้ความสดใหม่ของมันนะทั้งวิธีการแนะนำตัวละครทุกตัว, การเล่าเรื่องแบบเกมตะลุยด่านหรือเล่าแบบช่องการ์ตูนรวมไปถึงการใช้เพลงประกอบฮิปๆ ดูแล้วมันส์สัดดีจริงๆ นี่ยังไม่นับน้องแองเจล่าเบบี้กับพี่เหลียงเจียฮุยนะ ที่คนแรกทำเอาละลาย(แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสวยพลาสติก) ส่วนคนหลังนี่มาเพื่อเท่ห์และมาเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างสองยุค เก๋ดี

รอดูภาคสองโดยพลัน แล้วค่อยไปโฟกัสที่เรื่องของมันอีกที(ทั้งเรื่องของศึกภายในประเทศที่หนังทิ้งประเด็นไปเสียดื้อๆเลยกับบทสรุปของการต่อสู้ของหมู่บ้าน) เอาเป็นว่าตอนนี้ฟินมากกกกกก

ปล. ดูแล้วคิดถึง Kung Fu Hustle เหมือนกันในแง่ที่ว่าเอากังฟูมาทำให้มันดูแตกต่าง

25/02/13 – Tai Chi Hero (Stephen Fung/ China/ 2012) – 3/5

     ต่อภาคสองในทันทีหลังจากฟินจากภาคแรกเมื่อวาน ผิดคาดพอประมาณที่หนังไม่ได้มุ่งหมายที่จะสานต่อเรื่องราวการสร้างทางรถไฟพาดผ่านหมู่บ้านตระกูลเฉินแถมยังลดบทบาทของตะวันตกลงไปมากจนแทบไม่ได้กล่าวถึง (ในที่นี่เป็นเพียงแบ็คอับของตัวร้ายในนามบริษัทอีสต์อินเดีย) แถมยังเฉียดใกล้ความเป็นหนังรัก-ตลกเจือแอ็คชั้นไปอีก แม้จะยังคงสานต่อความป๊อปจากภาคที่แล้วแต่ผลที่ได้กลับไม่ได้มอบหรือคงไวัซึ่งความรู้สึกแปลกใหม่อีกแล้ว กลายเป็นหนังล้างแค้นดูเพลินที่ไร้ประเด็นให้คิดต่อยอดไปอย่างน่าเสียดายทั้งๆที่ภาคก่อนทิ้งไว้ได้อย่างน่าติดตาม แถมจบได้เหี้ยห่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และยังเสือกริจะต่อภาคสามด้วย สัด มาๆ ทำมากูก็จะรอดู

เอาน่ะแม้จะผิดหวังกับหนังพอควรแต่อีกด้านเราก็ยังยอมรับว่ามันสนุกและมันส์มาก ฉากแอ็คชั้นนั้นทำเอาเราแทบจะอุทานออกมาเกือบทุกฉาก มันเก๋มาก, ล้ำและเท่ห์เหลือเกิน (โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในห้องครัวหลวงช่วงท้าย กรี๊ดสลบเลยให้ตายเถอะ) ส่วนพี่เหลียงเจียฮุยนี่หายห่วงเพราะพี่แกมาเพื่อเท่ห์และฆ่าทุกคนในทุกๆฉากจริงๆ ส่วนประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจคือหนังมันเอาความเป็นวิทยาศาสตร์มาเล่นเยอะขึ้น (จากภาคแรกที่เทียบได้กับกลิ่นจางๆ) เอามาใส่ในตัวเรื่องและความสัมพันธ์ได้น่าสนใจดีโดยเฉพาะตัวละครพี่ใหญ่ของตระกูลเฉิน(ตระกูลแห่งกังฟู)แต่ดันชอบการประดิษฐ์เครื่องกล ประโยคคีย์หลักของตัวละครตัวนี้คือ “โลกเขาประดิษฐ์ปืนใหญ่กันแล้ว แต่พวกเรายังจะมั่วมาฝึกกังฟู” ซึ่งแม้ช่วงผสมผสานของสองศาสตร์นี้จะง่อยเปลี้ยเหลือเกิน แต่เอาน่ะอย่างน้อยมันก็ยังพอมีอะไรให้รู้สึกบ้าง

เกร็ดเล็กๆน้อยๆ:
1. หนังเรื่องนี้ได้คนไทยมามิกซ์เสียงให้ (มีสองคนแต่จำชื่อไม่ได้ละ)
2. แดเนียล วูมาแจมด้วยนิดหน่อย

27/02/13 – ม้ง สงครามวีรบุรุษ (เสรี พงศ์นิธิ, เจมมี่ ว่างลี/ ไทย/ 2555) – 0.25/5

     หนังเรื่องอาจถูกเรียกได้ว่าเป็นหนังม้งเรื่องแรกในกระแสหลักของบ้านเรา ฟังดูน่าตื่นเต้นดียิ่งพอได้เห็นโปรดักซ์ที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ด้วยแล้วยิ่งน่าสนใจว่าภาพยนตร์ม้งในบ้านเราจะมีที่ทางและสามารถเดินต่อไปได้ไกลเพียงใดแม้การเริ่มก้าวแรกนี้จะดูมีนัยยะพึ่งพิงและอ่อนข้ออ่อนแรงเหลือเกินจนอดสงสัยไม่ได้ว่าม้งในที่คือม้งกลุ่มไหนและมีภาวะซ่อนเร้นอื่นๆหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐไทย

20 นาทีแรกของหนังน่าสนใจทีเดียว มันว่าด้วยเรื่องของการถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจของรัฐไทยต่อชาวม้งและการเข้ามาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมไปถึงการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ที่เขาค้อเมื่อปี 2508 จนก่อให้เกิดเรื่องราวดราม่าอันกลายมาเป็นเส้นเรื่องหลักของหนังเมื่อเด็กม้งคนหนึ่งได้รับการเลี้ยงดูจากทหารไทยและโดน “กล่อม” จนกลายมาเป็น “สะพานมิตรภาพ” เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับชาวม้งโดยมีศูนย์รวมดวงใจคือพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินผู้เมตตา (หนังว่าไว้อย่างนั้น)

ซึ่งช่วงเวลาที่เหลือของหนังหลังจาก 20 นาทีแรกนั้นกลายเป็นเหมือนหนังคนละม้วน มันหนักหนาสากันเหลือเกิน ไม่เกินเลยนักที่จะกล่าวว่ามันกลายเป็นหนัง Propaganda เต็มรูปแบบอันเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาศึกษาเคียงคู่กับการเมืองไทยร่วมสมัยได้เลยด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่แปลกประหลาดมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องราวความเป็นดร่าม่าสำคัญๆทั้งหลายที่แลดูเหมือนหนังจะไม่ได้ต้องการใส่ใจมากนัก ประมาณว่าสร้างเหตุในฉากนี้แล้วก็ไปคลายในฉากต่อไปเลยทันทีเช่น ทะเลาะกับพ่อและสัญญากันในฉากแรก ฉากต่อมาก็ลืมสัญญาไปเลย แล้วก็ไปเจอพ่อตัวจริงและก็เข้าใจกันเลยอย่างรวดเร็วแถมไปเจอลูกพี่ลูกน้องในป่าโดยบังเอิญอีกแล้วฉากต่อมาก็ไปเจอศพพ่อตัวเองที่ทั้งกองทัพหากันไม่เจอมาตั้ง 15ปีแบบเฉยเลย!!!

แล้วอะไรล่ะที่หนังสนใจ? ถูกต้องคร้าบบบ ส่วนที่เหลือของหนังคือการไปเล่าเรื่องความเป็นพร๊อพพาแกนด้าที่ว่า หนังให้ภาพชัดเจนเลยว่าใครคือคนดี ใครคือตัวร้ายและใครคือเหยื่อโดยไม่คำนึงถึงเบื้องลึกของการกระทำของทั้งเหยื่อและตัวร้ายเลยด้วยซ้ำอันเห็นได้จากในหนังเรื่องนี้ไม่มีการเจรจาแบบทางการใดๆเลยระหว่างรัฐไทยกับ พคท.(จะในคราบชาวม้งหรือไม่ก็ตาม) มีแต่การเจรจาด้วยกระบอกปืนหรือลูกระเบิดเท่านั้นโดยหลังเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะเป็นการนำวาทกรรมซ้ำรอยที่ลอยเหนือฟ้าตลอดเวลาอย่างปรองดอง, สมานฉันท์หรือแม้แต่การไล่ออกไปจากแผ่นดินซะ! มาครอบไว้อันเป็นอะไรที่แวรี่ไทย ไทยชั้นกลางด้วย(อันเป็นเหตุผลที่เราสงสัยความเป็นม้งของผู้สร้าง) ฉากหนักที่สุดของหนังคือการที่ “สะพานมิตรภาพ” วิ่งไปรับเสาธงที่มีธงชาติไทยแขวนอยู่ไว้ไม่ให้ตกลงพื้นแถมยังโดนเพื่อนชาวม้งผู้เดือดดาดยิ่งเข้ากลางอก โดยก่อนตายนอกจากเขาพรรณาชึวิตตัวเองเพื่อสร้างดร่าม่าแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเรื่อง “รักกันไว้นะ เราคนไทยเหมือนกันนะ นี่เป็นแผ่นดินของบุคคลหนึ่งนะ ท่านมีเมตตานะ” อันยาวกว่าดราม่าของตัวเองเสียอีก แล้วเออ! จบท้ายด้วยการ “ร้องเพลงชาติไทย” ร่วมกัน WTF! WTF!! WTF!!!

แต่แสนจะเกินพรรณาที่สุคคือในท้ายที่สุดหนังมันบอกกับเราว่าการทำเพื่อประชาชนนั้นสำคัญน้อยกว่าการทำเพื่อแผ่นดินและเพื่อบุคคลเดียว

ปล. ได้รับการยอมรับเทียบเท่ารางวัล…. มันคืออัลไล???