Month: January 2013

Silver Linings Playbook (David O. Russell/ US/ 2012)

15/01/13 – Silver Linings Playbook (David O. Russell/ US/ 2012)

เอาเข้าจริงมันก็คือ Little Miss Sunshine ของปีนี้ที่เป็นหนังเล็กๆฟีลกู๊ดแบบที่ออสการ์ชื่นชอบเพื่อเอามาต่อกร(แบบไม้ประดับ)กับเหล่าหนังเขี้ยวลากดินทั้งหลายและโดยส่วนตัวเราไม่ค่อยถูกจริตกับหนังของรัสเซลล์เท่าไหร่นัก อย่าง The Fighter เมื่อสองปีก่อนก็มาในแนวเดียวกัน เป็นหนังเล็กๆและฟีลกู๊ดเหมือนๆกัน เด่นที่นักแสดงเหมือนๆกันแต่ดูแล้วก็อบอุ่นประเดี๋ยวประด๋าว หลังจากนั้นก็จำอยู่ได้แค่ไม่กี่ฉาก

กระนั้นก็ตาม อย่าเพิ่งมองหนังว่าด้อยค่า เรายอมรับว่าหนังมันถึงพร้อมในการสร้างความบันเทิงและมีอะไรให้ได้รู้สึกแกมความน่ารักกับเรื่องราวของคนไม่ปกติสองคน คนสองคนที่มีแผลเป็นอันส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิต คนสองคนที่ได้มาพบกันแล้วมาเติมเต็มกันและกัน ฟังดูยี้มากแต่เราชอบที่มันคนหนึ่ง (แพทริค) พยายามต่อต้านความบ้าของตัวเอง พยายามปกปิดความรู้สึกลึกๆภายในของตัวเอง (ซึ่งก็ทำไม่ค่อยจะได้) แต่เสือกไปว่าคนอื่นว่าบ้ากว่าเพียงเพราะเธอ(ทิฟฟานี่)เป็นคนเปิดเผยทุกสิ่งทุกสิ่งที่อยู่ในใจและรู้ตัวเองดีว่าต้องการอะไร โดยส่วนที่ทำให้หนังมันน่ารักก็คือไอ้คนไม่ปกติสองคนนี้มันดันรักกันแต่เสือกปิดกันไว้ แล้วมันก็เดินไปตามสูตรว่าความรักเป็นของคนทุกคน (อันหมายความรวมไปถึงความรักของเพื่อนและครอบครัวด้วยนะ) จะว่าไปมันก็คืออีกขั้วหนึ่งด้านไกลๆของ Amour

ยอมรับตามตรงว่าระดับความชอบของเราจะลดน้อยลงไปเป็นเฉยๆทันทีหากหนังเรื่องนี้ไม่มีน้องเจน บอกตามตรง การมีน้องเจนทำให้หนังเรื่องนี้ดู “มีอะไรมากๆ” สำหรับเรา (ส่วนตัวฉิบหายเลย) เราชอบฉากเปิดเปลือยความรู้สึกและระเบิดอารมณ์ในร้านอาหารฉากนั้นและแน่นอนฉากการเต้นรำกับพี่เบรดที่ทำเอาหลับฝันดี (แม้ว่าจะทำให้นึกไปถึงฉากประกวดธิดาหนูน้อยใน LMS ก็ตาม)

เอาเป็นว่าใครชอบหนังฟีลกู๊ด นี่คือหนังสำหรับคุณ หรือใครอยากดูการแสดงดีๆ เรื่องนี้จัดมาอย่างเต็มที่นอกจากน้องเจนแล้ว เรายังมีพี่เบรด ป๋าเดอนิโร ป้าแจ็คกี้ ที่มาแบบไม่น้อยหน้าใคร

4/5

Advertisements

Amour (Michael Haneke/ France, Germany, Austria/ 2012): ย่างก้าวใหม่ของฮาเนเก้

14/01/13 – Amour (Michael Haneke/ France, Germany, Austria/ 2012) 

หนังเรื่องล่าของเสร็จพ่อฮาเนเก้ที่ไปคว้าปาร์มทองและลูกโลกทองคำปีล่าสุดมาได้ และคงต้องคว้าหนังต่างประเทศของออสการ์มานอนกอดอยู่แล้ว ในฐานะที่ติดตามงานของเสร็จพ่อมาหลายๆเรื่อง(แต่ก็ยังดูไม่ครบเสียที T_T)เราพบว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่เพิ่มเลเวลความละเมียดละไมให้มากขึ้นแต่ยังคงดูจริงและเจ็บปวดร้าวราน หนังพาเราเข้าไปพบกับความรักหลากหลายด้านและตั้งคำถามถึง Eternity Love ว่ามันมีจริงหรือไหม? ด้วยการพาผู้ชมเข้าไปตามติดคู่รักวัยดึกที่ฝ่ายหนึ่งกำลังจะตายจาก อันเป็นบทพิสูจน์กับคำถามที่ว่านั่น ความเจ็บปวดประการแรกคือการที่เราได้พบว่ารักแท้ของทั้งคู่มันเสือกอยู่คนละมุมฝั่งที่เข้าใกล้กับเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องเมื่อนั้นตราบจนความอดทนจะหมดลง ซึ่งดันเป็นการหมดลงด้วยความรักด้วยซิ

อีกสิ่งหนึ่งที่หนังตั้งคำถามกับผู้ชมคือความรักมันเป็นเรื่องของใครบ้าง? มันเป็นเรื่องของคนสองคน? หรือจริงๆแล้วเป็นเรื่องปัจเจกส่วนบุคคลกันแน่? ฉากที่ดีมากๆคือฉากที่ตัวพ่อบอกกับลูกสาวประมาณว่า “เธอจะมายุ่งอะไรกับชีวิตเราทั้งสอง ในเมื่อเธอก็โตขึ้นและออกไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้วและแทบไม่เคยกลับมาพบเจอกัน” ตัวลูกสาวนั้นคือภาพแทนของคนชั้นกลางที่พยายามจะใช้สิทธิ์ตามความเชื่อของชนชั้นที่ได้รับ (ที่เชื่อว่าเป็นสิ่งดีและควรทำ) แต่คำถามคือเรามีสิทธิ์นั้นจริงหรือในการเข้าไปข้องเกี่ยวกับความรักระหว่างคนสองคน มันเลยกลายเป็นความรักที่มาเป็นตัวสะดุดให้กับอีกหนึ่งความรักและยิ่งเมื่อความรักมันอยู่คนละฝั่ง(ตามย่อหน้าแรกที่ว่าไป)ทุกอย่างมันก็ยิ่งลงเหวลึกและแตกร้าวเจ็บปวดเมื่อถึงฉากสุดท้าย

อนึ่ง หากเราลองมองย้อนกลับไปในหนังทั้งหมดของฮาเนเก้ เราพบความแตกต่าง 2 อย่างในเรื่องนี้กับหนังเรื่องก่อนๆนั่นคือ:

1. ความฝัน: นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกของฮาเนเก้ที่ตัวละครมีความฝันจริงๆ (แม้จะยังคงเป็นฝันร้าย) ความฝันบอกเหตุที่นำไปต่อยอดอีกทีใจฉากเซอร์เรียลก่อนจบอันอาจเป็นภาพฝันของบทสรุป

2. อิสระภาพ: นกพิราบในเรื่องน่าจะเป็นตัวแทนที่ดี นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เขามอบอิสระภาพให้แก่ตัวละคร แน่นอนอิสระภาพที่ว่านั้นก็คือความตาย (ปลดปล่อยพันธนาการทุกอย่าง) อันเป็นความตายในบริบทที่เรายังไม่เคยเห็นในหนังของเขา (บริบทในด้านสว่าง)

ในฉากสุดท้ายของหนังที่ทุกอย่างผ่านไปแล้ว หนังจงใจตั้งกล้องในตำแหน่งที่แปลกตาและต่างออกไปจากช่วงเวลาก่อนหน้าพร้อมใช้เลนส์ภาพกว้างที่ให้ความรู้สึกเว้งว้างเปล่าเปลี่ยวดั่งภาพฝัน อิสระภาพโบยบินออกไปนอกหน้าต่างแล้ว รอต้อนรับลูปความรักอันใหม่ที่จะมาในไม่ช้า

ปล. กราบตีนเอ็มมานูเอล ริว่า รัววววววววววว

5++/5

My Best on films of 2012

In the year 2012, I saw 229 films in total which is much more than last year (only140 films), most of them are Thai films so this year I’d like to make one more list for Thai films.

All films I saw are here: https://www.facebook.com/media/set/?set=a.3002980632003.2156396.1186959115&type=1

And this is my best on films of 2012:

A. Best 10 Films of 2012 (included films in year 2011):

10. The Hunger Game (Gary Ross/ US/ 2012)

9. Skyfall (Sam Mendes/ US/ 2012)

8. Hugo (Martin Scorsese/ US/ 2011)

7. We Need to Talk About Kevin (Lynne Ramsay/ UK, US/ 2011)

6. The Tall Man (Pascal Laugier/ USA, Canada, France/ 2012)

5. Post Teneblas Lux (Carlos Reygadas/ Mexico, France, Netherlands, Germany/ 2012)

4. Laurence Anyways (Xavier Dolan/ France, Canada/ 2012)

3. Shokuzai AKA. Penance (Kiyoshi Kurosawa/ Japan/ 2012)

2. Turin Horse (Bela Tarr, Agnes Hranitzky/ Hungary/ 2011)

1. A Separation (Asghar Farhadi/ Iran/ 2011)

Honorable Mentions:

1. Barbie (Lee Sang-Woo/ South Korea/ 2012)

2. Helter Skelter (Mika Ninagawa/ Japan/ 2012)

3. Shame (Steve McQueen/ UK/ 2011)

4. Life Without Principle (Johnnie To/ HK/ 2011)

5. Le Havre (Aki Kaurismäki/ Finland, France, Germany/ 2011)

6. Rise of the Planet of the Apes (Rupert Wyatt/ US/ 2011)

7. The Skin I Live In (Pedro Almodovar/ Spain/ 2011)

8. Once Upon A Time in Anatolia (Nuri Bilge Ceylan/ Turkey, Bosnia and Herzegovina/ 2011)

B. Best 10 films in my 2012 experience:

10. Let The Bullets Fly (Wen Jiang/ China, HK/ 2010)

9. Paranoir Agent (Satoshi Kon/ Japan/ 2004)

8. The Dreamers (Bernardo Bertolucci/ UK, France, Italy/ 2003)

7. I Killed My Mother (Xavier Dolan/ Canada/ 2009)

6. Elephant (Gus Van Sant/ US/ 2003)

5. The Cameraman (Buster Keaton, US/ 1928)

4. The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008)

3. Code Unknown (Michael Haneke/ France, Germany, Romania/ 2000)

2. Martyrs (Pascal Laugier/ France, Canada/ 2008)

1. Alphaville (Jean-Luc Godard/ France, Italy/ 1965)

Honorable Mentions:

1. Weekend Lover (Lou Ye/ China/ 1995)

2. Tokyo Sonata (Kiyoshi Kurosawa/ Japan/ 2008)

3. Metropolis (Fritz Lang/ Germany/ 1927)

4. Mary and Max (Adam Elliot/ Australia/ 2009)

C. Best 10 Thai films I saw in 2012:

10. สุรีรัตน์ล่องหน (ส. อาสนจินดา/ ไทย/ 2504)

9. กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้ (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล/ ไทย/ 2538)

8. 36 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2555

7. ลัดดาแลนด์ (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์/ ไทย/ 2554)

6. ทองปาน (ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร, ยุทธนา มุกดาสนิท, รัศมี เผ่าเหลืองทอง/ ไทย/ 2520)

5. เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ/ ไทย/ 2521)

4.  Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย / 2555)

3. ทวิภพ Director’s cut (สุรพงษ์ พินิจค้า/ ไทย/ 2547)

2. Mekong Hotel (Apichatpong Weerasethakul/ Thai/ 2012)

1. แต่เพียงผู้เดียว (คงเดช จาตุรัตน์รัศมี/ ไทย/ 2555)

Honorable Mentions:

1. บ้านทรายทอง (รุจน์ รณภพ / ไทย/ 2522)

2. It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2554)

3. 3 friends AKA. มะหมี่ (อาทิตย์ อัสสรัตน์, มล. มิ่งมงคล โสณกุล, ภูมินทร์ ชินะฤดี/ ไทย/ 2549)

D. Guilty Pleasure of 2012:

1. Vampire Girl VS. Frankenstein Girl (Yoshihiro Nishimura, Naoyuki Tomomatsu/ Japan/ 2009)

2.  Architecture 101 (Yong-Joo Lee/ South Korea/ 2012)

3. รักซิกแซก 1 (ตุล บุญนวล/ ไทย / 2012)

4. The Sandman (Peter Luisi/ Switzerland/ 2011)

E. Memorable moment of 2012:

1. Watch “After Midnight (Davide Ferrario/ Italy/ 2004)” at Thai Film Achieve:

No place is suitable to see a love story of cinephile in Turin Film Museum like here, right? (after screening you also can meet with Mr. Keaton at the train of Cinema station)

2. Continuously watch Scream 1 to 4:

  It’s like ride a roller coaster!!!