Film I’ve seen in November

02/11/16 – เลิฟอะรูมิไลค์ รักอะไรไม่รู้ (จิต กำเหนิดรัตน์, ฆนาการ สายทอง, ไทย/ 2015)  – 0.5/5

นี่…มัน…เหี้ย…อัล…ไล…ม่าย…ยู้

พอรู้ว่าหนังมันเป็นแบบนี้ก็เลยเปิดทิ้งที่จอด้านหนึ่ง แล้วไปอ่านความรู้และปัญหาเรื่องข้าวในจออีกด้านนึง

ดีจัง พอหนังจบ ได้ความรู้ใส่สมองพร้อมกับความรู้สึกว่าหนังจบแล้ว เย้ๆ

ปล. มันมีเอนเครดิตสั้นๆ แต่กลับน่าสนใจกว่าหนังทั้งเรื่องอีกง่ะ

02/11/16 – Doctor Strange (Scott Derrickson / US/ 2016) – 2/5

– โครงสร้างของหนังมัน สตาร์ว๊อร์ สตาร์วอร์ มีมาสเตอร์โยดาสวินตัน, ดาร์คเวเดอร์หมีแพนด้าและเจไดที่เป็นคนตลกแต่มือไม่ขาด แต่ก็ไม่วายมีคนมือขาดอยู่ในหนังอยู่ดี (อันนี้ไม่ว่ากันเพราะผู้บริหารเคยออกมาบอกแล้วในหนังหลายๆเรื่องของมาเวลล์)

– ขำเองอยู่คนเดียวทุกทีที่เห็นฝรั่งมาพล่ามถึงปรัญญาแบบตะวันออก พวกเรื่องนามธรรมต่างๆนาๆ ถอดจิต เอาชนะจิต บลาๆๆๆๆ ไม่รู้ทำไม

– แล้วพอมันพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ทางมันเลยเปิดอ้าซ่า แบบกูจะเล่นอะไรก็ได้แล้วโว้ย ตรรกะเหตุผลไม่มีความจำเป็นอีกแล้วโว้ย ไปค่ะซิส! ไปเมากันให้เต็มที่เลยค่ะ

– ชอบใบหน้าของ ทิลด้า สวินตัน มาก รู้สึกเหมือนหน้าโดนฉีดฟอร์มาลีนตลอดเวลา หน้าซีดๆ ปากเผยอๆนิดๆ

– หงุดหงิด ฮ่องกง ดูไม่ฮ่องกงเลย

– โดยรวมเฉยๆแกมเบื่อๆ ดีที่ชอบในตัวนักแสดง ชอบคัมเบอร์แบตช์ ชอบแมคอดัมส์ ชอบสวินตัน เลยถือซะว่ามาดูพวกนางๆรำงิ้วพักผ่อนกัน

– กล่าวเหมือนเดิมกับจักรวาลมาเวลล์ว่ามันจะไปได้สุดถึงตรงไหน ตอนนี้มีทั้งเรื่องบนโลกปกติ บนโลกอื่น ตะลุยจักรวาลก็มี แล้วนี่ล่าสุดก็สายเวตมนต์ ดูซิ มึงจะยำได้อีกนานแค่ไหน

04/11/16 – The Tunnel (Kim Seong-hun/ South Korea/ 2016) – 2.5/5

รู้สึกว่าได้ดูหนังในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าหนังที่มันด่าสื่อ ด่ารัฐตรงๆแบบนี้ในช่วงเวลาที่เกาหลีใต้กำลังฉิบหายกับเรื่องประธานาธิบดีของตนเองอยู่

แต่หนังก็ไม่ได้เซอร์ไพร์สอะไรเราเท่าไหร่ เพราะจริงๆเรื่องมันไม่มีอะไรเลยแต่กลับยาวตั้งเกือบสองชั่วโมง มีแค่คนรอความช่วยเหลือในอุโมงค์ กับคนที่เข้ามาช่วยเหลือ แต่เพราะอีคนแรกมันทำอะไรมากไม่ได้มากกว่าการรอความช่วยเหลือ หนังมันเลยพยายามใส่ดราม่าเข้าไป เจอสงเจอสาวเจอหมาอะไรงี้ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ดังนั้นประเด็นหลักๆของมันเลยไปอยู่กับกลุ่มคนข้างนอกที่มีส่วนร่วมกันช่วยเหลืออีคนติดใต้ซากอุโมงค์นี้ อันเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังนั่นแหละ ด่าสื่อ ด่าเจ้าหน้าที่ ด่ารัฐแบบแรงๆกันไป สนุกดี

ช่วงท้ายที่ยกเลิกภารกิจนี่ดีนะ แต่แหม เสียดายที่มันประณีประนอมจนไปไม่สุดทางสำหรับเรา

05/11/16 – ขุนพันธ์ (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2016) – 3/5

เฮ้ย สนุกทีเดียว ส่วนหนึ่งก็มาจากโปรดักซ์ชั่นและคิวบู๊นี่แหละ นึกถึงหนังเอเซียที่ชอบอย่าง Let The Bullet Fly จากจีน หรือ  The Good, The Bad and The Weird ของเกาหลีใต้ ตรงที่มันเอาขนบหรือเรื่องเล่าบางอย่างของประเทศตัวเองไปใส่ไว้ในขนบแบบโลกคาวบอยตะวันตก

แล้วก็ชอบผู้หญิงในหนัง เข้าใจแหละว่าขนบหนังแบบนี้ผู้หญิงเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าตัวรองของเหล่าผู้ชายแมนๆ แต่ในหนังทั้งหมดเรากลับรู้สึกกับผู้หญิงคู่นี้มากที่สุดโดยไม่มีสาเหตุ แม้น้องกบจะพูดใต้ได้ฝาดหูมากเหลือเกินก็ตาม (คือจริงๆอยากให้คู่นี้ได้กัน)

ส่วนอีกคนที่ต้องชมคือ พี่น้อย พี่น้อยสุดมาก ตีความตัวละครออกมาดีจนอยากให้หนังเล่าในมุมมองตัว อัลฮาวียะลู มากกว่า ด้วยทั้งการแสดงและแนวคิดของตัวละครมันน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ เบื่อขุนพันธ์กับแนวคิดขวาตกขอบแบบนี้ (ขอฝันใฝ่ กันเลยทีเดียว)

ออ หนังทั้งหมดฉิบหายลงเมื่อการปรากฏตัวของ…..เสือใบ!

06/11/16 – Natalie (Ju Kyung-jung/ South Korea/ 2010) – 2/5

ศิลปินช่างปั่นผู้สร้างประติมากรรมนู๊ดชื่อดังกับปริศนาความลับเบื้องหลังงานประติมากรรม นาตาลี ที่จะถูกเปิดเผยขึ้นจากการปรากฏตัวของนักวิจารณ์งานศิลป์ผู้มีความสัมพันธ์บางประการกับผู้เป็นแบบของนาตาลี เรื่องราวความรักและความลุ่มหลงในช่วงเวลา 10ปี ที่กำลังจะถูกเปิดเผย…

นอกจากฉากเอากันแล้วหนังก็ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเท่าไหร่นัก ปริศนาที่ถูกคลี่คลายอย่างตรงๆทื่อๆเพื่อการมุ่งไปสู่แนวคิดสุดโรแมนติก

อันนี้ไม่เกี่ยวกับหนัง แต่ชอบนางเอกตอนเต้นบัลเล่ต์ งดงามดี

12/11/16 – บุปผา อาริกาโตะ (ยุทธเลิศ สิปปภาค / ไทย/ 2016)0.5/5

อย่างที่ไอ้เแจ็คว่าไว้ในเรื่องเลย  “เหี้ยแล้วววววว”    “ไปกันใหญ่แล้วววววว”

หมดกันประเด็นเฟมินิสต์ หมดกันสไตร์การ์ตูนเล่มละบาท หมดกันแก็งค์แฟนฉัน

นอกจาก เก้า อย่างอื่นแย่ยิ่งกว่าจะบอกว่าไม่น่าจดจำ

“เหี้ยแล้วววววว”     “ไปกันใหญ่แล้วววววว”

14/11/16 – Ten Years (Jevons Au, Ng Ka-Leung, Chow Kwun-Wai, Fei-Pang Wong, Kwok Zune/ HK/ 2015) – 3.5/5

จะเป็นอย่างไรเมื่อฮ่องกงกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างสมบูรณ์ในอีก 10ปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้คือภาพสะท้อนของฮ่องกงในเรื่องนี้ หนังสั้น 5 เรื่องผู้ชนะรางวัลจาก Hong Kong Film Awards เมื่อปีที่แล้ว และจีนก็แบนหนังไปตามระเบียบ

โดยรวมรู้สึกว่ามันหนักหน่วงดี เต็มไปด้วยความเกรี๊ยวกราดของคนฮ่องกงที่มีต่อรัฐบาลจีน โอเคแหละว่ามันอาจจะเต็มไปด้วยไบเอส เป็นการคิดไปก่อน คิดไปเองหรือเดาเอาเองไว้ล่วงหน้า แต่หากเป้าหมายคือรัฐบาลจีนแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทังนั้น

เรียงตามความชอบจากน้อยไปมาก

1. Season of the End: จริงๆไอเดียมันดีนะที่พูดถึงการเก็บรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ แต่ปัญหาของตอนนี้คือการนำเสนอแบบนิ่งเรียบและสื่อสารแบบวนอ้อมสาระแกนหลักตลอดทั้งเรื่อง อันเป็นเหตุให้คนดูถูกผลักออกจากหนังตลอดเวลา จุดพีคสุดของหนังอย่างการเอาตนเองเป็นอัตลักษณ์เสียเองมันเลยไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าไหร่

2. Extras: หนังพูดถึงภาพของระบบหากจีนเข้าครองฮ่องกงด้วยการสร้างสถานการณ์ในการควบคุมประชาชน มันตรงไปตรงมา มีผู้วางเกม ผู้เป็นเหยื่อ ผู้เล่นและผลสัมฤทธิ์ ชัดแจ้งจนไม่เห็นอะไรนอกจากนั้น (อย่างไรก็ตาม มันดีทีเดียวหากคิดแนบในบริบทของประเทศไทย)

3. Dialect: ตอนนี้จริงๆก็ชัดและตรงไปตรงมา แต่มันแนบชิด ใกล้ตัวและรู้สึกได้มากกว่าในแง่ที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้เมื่อฮ่องกงอยู่ภายใต้จีนอย่างสัมบูรณ์ด้วยการบังคับเปลี่ยนภาษาทางการจากกวางตุ้งเป็นจีนกลาง มันพูดถึงการต้องปรับตัวของฮ่องกง ตั้งแต่การต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษเมื่อก่อนโน้นจนมาถึงการบังคับพูดจีนกลาง, การพล่าเลือนอัตลักษณ์ของฮ่องกงจนถึงการอยู่รอดในสภาวะใหม่ที่ไม่คุ้นชิน

4. Local Egg: ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่สุดโต่งที่สุดที่จับเอาลัทธิเหมายุคปฏิวัติวัฒนธรรมมาใส่ไว้ผ่านกลุ่ม Young Guard ผู้คอยสอดส่องจับผิดสิ่งที่ขัดแย้งต่ออุดมการณ์ของจีน ขัดแย้งต่อความเป็นชาติจีน เพื่อลดความเป็นอื่นจากจีนลงไป (ในที่นี้คือคำพื้นถิ่นและอาหาร) โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะเป็นคนในครอบครัวตัวเอง ซึ่งหนังมันก็ตบหน้าจีนแรงทีเดียว

5. Self-immolator: นี่คือตอนที่ดราม่าที่สุดและพาคนดูพุ่งไปสุดทางที่สุด หนังทำตัวเป็นสารคดีหลอกๆที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มคนต่างๆในปี 2025 อันประกอบทั้งผู้ที่เห็นด้วย เห็นต่างหรือผู้ที่ยอมประนีประนอมกับจีนในช่วงเวลาที่จีนเข้าครองฮ่องกง พ่วงไปกับเรื่องราวของการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวเพื่อปลดปล่อยฮ่องกงจากจีน โดยมีเหตุการณ์การเผาตัวเองหน้าหน้าสถานกงศุลอังกฤษเป็นต้นเรื่อง มันพูดถึงความหวังและราคาที่ต้องจ่าย ช่วงเฉลยในตอนนี้นำพาอารมณ์คนดูพุ่งถึงขีดสุดมากๆ มากเสียจนถ้าเราเป็นคนฮ่องกงคนอินน้ำตาแตก

16/11/16 – Your Name (Makoto Shinkai/ Japan/ 2016) – 4.5/5

ดีใจที่มันออกมาอย่างที่คาดหวัง ในหนังของชินไกที่เราเคยดูเราชอบ 5 Centimeters Per Second มากที่สุด แล้วเรื่องนี้มันก็เหมือนกับการเอาสารใน 5 Cen มาทำใหม่ให้มันแมสขึ้น ลงตัวขึ้นและประณีประนอมมากขึ้น ผลคือแม้ไม่ได้กลายเป็นหนังที่ชอบที่สุดแต่ก็ยอมพ่ายแพ้กับมันแบบถวายตัวให้

เหตุผลที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้กับ 5 Cen มากก็คือการที่มันพูดเรื่องอำนาจของเวลาที่มันส่งผลต่อความทรงจำและการหลงลืม มันเป็นประเด็นที่เรารู้สึกร่วมเป็นพิเศษ ยิ่งในช่วงหลังๆที่รู้สึกว่าความทรงจำของตัวเองย่ำแย่ลงไปเยอะมาก จำได้ว่าใน 5 Cen ในองค์สุดท้ายที่เราร้องไห้ออกมาเลย การหลงลืมโดยไม่ได้ตั้งใจมันรุนแรงมาก แล้วใน Your Name มันก็สานต่อประเด็นนี้เข้าไปอีกด้วยการเสริมเรื่องของ “ความฝันของเมื่อคืนที่เราจดจำมันไม่ได้” อันเป็นอีกสิ่งที่เรามีความรู้สึกร่วมมมากๆ เรามักตื่นจากฝัน แต่เราจำรายละเอียดอะไรไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าเราฝันแต่เราจำหน้าคนหรือสถานที่ไม่ได้เลย ความสอดคล้องของอาการ “หลงลืม” ของทั้งในแง่ของการผ่านไปของเวลาและในห้วงความฝัน มันเลยยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดของเราเอง

และอีกส่วนที่เราสงสัยใคร่รู้คือความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง อะไรที่สิ่งทำให้ตัวละครที่สลับร่างกันมันรักกัน? คนที่มันอยู่ในร่างกายและสภาพแวดล้อมของอีกคนมันรักกันได้ยังไง? ซีนที่ตั้งคำถามนี้คือซีนที่มิซูฮะร้องไห้หน้ากระจกที่เรารู้สึกว่าเธออยากเป็นคนไปเดตกับรุ่นพี่มากกว่าจะหลงรักทากิ เราเลยรู้สึกว่าความรักในเรื่องมันคือความรักในร่างกายและแวดล้อมของอีกฝ่ายมากกว่าที่จะเป็นความรักระหว่างบุคคล คือมึงอาจไม่ได้รักกันจริงๆหรอก มึงแค่อยากได้ตัวตนของอีกฝ่ายมากกว่า การพยายามช่วยเหลือกันและกันก็เพื่อการรักษาสภาวะสลับร่างกันไว้มากกว่าจะเป็นความรักระหว่างกัน ซึ่งเราชอบประเด็นนี้มากๆ แต่ก็นั้นแหละช่วงท้ายของหนังมันกลับไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด แต่ก็ถือว่าโชคดีที่หนังมันสามารถเอาประเด็นการหลงลืมมากลบความสงสัยใคร่รู้ของเราได้อย่างแนบเนียน แล้วเรื่องความรักสำหรับเราก็กลายเป็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทไป

องค์ประกอบอื่นๆก็ดีหมดจด เพลงดี ภาพเลอ ช่วงท้ายแม้จะยืดยาดแต่ก็ประคองได้อยู่มือทั้งๆที่มันง่ายที่จะทำให้คนอย่างเราเกลียด (ออ! เนื้อเพลงตอนเครดิตนี้ดีงามจนอยากกราบทั้งคนแต่งและคนแปล)

26/11/16 – Star Trek: Beyond (Justin Lin/ US/ 2016) – 2/5

– ประเด็นมันเชยชะมัด พอประเด็นมันไม่แรงมันเลยไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ ได้แค่ไปสนุกกับแอ็คชั่นเป็นห้วงๆ

– ดีที่มันแชร์ความสำคัญไปให้ตัวละครอื่นๆบ้างโดยเฉพาะซูลู แต่กลับเสียดายที่พี่หมอกับสป๊อคดัน “วาย” ไม่ขึ้นเท่าไหร่ อิอิ

– เสียใจกับจัสติน ลิน ด้วยที่เข้ามาแทนพี่เจเจไม่ได้จริงๆ บั๊ย

26/11/16 – Lucy (Luc Besson/ US/ 2014) – 4/5

– ฟินน้ำแตก เมิงไปไกลมาก ทะเยอทะยานไปสุดขอบฟ้า ตัวอย่างอันดีของการโม้ให้ได้ดี

– ไอเดียหนังมันล้ำและแข็งแรงมากจริงๆ มากเสียจนอีพวกซีนแอ็คชั่นต่างๆนาๆนี่กลายเป็นส่วนเกินไปเลยเพราะมันไมได้ตอบโจทย์ใดๆอีกแล้ว (อีลูซีเทพซะขนาดนั้น) ยกเว้นเพียงแค่การทำให้รู้ว่าอีลูซี่ไต่ขึ้นไปถึงระดับไหนแล้วแค่นั้นแหละ

– ชอบไอเดียเรื่องเวลาที่สัมพันธ์กับการมีตัวตนและการส่งต่อความรู้ หากไร้ซึ่งเวลาแล้วไซร้ ตัวตนเราก็ไม่มีความหมาย สิ่งสูงสุดเลยมิใช่เพื่อความอยู่รอด แต่คือการถ่ายทอดความรู้ต่อยอดไป

– หนังสั้นดีด้วยและก็ชอบมาที่แม่งตัดจบไปเลย อารมณ์คนดูเลยเหมือนกำลังโดน CPH4 กระจายเข้าสู่ร่างกาย

– ดูจบแล้วคิดว่าคงต้องดู Transcendence ต่อเลย เชื่อมกันกลายๆ

27/11/16 – คน-โลก-จิต (นนทรีย์ นิมิบุตร/ ไทย/ 2012) – 1/5

– หนังพังเพราะนักแสดงจริงๆ พักในทุกระนาบ เล่นใหญ่ไม่ว่าแต่เสือกแข็งโป๊กด้วย จะมีผ่านก็คงมีแค่คนเดียวคือ บีม-ศรัณยู

– เข้าใจว่าหนังทริลเลอร์มันต้องมีทวิสต์ แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องเยอะขนาดนี้ ทวิสต์กันยิบย่อยเหลือเกินจนหนังมันพังพินาศไป

– อดไม่ได้ที่จะไปเปรียบกับหนัง เฉือน ของก้องเกียร์ติ์ ซึ่งก็ห่างชั้นกันหลายขุมนัก

– จริงๆก็เสียดายตัวบทอยู่เหมือนกันในแง่ที่มันพูดถึงภาวะจิตอันบิดเบี้ยวของมนุษย์ การส่งทอดความบิดเบี้ยวจนเห็นโลกบิดเบี้ยว เราว่ามันน่าสนใจดี

28/11/16 – Don’t Breathe (Fede Alvarez/ US/ 2016) – 4/5

โอ้ย หัวใจจะวายตายเอา คือนอกจากการลุ้นฉิบหาย กลั้นหายใจรัวๆแล้ว วิธีการของหนังมันยังเวิร์คมาก โดยเฉพาะการที่กล้องเคลื่อนไหวไปตามตัวบ้านเพื่อให้ผู้ชมเห็นโครงสร้างของบ้านไว้ล่วงหน้าเลยเพื่อเอามาเป็นตัวเสริมในการช่วยลุ้นอีเหล่าเหยื่อทั้งสามว่ามึงมีทางเลือกอะไรบ้าง บลาๆๆๆ ซึ่งดีมาก

อีกส่วนคือตัวบท ยอมรับว่าการทวิสต์เรื่องในช่วงกลางมันรุนแรงดีเหมือนกัน แรกๆก็สงสัยว่ามึงจะเล่นซ่อนๆแอบๆแบบนี้ไปได้นานแน่ไหน จนมันทวิสต์เรื่องนี้แหละ ดีกรีความฉิบหายพุ่งเลย ผลคือคนดูได้ลุ้นต่อไป

แล้วหนังมันก็กลับด้านของเหยื่อกับผู้กระทำตลอดเวลา มันดีงามตรงที่ว่าเราไม่รู้จะเชียร์ใครดีเพราะความเลว-ดีมันพอๆกันเลย บ้างลุ้นให้มึงรอด บ้างก็อยากให้มึงตาย

เสียดายอยู่นึดนึงที่ในช่วงท้ายกลับมาอ่อนโอนใจดีไปหน่อย เหมือนโดนหักหลัง

ปล. ได้ไอดอลคนใหม่เมื่อยามแก่แล้ว สตีเฟ่น แลง

29/11/16 – 14+ (Andrei Zaitsev/ Russia/ 2015) – 5/5

กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ทำเอาจิกหมอน จิกเตียงตลอดเวลา โห พี่ครับ พี่จับโมเม้นต์วัยรุ่นเห่อหมอยได้อยู่หมัดจริงๆ ละเอียดทั้งในเรื่องกายภาพที่เป็นช่วงเวลาที่สภาพร่างกายผู้หญิงจะดูโตกว่าผู้ชาย และกับเรื่องรักแรกเอย อาการแอบรักแต่ก็กล้าๆกลัวๆเอย พี่ทำออกมาได้น่ารัก สดใส ซื่อตรงสมวัยจังเลย ยิ้มไปจี๊ดไป มีความสุขมากกก

แล้วพอมันเป็นหนังที่สมกับวัย พอมันจะมาพูดเรื่องเพศมันก็ไม่ทำให้มันดูยิ่งใหญ่หรือให้รู้สึกเงี่ยนใดๆ กลับออกมาแบบนิ่งเรียบงดงาม ซึ่งดีสัดๆ ชอบสุดๆ แถมพล๊อตรองของหนังก็แข็งแรกมากๆและเราก็ชอบมากๆเช่นกันอันว่าด้วยเรื่องของผู้เป็นแม่ที่ห่วงลูกมาก ภาวะสับสนในซีนท้ายอานุภาพรุนแรงมากจริงๆ ยิ่งมันตัดกับความนิ่งเรียบของการเติบโตของลูกชายแล้วยิ่งแรง รักมากๆๆๆๆๆ

ชอบช่วงเพลง Creep ในเรื่องสุดๆ ซีนกอดกันบนมอเตอร์ไซร์แล้วมองคนกอดกันในรถบัสนี่แรดมากแต่เราโครตชอบเลย งดงามสัดๆ แล้วอีซีนบนสะพานที่ได้แต่มองหน้ากันก็ดี โอ้ยยยยยย ซีน “Embrace me” ก็เอาตาย กี๊ดดดดดด

นางเอก Ulyana Vaskovich เลิศเลอเปล่งปลั่งสุดๆ (ใน IMDB มีเครดิตแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเอง อยากดูเธออีกจุง) ตัวแม่ Olga Ozollapinya ก็ดีสุดๆๆๆๆๆ

ติดท๊อปไม่ต้องสงสัย เสียดายมหาศาลที่ไม่ได้ดูในโรงเมื่อเวิร์ลฟิล์มปีที่แล้ว ฮือๆๆๆๆ

30/11/16 – Fantastic Beasts and Where to Find Them (David Yates/ US/ 2016) – 3/5

แม้พล๊อตหลักอันว่าด้วยสังคมแม่มดพ่อมดกับผลกระทบต่อมนุษย์โลกทั่วไป (พ่วงด้วยการบลับกันของเสรีอเมริกันกับผู้ดีอังกฤษ) จะน่าเบื่อให้เบ้ปากแรงๆ แต่หนังก็ดูได้เพลินๆ ดูการจับสัตว์มุ๊งมิ๊งๆ หรือกับซับพล๊อตของมักเกิ้ลร่างท้วมและมิติตัวละครของโกลด์สตีนที่น่าสนใจกว่าพล๊อตหลักรวมไปถึงตัวละครหลักอย่างสคาแมนเดอร์ในระดับหลายพันเท่า

เออ แล้วก็ชอบที่เอาน้องเอซร่ามารับบทนี้ อดคิดไม่ได้ถึงการต้องปกปิดพลังตุ๊ดไว้แล้วระเบิดมันออกมาให้ทั้งโลกได้เห็น ความเศร้าในบทสรุปของตัวละครนี้สำหรับเรามันเลยไปไกลกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสิ่งที่จะจดจำได้มากที่สุดของหนังคือการปรากฏตัวของตัวละครลับตอนท้ายเรื่อง 555

 

Film I’ve seen in September & October 2016

14/09/16 – รุ่นพี่ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง/ ไทย/ 2016) – 3/5

– ก็สนุกดี แม้ช่วงแรกๆเราจะตามหนังไม่ทันเพราะไม่คิดว่ามันจะออกมาเบอร์นี้ แต่หลังจากนั้นก็เดินร่วมไปกับหนังได้อย่างเพลิดเพลิน

– เราสนใจการทดลองอะไรใหม่ๆของวิศิษฏ์ การมิกซ์ genre เอย การเล่นกับเอฟเฟกต์เอย ซึ่งมันมีทั้งเวิร์คและไม่เวิร์คปะปนกันไป แต่เราชอบจุดนี้

– จะเว้นก็เสียแต่การสรุปปริศนาทุกอย่างจนหมดเปลือกแบบทื่อๆเถรตรงมากก่อนจบหนัง และกับทั้งเรื่องที่รู้สึกว่ามันเหมือนกั๊กๆไว้ ไม่ยอมปล่อยให้สุดทั้งๆที่น่าจะทำได้

– เห็นว่าในนิยายมันมีความเป็นการเมืองมากกว่า เดี๋ยวหามาอ่าน

25/09/16 – The Voice (Marjane Satrapi/ US, Germany, Ukraine/ 2014) – 4/5

– ถึงกลับปรับโหมดไม่ทัน นึกว่าจะได้ดูหนังตลกหน้าตายแต่กลับได้พบกับหนังดาร์คเศร้าและหนักสัดๆ

– อะไรคือการที่พี่เล่าเรื่องแบบนี้ มันโหดมากนะ เอารอยยิ้มแย้มแจ่มใสเริงร่ามาไว้เพื่อกลบความจริงดำมืด มาฝังอดีตร้ายๆ

– สะอึกกับน้ำเสียงของหนังที่พูดถึงคนที่มีปัญหาทางจิตแบบตัวเอกในเรื่องอันเป็นน้ำเสียงที่มันอ่อนโยนกับตัวบุคคลนั้นๆและมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เราเข้าใจและเห็นใจพวกเขา

– ชอบซีนที่เจอรี่เห็นภาพจริงหลังไปเทคยาอันเป็นซีนที่นำพาเราไปอีกทางที่คาดไปแบบหน้ามือหลังตีนเลย

– แฮปปี้ซอง ซีนจบ อำมหิตมาก

26/09/16 – The Jungle Book (Jon Favreau/ US, UK/ 2016) – 3.5/5

– สนุกจิงสมคำล่ำลือ ดูในโรงน่าจะฟินเพราะภาพสวยดี

– ก่อนดูเคยได้อ่านการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ด้วยแนวทางแบบอาณานิคม ซึ่งพอมาดูแล้วลองคิดตามก็พบว่าสนุกไปอีกแบบ

– ชอบจำ Jon Favreau กับ Joss Whedon สลับกันตลอด ไม่รู้ทำไม

03/10/16 – Cold War II (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2016) – 4.5/5

มันส์ดี ภาคหนึ่งมันส์ยังไงภาคสองก็มันส์เท่านั้น ไม่ต้องหายใจกันเลย ซีนต่อซีน เล่นเอาเหนื่อย

ภาคแรกมันเป็นหนังยกย่องตำรวจใช่ปะ เฉือดเฉือนโดยตราบทกฏหมายกับทริคโน่นนี่ ภาคนี่แม่งแผ่เลยว่าข้างในกรมตำรวจแม่งเละไง มีอำนาจมืด มีมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุมเล่นเกมอยู่ ความเฉือดเฉือนมันเลยแผ่กว้างไปอีก

แอ็คชั่นซีน MRT กับบู๊ในอุโมงค์ดีเหี้ยๆ อะดรีนาลีนพุ่ง!

ภาคหน้า รีเว๊นซ์ออฟเหลียงเจียฮุย

02/10/16 – Tsukiji Wonderland (Shotaro Endo/ Japan/ 2016) 3/5

ยอมใจคนญี่ปุ่น แม้เราจะเป็นคนไม่มีพิธีรีตองกับการกินอะไรทั้งสิ้น พอได้เจอจริยธรรมและความสัมพันธ์แบบสามเหลี่ยมที่เชื่อมกันของพ่อค้าคนกลาง เหล่าเจ้าของร้านอาหารไปถึงผู้บริโภคก็อยากจะโค้งคำนับ ยิ่งช่วงถ่ายทอดวิถีการกินปลาไปให้เด็กรุ่นใหม่นี่แทบอยาก้มลงกราบเลย ยอมแล้วคร้าบบบ

โดยรวมเพลิดเพลินดี ชอบอย่างที่ในหนังบอกไว้ว่าการขายในตลาดนี้คือการขายข้อมูลที่ส่งถอดกันอย่างรวดเร็วผ่านตัวปลา มันดูก้าวหน้ากว่าการขายปลาทั่วๆไปที่เราเคยรับรู้มา

09/10/16 – The Light Shines Only There (Mipo O/ Japan/ 2014) – 3/5

หนังมีทุกองค์ประกอบที่เข้าจริตเรา ทั้งชีวิตอันโสมม การเยียวยากันและกันและการพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เสียดายที่มันน่าเบื่อไปหน่อย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเดินตามขนบแบบตรงๆไม่มีเซอร์ไพร์สทั้งในเส้นเรื่องและองค์ประกอบอื่นๆ จบแบบยี้ๆที่เรารู้สึกว่ามีไว้เพื่อให้ตรงกับชื่อหนัง(หรืออาจมีชื่อหนังก่อนเพื่อสร้างซีนนี้ขึ้นมา)

รำคาญอีตัวพระเอกมากๆ แต่กลับชอบตัวนางเอกแบบสุดๆและอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังทั้งเรื่อง ชอบทั้งตัวนักแสดงและตัวละครที่ต้องเลือกระหว่างอิสระภาพกับครอบครัว ไดเลมม่าหนักหน่วงที่ตบหน้าแบล็คกราวด์อีตัวพระเอกให้กระเด็นไปไกลๆลงช่องผัก

10/10/16 – The Handmaiden (Park Chan-wook/ South Korea/ 2016) – 5/5

ป่วย แต่พอดูหนังจบแล้วหายป่วยเลย เพราะเงี่ยนทันที (ฮา)

ดีงามในทุกองค์คาพยบ เล่าเรื่องดี โปรดักชั่น-ไดเลคชั่น-เทคนิค-นักแสดง ดีไปหมด ชอบมาก

ชอบการเล่าเรื่องของหนังมาก การเล่าเรื่องด้วยเสียง(ของตัวละคร)ที่พ้องไปกับการเล่าเรื่องผ่านภาพ(ของตัวหนังเอง) เรื่องเล่าสองแบบที่สอดผสานกันลงตัว โดยเฉพาะการที่มันเป็นเรื่องเล่าของเพศหญิงจากเพศหญิงที่เพศชายได้แต่จิ้นเอาเองเท่านั้น ไม่มีทางได้แอ้มจริง

ชอบความอีโรติกของมันสุดๆ โห ซีนขัดฟันนี่เซ็กซี่สวยงามจริงๆ รุนแรงมาก

คิดถึงหนัง The Wailing ในแง่ของความอ่อนเปรี๊ยของเพศชายและการพูดถึงญี่ปุ่นในเรื่อง เรื่องนั้นเพศชายทำลายตัวเองแต่เรื่องนี้โดนเพศหญิงตบกบาล เรื่องนั่นญี่ปุ่นอาจคือภัยคุกคาม เรื่องนี้คือความรุ่มรวยในเพศรสผ่านเหล่าหนังสือ

และเหตุผลที่เราชอบหนังมากอันหนึ่งคือการที่หนังมันขับเคลื่อนด้วยเพศหญิงและรสนิยมเราเป็นคนชอบการรุกนำของฝ่ายหญิง เราเลยชอบหนังมากๆแม้ว่ามันจะเป็นหนังด่าตัวเราเองก็ตาม

เคมีของ คิมมินฮี กับ คิมเตรี ดีมาก โอ้ยยย เงี่ยนนนน

https://www.siamzone.com/movie/pic/2016/awasarnloksuay/poster4.jpg14/10/16 – อวสานโลกสวย (วิดิษฐ์ ธัญพันธุ์/ ไทย/ 2016) – 3.5/5

ชอบเวอร์ชั่นหนังสั้นมากกว่าที่เราว่าตัวละครดูมีมิติและมีสติกว่าในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ คือพอเรารู้สึกแบบนั้นไอ้ความแรงต่างๆมันเลยไม่ค่อยสัมฤผลกับเราเท่าไหร่

แต่อือหือ สายป่าน ดีจุงๆ

16/10/16 – Lowlife Love (Eiji Uchida/ Japan/ 2015) – 4/5

ตลกมากๆ เรื่องของการดิ้นรนของเหล่าบรรดาผู้คนในวงการหนังที่หาประโยชน์กันไปมาชุลมุนวุ่นวาย ทั้งหมดก็เพื่อความอยู่รอดและชื่อเสียง

แม้จะมีจริตแบบญี่ปุ่นที่เราไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ก็สนุกมาก ขำขี้แตกขี้แตน

ตอนหาโปสเตอร์หนังเพื่อมาโพสต์ พบว่าหนังมันเล่นก๊อปโปสเตอร์หนังดังๆด้วย ดูในคอมเม้นต์

16/10/16 – Psycho Raman (Anurag Kashyap/ India/ 2016) – 3.5/5

เป็นหนังอินเดียที่รสประหลาดดี เหมือนรวมหลายๆ genre ไว้ด้วยกันอันว่าด้วยฆาตกรต่อเนื่องกับตำรวจขี้ยาและความสัมพันธ์แห่งการเสพติด

หนังมีความตลกที่แทรกมาดื้อๆงงๆ ซึ่งดีงามมากและมีความวายอยู่พอประมาณ

สนุกดี

16/10/16 – White Lies, Black Lies (Yi-an Lou/ Taiwan/ 2015) – 2/5

หลอกกันไป หลอกกันมา แล้วก็แก้ปมแบบด๋อยๆ

แม้การพยายามจะเก๋ด้วยการซ้อนตัวละครอดีต-ปัจจุบันเข้าด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยหนังแต่อย่างใด

ปัญหาของหนังแบบนี้กับเราคือการที่มันขับเคลื่อนด้วยปริศนาเป็นหลัก แล้วถ้าส่วนอื่นๆมันไม่น่าสนใจ มันจะบิดเรื่องยังไงมันก็ไม่ได้ผลเพราะเรามีเวลาไปคิดถึงปริศนาของมันเยอะแยะหลายทาง ซึ่งสุดท้ายมันก็ลงเอยด้วยหนึ่งในทางเหล่านั้น

น่าเบื่อออออ

16/10/16 – Headshot (Kimo Stamboel, Timo Tjahjanto / Indonesia/ 2016) – 3/5

คือมันไม่อาจสดเท่า The Raid ได้อยู่แล้ว ยิ่งหนังมันเน้นบู๊เป็นหลักอย่างเดียวบนโครงเรื่องง่ายๆ มันเลยธรรมดากับเรา

อย่างไรก็ตาม การที่มันเปิดเรื่องมาปุ๊บก็ลุยกันเลย เสียงปืน เสียงกระดูก เสียงมีดผ่านอากาศก็ทำเอาจิกเท้าได้ตลอดเวลา แต่เออ ซีนสู้สุดท้ายนี่ดีมาก มันส์ดี

แต่สิ่งที่สุดของหนังคือนางเอกตอนใส่แว่นค่ะ

16/10/16 – Exil (Rithy Panh/ France/ 2016) – 2/5

จาก S-21 ที่พูดถึงคุกโตนสแลง, The Missing Picture ที่พูดถึงภาพจำที่หายไป Rithy Panh กลับมาพูดถึงช่วงเวลาที่เขมรแดงยึดครองประเทศอีกครั้งอันว่าด้วยเรื่องความรู้สึกขอบปัจเจกบุคคลต่อเหตุการณ์นั้น

หนังมีความเป็นส่วนตัวสูงมากพอๆกับความเป็นกวี ใช้ภาพเก่าผสมกับภาพที่เซ๊ตขึ้นใหม่ ร่ายไปพร่อมเนเรทีฟบทกวีภาษาฝรั่งเศษ

ผลคือหลับไปห้วงนึงและรู้สึกห่างเหินกับหนังเหลือเกิน (มีคนเดินออกด้วย 4-5 คน)

22/10/16 – A Brighter Summer Day (Edward Yang/ Taiwan/ 1991) – 5/5

อีกนิดก็จะเทียบหนึ่งในหนังที่เรารักตลอดกาลอย่าง A City of Sadness ของลุงโฮวได้แล้วละ ด้วยโครงสร้างของหนังที่มีความคล้ายคลึงกันมากๆ ว่าด้วยคนจีนที่อพยพไปไต้หวัน เรื่องครอบครัวและเรื่องรักเหมือนๆกัน แม้ถึงจะไม่ได้รักเท่าแต่ความดีงามมากมายมหาศาลของหนังนั้นก็เต็มเปี่ยมมากล้นจริงๆ เป็นสี่ชั่วโมงที่น่าจดจำ

ด้วยความที่สิ่งที่เราสัมผัสได้กับหนังเรื่องนี้คือเรื่องความรู้สึกต่างๆมากมาย มันจึงเป็นอีกครั้งที่ต้องกล่าวว่าการเขียนถึงหนังเรื่องนี้(หรือหนังในแนวแบบนี้อย่างหนังของลุงโฮว)นั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ รู้แค่ว่ามันทำให้ใจเราโป่งพองก่อนปริแตกไปในท้ายที่สุด เรารักยุคสมัยในหนัง ยุคของการหาตัวตนของทั้งเหล่าตัวละครลูกจีนอพยพและกับตัวประเทศไต้หวันเองหลังสงคราม ลูกจีนในบ้านทรงญี่ปุ่นหรือไต้หวันกับเพลงเอลวิส เพรสลีย์ และเจ็บปวดไปกับความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในรูปของครอบครัว ของคู่รัก รวมถึงต่อประเทศที่ดำรงอยู่ มันอิ่มเอมจริงๆ

หลงรักตัวละคร หมิง มากๆ ชอบทุกฉากที่เธอโผล่มาแล้วก็ชอบทุกฉากที่เธออยู่ในเฟรมเดียวกับเซี่ยวซื่อ ชอบมิติชีวิตของเธอที่ส่งไปถึงการกระทำของเธอต่อคนอื่นๆมาก เป็นตัวละครที่ตราตรึงตัวหนึ่งในโลกภาพยนต์ของเราไปแล้วจริงๆ

ไม่เคยดูหนัง เอ็ดเวิร์ด หยางมาก่อนเลย นี่เรื่องแรก จากนี้ไปคงจะมีเรื่องต่อๆไปแน่ๆ ชอบวิธีเล่าเรื่องของหยางที่ใช้วิธีการเคลื่อนกล้องเพื่อเล่าเรื่องหรือเพื่อการเชื่อมต่อเรื่องมากๆๆๆๆๆๆ หลายซีนในหนังใช้วิธีเล่าแบบนี้และมันส่งผลกับความรู้สึกคนดูได้แบบสุดๆ อย่างซีนหมิงวิ่งมาหาเซี่ยวซื่อที่ล้อกับการซื้อหนังสือโป๊ของเด็กนักเรียน หรือกับการให้ซับเจ็กค์อยู่นอกเฟรมไม่ก็แพนกล้องหนีจากซับเจ็กค์ไปเลย ตัวอย่างของซีนแบบนี้ที่เราชอบมากถึงมากที่สุดคือการที่กล้องแพนเข้าหาประตูที่สะท้อนตัวซับเจ็กค์แบบจางๆ กรี๊ดมากกกกกก

ปล. จริงๆเคยดูเวอร์ชั่นแรกที่ภาพเน่าๆมาก่อนแล้วแต่ดูไม่จบเพราะทนไม่ไหวจริงๆ ดูไม่รู้เรื่อง ซับสั่น กราบขอบคุณกับการรีสโตร์เรชั่น

14650168_1318952304795175_1377755543150289916_n26/10/16 – Oasis: Supersonic (Mat Whitecross/ UK/ 2016) – 4/5

อันตัวกูกับวงโอเอซิสนั้น แม้นว่าช่วงชีวิตกูและความโด่งดังของวงจะอยู่ในช่วงยุคสมัยเดียวกัน แต่มันก็เป็นไปในแบบแค่เพียงการ “รู้จัก” กันเท่านั้น ไม่ถึงกับเรียกได้ว่า “โตมาด้วยกัน” aka. พวกแม่งไม่ใช่ศาสดาของกู

สิ่งที่กูพอรู้เกี่ยวกับอีวงห่านี่ก็คือ มันดังมากในยุคกูรุ่นๆ เพลงมันเพราะติดหูและอีสมาชิกในวงคู่นึงเป็นพี่น้องกันและไม่ถูกกัน กูรู้แค่นั้นแหละก่อนดูหนังเรื่องนี้

พอดูหนังก็เลยได้พบว่า อีสัด! พวกมึงนี้โครตเหี้ย ไม่มีคำนิยามใดดีไปกว่า “อีพวกเหี้ย” อีกแล้ว อีความสงบบนเวทีห่าเหวอะไรนั้นคืออารมณ์ของมึงเองล้วนๆ มึงไม่ต้องมาทำเป็นปรินิพพาน คือกูไม่ค่อยอินกับพฤติกรรมแบบนี้เท่าไหร่ เลยไม่แปลกใจเลยที่พวกมึงดังแค่ช่วงสั้นๆอะนะ

แต่สิ่งหนึ่งที่กูยอมรับพวกมึงคือ พวกมึงเจ๋งจริง พวกมึงแน่วแน่ มีวิญญาณของความขบถอยุ่เต็มเปี่ยม ลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่แม้จะชายตามองรอบข้าง แถมยังมีโมเม้นต์ลึกซึ่งที่ทำให้กูจับความเป็มนุษย์ของมึงได้บ้าง เออ ยอม ในเมื่อหนังมันตั้งใจให้เห็นช่วงเวลาความยิ่งใหญ่ของพวกมึง ซึ่งพวกมึงก็ยิ่งใหญ่จริงๆดังว่านั้นแหละ คอนที่  Knebworth นี่มันคือจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วและไม่มีทางกลับมาได้อีกดั่งที่มึงว่าจริงๆ หรือกับการที่มึงบอกว่าพวกมึงไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอก โน่น! คนเรือนแสนโน่นตะหากที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ข้างๆพวกกูตลอด……อีห่า! กูน้ำตาไหล

เออ กูชอบเพลงพวกมึง ชอบที่มันใช้คำง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ มาร้อยเรียงกันให้เกิดความหมายลึกซึ้งยิ่งใหญ่ พอมีเพลงในหนังพร้อมเนื้อกูร้องของกูคนเดียว แต่หงุดงหงิดอย่าง ร้องได้ไม่จบเพลงก็ตัดจบซะละ…

ห่า! ตอนขับรถกลับกูก็ฟังเพลงมึงวนไปซิ สึด!

28/10/16 – The Servant (Kim Dae-woo/ South Korea/ 2010) – 1/5

ดูเพระนางเอก  Cho Yeo-Jeong คนเดียวเลย ชอบนางมากจาก The Concubine (2012) แต่แล้วก็พบว่าหนังน่าเบื่อจุง น่าเบื่อมาก มั่วสะเปะสะปะไปหมด จะตลกก็ไม่ตลก จะดราม่าก็ด๋อยๆ จะอีโรติก็ไม่สุด

แต่ที่แย่ที่สุดคือประเด็นของมัน หนังมันพูดถึงขี้ข้าที่หลงรักสาวชั้นสูง แน่นอนว่าทั้งคู่รักกัน แต่มันถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าอีกทีของขี้ข้าที่ซึ่งแม้จะเขยิบชั้นขึ้นมาเป็นพ่อค้าแล้วก็ยังคงพอใจกับความเป็นขี้ข้าอยู่ร่ำไปด้วยการเปลี่่ยนตัวเรื่องให้เป็นเรื่องของคนชั้นสูงแทน อืมมมมม

ถ้าจะมีที่ชอบก็คงมีเพียง Cho Yeo-Jeong นางเอกนั้นแหละ งามทุกองคาพยพ

29/10/16 – Under The Sun (Vitaliy Manskiy/ Czech Republic, Russia, Germany, Latvia, North Korea/ 2015) – 5/5

Super powerful Documentary of the year!

“พ่อบอกกับหนูว่า เกาหลีเป็นประเทศที่งดงามและเป็นประเทศแห่งพระอาทิตย์”

เมื่อคนทำหนังสารคดีชาวรัสเซียผู้อยากศึกษาสังคมของรัสเซียในช่วงยุคสมัยคอมมิวนิสต์ของสตาลิน แน่นอนการศึกษาที่น่าจะถูกจุดที่สุดคือการเข้าไปยังประเทศที่มีการปกครองใกล้เคียงกัน ในที่นี้เรฟเฟอร์เรนซ์ในการศึกษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเกาหลีเหนือ เมื่อรู้ดังนั้นแล้วเขาจึงเทียวจีบรัฐมนตรีเกาหลีเหนืออยู่นานหลายปีจนได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำหนังอันว่าด้วย “สาวน้อยเกาหลีเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกสหพันธ์ยุวชน ในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำคิมจองอิล ที่เรียกกันว่า วันดาวจรัสแสง”

แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า นี่มันคือการทำหนังพรอพพากันด้าเรื่องหนึ่งที่ทุกอย่างถูกควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งสคริปเรื่องที่ทางเกาหลีเหนือเป็นผู้เขียน นักแสดงที่เกาหลีเหนือเป็นผู้หามา ทุกสถานที่และการทำงานที่ถูกควบคุมอย่างรัดกุมโดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือหรือแม้แต่ฟุตเตจทั้งหมดที่ต้องถูกตรวจสอบในทุกเฟรมของทุกๆวัน

แต่มีหรือที่ผู้กำกับจะยอม สิ่งที่เขาทำก็คือการปล่อยให้การบันทึกร่ายยาวไปโดยไม่ตัด สิ่งที่เราได้เห็นจึงคือภาพการกำกับของเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ การแอบถ่ายผู้คนที่เกียวข้องกับการทำหนังพรอพฯเรื่องนี้หรือแม้แต่การถ่ายผู้คนทั่วไปบนท้องถนนที่ความงดงามช่างแสนห่างไกลกับภาพที่ในหนังพรอพฯที่ว่า โดยวิธีที่ทางการไม่รู้ จับไม่ได้

แล้วสิ่งที่ได้รับคือหนังสารคดีที่บันทึกภาพวิธีการ “ล้างสมอง” อย่างเป็นระบบ ฝังความคิดอ่านทั้งหมดมวลด้วยแนวคิด ด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยวัฒนธรรมที่ถูกบรรจุอยู่ในบรรยากาศรอบตัวตลอด 24ชม. กล่อมเกลากับตัวบุคคลต้องแต่ยังเยาว์วัย (ซีนจำ: ซีนในห้องเรียนที่คุณครูสอนเรื่องผู้นำคิมอิลซุงจัดการกับพวกไม่รักชาติยาวกว่าสิบนาที) การถ่ายทำหนังพรอพพากันด้าในเรื่องนั้นจึงกลายเป็นภาพจำลองวิธีการล้างสมองที่ว่าได้เป็นอย่างดี เพราะการกำกับ การแต่งบท ทั้งหมดทั้งมวลนั้นแทบจะเนียบเคียงกันได้อย่างแนบสนิท

ไม่เพียงแค่นั้น พลังมหาศาลอีกส่วนของหนังคือการที่กล้องจับหน้าแบบโคลสอับเหล่าผู้คน ในเฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์เหล่านั้นไม่ต่างไปจาก “หุ่นยนต์” ที่ได้รับการโปรแกรมมาแล้วอย่างดี แต่ในอีกด้านเมื่อไม่ได้อยู่เฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์ผู้มีชีวิตเลือดเนื้อ แววตาเจือไปด้วยความเหน็ดเหนือพ่วงพ้องกับคำถามต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยปากถามใดๆได้ ทั้งภาพเด็กน้อยง่วงเหงาหาวนอน, ภาพพนักงานโรงงานแสนอิดโรย, ภาพการเต้นรำอันยิ่งใหญ่ด้วยสายตาอันไร้ชีวิตของเหล่าผู้เต้นหรือแม้แต่ภาพของผู้คนเกาหลีเหนือบนท้องถนน ภาพการเดินตามรถเมล์เพื่อจะขึ้นรถเป็นกลุ่มใหญ่นั้นเป็นภาพที่กระทบใจอย่างที่สุด

ท้ายที่สุด หนังยังมีหมัดฮุคอันหนักหน่วงรุนแรงที่ทำเอาเราแน่นิ่งแบกใบ้ เป็นสรุปจบหนังอันสมบูรณ์แบบด้วยการสัมภาษณ์เด็กน้อยตัวเอกของเรื่องถึงชีวิตต่อไปหลังเข้าร่วมสหพันธ์ยุวชน เราไม่อาจตอบได้ว่าน้ำตามของเธอคือน้ำตาของความจงรักภัคดีต่อผู้นำที่เธอถูกปลูกฝังมาหรือน้ำตาของการแสดง รวมไปถึงอาการ blank ของเธอเมื่อถูกถามถึงความดีงามในชีวิต ก่อนที่สุดท้ายมันจะจบด้วยบทกวีที่เธอระลึกถึง……บทกวีต่อท่านผู้นำ!

สุดท้าย แสงจากดวงอาทิตย์ดวงนี้ก็อาบทั่วทั้งร่างของเธอ กลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวที่เธอรู้จัก

ปล. ตามข้อมูลในวิกีฯ หนังเรื่องนี้โปรดิวซ์โดย 5 ประเทศ วมถึงเกาหลีเหนือด้วย แต่ท้ายที่สุด กาหลีเหนือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ซึ่งก็เข้าใจได้ หนึ่งในทีมงานที่เป็นผู้บันทึกเสียงเป็นคนรัสเซียแต่ฟังภาษาเกาหลีได้เพียงแต่ไม่ได้แจ้งให้กับทางเกาหลีเหนือทราบเพื่อทีมงานจะได้รู้ว่าเหล่าเจ้าหน้าที่พูดและมีแผนอะไรกัน ส่วนฟุตต่างๆแบบอันซีนนั้นถูกบันทึกลงในเมโมรี่การ์ดอีกอันแล้วหาทางส่งออกมา

ปลล. อยากทำลิสต์หนังที่ควรแนะนำให้ เอิร์ลกัลยกร ได้ดู

31/10/16 – Insadong Scandal (Park Hee-Kon/ South Korea/ 2009) – 1/5

พื้นหลังของหนังว่าถึงวงการศิลปะที่เต็มไปด้วยด้านมืด ธุรกิจการค้างานศิลป์ที่มีมูลค่ามหาศาล เต็มไปด้วยการแบล็คเมล์, การโจรกรรมรวมไปถึงการปลอมแปลง ในเบื้องหน้าของหนังโจรกรรมแบบสมองเพรชที่พระเอกของเราเป็นนักปลอมแปลงงานศิลป์มือฉมัง ผู้ต้องการธำรงไว้ซึ่งศิลปะของประเทศ รวมไปถึงการทวงคืนงานศิลป์จากญี่ปุ่นผู้หิวกระหายให้กลับคืนสู่ประเทศ

แต่เอวัง ที่หนังน่าเบื่อมาก แย้วๆกันไม่เกรงใจคนดูจะรำคาญกันเลย พระเอกหน้ามลที่ก็ไม่เหมาะกับบทเลยซักนิด แล้วการโจรกรรมท้ายเรื่องอันเป็นจุดขายสุดท้ายของหนังก็แห้งแล้งมาก

 

Under The Sun: ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ชื่อ “เกาหลีเหนือ”

27169_14593_4745

Under The Sun (Vitaliy Manskiy/ Czech Republic, Russia, Germany, Latvia, North Korea/ 2015)

Super powerful Documentary of the year!

“พ่อบอกกับหนูว่า เกาหลีเป็นประเทศที่งดงามและเป็นประเทศแห่งพระอาทิตย์”

เมื่อคนทำหนังสารคดีชาวรัสเซียผู้อยากศึกษาสังคมของรัสเซียในช่วงยุคสมัยคอมมิวนิสต์ของสตาลิน แน่นอนการศึกษาที่น่าจะถูกจุดที่สุดคือการเข้าไปยังประเทศที่มีการปกครองใกล้เคียงกัน ในที่นี้เรฟเฟอร์เรนซ์ในการศึกษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเกาหลีเหนือ เมื่อรู้ดังนั้นแล้วเขาจึงเทียวจีบรัฐมนตรีเกาหลีเหนืออยู่นานหลายปีจนได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำหนังอันว่าด้วย “สาวน้อยเกาหลีเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกสหพันธ์ยุวชน ในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำคิมจองอิล ที่เรียกกันว่า วันดาวจรัสแสง”

แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า นี่มันคือการทำหนังพรอพพากันด้าเรื่องหนึ่งที่ทุกอย่างถูกควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งสคริปเรื่องที่ทางเกาหลีเหนือเป็นผู้เขียน นักแสดงที่เกาหลีเหนือเป็นผู้หามา ทุกสถานที่และการทำงานที่ถูกควบคุมอย่างรัดกุมโดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือหรือแม้แต่ฟุตเตจทั้งหมดที่ต้องถูกตรวจสอบในทุกเฟรมของทุกๆวัน


แต่มีหรือที่ผู้กำกับจะยอม สิ่งที่เขาทำก็คือการปล่อยให้การบันทึกร่ายยาวไปโดยไม่ตัด สิ่งที่เราได้เห็นจึงคือภาพการกำกับของเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ การแอบถ่ายผู้คนที่เกียวข้องกับการทำหนังพรอพฯเรื่องนี้หรือแม้แต่การถ่ายผู้คนทั่วไปบนท้องถนนที่ความงดงามช่างแสนห่างไกลกับภาพที่ในหนังพรอพฯที่ว่า โดยวิธีที่ทางการไม่รู้ จับไม่ได้

แล้วสิ่งที่ได้รับคือหนังสารคดีที่บันทึกภาพวิธีการ “ล้างสมอง” อย่างเป็นระบบ ฝังความคิดอ่านทั้งหมดมวลด้วยแนวคิด ด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยวัฒนธรรมที่ถูกบรรจุอยู่ในบรรยากาศรอบตัวตลอด 24ชม. กล่อมเกลากับตัวบุคคลต้องแต่ยังเยาว์วัย (ซีนจำ: ซีนในห้องเรียนที่คุณครูสอนเรื่องผู้นำคิมอิลซุงจัดการกับพวกไม่รักชาติยาวกว่าสิบนาที) การถ่ายทำหนังพรอพพากันด้าในเรื่องนั้นจึงกลายเป็นภาพจำลองวิธีการล้างสมองที่ว่าได้เป็นอย่างดี เพราะการกำกับ การแต่งบท ทั้งหมดทั้งมวลนั้นแทบจะเนียบเคียงกันได้อย่างแนบสนิท

ไม่เพียงแค่นั้น พลังมหาศาลอีกส่วนของหนังคือการที่กล้องจับหน้าแบบโคลสอับเหล่าผู้คน ในเฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์เหล่านั้นไม่ต่างไปจาก “หุ่นยนต์” ที่ได้รับการโปรแกรมมาแล้วอย่างดี แต่ในอีกด้านเมื่อไม่ได้อยู่เฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์ผู้มีชีวิตเลือดเนื้อ แววตาเจือไปด้วยความเหน็ดเหนือพ่วงพ้องกับคำถามต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยปากถามใดๆได้ ทั้งภาพเด็กน้อยง่วงเหงาหาวนอน, ภาพพนักงานโรงงานแสนอิดโรย, ภาพการเต้นรำอันยิ่งใหญ่ด้วยสายตาอันไร้ชีวิตของเหล่าผู้เต้นหรือแม้แต่ภาพของผู้คนเกาหลีเหนือบนท้องถนน ภาพการเดินตามรถเมล์เพื่อจะขึ้นรถเป็นกลุ่มใหญ่นั้นเป็นภาพที่กระทบใจอย่างที่สุด

(รูปจาก http://thaipublica.org/2016/10/documentary-club-50/)

ท้ายที่สุด หนังยังมีหมัดฮุคอันหนักหน่วงรุนแรงที่ทำเอาเราแน่นิ่งแบกใบ้ เป็นสรุปจบหนังอันสมบูรณ์แบบด้วยการสัมภาษณ์เด็กน้อยตัวเอกของเรื่องถึงชีวิตต่อไปหลังเข้าร่วมสหพันธ์ยุวชน เราไม่อาจตอบได้ว่าน้ำตามของเธอคือน้ำตาของความจงรักภัคดีต่อผู้นำที่เธอถูกปลูกฝังมาหรือน้ำตาของการแสดง รวมไปถึงอาการ blank ของเธอเมื่อถูกถามถึงความดีงามในชีวิต ก่อนที่สุดท้ายมันจะจบด้วยบทกวีที่เธอระลึกถึง……บทกวีต่อท่านผู้นำ!

สุดท้าย แสงจากดวงอาทิตย์ดวงนี้ก็อาบทั่วทั้งร่างของเธอ กลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวที่เธอรู้จัก

ปล1. ตามข้อมูลในวิกีฯ หนังเรื่องนี้โปรดิวซ์โดย 5 ประเทศ วมถึงเกาหลีเหนือด้วย แต่ท้ายที่สุด กาหลีเหนือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ซึ่งก็เข้าใจได้ หนึ่งในทีมงานที่เป็นผู้บันทึกเสียงเป็นคนรัสเซียแต่ฟังภาษาเกาหลีได้เพียงแต่ไม่ได้แจ้งให้กับทางเกาหลีเหนือทราบเพื่อทีมงานจะได้รู้ว่าเหล่าเจ้าหน้าที่พูดและมีแผนอะไรกัน ส่วนฟุตต่างๆแบบอันซีนนั้นถูกบันทึกลงในเมโมรี่การ์ดอีกอันแล้วหาทางส่งออกมา

ปล2. อยากทำลิสต์หนังที่ควรแนะนำให้ เอิร์ลกัลยกร ได้ดู

ปล3. อีกหนึ่งบทความดีๆจากเรื่องนี้: http://thaipublica.org/2016/10/documentary-club-50/

5/5

Film I’ve seen in August 2016

01/08/16 – Victoria (Sebastian Schipper/ Germany/ 2015) – 4.5/5

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนยากที่จะปฏิเสธได้คือความ real ของมันนั้นแหละด้วยการถ่ายแบบเทคเดียวยาวร่วมสองชั่วโมงครึ่ง พอเราตามชีวิตอีนางวิคตอเรียแบบเรียลไทม์ในเหตุการณ์ที่แม่งสวิงแบบขึ้นสุดลงสุดแบบนี้ ความ real ที่เกิดขึ้นมาเลยสุดขีดมาก แถมบทจะวางปมตัวละครก็ฉลาดและรู้สึกถึงความพอดิบพอดีและลงตัวสุดๆในซีนร้านกาแฟที่เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆในเรื่องของแรงขับดันของคนแพ้ที่หวังว่าการทำอะไรซักอย่างจะช่วยให้ชีวิตมีอะไรมากขึ้น

แล้วซีนจบก็สั่นสะเทือนมาก ด้วยความที่เราติดตามชีวิตเธอมาตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงครึ่งแบบเรียลไทม์ การที่กล้องหยุดติดตามเธอแล้วปล่อยให้เธอเดินลับไปในเฟรมแบบนี้มันเลยทรงพลังมาก เหมือนเราปล่อยให้อีตัวละครมันไปรับผลกรรมของมันเองที่ตัดสินใจเลือกเดินไปแบบนั้น แบบที่คนแพ้ก็ยังคงพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป ตายๆๆๆๆ

น้องนางเอก Laia Costa ดีจริงๆ ดีสุดๆ เก่งมากๆ น้องส่งมอบอารมณ์แบบทะลุปรอทในทุกขั้วอารมณ์ได้ภายในสองชั่วโมงครึ่งแบบเรียลไทม์ กราบตีนๆ

ไม่แปลกใจใดๆที่หนังให้เครดิตตากล้องกับคนทำริกมาเป็นอันดับแรก ไม่เทพทำไม่ได้จริงๆ

04/08/16 – Comrades: Almost a Love Story (Peter Chan/ HK/ 1996) – 5/5

ดูซ้ำ

อยู่ดีๆก็คิดถึงแม่ ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ก็มักจะคิดถึงเติ้งลี่จิงเพราะแม่ชอบร้องบ่อยๆ เลยนั่งฟังเพลงของเติ้งลี่จิงวนไปเรื่อยๆแล้วก็คิดถึงหนังเรื่องนี้ที่ดูนานมากๆแล้วสมัยเป็นวีดีโอพากย์ไทยก็เลยนั่งดูไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่านั่งสะอื้นตาบวมไปตลอดเรื่องเลย

คือนอกจากมันจะทำให้คิดถึงแม่แล้ว มันยังทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆที่เห็นพ่อกับแม่ต้องพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวในแผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ เป็นคนจีนโพ้นทะเลรุ่นสองที่มาตั้งรกรากในไทย หาที่ทางเพื่อความอยู่รอด

อีกสิ่งที่ชอบมากคือเรื่องโชคชะตา หนังมันเล่นเรื่องโชคชะตาที่ไม่เคยลงล็อคได้แบบดีมากจริงๆ ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้แต่เรื่องนี้ยอมจริงๆซึ่งมันก็พ่วงพ้องกับความเชื่อของคนจีนด้วยอีกที

ชอบยุคสมัยในหนัง คิดถึงยุคนั้น พอๆกับรักตัวละครทุกตัวในหนัง รักมากจริงๆ

และอาจเพราะเราเชื่อมโยงกับหนังมากๆเลยชอบหนังมากๆ ไม่รู้ว่าเด็กยุคหลังๆนี้ถ้าได้ดูจะชอบหรือเปล่านะ

เดี๋ยวดูอีกรอบดีกว่า อยากร้องไห้ดังๆ

04/08/16 – Lazy Hazy Crazy (Luk Yee-sum/ HK/ 2015) – 1.5/5

เรื่องราวของเพื่อนสาว ม. ปลาย สามคนสามสไตร์ คนนึงเด็กเรียนติ๋มๆใส่แว่นใหญ่ๆ อีกคนเป็นคนห้าวๆลุยๆ ส่วนอีกคนก็แรดๆเลย คนสุดท้ายขายตัวด้วย ส่วนคนที่สองอยากลองขายบ้างเลยสนิทกันจนอาจจะรักกันเอง ทิ้งให้คนแรกเดียวดายหน่อยๆก่อนไปจะหาประสบการณ์ทางเพศด้วยตัวเองเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลมาพังทลายลงเพราะบทสรุปที่ว่าทุกคนดันชอบผู้ชายคนเดียวกัน ก่อนจะก่อเกิดบทสรุปในการเข้าใจความสัมพันธ์ของชีวิตชนิดที่โง่เง่าที่สุดในโลกภาพยนตร์ด้วยการใช้หมาตัวเดียว เพลียใจๆ

ปัญหาหลักของหนังก็คือความโลกสวยของมันนี่แหละ โห ส๊วยสวย ดราม่าที่ใส่มาก็เช๊ยเชย (ก็เรื่องปัญหาครอบครัวยังไงล่ะเธอว์) แล้วก็การแก้ปมเรื่องอย่างขัดใจตามที่บอก

อย่างไรก็ตาม การที่มันใช้ตัวละครที่มันไม่ได้สวยและไม่ได้หุ่นดีแบบโฉ๊ะๆตามมาตราฐานของหนังแนวนี้ก็เป็นส่วนดีอันหนึ่งที่เราโอเค

หนังมีน้องอ้อยมารับเชิญด้วยนิดหน่อย

05/08/16 – Bodyguards and Assassins (Teddy Chan/ HK, China/ 2009) – 4.5/5

ดูซ้ำแล้วก็บ่นใบ้อันไม่เกี่ยวกับหนัง

ขำขื่นกับความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ระหว่างตอนที่ดูในช่วงก่อนการทำประชามติ กับตอนที่กำลังเขียนถึงหนังหลังจากทราบผลประชามติแล้ว มันคนละเรื่องเลยจริงๆ

ตอนดูนี่อินมากนะแม้ว่าจะเคยดูมาก่อนแล้ว นั่งสะอื้นเป็นห้วงๆ จะอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรืออุดมการณ์ส่วนตนมันก็ต้องเข้าไปแลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เศร้าแต่หึกเหิม มีพลังและกำลังใจ

แต่พอตอนมานั่งเขียนอยู่ตอนนี้ความรู้สึกแม่งคนละเรื่องเลย การเข้าแลกที่ไม่ได้อะไรกลับมาซักอย่าง คนตัวเล็กตัวน้อยตายฟรีเพื่อรองรับอุดมการณ์ที่ตนเองไม่มีโอกาสได้เห็น

เขียนบ่นเสร็จแล้วดูคลิปของ สศจ เมื่อวาน…น้ำตาร่วง

06/08/16 – The Wailing (Hong-jin Na/ South Korea/ 2016) – 5/5

*** จริงๆอยากให้คนที่จะดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยก่อนดูมากกว่า ฉะนั้นจงไปดูหนังกันก่อนแล้วค่อยหาอ่านรีวิวกัน การไม่รู้อะไรของหนังเลยนี่แหละจะพาให้เราฟินน้ำแตกเหมือนเรา ***

นาฮงจินทำหนังยาวมาแล้ว 3 เรื่อง The Chaser (2008) หนังทริลเลอร์ฆาตกรโรคจิตทำร้ายจิตใจ, The Yellow Sea (2010) หนังไล่ล่าบนพื้นของเรื่องผู้อพยบลี้ภัยเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และกับเรื่องนี้ที่เป็นหนังผีหนังปีศาจไปเลย เป็นการพลิกแนวหนังจากสองเรื่องก่อนไปเลย ประเด็นคือหนังทั้งสามเรื่องเรียกได้ว่าไปสุดทางในทุกเรื่องและสนุกมากทุกเรื่องจริงๆ

ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญขึ้นบ่อยครั้ง ทุกครั้งจะพบมนุษย์ที่มีแผลผุพองเต็มตัว ตัวเอกของเราเป็นตำรวจห่วยๆคนหนึ่งที่รับหน้าที่สืบคดี แรกๆก็คิดว่าอาจเป็นเพราะพิษของเห็ดอะไรซักอย่าง ไม่นานนักก็มีเรื่องเล่าร่ำลือถึงชายแก่ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในป่า ชายแก่ผู้ชอบตกปลากับเรื่องเล่าการกินศพสดๆของเขา ก่อนที่ความเป็นไปได้ของเหตุฆาตกรรมกับคนแก่ชาวญี่ปุ่นคนนั้นจะมีความเชื่อมโยงกันที่อาจไม่ใช่ในทางวิทยาศาสตร์และค่อยคืบคลานเข้าหาตัวตำรวจห่วยผ่านตัวลูกสาวของเขา การจึงกลับตาลปัตรเมื่อผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อเสียเอง การเอาตัวรอดจึงถือกำเนิดด้วยความแน่ในความเป็นชายและความเป็นพ่อพ้องด้วยปริศนาของหญิงสาวในชุดขาว

เอาจริงๆแบบไม่ต้องตีความอะไรมากมายก็พบได้เลยว่าหนังมันสนุกมากๆ ในเวลาสองชั่วโมงครึ่งของหนังไม่มีส่วนไหนเรียกว่าน่าเบื่อยืดยาดเลย ในชั่วโมงแรกของหนังคือการประติดประต่อปริศนาต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องไปเรื่อยๆ ผ่านการสืบสวน ผ่านเหตุการณ์ประหลาดที่กระตุ้นสมองคนดูให้ทำงานตลอดเวลาพร้อมไปกับการแสดงภาพความอ่อนเปลี้ยและไร้ความสามารถของความเป็นชาย ของอำนาจรัฐ ก่อนที่ในชั่วโมงหลังหนังจะพลิกแนวหนังไปอีกด้านนึง กลายเป็นหนังปราบผีไปแบบเต็มตัว ปีศาจได้ก่อกำเนิดขึ้นมาท้าทายถีบส่งความอ่อนเปลี้ยเหล่านั้นให้ไปพบยังจุดจบ จุดจบแห่งความเงียบงันของความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของความเป็นชายและอำนาจอันไร้ค่า

น่าสนใจที่ปีศาจในหนังนาฮงจินเปลี่ยนบทบาทไป อย่างที่รู้ว่าในหนังของนาฮงจินมีปีศาจเสมอ ในสองเรื่องก่อนปีศาจมาในรูปนามธรรมผ่านตัวมนุษย์เพศชาย แต่เรื่องนี้เขาสร้างปีศาจจริงๆขึ้นมา ปีศาจตัวเป็นๆในอีกบทบาทหนึ่งที่ไม่ใช่เพื่อการทำลาย แต่คือการท้าทายทดสอบ ทดสอบมนุษย์ ทดสอบความเป็นชาย ทดสอบอำนาจรัฐ ทดสอบความเป็นพ่อรวมไปถึงทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในที่นี้คือเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น) เป็นปีศาจที่แนบเคียงแนวคิดแบบศาสนา โดยมีทางเลือกผ่านหญิงสาวปริศนาที่เป็นผู้ชี้ทางสว่าง เป็นผู้เปิดทางเลือกในการต่อสู้ที่ซึ่งท้ายที่สุดตัวละครเพศชายของเขาก็ยังพ่ายแพ้ไปอยู่ดี

และอีกสองสิ่งที่ตราตรึงเรามากๆก็คือ อีตัวลูกสาวสุดเฮี้ยน และพิธีปราบผีสุดระทึก!!!

08/08/16 – The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 (Francis Lawrence/ US/ 2015) – 2/5

– ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแยกเป็นสองพาร์ตและไม่จำเป็นที่หนังต้องยาวร่วมสองชั่วโมงเลยเพราะเนื้อจริงๆของภาคนี้ก็แค่ช่วง 50 นาทีสุดท้ายแค่นั้นแหละ

– แล้วพอแยกสองพาร์ต สารทางการเมืองของมันก็โดนหางเลขให้ไม่น่าตื่นเต้นไปด้วย เอาความพีคของพาร์ตแรกมาควบรวมกับ 50 นาทีของพาร์ตนี้ สารทางการเมืองน่าจะพีคมากกว่านี้

– นี่ก็เลยกลายเป็นว่า ออเหรอ จบแค่นี้เหรอ โอเค บัย!

– อนึ่ง อาจเพราะดูในช่วงเวลานี้ด้วยกระมั๊งที่การดูหนังการเมืองในช่วงนี้มักไม่อิมแพ็คใดๆแก่เราเลย

– ออ อีกอย่าง หักคะแนนความโง่ของแคนนิสที่เลือกพีต้า

11/08/16 – โลกปะราชญ์ (นนทวัฒน์ นำเบญจพล, อาทิตย์ พันนิกุล, Preduce Skateboards/ ไทย/ 2006) – 3/5

นี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับนักสเก็ตบอร์ดเรื่องแรกๆของไทยเลยมั๊ง จำได้ว่ามันฮือฮามากในยุคที่มันฉาย (ยุคไทยอินดี้โน่นเลย) โอเคแหละว่าเราคงไม่ได้อินเอินอะไรเพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวพอควร บางช่วงบางตอนก็รู้สึกว่ามันไกลเกินเอื้อมกับชีวิตเราจังเลย (คือเรารู้สึกว่ามันต้องมีเงินประมาณนึงถึงจะทำอะไรแบบนั้นได้ในยุคนั้น) อย่างก็ตามเราไม่ได้ดูหนังด้วยมุมมองตรงนั้นเท่าไหร่เพราะนอกจากภาพการสเก็ตสวยๆแล้วเรายังได้เห็นดราม่าต่างๆที่นักเสก็ตมักพบเจอ ทั้งอุบัติเหตุหรือกับการโดนไล่

สิ่งที่เราชอบมากๆคือการใช้เพลง หนังมันใช้เพลงอินดิ้(ในยุคนั้นเรียกแบบนั้นจริงๆ แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นป๊อปไปแล้ว)เยอะแยะเต็มไปหมดเพื่อประกอบภาพการสเก็ต คือหนึ่งมันทำให้เราคิดถึงยุคสมัยนั้น คิดถึงเพลงพวกนั้นในช่วงที่มันกำลังเบ่งบานและสองคือเราคงไม่อาจได้เห็นหนังที่มันใช้เพลงอินดี้หนักๆแบบนี้อีกแล้วแน่ๆ เพราะมันคงถูกโดนตราหน้าว่าไม่มีความสร้างสรรค์และเล่นง่าย แต่เราชอบและอยากเห็นอีก

แน่นอนภาพที่ถูกถ่ายด้วยกล้อง DV มันมีสเน่ห์เสมอ แล้วยิ่งมาใส่เลนส์ตาปลาเข้าไปภาพที่ออกมามันเลยยิ่งแปลกตา อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว

ไม่แน่ใจว่าหนังมันมีอิทธิพลต่อนักเสก็ตยุคหลังๆหรือเปล่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ดูหนังสเก็ตไทยอีกเรื่องก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงโลกปะราชญ์ในนามของหนังเสก็ตเรื่องแรกๆของไทย (หนังเรื่องนั้นคือ Living The Dream ดูได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=vZg4BcMvcUI )

https://vimeo.com/159680271

12/08/16 – บองสรันโอน (ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ/ ไทย/ 2015) – 1/5

ล้มเหลวในทุกมิติ กลายเป็นหนังผีไร้มิติไปในทุกๆด้าน หนังผิดพลาดมากที่เลือกจะเดินอยู่บนเส้นทางในการคลายปริศนาแบบลุ่นๆโดยไม่ได้ใส่ใจในมิติอื่นๆ กล่าวคือความสำคัญที่สุดของหนังคือการเปิดเผยความลับในช่วงท้ายแค่นั้น ซึ่งพอตัวละครมันไร้มิติ ถึงจะเฉลยมาหักมุมรุนแรงแค่ไหนเราก็ไม่มีทางรู้สึกร่วมกับตัวละครแน่ๆ

ยังไม่รวมความไร้เหตุไร้ผลในการกระทำของตัวละครอีก เข้าไปนอนในตู้เพื่อจะหลอกเพื่อนงี้ ลงไปนอนในกระเป๋างี้ ไม่เอ๊ะใจว่ามีศพงี้ มันยากที่จะยอมรับได้จริงๆ

และก็เหมือนหลายๆซีนใช้การด้นสดด้วย เรย์ แมคโดนัล คงพยายามแล้วแต่ไม่สามารถช่วยอะไรหนังได้เลย

14/08/16 – Paradise Kiss (Takehiko Shinjo/ Japan/ 2011) – 1/5

คงไม่มีคำไหนจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้ได้เท่ากับคำว่า….เพ้อเจ้อ

ตอนดูก็พอเดาได้ว่ามันน่าจะมาจากการ์ตูน ซึ่งก็จริงดังนั้นแต่เราไม่เคยอ่าน นางเอกเป็นเด็กเรียนในโรงเรียนระดับท๊อปที่โดนแม่บังคับทุกอย่างแต่เผอิญดันสวยและหุ่นดี จับพลัดจับพลูมาเจอกับเหล่านักเรียนศิลปะ ดีไซร์เนอร์เสื้อผ้า มีพระเอกเป็น “ผู้มีพรสวรรค์ทางการออกแบบ” ผู้ตัดเสื้อเป็นตั้งแต่ 5 ขวบกับเหล่ามิตรสหายอีก 3 คนที่อยากได้นางเอกมาเป็นนางแบบเดินในงานประกวดแฟชั่นโชว์ก่อนจบ แรกๆก็ตึงๆแต่สุดท้ายนางเอกก็เริ่มเข้าใจในความปราถนาของตนเองที่จะเป็นนางแบบถึงขนาดทะเลาะกับแม่แบบหนีไปอยู่บ้านพระเอกไรงี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบแบบตามสูตรนั้นแหละ

มันไม่ใช่แค่เพ้อเจ้อธรรมดา แม่งเพ้อเจ้อระดับยาว 2 ชั่วโมง หงุดหงิดตั้งแต่แม่งบังคับคนอื่นมาให้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วให้เหตุผลไปต่างๆนาๆ สร้างภาพความสำเร็จแบบสวยงามเกินปกติ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกเมียน้อยแต่โครตรวยจะต้องพยายามสร้างปมปัญหาให้ตัวเองว่ะ แถบจะจบก็ยากต้องเล่นใหญ่อีก….เพลียใจ

13/08/16 – The Gigolo 1 (Au Cheuk-man/ HK/ 2015) – 2/5
15/08/16 – The Gigolo 2 (Venus Keung/ HK/ 2016) – 2/5

– เขียนรวบสองภาคเลยละกัน โดยรวมก็ดูได้เพลินๆ การกระทำโง่ๆทุกอย่างนั้นคือเรื่องตลก

– ภาคแรกว่าถึงการขึ้นมาเป็นจิโกโร่ ด้วยปัญหาทางบ้าน(อืมม)แล้วก็ได้สาวๆเอ็กซ์มาจ่ายมาติดพัน ได้ดีกันไป ดูแล้วอยากเป็นจิโกโร่บ้างเลย

– ภาคสองจากจิโกโร่มาเป็นเทรนนอร์สอนกระหรี่ เน้นเรื่องรักจนเลี่ยนและก็จบแบบเล่นใหญ่เกิ๊น

– อยากดูโป๊ไปดูแค่ภาคแรกก็พอ

17/08/16 – The Secret Life of Pets (Yarrow Cheney, Chris Renaud/ US, Japan/ 2016) – 0.5/5

เริ่มแรกขอด่าหนังสั้นเปิดเรื่องก่อน กูคนนึงละที่เห็นว่ามิเนี่ยนควรตายห่าไปจากโลกภาพยนตร์อนิเมชั่นเสียที ไม่ตลกแถมน่ารำคาญมาก ขนาดหนังสั้นยังรู้สึกเสียเวลา

โอเคเข้าสู่ตัวหนัง ทุกครั้งที่ดูหนังพวกนี้เรามักมีปัญหาเสมอๆกับความเป็นมนุษย์ การฮิวแมนไนร์ลงไปในตัวสัตว์ คือจริงๆถ้าคิดจะดูหนังพวกนี้มันก็ต้องปล่อยวางแหละอันนี้รู้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจ โอเคแหละว่าหนังมันเอาอุปนิสัยของสัตว์แต่ละชนิดมาใช้เป็นแก๊กต่างๆ แต่โดยรวมแม่งก็ใช้การคิดแบบมนุษย์อยู่ดี ซึ่งในที่นี้อาจเป็นเพราะเราเป็นคนไม่ได้รักสัตว์ เห็นสัตว์คือสัตว์ เห็นมันซื่อสัตย์ก็เพราะมันได้รับการเลี้ยงดู ได้รับอาหารจากเจ้าของที่ซึ่งมันก็ไม่ได้มีตัวเลือกหรือสามารถคิดอะไรได้มากกว่านั้น เราเชื่อแค่นั้น ไม่มีอะไรมากกว่าการไปรู้ถึงจิตใจพวกมัน (ใช่ กูมันคนหยาบ)

และด้วยความที่เราไม่ได้รักสัตว์ ทีมที่เราสังกัดในเรื่องครึ่งทีมกระต่ายคลั่งกับเหล่าสัตว์ที่โดนทอดทิ้ง เราเลยหงุดหงิดมากกับการกระทำของอีแม็กซ์กับอีดั๊กผู้เป็นเจ้าของเรื่องและสร้างปัญหาให้คนอื่นเดือนร้อน แถมยังต้องมาเห็นแง่เห็นงามกับแม่งด้วยซีนเด็กอุ้มกระต่ายตอนจบที่กูเกลียดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อย่าว่าอย่างงี้อย่างงั้นเลย ด้วยตัวเรื่องมันก็ไม่สนุกอยู่แล้วด้วยล่ะ พล๊อตจางๆที่เดินด้วยแก๊กด้วยมุกเยอะที่เราขำน้อยมากๆ น่าเบื่ออออออ

17/08/16 – Train to Busan (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2016) – 3.5/5

 สนุกจริง ตื่นเต้นจริง ดูไปตัวเกร็งไป ที่ตลกคือชอบการจับอาการของตัวเองตอนดูหนังเรื่องนี้ ประมาณว่า เฮ้ยมึง ตัวมึงบิดแล้วนะ เท้ามึงเหยียดสุดไปแล้วนะอะไรแบบนั้นตอนที่ตื่นเต้นมากๆ 555

ส่วนตัวบรรดาเหล่าหนังผีหรือหนังซอมบี้มักเป็นหนังที่ไม่ค่อยเข้าทางเรา ไม่ค่อยถูกจริตและมักจะเจาะเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของเราไม่ค่อยได้(ในที่นี้พูดถึงเหล่าประเด็นแวดล้อมในหนังกลุ่มนี้) ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันสนุกตื่นเต้นแหละด้วยเทคนิคต่างๆนาๆ แต่ประเด็นอื่นๆมันกลับธรรมดาไปสำหรับเรา อำนาจรัฐที่พึ่งไม่ได้ ความเลวทรามของนักธุรกิจ ความมาโชของเพศบุรุษหรือการใส่ใจในเพื่อนมนุษย์ในความเป็นชนชั้นอีกทีเหล่านี้มันตรงไปตรงมาไป ซึ่งจริงๆมันอาจจะสะท้อนภาพสังคมเกาหลีแต่เพียงเราไม่รู้บริบทก็เป็นได้

นอกจากโซฮีแล้ว(อันนี้ชอบส่วนตัวไม่เกี่ยวกับการแสดงในหนังใดๆ) ก็ชอบสาวท้อง คือเรารู้สึกว่าถ้าเธอไม่ท้องเธอคงออกมาลุยได้มากมาย จนอดคิดไม่ได้ว่าอนาคตของชาติบางทีก็เป็นตัวถ่วงได้เหมือนกันในหนังที่มันพยายามทำให้เห็นความสำคัญของอนาคตของชาติมากเรื่องนี้

อนึ่ง เราชอบ The King of Pigs มากๆเลยหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้พอประมาณ ลุ้นอีซีนท้ายที่ทหารเล็งปืนเข้าไปในอุโมงค์ คือถ้าเรื่องมันพลิกไปอีกทาง กูจะเอาบริบทของไทยไปจับทันที “ล้มแล้ว ล้มแล้ว” คงสะเทือนมากกว่ามาก

13923665_850142075116454_8995796873552490065_o20/08/16 – River of Exploding Durians (Edmund Yeo/ Malaysia/ 2014) – 5/5

ชอบหนังมาก มันงดงามมากพอๆกับที่มันเจ็บปวดแบบสุดๆ ทำเอาเราน้ำตาปริ่มเป็นห่วงๆ น่าจะติดท๊อปของปีแน่ๆ

*** เปิดเผยเนื้อหาของหนัง ***

1. อกหักคือประวัติศาสตร์รูปแบบหนึ่ง

River of Exploding Durians มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่สามารถแยกได้เป็น 2 พาร์ตหลักๆ หนึ่งคือความรักระหว่างหมิงและเหมยอัน คู่รักมัธยมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และสองคือฮุ่ยหลิงและคุณครูหลิมผู้สอนประวัติศาสตร์กับการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบกับผู้คนรอบข้าง

ความรักของหมิงและเหมยอันคือความรักของคนต่างชนชั้น คนหนึ่งมีอนาคตรอไว้อยู่แล้วส่วนอีกคนมืดมนเพราะผลกระทบจากสารพิษที่เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้า ความหวังความฝันที่ก่อร่างไว้ล่มสลายลงสู่พื้นดินด้วยการกระแทกของโลกความเป็นจริง หมิงอกหักและเหมยอันก็หายสาปสูญไปกาลนาน

ฮุ่ยหลิน แอ็คทิวิสต์สาวผู้ต่อต้านการสร้างโรงฟฟ้าในชุมชน รับรู้อุดมการณ์การต่อต้านในโลกจริงจากอาจารย์หลิมผู้สอนประวัติศาสตร์ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการต่อสู้ของเหล่าคนตัวเล็กที่เกิดขึ้นในโลก แต่เพราะการต่อสู้มีหลายรูปแบบ แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันแต่อุดมการณ์มันสามารถเปลี่ยนไปได้ สุดท้ายมันจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยอมรับได้

ทั้งสองคนอกหัก คนนึงอกหักในเรื่องรักและอีกคนอกหักในอุดมการณ์ ท้ายที่สุดแล้วอาการอกหักของทั้งสองก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ระดับปัจเจคที่เล็กจ้อยที่สุดที่จะถูกจดได้ได้เฉพาะตัวของพวกเขาเอง

2. ประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่เคยถูกจดจำ

คุณครูหลิมพยายามนำพาให้เหล่าลูกศิษย์ได้มองเห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กที่ถูกลบลืมในประวัติศาสตร์ อาทิเหตุการณ์ล้อมปราบในธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย, เรื่องราวของสาวน้อยผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสในฟิลิปปินส์และเรื่องของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ถูกขายมาเป็นโสเภณีในมาเลเซียในยุคสงครามและถูกทอดทิ้งจากประเทศของตัวเองเมื่อสงครามจบลง มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม

หมิงและเหมยอันหนีกันไปยังเมืองหลวงด้วยความฝันของคนหนุ่มสาวถึงชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาอาจหนีมาไทย มาเรียนภาษาไทยที่เพราะดั่งสายฝน ณ ห้องพักในวัยฝนปรอย เหมยอันเล่าถึงความคาดหวังอันสวยงามในอนาคตถึงการที่น้องชายจะโตไปเป็นหมอ มีฐานะมั่นคงและอาจรับเธอเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ส่วนหมิงเล่าเรื่องของน้องที่ตายในอดีตกับแม่ของเขา คำพูดที่ทำให้แม่เขาเสียใจที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนแล้ว

อาการจำอดีตไม่ได้ของหมิงและการมองอนาคตด้วยความหวังของเหมยอันคือการรับรู้ประวัติศาสตร์ของปัจเจกรูปแบบหนึ่ง มันสามารถเลือนหายไปได้พอๆกับที่มันจะสามารถเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ได้ หากมันไม่ถูกบันทึกไว้ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็คงถูกกลืนหายไปไม่ต่างจากนักต่อสู้ในเรื่องเล่าของลูกศิษท์คุณครูหลิม

3. ประวัติศาสตร์หนึ่งจบลงในมวลหมู่ประวัติศาสตร์อื่น

พ่อของเหมยอันเล่าให้เธอฟังว่า เธอเกิดมาในช่วงมรสุมที่ท้องฟ้าดำมืด หมอดูได้ทำนายว่าเธอจะมีอนาคตที่สดใสด้วยความที่เธอกำเนิดมาในความมืดมิด เธอจึงมักมองหาแสงสว่างเสมอ ส่วนคุณครูหลิมหลังจากดำเนินการภารกิจเสร็จสิ้น เธอฆ่าตัวตาย ณ ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าสองแสงประกายงดงาม

ในช่วงท้าย หมิงและฮุ่ยหลินเดินทางไปเมืองบ้านเกิดของคุณครูหลิมเพื่อร่วมเทศกาลปีใหม่ เพื่อการเฉลิมฉลองการก้าวผ่านปีเก่า ผ่านเรื่องราวเก่าๆแล้วเดินสู่ปีใหม่ อนาคตใหม่ต่อไป

ประวัติศาสตร์หนึ่งก่อกำเนิดขึ้น อีกหนึ่งประวัติศาสตร์จบลงไป ในท่ามกลางประวัติศาสตร์อื่นๆที่กำลังถูกเขียนต่อไปไม่สิ้นสุด

และด้วยตัวของหนังเอง มันก็คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของมันเองในรุปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

ปล1. จริงๆมีตัวละครอีกตัวที่เรารู้สึกกับมันมากๆคือตัวสาวบาร์เกิร์ลแสนเหงา เธอออกมาเพียงฉากเดียวแต่ควรค่าแก่การจดจำมาก เธอน่าจะเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่สั้นที่สุดของเรื่อง

ปล2. มันน่าตื่นเต้นแกมเศร้าใจที่ได้เห็นการพูดถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค 19 ในหนังมาเลเซียเรื่องนี้ ตื่นเต้นที่ได้เห็นมันถูกพูดถึง เศร้าใจที่มันไม่ได้ถูกพูดถึงในหนังไทย และก็ไม่แปลกใจอะไรที่หนังจะโดนแบนในมาเลเซียด้วยประเด็นการต่อต้านในเรื่อง ใน q&a ผู้กำกับบอกว่าในบทครูยังต้องใช้นักแสดงไต้หวันด้วยเพราะคนมาเลเซียเองไม่กล้าเล่น หรือกับการถ่ายทำในโรงเรียนที่โดนแคลเซิลในท้ายที่สุดจนต้องไปถ่ายในโรงเรียนร้าง และกับเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในเรื่องที่ ผกก ก็ต้องไปรีเสิร์ซหาเองเพราะมันไม่มีบันทึกไว้เป็นทางการ สรุปคือประเทศอาเซียนเราๆนี่แทบไม่ต่างกันเลย

ปล3. น้อง Joey Leong รุนแรงระดับทำลายล้างมาก อยากสอนภาษาไทยให้เลยจริงๆ

ปล4. ส่วนน้อง Daphne Low นี่คุ้นหน้าอยู่ เคยผ่านตาหนังสั้นที่น้องแสดงไว้ในหนังของ James Lee เรื่อง All for Love ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?list=PL_I_xW06YeiRcUWD

21/08/16 – ความเศร้าของภูตผี (วชร กัณหา, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง/ ไทย/ 2016) – 3.5/5

 หนักหน่วงรุนแรง ไร้ซึ่งการประณีประนอมใดๆ คือรู้อยู่แล้วแหละว่าหนังมันต้องไปสุดไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ๆ ดูจากชื่อผู้กำกับทั้ง 4คน 4สไตร์ เราคงไม่อาจคาดหวังโครงสร้างที่มันเป็นรูปแบบชัดเจนได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะสุดขีดขนาดนี้เหมือนกัน 555

ดังนั้นปัญหาของเราคือเราตามหนังไม่ทัน ปรับอารมณ์ไม่ถูก คือไม่รู้ว่ามันคือความตั้งใจของคนทำหรือเปล่า จากความวิปลาส ไปสู่ความงงงวยแล้วก็ไปโรแมนติก จากความพิศวงตีกลับไปตลกแล้วก็จบที่ความวิปลาสอะไรแบบนั้น

คือถ้าว่าถึงการรื้อโครงสร้างของเล่าเรื่อง หนังมันทะลุพิกัดไปได้อยู่แล้ว เรื่องเล่าไม่สำคัญเท่าวิธีการเล่าที่อัดใส่มาเต็ม มันเล่นกับ genre ของหนังแบบไม่แคร์คนดู (อันนี้คาดได้อยู่แล้วจากแนวทางของผู้กำกับแต่ละคน) มีบทสัมภาษณ์นักแสดงที่พูดถึงตัวละครที่รับบท มีภาพ insert แปลกประหลาด มีเรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่อง ยุบยับเต็มไปหมด โดยเรื่องเล่าที่เราสามารถจับได้แน่ๆคือเรื่องของคนทำหนังที่ถูกแบนแล้วหายตัวไปกับเรื่องคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เส้นเรื่องแรกเปี่ยมไปด้วยเทคนิคทางภาพและเสียง ส่วนเส้นเรื่องหลังเปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่าอันสุดขีด

เห็นด้วยกับมิตรสหายหลายท่านและกับคนทำที่ว่าหนังมันคงจะสื่อสารได้รุนแรงกว่าหากมันได้ฉายเมื่อตอนหนังเสร็จ สาระต่างๆในหนังบางชิ้นมันอ่อนกำลังลงไปแล้ว (ทางการเมืองค่อนข้างชัด) แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันหายไป มันยังคงอยู่และรอวันเกิดขึ้นซ้ำเท่านั้นเอง

ดูจบก็พอระลึกได้ว่าเหล่าภูตผีที่หนังกล่าวถึงมันก็คือคนอย่างเราๆนี่แหละ เราอยู่กับผีในตอนเปิดเรื่องที่ส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาตลอดสิบกว่าปีจนกลายเป็นบ้า อยู่กับองค์กรไร้คุณภาพที่มองเห็นแค่สิ่งที่ตัวเองอยากเห็น ภูตผีอย่างเราๆไม่อยู่ในสายตา

อย่างไรก็ตามถ้ามีโอกาสได้ดูหนังอีกรอบจะดีมาก อาจเห็นอะไรมากกว่านี้

22/08/16 – [REC] 4: Apocalypse (Jaume Balagueró/ Spain/ 2014) – 2/5

ในแฟรนไชร์หนังซอมบี้จากสเปนชุดนี้ เราชอบภาคแรกกับภาคสองมากสุด ภาคแรกมันสดใหม่ในการถ่ายแบบแฮนด์เฮลด์ในหนังซอบบี้ที่เต็มไปด้วยประเด็น ภาคสองมันเพิ่มเติมด้วยการเอาเรื่องศาสนา-ปีศาจเข้ามาจับร่วม (ส่วนภาคสามไม่ค่อยชอบเพราะมันกลายเป็นหนัง gore ธรรมดาไปอันว่าด้วยซอบบี้ในงานแต่งงานและมีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับ)

ภาคล่าสุดนี้ผู้กำกับจากสองภาคแรกกลับมาทำ โดยพาตัวละครหลักจากภาคแรกและตัวละครรองในภาคสามกลับมาร่วมลงเรือที่มีเป้าหมายในการผลิตเซลั่มในการยับยั้งซอบบี้ แน่นอนมันต้องฉิบหายไปตามเรื่องตามราวซึ่งโอเคแหละว่ามันทำออกมาสนุกและตื่นเต้นใช้ได้เลย เพียงแต่มันให้ได้เท่านั้นจริงๆ

น่าเสียดายที่หนังมันไม่นำเอาวัตถุดิบจากภาคสองใส่เข้ามาเลย (มีพูดถึงนิดๆแต่ไม่ได้ส่งผลใดๆกับตัวเรื่องเลย) มันเลยกลายเป็นหนังซอบบี้ไล่ล่าตื่นเต้นสนุกๆได้แค่นั้น ไม่มีรสชาติอื่นร่วม

River of Exploding Durians: ประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก

River of Exploding Durians (Edmund Yeo/ Malaysia/ 2014)

13923665_850142075116454_8995796873552490065_o

ชอบหนังมาก มันงดงามมากพอๆกับที่มันเจ็บปวดแบบสุดๆ ทำเอาเราน้ำตาปริ่มเป็นห่วงๆ น่าจะติดท๊อปของปีแน่ๆ

*** เปิดเผยเนื้อหาของหนัง ***

1. อกหักคือประวัติศาสตร์รูปแบบหนึ่ง

River of Exploding Durians มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่สามารถแยกได้เป็น 2 พาร์ตหลักๆ หนึ่งคือความรักระหว่างหมิงและเหมยอัน คู่รักมัธยมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และสองคือฮุ่ยหลิงและคุณครูหลิมผู้สอนประวัติศาสตร์กับการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบกับผู้คนรอบข้าง

ความรักของหมิงและเหมยอันคือความรักของคนต่างชนชั้น คนหนึ่งมีอนาคตรอไว้อยู่แล้วส่วนอีกคนมืดมนเพราะผลกระทบจากสารพิษที่เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้า ความหวังความฝันที่ก่อร่างไว้ล่มสลายลงสู่พื้นดินด้วยการกระแทกของโลกความเป็นจริง หมิงอกหักและเหมยอันก็หายสาปสูญไปกาลนาน

ฮุ่ยหลิน แอ็คทิวิสต์สาวผู้ต่อต้านการสร้างโรงฟฟ้าในชุมชน รับรู้อุดมการณ์การต่อต้านในโลกจริงจากอาจารย์หลิมผู้สอนประวัติศาสตร์ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการต่อสู้ของเหล่าคนตัวเล็กที่เกิดขึ้นในโลก แต่เพราะการต่อสู้มีหลายรูปแบบ แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันแต่อุดมการณ์มันสามารถเปลี่ยนไปได้ สุดท้ายมันจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยอมรับได้

ทั้งสองคนอกหัก คนนึงอกหักในเรื่องรักและอีกคนอกหักในอุดมการณ์ ท้ายที่สุดแล้วอาการอกหักของทั้งสองก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ระดับปัจเจคที่เล็กจ้อยที่สุดที่จะถูกจดได้ได้เฉพาะตัวของพวกเขาเอง

 

Durians_Cover

2. ประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่เคยถูกจดจำ

คุณครูหลิมพยายามนำพาให้เหล่าลูกศิษย์ได้มองเห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กที่ถูกลบลืมในประวัติศาสตร์ อาทิเหตุการณ์ล้อมปราบในธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย, เรื่องราวของสาวน้อยผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสในฟิลิปปินส์และเรื่องของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ถูกขายมาเป็นโสเภณีในมาเลเซียในยุคสงครามและถูกทอดทิ้งจากประเทศของตัวเองเมื่อสงครามจบลง มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม

หมิงและเหมยอันหนีกันไปยังเมืองหลวงด้วยความฝันของคนหนุ่มสาวถึงชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาอาจหนีมาไทย มาเรียนภาษาไทยที่เพราะดั่งสายฝน ณ ห้องพักในวัยฝนปรอย เหมยอันเล่าถึงความคาดหวังอันสวยงามในอนาคตถึงการที่น้องชายจะโตไปเป็นหมอ มีฐานะมั่นคงและอาจรับเธอเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ส่วนหมิงเล่าเรื่องของน้องที่ตายในอดีตกับแม่ของเขา คำพูดที่ทำให้แม่เขาเสียใจที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนแล้ว

อาการจำอดีตไม่ได้ของหมิงและการมองอนาคตด้วยความหวังของเหมยแอนคือการรับรู้ประวัติศาสตร์ของปัจเจกรูปแบบหนึ่ง มันสามารถเลือนหายไปได้พอๆกับที่มันจะสามารถเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ได้ หากมันไม่ถูกบันทึกไว้ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็คงถูกกลืนหายไปไม่ต่างจากนักต่อสู้ในเรื่องเล่าของลูกศิษท์คุณครูหลิม

 

Blackmagic Cinema Camera_1_2014-02-09_1352_C0008_001576

3. ประวัติศาสตร์หนึ่งจบลงในมวลหมู่ประวัติศาสตร์อื่น

พ่อของเหมยอันเล่าให้เธอฟังว่า เธอเกิดมาในช่วงมรสุมที่ท้องฟ้าดำมืด หมอดูได้ทำนายว่าเธอจะมีอนาคตที่สดใสด้วยความที่เธอกำเนิดมาในความมืดมิด เธอจึงมักมองหาแสงสว่างเสมอ ส่วนคุณครูหลิมหลังจากดำเนินการภารกิจเสร็จสิ้น เธอฆ่าตัวตาย ณ ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าสองแสงประกายงดงาม

ในช่วงท้าย หมิงและฮุ่ยหลินเดินทางไปเมืองบ้านเกิดของคุณครูหลิมเพื่อร่วมเทศกาลปีใหม่ เพื่อการเฉลิมฉลองการก้าวผ่านปีเก่า ผ่านเรื่องราวเก่าๆแล้วเดินสู่ปีใหม่ อนาคตใหม่ต่อไป

ประวัติศาสตร์หนึ่งก่อกำเนิดขึ้น อีกหนึ่งประวัติศาสตร์จบลงไป ในท่ามกลางประวัติศาสตร์อื่นๆที่กำลังถูกเขียนต่อไปไม่สิ้นสุด

และด้วยตัวของหนังเอง มันก็คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของมันเองในรุปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

 

Blackmagic-Cinema-Camera_1_2014-02-04_1859_C0002_000002_800

ปล1. จริงๆมีตัวละครอีกตัวที่เรารู้สึกกับมันมากๆคือตัวสาวบาร์เกิร์ลแสนเหงา เธอออกมาเพียงฉากเดียวแต่ควรค่าแก่การจดจำมาก เธอน่าจะเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่สั้นที่สุดของเรื่อง

ปล2. มันน่าตื่นเต้นแกมเศร้าใจที่ได้เห็นการพูดถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค 19 ในหนังมาเลเซียเรื่องนี้ ตื่นเต้นที่ได้เห็นมันถูกพูดถึง เศร้าใจที่มันไม่ได้ถูกพูดถึงในหนังไทย และก็ไม่แปลกใจอะไรที่หนังจะโดนแบนในมาเลเซียด้วยประเด็นการต่อต้านในเรื่อง ใน q&a ผู้กำกับบอกว่าในบทครูยังต้องใช้นักแสดงไต้หวันด้วยเพราะคนมาเลเซียเองไม่กล้าเล่น หรือกับการถ่ายทำในโรงเรียนที่โดนแคลเซิลในท้ายที่สุดจนต้องไปถ่ายในโรงเรียนร้าง และกับเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในเรื่องที่ ผกก ก็ต้องไปรีเสิร์ซหาเองเพราะมันไม่มีบันทึกไว้เป็นทางการ สรุปคือประเทศอาเซียนเราๆนี่แทบไม่ต่างกันเลย

ปล3. น้อง Joey Leong รุนแรงระดับทำลายล้างมาก อยากสอนภาษาไทยให้เลยจริงๆ

ปล4. ส่วนน้อง Daphne Low นี่คุ้นหน้าอยู่ เคยผ่านตาหนังสั้นที่น้องแสดงไว้ในหนังของ James Lee เรื่อง All for Love ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?list=PL_I_xW06YeiRcUWDaekS4-X8Ru4tMmOyK&v=_hEwcjTlMH0

5/5

Film I’ve seen in July 2016

03/07/16 – ลูกทุ่งซิกเนเจอร์ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2016) – 2/5

ตรงๆเลยคือผิดหวัง เราว่าศักยภาพของมันไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆหากตัดเรื่องราวบางเรื่องออกไปบ้าง แล้วไปให้เวลากับเรื่องที่เหลือแบบใส่ใจมากกว่านี้ บางเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อาทิ คนโดดสะพานนี่ตัดออกไปได้เลย หรือกับเรื่องแอบรักดารานี่ก็ใส่มาเพื่อรองรับเพลงที่จะใช้แค่นั้นเอง ผลเลยกลายเป็นว่าการคลี่คลายแต่ละเรื่องมันเล่นง่ายไปและไม่สุดเลยซักเรื่อง น่าเสียดายมากๆ

แล้วเพลงลูกทุ่งในเรื่องเราชอบมากๆนะที่มีการปรับทำนองใหม่ แต่ก็นั่นแหละ พอหนังมันเป็นแบบนี้ พลังของเพลงมันเลยดร๊อปลงไปเยอะเลยอะ เสียดายๆๆๆๆ

แล้วก็โกรธมากที่ใช้น้องพลอยหรือไข่มุกไม่คุ้มเลย เสียใจๆๆๆ

06/07/16 – Sing Street (John Carney/ Ireland, UK, US/ 2016) – 5/5

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าคาร์นีย์ทำหนังสามเรื่องไม่เหมือนกันเลยแฮะ จากหนังอินดี้ปวดๆใน Once มาเป็นหนังแมสจ๋าๆสวยๆใน Begin Again มาเรื่องนี้เหมือนเอาส่วนผสมของสองเรื่องก่อนมารวมกันจนได้หนังที่เมื่อดูจบแล้วเราจะมีพลังพลุ่งพล่านจนอยากออกไปทำโน่นทำนี่ตามฝันด้วยแรงอันเต็มเปี่ยม แต่อีกด้านมันก็กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไอ้ความฝันเหล่านั่นมันไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะคว้าไว้ได้ เราอาจจะห่วยเอง อาจไม่มีโอกาสเดินเข้ามาหรือด้วยเงื่อนไขชีวิตอะไรก็ตามแต่ ซึ่งตัวเราจัดอยู่ในหมวดของพวกคนกลุ่มหลัง ดูจบมีพลังจริงแต่ก็เศร้าจนน้ำตาไหล ฮือๆ

โดยเนื้อแท้แล้วเอาเข้าจริงโครงสร้างชองหนังสำหรับเรานี่อยู่ในระดับยี้ย้ามากเลยนะ หนุ่มน้อยฟอร์มวงจากคนขี้แพ้เพื่อจีบหญิงที่มีกิมมิกเรื่องปัญหาครอบครัวเติมเข้าไปนิดหน่อยแบบนี้ แต่เหมือนหนังมันรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่านี่คือจุดบอดเล็กๆ(กับอีคนที่มันเกลียดอะไรสว่างๆแบบกู)มันเลยเติมตัวละครอย่างพี่ชายเข้ามา ทำเพลงดีๆโดนๆ ให้รีคอลถึงยุค ’80 (แม้กูจะเป็นเด็กยุค ’90 แต่อย่างน้อยยุคในหนังกูก็ทันอยู่เพราะเกิดต้นๆยุค) แล้วก็พูดถึงพลังของมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพี่น้อง พูดถึงเรื่องรักแรกและพลังอันรุนแรงของมัน เพลงจากชีวิตจริงจากเหล่าคนขี้แพ้ ซึ่งตรงนี้เรายอมใจ พ่ายแพ้ราบคาบ ยอมๆๆ

รักตัวละครพี่ชายมากๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องการกรุยทางให้น้องอะไรเทือกนั้นเพราะเราไม่มีน้องเลยไม่อินกับจุดนี้ แต่มันคือการที่ตัวละครตัวนี้มันเอาความฝันของมันเป็นแรงผยุงพลักดันและถมความฝันของน้องมันให้เต็มมากกว่าการบังคับขืนใจให้ทำ คิดถึงตัวละครนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที

ปล. ชอบดวงตานางเอกจัง บทจะเป็นปริศนาก็น่าค้นหา บทจะโศกก็แสนเศร้า แล้วกับซีนถ่ายเอ็มวีในโรงยิมที่มโนถึงยูโธเปียชีวิตของตัวเองนี่อี๊มากแต่เอากูตายไปเลย

08/07/16 – อาปัติ (ขนิษฐา ขวัญอยู่/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ส่วนเสียเดียวสำหรับเราของหนังเรื่องนี้คือวิธีการจัดการกับตัวเรื่องของมันที่เต็มไปด้วยอาการ “เล่นง่าย” โดยเฉพาะการคลี่คลายต่างๆเพื่อผลของเส้นเรื่อง อย่างการใช้การฝันเพื่อเห็นเหตุต่างๆอย่างบ่อยครั้งของตัวพระซันหรือกับการบอกเล่าออกจากปากตัวละครเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราพบว่าหนังมันโอเคทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องบทที่มันเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับพุทธศาสนาด้วยการตั้งคำถามถึงตัวพุทธศาสนาเองและตัวของมนุษย์ผู้ห่มเหลือง เกลี่ยระดับให้พระกับฆราวาสอยู่ในระนาบเดียวกันของความเป็นมนุษย์ เราได้เห็นพระที่เป็นพระแค่ผ้าเหลือง เห็นความรักทีหมิ่นเหม่จากความเชื่อคำสอน หรือกับการได้เห็นพฤติกรรมของพระในแบบฆราวาสามัญชนทั่วไปมากกว่าพระในนิยามที่เรามักจดจำ มันจึงพูดถึงเรื่องของมนุษย์มากกว่า มนุษย์ที่ถูกพุทธศาสนาครอบไว้อีกที

แล้วเอาเข้าจริงเราก็เห็นว่าหนังมันดีมากในการเป็นหนังที่เชิญชูตัวพุทธศาสนาเองด้วยซ้ำ คือมันไม่ใช่การมานั่งเทศน์สั่งสอนอะไรบลาๆๆๆอย่างที่หนังแบบนี้ชอบทำ แต่คือการเปิดให้เห็น โยนคำถามใส่เข้าไปเพื่อจุดหมายที่มุ่งไปสู่หลักของพุทธศาสนาเอง แม้ว่าในบางเรื่องเราอาจไม่พอใจบ้างอย่างการโยนความผิดบาปให้เพศหญิงไปผู้รับกรรมแทนแต่อย่างน้อยหนังมันก็ดันผลเหล่านั้นกลับไปสู่ตัวละครหลักและผู้ชมได้ในท้ายที่สุด

ชื่นชมตัวละครพระทินและฝ้ายมากๆ พระรูปงามและเคร่งครัดตามแบบฉบับพระทางการที่ค่อยๆเปิดให้เห็นด้านตรงข้าม และกับสาวน้อยผู้ไร้ซึ้งความเชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นและทำตามใจตัวเอง

แน่นอนอีตัวหนังสือสรุปเรื่องในตอนท้ายนี่คือความกากระดับสุด อยากดูหนังในเวอร์ชั่นก่อนที่จะถูกเซ็นเซอร์จัง มันน่าจะไปกว่านี้แน่ๆ

10/07/16 – Mind Game (Masaaki Yuasa, Kôji Morimoto/ Japan/ 2004) – 3/5

อนิเมชั่นประหลาดๆ ลายเส้นประหลาดๆที่ไมได้เน้นสวยหรือสมจริง บ้างก็มิกซ์กับใบหน้าคนจริงๆเข้าไป ในเรื่องราวประหลาดๆอันว่าไอ้คนขี้แพ้ที่ได้รับโอกาสแก้ตัวใหม่ในการใช้ชีวิต ผจญภัยไปร่วมกับผู้หญิงนมใหญ่ที่แอบชอบมาตั้งแต่เด็กและพี่สาวของเธอ เป็นอนิเมชั่นเซอร์เรียลเรียกพ่อ โดดเด่นในความเป็นอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใคร

ครึ่งชั่วโมงของมันตราตรึงและสะกดเราได้อยู่หมัดจริงๆ หมายถึงครึ่งชั่วโมงที่มันตัวละครมันยังไม่ได้รับโอกาสใดๆ มันเดาทางไม่ถูกดี แต่พอมันได้รับโอกาสเท่านั้นแหละหนังมันเลยใช้ความเซอร์เรียลต่างๆมากมายมารองรับเรื่องจนกลายเป็นการทำลายความน่าสนใจที่มีอยู่ทิ้งไปหมดเลย จากเรื่องคนขี้แพ้ในโลกเซอร์เรียลที่ยังสามารถเอาความจริงไปเทียบได้บ้าง ไปสู่ความเซอร์เรียลแบบไม่สนใจคนดูอีกแล้ว เพียงแค่เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของหนัง นั้นคือเรื่องของความสวยงามของการใช้ชีวิต อืมมมมม

อนึ่ง ชอบการตัดต่อห้วงอดีตแบบเร็วๆในช่วงต้นและท้ายของหนังมากๆ

10/07/16 – The Lobster (Yorgos Lanthimos/ Greece,Ireland, Netherlands, UK, France/ 2015) – 3/5

ไม่ได้ชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ แม้มันจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เราชอบมากมายทั้งการเซ็ตอับโลกประหลาดๆ กฏประหลาดๆและคนประหลาดๆขึ้นมาตามสไตล์ผู้กำกับกรีกคนนี้ จะว่าไปมันก็เหมือนการเอา Dogtooth มาขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้น จากสเกลครอบครัวไปสู่สเกลระดับสังคมและเปลี่ยนกฏใหม่จากการกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งเรากลับชอบเรื่องหลังมากกว่า มันแรงกว่าและส่งประเด็นการควบคุมได้รุนแรงกว่ามาก (ยังไม่เคยดู Alps)

อย่างไรก็ตาม ยังไงก็คงต้องชมเชยกับการสร้างโลกของความันพันธ์ขึ้นมาใหม่แบบในหนังที่แปลกใหม่และง่ายในการตั้งคำถามในเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องความรัก ความเหงา การเอาตัวรอด การควบคุมและความตายได้ด้วยรสชาติประหลาดๆแสนอภิรมณ์

นอกเหนือจากนั้นเราเฉยๆ เป็นหนังดีที่ไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่โดยเฉพาะประเด็นกลัวโสดอะไรนั่น

แต่ เลอา เซย์ดูซ์ ดีเลิศเลอมาก รักนาง

14/07/16 – The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008) – 5/5

ดูซ้ำ

ตามกระแส The Wailing เลยไล่ดูใหม่เลย จบเรื่องนี้ก็ต่อด้วย The Yellow Sea ที่ยังไม่เคยดู

ส่วนคุณงามความดีของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วมั๊ง

 

14/7/16 – Gun Woman (Kurando Mitsutake/ Japan/ 2014) – 3/5

ห่างหายจากหนัง gore ญี่ปุ่นไปนานเพราะไม่ค่อยได้เจอหนังที่โดนใจเลย มาได้เจอเรื่องนี้แหละที่พบว่า เออ สนุกดี

หนังมีทุกอย่างครบสำหรับหนังแนวนี้ โหด เลือดสาด โป๊ มนุษย์จิตๆและความเว่อร์วัง หญิงสาวที่ถูกจับมาเทรนด์เพื่อการแก้แค้นแบบ Leon มีความโม้เกี่ยวกับร่างกายและปืนเหมือนหนังการ์ตูนญีปุ่น แถมจบแบบตลบพล๊อตสองสามตลบให้พอรู้สึกว่ามีอะไร

ซีนขายของหนังก็คงเป็นซีนไคลแม็กซ์ที่นางเอกแอ็คชั่นต่อสู้แบบ full frontal ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด(ตามในโปสเตอร์) คือมาครบทุกองค์ประกอบในซีนเดียว

15/07/16 – สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954) – 5/5

 เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

17/07/16 – Chakravyuh (Prakash Jha/ India/ 2012) – 5/5

ก้มกราบตรีน ประกาช ฌา อีกรอบหลังจาก Satyagraha (2013) ที่ได้ดูไปก่อนหน้า คนอะไรทำหนังการเมืองได้หนักหน่วงเหลือเกิน แต่กลับสนุกฉิบหาย

ใน Satyagraha มันพูดถึงการต่อสู้แบบอหิงสา ส่วนใน Chakravyuh มันพูดถึงการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันต่อรัฐบาลที่อยุ่ภายใต้กลุ่มทุน กล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์กับทางการผ่านตัวละครเพื่อนรักที่คนหนึ่งเป็นตำรวจผู้รองรับนโยบายของทางการและอีกคนเป็นสายเข้าไปเจาะหาข้อมูลในฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่าและกำลังรวมมวลชน

ความสุดขีดของประกาช ฌา ที่เราพบทั้งในเรื่องนี้และใน Satyagraha คือการไม่นำพาคนดูไปสู่ฝั่งฝันของด้านใดด้านหนึ่งชัดเจนซึ่งมันดีมากในการก่อสร้างไดเลมม่าหนักๆให้แก่คนดู อย่างในเรื่องนี้มีการแยกส่วนของหนังอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือเรื่องของรัฐในการจัดการกับกลุ่มกบฏด้วยระบบระดับชั้นจากนายทุนสู่รัฐบาลลงไปสู่ตำรวจ ก่อนจะมีพีคสุดในครึ่งหลังที่เหมือนการกลับหน้าตีนเป็นหนังมือโดยการย้ายไปเล่าเรื่องของกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับรัฐด้วยเหตุผลของการโดนกดขี่ไร้ซึ่งความใส่ใจ พ่วงแถมด้วยการต่อสู้กับระบบของฝ่ายที่ตัวเองยึดถืออีกระนาบหนึ่ง ตัวละครเพื่อนรักมันจึงกลายไปเป็นตัวแทน เป็นพระเอกของแต่ละฝ่าย มันคือการต่อสู่กันด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกันโดยไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่สามารถบอกได้ว่าใครผิดหรือถูกกว่าใคร ระบบใดดีหรือเลวกว่าใคร มันสุดขีดมากๆ

หนังเรื่องต่อไปของ ประกาช ฌา ที่เราจะดูคือ Aarakshan (2011)

17/07/16 – The VVitch: A New-England Folktale (Robert Eggers/ US, UK, Canada, Brazil/ 2015) – 4/5

หนังมันควรจะดูในโรงอย่างเดียวเลยจริงๆ การดูในจอเล็กๆมันลดทอนความทรงพลังของภาพและเสียงของหนังไปเยอะมาก เสียใจที่พลาดการดูในโรง

หนังมันเล่นกับเรื่อง “ความไม่รู้” ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งในระนาบของเหล่าตัวละครเองและในระนาบของคนดูที่แม้จะเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถฟันธงใดๆได้อยู่ดี แล้วพอเราไม่รู้เราจึงเริ่มเกิดความกลัวขึ้น ผ่านเลยไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่หดหายไป แล้วมันก็เหมาะมากที่หนังจับเอาเรื่องศาสนามาเป็นตัวแปรของเรื่อง พอเราไม่รู้เราก็ลงคำตอบด้วยการแทนค่าทางศาสนาแบบมั่วๆเข้าไป แถมอีตัวศาสนาเองก็เต็มไปด้วยลำดับชั้นของคนอีก ท้ายที่สุดมันเลยฉิบหายวายป่วงกันไป วายป่วงด้วยการไม่รู้นี่คืออาการมืดบอดที่น่ากลัวจริงๆเพราะมันชี้นิ้วใส่คืนอื่นมั่วไปหมด

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่ตัวศาสนามันให้สิทธิ์พิเศษกับเพศชายมากกว่าเพศอื่นๆ การที่หนังมันจัดการให้เพศชายผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องคือผู้ล้มเหลวอย่างที่สุด แม้มีอำนาจอยู่เต็มก็จัดการแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี มันเลยเป็นตัวช่วยผลักประเด็นเรื่องการสร้างแม่มดและการครอบงำทางศาสนาไปได้จนสุดทาง

ตอนจบแอบคิดถึงหนังอย่าง Kill List (2011) และกับชื่อตัวละครพ่อ-แม่อย่างเคตและวิลเลี่ยมก็อดคิดเทียบๆกับปรินซ์อังกฤษในโลกจริงไม่ได้

19/07/16 – Office (Hong Won-Chan/ South Korea/ 2015) – 4/5

네 ออกเสียงว่า “เน” แปลว่า “ได้” หรือคำจำพวกรับการยินยอมต่างๆ จำพวก ค่ะ, ได้ค่ะ, รับทราบค่ะ, ยินดีค่ะ เป็นต้น

ตลอดการดูหนังเรื่องนี้เรารู้สึกร่วมกับอีคำๆนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยที่มันเป็นคำที่บ่งบอกสถานะของตัวละคร สถานะของมนุษย์กินเงินเดือนได้ดีจริงๆ เราจึงอินมากๆกับอีนางเอกที่มันแทบจะพูดคำนี้ตลอดเวลาในออฟฟิตก่อนจะจิตหลุดไปในช่วงท้าย

แม้วิธีการทริลเลอร์ของมันจะค่อนข้างน่าเบื่อ แต่การจับเอาเรื่องชีวิตของมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตมารองรับทริลเลอร์แม่งดีมากและทำให้กูกลัวฉิบหายเลย กลัวจริงกลัวจังแบบที่หนังผีก็ให้กูไม่ได้ ภาวะการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดโดยไม่สนใจใครของมนุษย์แม่งน่ากลัวจริงๆ

เราชอบเรื่องภาพหลอนแฮะ คือพอมองในมุมของคนที่เราต้องแข่งขันด้วย คนที่เราไปกดดันเขาเยอะๆ แล้วพอรู้ว่าเขาไปทำเรื่องบ้าๆอะไรขึ้นมาแล้วหายตัวไป เป็นกูๆก็หลอน หลอนที่ว่ามันจะมาทำอะไรกูหรือเปล่าว่ะ

ดูแล้วคิดถึงหนัง คิโยชิ คุโรซาว่า เพียงแต่เรื่องนี้มันคลายปมชัดเจน

เครดิต ผกก ใน imbd มีแค่กำกับหนังเรื่องนี้และเขียนบท The Chaser แค่นั้น ดูแล้วมีแววว่าคงเป็น ผกก ในทางของเราแน่นอน

เออ ชอบลุคนางเอกด้วย จะน่ารักก็ได้ จะน่ากลัวก็ถึง จะดูจิตๆก็สุด

23/07/16 – Zhou Yu’s Train (Sun Zhou/ China/ 2002) – 2/5

หนังมีจริตแบบหนังหว่องอันหมายถึงบรรดาองค์ประกอบของภาพ การสโลโมชั่น และกับการเล่าเรื่องด้วยว๊อยซ์โอเวอร์ ทั้งนี้มันก็ไม่ได้เป็นข้อดีอะไรเพราะหนังมันไม่ได้นำพาเราไปไหนเท่าไหร่ในเรื่องราวของสาวน้อยนักเพ้นต์กระเบื้องผู้ตกหลุมรักกับกวีหนุ่มจนต้องนั่งรถไฟข้ามจังหวัดหลายร้อยกิโลเพื่อไปหาสัปดาห์ละหลายๆครั้ง โดยมีสัตว์แพทย์หนุ่มอีกคนคอยตามจีบ

โควตของหนังคือ “ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันก็จะมีอยู่จริง แต่ถ้าหากเราไม่เชื่อแล้วไซร้ มันก็ไม่มีทางมีอยู่” ในที่นี่หมายถึง อืมมม ความรัก (เชิญอ๊วกค่ะ) คืออีนางเอกมันยังคงเดินทางไปหากวีหนุ่มทั้งๆที่รู้ว่ากวีหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้วและก็หักอกอีสัตวแพทย์ที่พบเจอกันประจำและรักอีนางเอกฉิบหาย กล่าวโดยสรุปคืออีนางเอกมันแรดเงียบแต่เสือกโง่ค่ะ หากได้ดูตอนใสๆก็คงอินแหละ แต่พอมาได้ดูตอนนี้เลยมีเพียงแต่ความโง่มอบให้เท่านั้น

ความดีงามอย่างเดียวของมันคือ กง ลี่ สวยยยยยยยย

23/07/16 – Cold War (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2012) – 4/5

 ดูซ้ำ ก่อนไปดูภาคสอง

รู้สึกว่าความจำของตัวเองนี่เริ่มแย่ๆลงๆเรื่อยๆ ความทรงจำถึงหนังบางเรื่อง ถึงข้อมูลหนังบางเรื่องนี่เราจำไม่ได้แล้วเหมือนอย่างเรื่องนี้ที่จำได้แค่ว่าใครเป็นคนสร้างปมทั้งหมดของเรื่องกับจำความเท่ห์ของเหลียงเจียฮุยได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เศร้าว่ะ T-T

การดูรอบสองก็พบว่ามันยังคงสนุกจริงๆ เดินเรื่องลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่ให้มีพักเหนื่อยกันเลย อวยฮ่องกงแบบให้ลอยกันไปข้าง ซึ่งรอบนี้ก็แอบพบว่า เออ บางปริศนามันก็แก้ง่ายเล่นง่ายไปหน่อยแฮะ ตอนดูรอบแรกไม่มีโอกาสได้คิดตามเพราะมันเดินเรื่องเร็ว

รอดูความเท่ห์ของพี่เหลียงเจียฮุยในภาคสองรัวๆ

24/07/16 – The Yellow Sea (Na Hong-jin/ South Korea/ 2010) – 3/5

ชอบ The Chaser (2008) หนังเรื่องก่อนของนาฮองจินมากกว่ามากๆที่มันอิ่มในทุกอณู ทั้งโหด ทั้งเศร้า ทั้งสนุก แต่เรื่องนี้มันกลับไปถึงจุดนั้นไม่ได้ แอบเสียดายทั้งๆที่อะไรหลายๆอย่างมันเอื้อมากเลย

เราชอบครึ่งแรกของหนังในช่วงที่ตัวเอกมันเข้ามาทำภารกิจในเกาหลีใต้ทั้งในเรื่องของคนนอกที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมาย การตามหาเมียที่เข้าเมืองมาทำงานอย่างผิดกฏหมายเช่นกันและกับการวางแผนทำภารกิจให้สำเร็จไปพร้อมๆกับภารกิจส่วนตัว ภาวะคนนอกกับภารกิจผิดกฏหมายมันตอกย้ำสถานะทางชนชั้นของตัวละครได้น่าอึดอัดมาก แต่หลังจากที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหนังมันก็เข้าสู่เรื่องการไล่ล่าอย่างเต็มรูปแบบพร้อมๆกับการโยนปริศนามากมายเข้าใส่ไป เราจึงได้เห็นความวินาสสันตะโรอย่างจัดเต็ม รถชนกันโครมครามเละเทะ โหดเลือดสาดทั้งขวานทั้งมีด กอปรกับปริศนาของเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น จนเราเริ่มงงเองว่าใครจ้างใครบ้างและทำเพื่อะไรกันว่ะ?

ผลคือการเฟตออกจากหนังไปเรื่อยๆ แม้หนังมันจะสร้างความเข้าใจในภาวะของตัวละครคงไว้ตลอด แต่พอมันทิ้งประเด็นเรื่องคนนอกหรือสถานะแห่งตนทิ้งไป พอหนังจบพลังมันเลยหายไปหมดเลยทั้งๆที่มันน่าสะเทือนใจมาก

โอเค ถึงเวลา The Wailing ละ เร็วๆนี้

26/07/16 – หย่าเพราะมีชู้ (มานพ อุดมเดช/ ไทย/ 1985) – 4/5

เพิ่งจะได้ดู หนังสนุกจริงอะไรจริง ดีใจที่เรามีหนังไทยอันว่าด้วยเรื่องราวการว่าความขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ด้วย เรื่องราวคร่าวๆคือการฟ้องร้องเรื่องผัวๆเมียๆระหว่างโจทย์ที่เป็นทหารระดับบริหาร (อภิชาติ หาลำเจียก) กับคุณครูสาวเลือดร้อน (สินจัย หงษ์ไทย) และการต่อสู้เฉือนคมระหว่างทนายทั้งสองฝ่าย (ชลประคัล จันทร์เรือง และ นาถยา แดงบุหงา)

ความน่าสนใจของมันนอกจากความสนุกในการว่าความหรือการเฉือดเฉือนคารมอันดุเดือนให้ได้ฟินกันแล้ว มันยังมีเรื่องบริบทของยุคสมัยที่น่าสนใจดี ยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่ สถานะความเป็นเมียที่ต่ำต้อยกว่าความเป็นผัวในสังคม การต่อสู้ในเรื่องมันเลยเป็นภาพตัวแทนการต่อสู้ของเพศหญิงเพื่อเรียกร้องสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมไปโดยปริยาย อยากรู้จังว่าคนสมัยนั้นดูหนังแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรหรือหนังสามารถสร้างปฏิกิริยาอย่างไรต่อสังคมในยุคนั้นบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มาก่อนการ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือบรรดาประโยคเด็ดๆที่ผุดพรายขึ้นให้ตบเข่าได้ตลอดเรื่อง อาทิ “ไอ้คนเอวหมาตัญหาไก่!” “คุณค่าของวรรณกรรม ถ้ามานั่งอธิบายให้กับคนไม่มีพื้นก็เหมือนกับปัสสาวะรดหัวเป็ด!!” รวมไปถึงการนิยามการทำ oral sex ที่สุดขีดมาก

ออ! ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทหารนี่ยังคงมองตัวเองเป็นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

27/07/16 – มหาสมุทรและสุสาน  (พิมพกา โตวีระ/ ไทย/ 2016) – 4/5

ดูจบยังแอบมึนๆงงๆ ด้วยความโง่ในบริบทของหนัง โง่ในเรื่องราวสามจังหวัดชายแดนใต้ เราจึงพบว่าเราไม่ฟิตอินกับหนังเลยแหะ เหมือนตัวละครต้อมในเรื่องที่ถูกจับพลัดจับพลูลงใต้ไปแบบไม่รู้อะไรจริงๆเลย รู้แต่พียงแค่เรื่องเล่าหรือภาพจากคลิปวีดีโอ จำพวกลูกคนจีนชนชั้นกลางในเมืองที่รู้แค่สิ่งที่สื่อกระแสหลักป้อนให้เห็นแค่นั้น

แต่ก็เพราะความไม่ฟิตอินนี่แหละคือประเด็นหลักของหนังที่เราจับได้ มันเลยกลายเป็นข้อดีไปในการมองหนังแบบผู้ไม่รู้ไปพร้อมๆกับตัวละครที่เหมือนจะรู้แต่จริงๆแล้วอาจไม่รู้ เหมือนจะมั่นใจแต่จริงๆอาจไม่เลยและแม้รูปกายภายนอกที่ดูจะใช่แต่ภายในใจกลับอาจไม่ใช่ ที่มันผุดพรายขึ้นมาตลอดเวลาจากความทรงจำ ภาพหลอนและแม้แต่การหลงทางของไลลา โดยมีซูกู๊ดเป็นด้านตรงกันข้ามที่ขัดแย้งเพื่อเบลอเลือนความจริงที่อาจเคยมีหรือไม่เคยมีอยู่จริง เป็นสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติศาสตร์แบบปัจเจคของแต่ละบุคคลในรุปแบบหนึ่ง

และก็ไม่ต่างจากพี่สุรินทร์ ทหารชาวอีสานในผืนดินทางใต้ของไทย ความเป็นคนนอก การถูกมองว่าเป็นความคุกคามหรือแม้แต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อในของคนนอกด้วยกันเองของตัวละครจากเมืองกรุง (ซีนที่ดีมากซีนหนึ่งในหนังคือซีนการขับรถตามมอเตอร์ไซร์ด้วยความหวาดระแวดด้วยกันทั้งคู่ก่อนที่ต่างคนต่างหยุดรถ) เรารู้สึกกับความไม่มีเสียงใดๆของพี่สุรินทร์มากๆ มนุษย์ตัวเล็กๆที่ถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ เป็นคนนอกแบบไม่เต็มใจ เป็นการไม่ฟิตอินในอีกรูปแบบหนึ่ง แถมยังถูกทอดทิ้งแบบไร้สิ้นเยื้อใยใดๆจากคนสถานะเดียวกัน(คนนอก)ด้วย ซีนเรือออกแล้วกล้องแพนให้เห็นพี่สุรินทร์เป็นซีนที่เราชอบที่สุดของหนัง

แล้วเมื่อทั้งสามมาถึงเกาะแห่งหมูบ้านอาคาฟก็ได้พบว่านี่คือสถานที่ๆไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แผ่นดินที่ไม่สามารถระบุว่าอยู่ในประเทศไหน ผู้คนที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง กอปรกับความเชื่ออันเฉพาะถึงความอิศระที่จะคิด ที่จะเชื่อ ที่จะเลือกหรือไม่เลือกสิ่งใดๆ เป็นยูโธเปียแสนสวยงามทั้งกับพื้นที่ สังคม วัฒนธรรม แต่มันคือยูโธเปียที่กำลังจะล่มสลายด้วยการล้มหายตายจากของเหล่าคนหนุ่มสาว การถูกคุกคามของความเชื่อ การบังคับและโยนฝากฝั่งให้แก่กันและกัน การมาถึงของคนทั้งสามก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น การนำความคิดความเชื่ออีกแบบเข้าไปโยนใส่ไว้นั้นแหละ ยิ่งการที่เหตุการณ์ในหนังมันอยู่ในแวดล้อมของช่วงเวลาการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯเมื่อปี 53 ช่วงเวลาที่ความเป็นกลางถูกทำให้ไม่มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่กำลังถูกทำให้หายไปจากการรับรู้ไม่ต่างไปจากหมู่บ้านนี้และผู้คนเหล่านี้

ซึ่งถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถฟิตอินกับที่แห่งนี้ได้อีกอยู่ดีนั้นแหละ กลายเป็นเพียงการหนีจากดีสโธเปียหนึ่ง เดินผ่านความไม่รู้ต่างๆนาๆเพื่อไปสู่ตามยูโธเปียหนึ่งก่อนมี่จะพบว่ามันไม่มีอยู่จริง

แล้วทุกอย่างก็วนซ้ำรอบอีกครั้งจากเด็กหนุ่มบนเกาะที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง…

ปล1. ชอบภาพของหนังมากๆ ภาพจากฟิล์มที่ให้ความรู้สึกแบบที่ดิจิตอลก็ทำไม่ได้ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เราชอบเกรนเม็ดๆของมันมากๆ

ปล2. น่าเสียดายอยู่ช่วงเดียวคือซีนโต๊ะอาหารที่หนังใช้ตัวละครเล่าทุกอย่างออกมาจนหมดจนสเน่ห์ในปริศนาของความไม่รู้มันหายไป

ปล3. หนังยังฉายอยู่อีกสัปดาห์ที่ CTW รอบ 19.20น. ไปดูกันเถอะ หนังถ่ายฟิล์มเรื่องสุดท้ายของไทย

สันติ-วีณา

สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954)

e0b8aae0b8b1e0b899e0b895e0b8b4e0b8a7e0b8b5e0b893e0b8b2-e0b982e0b89be0b8aae0b980e0b895e0b8ade0b8a3e0b98c

เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

5/5