FILM I’VE SEEN IN NOVEMBER 2018

07/11/18 – Suspiria (Luca Guadagnino/ US, Italy/ 2018) – 4.5/5

อือหือ สุดขีดคลั่ง ระดับความเฮี้ยนทะลุปรอท

ไม่เคยดูต้นฉบับมาก่อน ดูแบบไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ตื่นตาตื่นใจกับงานโปรดักซ์ชั่นของมันแบบสุดๆๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดกร๊าดกับการตัดต่อ การเคลื่อนกล้อง งานภาพ การแสดงรวมไปถึงเสียงและเพลงประกอบ ตรึงตาตรึงจิต ดวงตาเบิกโผลง ตราตรึงจับใจสุดๆ

ชอบหนังมากพอๆกับ Mother (2017) ของ Darren Aronofsky อันเป็นหนังที่เราว่ามันมีความคล้ายคลึงกันอย่างสูง มันมีเรื่องพลังของเพศหญิงเหมือนๆกันและพูดถึงเรื่องทางศาสนาคล้ายๆกัน แต่ก็เป็นการชอบในคนละแบบ ใน Mother เราชอบประเด็นพระเจ้าผู้สร้างของมัน แต่เรื่องนี้เราชอบองค์ประกอบแวดล้อมของหนังมากกว่า ซึ่งอย่างไรก็ตาม ระดับความเฮี้ยนถือว่ากินกันไม่ลงจริงๆ

เสียดายที่เราไม่รู้เรื่องการเมืองเยอรมันยุคหลังสงครามโลกที่แยกเยอรมันออกเป็น ออก-ตก ด้วยกำแพงเบอร์ลินเท่าไหร่ ถ้ารู้อาจจับอะไรได้มากกว่านี้

08/11/18 – โลกโซเชี่ย ล Ep3 – Hamsters (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต/ ไทย/ 2018/ TV Series) – 4/5

ชอบความเป็นทริลเลอร์ของมันมากๆ แถมเป็นทริลเลอร์ระหว่างแม่กับลูกที่ต่างฝ่ายต่างเกลียดกัน ปัญหาของการเปิดเผยตัวตนในโลกโซเชี่ยลมากกว่าโลกจริงระหว่างกัน

ชอบการวางสถานะของตัวละครทั้งคู่ที่มันเสริมความเป็นทริลเลอร์ได้ดี นั่นคือการไร้ซึ่งอำนาจ ทั้งธุรการที่มีแต่โดนใช้และนักเรียนอยากเต้นโคปแต่ไร้ฝีมือ อำนาจที่โดนกดทับมันเลยถูกปลดปล่อยใส่กันและกันแทน (อำนาจของความเป็นแม่ อำนาจของการขบถ)

ชอบการแสดงของ อาภาศิริ มากๆๆๆๆๆ ซีนเอาหนูไปทิ้งแล้วยิ้มซะใจก่อนจะเริ่มรู้สึกผิดนี่ดีแบบ ดีฉิบหาย

ชอบการจบแบบนี้ มันคลี่คลายลงได้แบบเราเชื่อได้ การเข้าใจกันด้วยสิ่งเล็กๆแบบนี้แหละ

วลีเด็ด “ลับหลังเขาด่ามึงยังกะด่านายก”

https://tv.line.me/v/4449264_โลกโซเชี่ย-ล-ep3-hamsters-1-410/11/18

เลือดข้นคนจาง (ทรงยศ สุขมากอนันต์/ ไทย/ 2018/ TV Series: 18ep) – 2/5

โดยรวมไม่ชอบเลยแฮะ มันยืดยาดน่าเบื่อ เส้นเรื่องถ้าเอามาแผ่ดูมันก็มีนิดเดียวแต่ถูกยืดไปถึง 18ตอน ประเด็นต่างๆก็ไม่ได้รู้สึกน่าสนใจเอาเสียเลย ไม่ว่าจะความเป็นครอบครัวจีน เรื่องมรดก การสืบสวน สาเหตุการฆ่าหรือแม้แต่เรื่องผลของคนรุ่นก่อนที่ต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาแก้ไขก็ตามที

จำได้ว่าสนุกกับสองอีพีแรกที่เล่าความเป็นครอบครัวแบบจีนชั้นสูงในไทย รวมถึงความเข้มข้นเมื่อเกิดเหตุฆาตกรรม ก่อนจะย้วยยาวไปจน 4อีพีสุดท้ายที่เริ่มจะมาสนุกขึ้นบ้าง แต่ก็ยังดันจบด้วยอีพีสุดท้ายแบบอะไรของเมิงมากๆ

ดังนั้น ทุกตอนที่ดูก็มักคิดเสมอว่า ถ้ากูแต่งตัวเหมือน อี้ ตัดผมเหมือน ฉี มันจะออกมาเป็นแบบไหนนะ

เอ่อ ถ้าถามว่าชอบครอบครัวไหนที่สุด ก็คงตอบได้เต็มปากเลยว่าครอบครัวของออย-ปิ่น นี่สิเรียกว่าอยู่เป็น ไม่เสือกแล้วชีวิตดี

โลกโซเชี่ย ล EP4 – Jump Scare (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2018) – 4/5

ชอบภาพสะท้อนการแก้ปัญหาแบบไทยๆผ่านกลุ่มนิติคอนโดมากๆ ไท๊ยไทย ทั้งเรื่องการักษาหน้าตาและลำดับชั้นของอำนาจ (แม้จะมีการลงมติโหวตด้วยก็ตาม) และด้วยประเด็นนี้เราเลยรู้สึกว่าถ้าหนังจบตั้งแต่ตอนที่ 3 ไปเลยมันจะพีคสัดๆ

แต่พอหนังมันเข้าตอน 4 และเริ่มพลิกเรื่องไปอีกทางก็พบว่า เออ ไม่เลวเหมือนกันว่ะ ไม่มีอะไรหยุดยั้งการสำเร็จความใคร่ด้วยความดีของคนไทยได้จริงๆ

อนึ่ง ไม่มีความคุ้นเคยเรื่องกลุ๊ปไลน์อะไรแบบนี้เท่าไหร่ ขนาดไลน์ญาติกูเองกูยังทนอยู่ไม่ไหวเลย 555

ปล. เห็นด้วยกับมิตรฯ ว่าคุณ pepp น่ากระทืบมาก

17/11/18 – Veteran (Ryoo Seung-wan/ South Korea/ 2015) – 3/5

บิ๊กซีเนม่าเอามาฉาย สนุกจังเลย มีความผสมชอง แอ็คชั่น ดราม่า ตลก

เซอร์ไพร์ ยูอาอิน ที่ในเรื่องนี้เล่นเป็นคนเหี้ย รับรู้ได้ถึงความเหี้ยทั้งหน้าตาและการกระทำ ผิดไปจากใน Burning ที่หน้าตาแบบเดียวกันแต่แม่งให้ฟิวส์คนละโลกเลย เก่งๆ ตบมือๆ

ติดอย่างเดียวที่มันเป็นแฟนตาซีแห่งความดีไปหน่อย แล้วบทจะไม่ฉลาดก็ไม่ฉลาดขึ้นมาซะอย่างนั้นในช่วงท้าย

18/11/18 – Poetry (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2010) – 4/5

คุณป้า มีจา ผู้พยายามเขียนบทกวีให้ได้ซักบทหนึ่งในช่วงเริ่มแรกของการเป็นอัลไซเมอร์ ในช่วงเดียงกับที่ต้องมารับรู้ปัญหาของหลานชายของลูกสาวที่ไม่เคยกลับมาเยี่ยม ปัญหาของคนอื่นที่เธอต้องมารับรู้ รับผิดชอบ แต่กลับไม่มีอำนาจใดๆในการจัดการด้วยตนเอง บทกวีก็เขียนไม่ได้ซักที หนำซ้ำดูเหมือนจะมีแค่เธอเท่านั้นที่เห็นว่าบทกวีคือความสวยงาม บทกวีที่มาจากสิ่งสวยงามเล็กๆน้อยๆรอบชีวิตเหี้ยๆของเธอ

จากที่ได้ดูหนังของ อีชางดอง มาครบแล้ว เราอาจบอกได้ในตอนนี้ว่าเรามีความรู้สึกร่วมกับหนังเรื่องนี้น้อยที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดของเขา อาจเพราะเราไม่อาจสามารถแนบเคียงกับตัวละครได้เท่าไหร่ (หมายความว่าถ้าได้ดูอีกรอบในอนาคต เราอาจชอบมากกว่านี้ก็ได้) แต่แม้จะไม่ได้รู้สึกรุนแรงเท่าหนังเรื่องอื่นๆของเขา มันก็ไม่ได้หมายความว่าหนังมันจะไม่น่าสนใจ กลับกันเสียอีก เรายังคงเห็นการโดนกัดกร่อนลงของความคิด-ความเชื่อ ของมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ความไร้อำนาจต่อรองใดๆ เห็นความชั่วช้าของสังคมเกาหลีในแบบของอีชองดอง

หนังจบด้วยบทกวีหนึ่งเดียวที่ถูกเขียนขึ้น พร้อมๆไปกับการเลือนเข้าหากันของเธอกับเด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย บทกวีอันสวยงามของผู้หญิงในโลกเหี้ยๆของหมู่ชาย

อับดับหนังอีชางดองของเรา: Peppermint Candy > Secret Sunshine > Oasis > Burning > Poetry

24/11/18 – ไทบ้านเดอะซีรี่ย์ 2.2 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

– ดีจังเลย ชอบ ดูแล้วมีความสุข จะว่าไปเรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายแต่พอเรามีความผูกพันกันตัวละครไปแล้ว รักในพวกเขา การได้เติบโตไปกับตัวละคร เรียนรู้ไปกับตัวละครนี่มันดีจริงๆ สุขเศร้าไปด้วยกัน

– เรื่องความล้มเหลวของแนวคิดและอำนาจจากส่วนกลางมันยิ่งชัดขึ้นในภาคนี้ พระเซียงที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับพระในแนวคิดแบบส่วนกลาง ยิ่งการที่มันมีซีนโดนเซ็นเซอร์จากอำนาจส่วนกลางแล้วยิ่งทำให้มันยิ่งชัดขึ้น, ป๋องจบสูงผู้รับแนวคิดจากส่วนกลางมาแบบเต็มๆก็ต้องล้มเหลวลง, จาลอดผู้รู้สึกละอายใจที่ไม่สามารถดูแลน้องและแฟนสาวผู้เป็นครู ครูผู้ซึ่งใช้วิธีการแบบส่วนกลางอย่างการแจกเงินให้มืดไปเรียนหรือให้ผู้ใหญ่สนับสนุนต่างๆ, มืดที่พบว่าการมีมอเตอร์ไซร์ก็ไม่อาจสามารถซื้อใจคนที่รักได้ (ส่วนคนอื่นๆคงต้องรอดูภาคต่อๆไป)

– การได้ยินคำว่า “คนเรานั้นเท่ากัน” ในหนังเป็นหนึ่งในความประทับใจ

– ได้ไปอ่านที่คุณ คนมองหนัง เขียนว่าคนที่ป๋องไปขอทุนในช่วงท้ายนั้นเป็นนักการเมืองจริงๆและเป็นนายทุนของหนังเรื่องนี้ด้วย อันเป็นการมองเรื่องการกระจายอำนาจกลับสู่ชุมชมอีกที อันนี้น่าสนใจมากๆ

– ซีนที่ชอบส่วนตัว: เฮิร์ปจับงูสิงห์, เด็กๆรวมตัวเคลียร์ปัญหาความสัมพันธ์กันเอง, อีสาวถามไอ้แมนว่าได้กับจีโน่หรือยัง? และซีนงานศพในช่วงท้าย

– จริงๆรู้แหละว่าหนังมันมีจักรวาลที่ถูกวางไว้แล้วของมัน แต่ไอ้เราก็นึงว่ามันจะเป็นภาคจบของเหล่าตัวละครของไทบ้านจากภาคก่อน แต่มันกลับไม่ใช่ มันจะมีต่อในหนทางใหม่ที่อาจเป็นหนังสยองขวัญ กรี๊ดมาก เปลี่ยนแนวทางใหม่กับตัวละครเดิม รอดูเลย

ปล. หลังจากไปดูซีนที่ถูกตัดแล้วพบว่าถ้ามันยังคงอยู่ มันจะถีบให้อารมณ์ในซีนนั้นพุ่งสูงมาก สีอีพวกเซ็นเซอร์แม่งให้หมด!

27/11/18 – The Babysitter (McG/ US/ 2017) – 2/5

เราว่ามันก็สนุกดี มีกิมมิคเรื่องหนังให้ซีเนไฟล์ได้กรี๊ดกร๊าด ชอบการสร้างเรื่องเล่าแบบหนังจากตัวละครอะไรก็ได้ในโลกที่เราอยากให้มี (อันนี้คือเรื่องเล่าที่ตัวละครมันเล่าอีกทีนะ ไม่ใช่ของตัวหนังเรื่องนี้)
แต่มันจะดีมากมาย ถ้ามันตัดสามารถเอาความโง่เง่าบรมและไร้เหตุผลที่มีมากมายก่ายกองในหนังออกไปบ้าง โง่ขนาดคิดว่ามึงจะต้องพลิกเรื่องไปอีกรอบแน่ๆเลย แต่ก็เปล่า
แต่ดูนางเอกก็เพลินดี มีความ เดนนิส ริชาร์ด
Advertisements

FILM I’VE SEEN IN SEPTEMBER & OCTOBER 2018

12/09/18 – 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว (ณฐพล บุญประกอบ/ ไทย/ 2018) – 3/5

“Don’t ask if your dreams are crazy. Ask if they’re crazy enough.”

ดูจบก็อยากให้พี่ตูนไปอยู่ในโฆษณาตัวล่าสุดของ Nike ประโยคด้านบนนี่ลอยมาเลย มันตอบโจทย์หนังได้ตรงและชัดเจนหากเรามองมันในแง่ของตัวพี่ตูนอย่างเดียว

ส่วนในแง่ของความเป็นสารคดีมันก็ทำได้สำเร็จสวยงาม ทั้งการนำพาคนดูร่วมไปกับมวลอารมณ์อันหลากหลาย พยายามเข้าให้ได้กับกลุ่มคนทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการด้วยการพูดถึงความไม่ใช่ฮีโร่ของตูน การอธิบายว่าเหตุใดถึงทำโครงการนี้ที่ก็เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

แต่ก็นั้นแหละ ในแง่ของตัวโครงการ ถึงมันจะพูดหรือไม่พูดถึงความเป็นฮีโร่ของตูน เรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างของปัญหาโรงพยาบาล ตัวหนังเองมันก็ยังคงให้ภาพแบบพาราด๊อกซ์ด้วยการทำให้เห็นว่าตูนนั้นเป็นยิ่งกว่าฮีโร่ ไม่ว่าหนังจะพร่ำบอกว่าไม่ใช่่ และการที่มันไม่ไปแตะเรื่องการเมืองเลยซักนิด(ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบก็อยู่ในหมวดนี้)ก็ทำให้หนังมันหวิ่นแหว่งไปในแง่ของความลึก ยิ่งหากมองในแง่การบันทึกประวัติศาสตร์แล้วยิ่งน่าเสียดาย เพราะมันไม่ได้ให้ภาพเลยว่าเหตุใดคนในสังคมถึงต้องการฮีโร่ในการกอบกู้ภาวะจิตใจ ในการทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า ในการทำให้ตัวเองรู้สึกฟินที่ได้เสพสุขความดี โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นอยู่ภายใต้สังคมในยุคที่ไม่มีทางเลือกในการแสดงออกได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม เรายังคงชอบหนังหากคิดว่ามันคือการบันทึกภาพความแปลกประหลาดของสังคมไทยในห้วงโมงยามของยุคเผด็จการนี้

26/09/18 – ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก (พฤกษ์ เอมะรุจิ/ ไทย/ 2018) – 2/5

เราอาจแยกหนังได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการผ่อนคลาย เล่าเรื่องแบบเดินช้าๆแล้วอัดด้วยมุกตลกที่เรียกได้ว่าใส่กันแบบเรี่ยราด ก่อนที่หนังจะมาตระหนักได้ว่าหนังต้องจบและเรื่องต้องเดิน ส่วนหลังจึงเป็นการใส่ดราม่าเข้าไป พลิกเรื่องไปอีกทางแบบหน้ามือหนังตีน จากมนุษย์ที่พอใจในสิ่งที่ทำ กลายเป็นมนุษย์ที่ต้องมีความฝัน มีความพยายาม ซึ่งเราก็รู้สึกแบบ เออ ขี้โกงอะ

แน่นอนเราเบื่อช่วงแรกมาก ส่วนช่วงหลังที่นอกจากรู้สึกว่ามันโกงแล้ว เรายังค่อนข้างกังขากับการคลี่คลายหลายๆอย่างของตัวละคร เราไม่เชื่อกับสิ่งที่ตัวละครได้รับเท่าไหร่หากเปรียบภาพความเป็นจริง

ส่วนแรกนี่เรียกได้ว่าคือน้าค่อมโชว์ แต่ส่วนดีที่สุดคือน้องฝน

SOS skate ซึม ซ่าส์ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์/ ไทย/ 2017/ TV Series: 8ep) – 5/5

ตอนนั่งดูเลือดข้นฯ แล้วอยู่ดีๆนึกขึ้นได้ว่าอยากดูเรื่องนี้มานานแล้ว โชคดีที่เลือดข้นฯหลังจากผ่าน 2ตอนแรกไปแล้วก็เริ่มน่าเบื่อ น่าเบื่อแบบน่าเบื่อชิพหาย เลยหันมาดูเรื่องนี้แทน ผลคือดูรวดเลย 8 ตอนภายในสองวัน และกูก็ร้องไห้กับทุกตอนเลย

ซีรี่ย์ที่ครบสูตรความสำเร็จ ถึงพร้อมในทุกทางจริงๆ โปรดักซ์ชั่นดีงามโดดเด้ง การใช้เพลงประกอบเลิศๆ บทที่ดีและนักแสดงที่ดีมากๆ

เมื่อตอนมันฉาย เห็นเค้าว่ามันพูดถึงคนเป็นโรคซึมเศร้าได้ดี มันเลยเหมือนได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ที่ไม่ใช่ใส่ความรู้มาแบบทื่อๆ แต่คือการศึกษามาอย่างดีแล้วก่อนนำไปใส่ไว้ในบท

แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของมันคือเหล่านักแสดงทั้ง 5 ด้วยบทที่ส่ง ปอกรกับนักแสดงที่เข้าถึง ผลที่ได้คือระดับอารมณ์ที่พีคสุดในทุกๆตอน ดีจนบางทีก็รู้สึกว่าหลังกล้องพวกเขาน่าจะยังคงอินตามบทตัวละครอยู่จริงๆ

เจมส์ ธีรดนย์ ไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้นแล้วกับการเป็นนักแสดงมืออาชีพ แต่บทและนักแสดงที่เราชอบที่สุดในเรื่องนี้คือโทนี่ รากแก่น ที่แนบตัวเขาเข้ากับบทหม่อนได้อย่างแนบสนิท

อาจเสียดายอยู่นิดเดียวคือความรีบเร่งในตอนท้ายๆ และความไม่สมเหตุสมผลบางประการเพื่อผลของตัวบท (อาทิการหนีออกมาจากโรงพยาบาล)

ถึงไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้ชอบเล่นสเก็ต เราก็ยังสัมผัสได้ว่าอย่างน้อยๆชีวิตมันก็มีคุณค่าบางประการที่น่าจะรักษามันเอาไว้

20/10/18 – One Cut of the Dead (Shinijiro Ueda/ Japan/ 2017) – 5/5

เต็มไปด้วยขั้นสุดในทุกทาง ขั้นสุดและพลังล้นเหลือกับ long take ครึ่งชั่วโมงกว่า, ความตลกและฉลาดแบบสุดๆของพล๊อตแถมยังแอบทำให้อบอุ่นใจได้อีก เก่งจริงๆ

ดูที่ฮ่องกง ผู้คนเต็มโรงหัวเราะกับดังสนั่น แถมจบหนังแล้วยังมีคนฝึกท่าปลดล๊อค Pow!

กราบตีนๆๆ

21/10/18 – Shuttle Life (Tan Seng Kiat/ Malaysia/ 2017) – 3/5

จริงๆเส้นเรื่องมันเข้าทางเรามาก เรื่องพวกชนชั้นล่างของสังคมที่ไร้ซึ่งโอกาสและเต็มไปด้วยความรัดทด ซึ่งหนังมันเดินด้วยแก่นแบบนี้ไปตั้งแต่ต้นจนจบ ใส่ความหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ามันเยอะเกินไปจนล้นและยากที่จะเชื่อ

อย่างไรก็ตาม หนังให้ภาพของสังคมไร้โอกาสของของชนชั้นล่างได้อย่างหน่วงหนัก ภาพการดิ้นรนหาทางออกโดยการไปพึ่งชนชั้นสูงนั้นน่าเจ็บปวด ระบบสังคมทั้งหลายที่มันไม่ฟังก์ชั่นกับคนชนล่างเอาเสียเลย

ชิลเวีย จาง ดีมาก อันเป็นส่วนที่ดีสุดของหนัง

23/10/18 – Paterson (Jim Jarmusch/ US, France, Germany/ 2016) – 4.5/5

เรียกได้ว่ามหัสจรรย์ มันคือความมหัสจรรย์ของเรื่องเล่าอันเล็กจิ๊บจ้อย ไหลเรื่อยเอื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยความโหดร้ายแกมความหวังของมนุษย์ปุถุชนบนโลกเบี้ยวๆใบนี้

เรื่องเล่าใน 1 สัปดาห์ของ Paterson คนขับรถบัสประจำเมืองชื่อเดียวกับชื่อของเขา เขาไม่ใช้มือถือ มีแฟนเป็นศิลปะทะเยอทะยาน มีหมาบูลด๊อกหน้ากวนๆอยู่อีกตัว ใช้ชีวิตวนลูปทำซ้ำไม่ต่างจากชื่อเขาและชื่อเมือง ตื่นเช้ากินอาหารเช้า ไปขับรถบัสพร้อมกับการแอบฟังการสนทนาของผู้โดยสาร มีเวลาพักเที่ยงนิดหน่อย เลิกงานก็กลับบ้านทานข้าวเย็นกับแฟน จบที่พาหมาไปเดินเล่น ดื่มเบียร์ซักแก้วพร้อมพูดคุยกับมิตรสหายในบาร์เป็นอันจบวัน โดยทุกห้วงเวลาของเขามีการเขียนบทกวีอันประหนึ่งเป็นเหมือนโอเอซิสแห่งความน่าเบื่อทั้งมวล บทกวีอันมาจากสิ่งรอบตัว กล่องไม้ขีด บทสนทนา ผู้คน ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นตัวหนังสือที่ถูกเขียนเก็บไว้ มีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่ได้อ่าน แม้แฟนเขาอยากให้เขาเผยแพร่ แต่เขาไม่สนใจ โลกของเขามีเพียงเท่านี้

เราสะเทือนกับอารมณที่ว่า เราไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าแค่พื้นที่ส่วนตัวเล็กๆในโลกใบนี้ เราพยายามดีลกับชีวิตรอบตัวอย่างดีที่สุดแล้ว แต่แล้วทำไมโลกยังใจร้ายกับเรานัก

ชอบตอนจบจังเลย ปกติเราจะไม่ชอบการจบแบบนี้ แต่อันนี้คือชอบมาก รู้สึกถึงความหวังเล็กๆกับการเริ่มต้นใหม่ในมวลความเจ็บปวดทั้งปวง

อดัม ไดร์เวอร์ ดีจิงๆ

25/10/18 – Oasis (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2002) – 4.5/5

กลับมาสานต่อหนังของอีชางดองให้หมดตามแผน แล้วเรื่องนี้ก็ขึ้นมาเป็นอันดับสามในบรรดาหนังของเขาที่เราได้ดู (ตอนนี้ยังไมได้ดูแค่เรื่องเดียวคือ Poetry)

ความดีงามของหนังมิใช่เพียงแค่การวิภากษ์สังคมอย่างเจ็บแสบในเรื่อง เปลือกนอก&เนื้อใน ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังคือการไปพูดถึงมนุษย์ชายขอบของสังคมที่ไม่ถูกมองเห็น ด้วยสายตาสามัญอย่างที่สุดแบบที่มนุษย์พึงมี

ทุกซีนจินตภาพของนางเอกเป็นทั้งความสวยงามมากพอๆกับความเศร้า เป็นความเสรีที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอันจำกัด

“ใครกันแน่ที่พิการ” คือคำถามที่ค้างคาหลังจากหนังจบลง

Moon So-ri นี่ไม่ใช่แค่กราบตีน ต้องก้มลงจูบด้วย

ก่อนซีนมหัสจรรย์ของการร่ายรำกลางแสงอัศดงใน Burning (2018) อีชองดอง เคยมีซีนแบบนี้มาแล้วกับการเต้นรำท่ามกลางโอเอซิสเล็กๆในหนังเรื่องนี้ (ซีนในโปสเตอร์) อันเป็นซีนที่ติดในท๊อปปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

31/10/18 – Homestay (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ/ ไทย/ 2018) – 1.5/5

กล่าวถึงความเชื่อส่วนตัวก็คงบอกได้ว่าไม่ชอบหนังเลย ความตายของเราคือการหลุดพ้น ดังนั้นการได้มีชีวิตใหม่สำหรับเราเลยไม่ได้เห็นว่ามันเป็นรางวี่รางวัลอะไร แล้วหนังก็เลือกที่จะมองว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลมีมีคุณค่าเหลือเกิน อันตรงกันข้ามกับความเชื่อเราอย่างที่สุด

อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่เรากลับเอาหนังเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับซีรี่ย์ “SOS skate ซึม ซ่าส์” ที่เพิ่งได้ดูเมื่อไม่นานมานี้ เรารู้สึกว่ามันมีอะไรหลายๆอย่างคล้ายกันมากเลย เพียงแค่ตัดความแฟนตาซีเรื่องการตายแล้วกลับมามีชีวิตใหม่ออกไปเราก็จะได้เด็กหนุ่มที่เข้ากับผู้คนรอบข้างไม่ได้ มักคิดฆ่าตัวตาย มีรักที่ไม่ตรงกับแนวคิดความเชื่อของตัวเอง มีครอบครัวที่คิดไปเองว่าไม่เคยเข้าใจ แต่ในซีรี่ย์บอกว่าตัวละครเอกเป็นโรคซึมเศร้า แต่ในหนังกลับไม่ได้พูดถึงเลยทั้งๆที่มันมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแบบนั้น โอเคแหละว่าประเด็นมันไม่ใช่การต้องเป็นหรือไม่เป็นโรค แต่เรารู้สึกหงุดหงิดกับการให้โลกหมุนตามตัวละครตลอดเวลาโดยที่ทุกอย่างมันก็ถูกคลี่คลายไปในแนวทางนั้นจนจบเรื่อง ตัวเอกได้เรียนรู้จากการปรับตัวของคนอื่น ไม่ใช่จากตัวเองที่แม้จะพบความจริงภายหลังว่าความฉิบหายจริงๆคือตัวมึงเองนั้นแหละ คือถึงมึงไม่ตายไป ทุกอย่างก็คงคลี่คลายแบบนี้อยู่ดี

แต่ส่วนที่รับไมได้มากที่สุดคืออาการ “โกงบนพื้นฐานของความดี” อย่างการให้โอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งของผุ้คุมวิญญาณทั้งๆที่มึงตอบผิดไปแล้ว มึงต้องตายดิ แต่มึงกลับได้อยู่ต่อแค่เพราะมึงได้เข้าใจแล้ว อย่างงี้ก็ได้หรา??? เป็นกูจะใช้เวลา 3 วันทำเหี้ยให้ถึงที่สุด

ว่าถึงนักแสดง นักแสดงทุกตัวเราว่าทำได้ดีเลยอะ สู่ขวัญนี่คือดีที่สุด เจมส์ไม่ต้องพูดถึงแล้วมั๊ง ส่วนเฌอปรางเราว่าไม่เลวเลยกับการแสดงครั้งแรก ชอบการร้องไห้ตัวเกร็งของนาง แต่เรากลับรู้สึกว่าเคมีของแต่ละคนมันไม่เข้ากันเลย เวลาเข้าซีนกันเรากลับรู้สึกว่าต่างคนต่างแสดง

สิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่ามันดีคือวิชวลต่างๆในหนัง เออ อันนี้ดีแบบควรชม

FILM I’VE SEEN IN AUGUST 2018

01/08/18 – Mission Impossible: Fallout (Christopher McQuarrie/ US/ 2018) – 2.5

– ตายล่ะ ทำไมกูไม่มีอารมณ์ร่วมกับหนังเลยว่ะ

– รู้สึกเหมือนดูคนบ้า บ้าทั้งทางกายภาพและจินตภาพ ซับซ้อนซ่อนเงี่ยนพอๆกับโม้ให้สุด

– เป็นคนชอบภาคที่แล้วมาก ชอบเส้นเรื่องของนักฆ่าที่ต้องการปลดละวางของเฟอร์กูสัน ภาคนี้ก็ยังมีอยู่แต่จางจังเลย เอาแต่เล่นใหญ่ ทอม ครูส โชว์อย่างเดียวเลย น่าเบื่อออออ

– แต่ยอมซีนแอ็คชั่น สนุกและมันส์จริง

– เฟอกูสัน ผอมไปอะ เสียใจ

– เออ ชอบคนที่เล่นเป็นแม่ม่ายขาวด้วย โอโห เสน่ห์!

– สรุปกลายเป็นว่าชอบผู้หญิงในหนังว่ะ แม้กับตัวเมียของนางเอก ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเหล่าผู้ชายกล้ามโต

– เรียงลำดับความชอบของหนังชุดนี้: 1 > 3 > 5 > 4 > 6 > 2

05/08/18 – Kubo and the Two Strings (Travis Knight/ US/ 2016) – 3/5

ชอบครึ่งแรก รู้สึกถึงความสดใหม่ ทั้งความเป็นอนิเมชั่นในใช้สต๊อปโมชั่นผสมซีจี และเรื่องที่มันเอามาเล่นที่ไปทางเอเซียที่เราคุ้นเคย พ่วงด้วยประเด็นการมองผู้คนที่ภายใน ไมใช่ภาพลักษณ์ภายนอก ที่สำคัญมันสนุกดีจริงๆ

แต่เสียดายที่ไม่ค่อยชอบครึ่งหลัง มันแอบยี้ไปหน่อยทั้งเรื่องครอบครัวและการมองอะไรที่ว่านั้น(เพราะมันช๊าดชัด) ซีนโยนความดีให้อีคุณตาที่แอบสยองอะ

แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นช่วงเครดิตหนัง เพลง While My Guitar Gently Weeps สุดมากพร้อมกับการเห็นความบ้าพลังของทีมงานที่ทำเรื่องนี้

06/08/18 – In The Room (Eric Khoo/ Singapore, Hong Kong/ 2015 ) – 1/5

ตายแล้ว นี่ฝีมือ อิริค คู ผู้ทำหนังที่เรารักมากอย่าง Be With Me หรือคะนี่! My Magic (2008) ที่ว่าแย่แล้วยังดีกว่าเลยอะค่ะ

รู้สึกว่าไม่มีอะไรลงตัวเลยอะ ไม่นำพา น่าเบื่อ สวิงอารมณ์แบบไม่รู้จะเดินกับหนังไปยังไง เฮ้อออ

แม้จะพยายามพูดถึงประเทศสิงคโปร์อยู่บ้าง แต่ก็แบบ wtf มากๆ

07/08/18 – Ali G Indahouse (Mark Mylod/ France, UK, Germany/ 2002) – 1/5

มีครมทุกองค์ประกอบความเหี้ย ความไม่ pc ความสถุน

เป็นหนังของ Sacha Baron Cohen เรื่องแรกๆยังไม่ค่อยลงตัวนัก ความต่ำมันเกินประเด็นไปหน่อย

 

07/08/18 – Green Fish (Lee Chang-dong/ South Korea/ 1997) – 4/5

หลังจากดู Burning ก็คิดว่าควรจะดูหนังของอีชองดองให้ครบเสียที ซึ่งเขาทำหนังมาแล้วแค่ 6 เรื่องและเราดูไปแล้ว 3 กะว่าดูครบแล้วก็จะไปซ้ำอีกสองเรื่องที่เคยดูไปอีกรอบ แล้วจะมาจัดอันดับของตัวเองดู

นี่คือหนังเรื่องแรกของเขา ว่าถึงชายหนุ่มปลดประจำการทหารกลับบ้านเกิดเพื่อไปหางานทำและใช้ชีวิตกับครอบครัว ระหว่างทางเขาได้พบกับสาวสวยปริศนาที่่นำพาให้ชีวิตพลิกผันกลายไปเป็นลูกน้องมาเฟีย แต่แล้วความรักและความซื่อสัตย์ของเขาก็พลิกชีวิตเขาไปอีกทาง

หนังอาจจะยังไม่ลงตัวนักในแง่ของการเล่า แต่ประเด็นสังคมเกาหลีที่อีชองดองถนัดนั้นยังมาครบ การดิ้นรนเอาตัวให้รอดที่ทิ้งคนอีกพวกไว้ข้างหลัง ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

และแน่นอนกับความเลือดเย็นอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงในช่วงท้ายที่ทุกอย่างประกอบเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เรากลับไม่มีโอกาสได้อยู่ตรงนั้น

Han Suk-kyu มอบการแสดงที่ทรงพลัง และนี่คือหนังเรื่องแรกๆของเขา

08/08/18 – App War แอปชนแอป (ยรรยง คุรุอังกูร/ ไทย/ 2018) – 3.5/5

เหมือนได้เข้าไปอีกโลกใบนึง โลกอีกด้านที่เราไม่คุ้นเคย โลกที่มีแต่หนุ่ม-สาวหน้าตาเก๋ๆ แต่งตัวเก๋ๆ ทำงานที่เป็นนายตัวเองเก๋ๆ มีออฟฟิตเก๋ๆ โดยไม่มีปัญหาเรื่องปากท้องใดๆให้ปวดหัวทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงแค่มาแข่งขันแล้วก็ถ้า “หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมารักกัน”

แน่นอนว่าหนังแบบนี้เรามักจะเกลียดเพราะเราแนบเคียงอะไรกับมันไม่ได้ แต่เรื่องนี้แปลกที่มันไม่ได้ให้ความรุ้สึกแบบนั้น

ด้วยความที่เราชอบหนังเรื่องก่อน “2538 อัลเตอร์มาจีบ” ของผู้กับกับเสือมาก (แบบมากๆ) หนังที่แม่งอ่อนด้อยเรื่องบท ช่องโหว่เพียบ แต่เรากลับสนุกและอินไปกับแวดล้อมของยุคสมัยในหนัง จนมาในเรื่องนี้เราก็พบว่าเรารู้สึกประมาณกัน ในโลกที่เราไม่คุ้นเคยแต่เราสนุกกับแวดล้อมอื่นๆ

แรกสุดที่ทำให้เรายังอยู่กับหนังได้ตลอดและเพลิดเพลินคือเหล่านักแสดง เออ แต่ละตัวมันมีสเน่ห์และเคมีที่เข้ากันดีจริงๆ แล้วกล้องก็รักตัวละครทุกตัว เลยกลายเป็นว่าเราสนุกกับการติดตามดูเด็กกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปแนบเคียงใดๆเลย อารมณ์คนนอกที่มองเข้าไป ไม่ได้เข้าใจพวกมันหรอก แต่มันเพลินดีที่ได้ดูได้เห็นมากกว่า

สองคือมันสนุก ง่ายๆเลย ซึ่งแง่นี้เราก็คิดถึงหนังอย่าง ฉลาดเกมโกง เหมือนกันนะ คือเราก็ไม่ได้รู้สึกแนบเคียงอะไรกับ ฉลาดเกมโกง นัก แต่ยอมรับว่ามันสนุกมาก เรื่องความรักในสนามรบมันก็ไม่ได้ออกมายี้มากขนาดรับไม่ได้ มุกในเรื่องก็เข้าเป้า (โดยเฉพาะมุก BNK ที่เราก็ไม่ใช่โอตะแต่ชอบมาก)

ส่วนประเด็นอื่นๆจำพวก แก้บักความรัก สตาร์ตอับ ยูนิคอร์น บลาๆๆ นี่ ไม่ได้อยู่ในหัวตอนดูเลยอะ ช่างแม่งอย่างเดียว ขอเพลิดเพลินสนุกกับหนังก่อน 555

จะเว้นก็ซีนขโมยคอมอะนะที่มันดูเกินเลยไปหน่อย

ส่วนอันนี้ไม่พูดไม่ได้จริงๆ อรอุ๋งนี่มาเพื่อดักตกใช่ไหม? เห็นได้เลยว่าคนทำนี่น่าจะโอตะประมาณนึงถึงได้ส่งให้อรอุ๋งดูดีน่ารักได้ขนาดนี้ แสงเอย มุมกล้องเอย คือใครไม่โดนตกนี่ถือว่าในหินประมาณนึงเลยนะ (ใช่! กูไม่รอด!!!)

12/08/18 – เพชฌฆาต (Tom Waller/ ไทย/ 2014) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

น่าสนใจดีที่คนต่างชาติเค้ามาทำเรื่องนี้ แถมยังใส่บริบทความเชื่อแบบไทยๆเข้าไปอีก มีผีมียมบาลอะไรนั้นเลย แต่ก็นั่นแหละ พอมันไปเน้นเรื่องบาปบุญมากกว่าจะให้เราดูชีวิตของเพชฌฆาตคนสุดท้ายจริงๆก็แอบเบื่อๆไปเหมือนกัน

แต่เอ่ออออ ยมทูต เดวิด อัศวนนท์ คือเอี้ยอัลลายยยยย

18/08/18 – Russian Dolls (Cédric Klapisch/ France/ 2005) – 2/5

ทำไมภาคนี้มันไม่่สนุกเลย น่าเบื่อมาก พอมันไปมุ่งประเด็นเรื่องความรักอย่างเดียวแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำเอาเสียเลย

อีกเรื่องคือรู้สึกว่ายุคสมัยมันผ่านไปเร็วจริงๆ หนังสิบปีนิดๆเองแต่รู้สึกว่าประเด็นมันเก่าไปเยอะแล้ว

สรุปหนังไตรภาคชุดนี้ ชอบ Chinese Puzzle (2013) > Spanish Apartment (2002) > Russian Dolls (2005)

21/08/18 – Dawn of the Felines (Kazuya Shiraishi/ Japan/ 2017) – 2.5/5

อีกหนึ่งในห้าหนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สี่ที่เราได้ดู

หนังว่าด้วยหญิงสาว 3 คนต่างอายุ ขายตัวผ่านเอเจนซี่เถื่อน โดยที่แต่ละคนก็มีเบื้องหลังการทำงาน การใช้ชีวิตต่างกันไปตามสูตร คนแรกเป็น homeless ผู้ไขว้ขว้าอะไรบางอย่าง อีกคนมีลูกติดที่เหมือนจะไม่ค่อยสนใจลูกนัก ส่วนอีกคนเชื่อว่างานที่ทำคือการช่วยเหลือผู้คน

ข้อดีคือหนังมันพยายามมอบเลือดเนื้อให้กับคนในโลกมืด ผู้มีฝันมีความต้องการของตัวเอง และมีกิมมิคเล็กๆอย่างการเอาคนไร้บ้านมาพบกับฮิคิโคโมริ / เอาคนชีวิตเหี้ยมาเจอกับนักแสดงตลก / เอาคนแม่ม่ายผัวทิ้งมาพบกันชายแก่เมียตาย

แต่หนังแอบน่าเบื่อไปหน่อย หลุดกับหนังไปหลายช่วงเหมือนกัน ยังดีที่ช่วงคลี่คลายท้ายๆมันหาทางออกได้ดี

22/08/18 – BNK48: Girl Don’t Cry (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2018) – 3/5

ตอนออกจากโรงใหม่ๆนี่อยู่ในเกณฑ์ที่ชอบหนังประมาณนึง เหมือนได้ความรู้ใหม่เรื่องวงไอดอลตระกูล 48 ที่เราไม่เคยรู้เรื่องระบบมันมาก่อนเลย ได้เห็นบรรดาเด็กสาวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดโดยแบกทั้งมิตรภาพและคู่แข่งไว้บนบ่า ได้เห็นความฉลาด ความใส่ซื่อและปัญหาสารพัดผ่านการสัมภาษณ์ของน้องๆ

แต่พอมานั่่งคิดถึงหนังหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกดร๊อปๆจากหนังไปนิดหน่อย คือเรามาคิดถึงไอ้ตัวระบบการคัดของเลือกคนในวงเพื่อเป็นเซมฯกับตัวหนังเรื่องนี้ ก็พบว่าแม่งคือเรื่องเดียวกัน ยิ่งเราเห็นว่าระบบมันประหลาดและไม่แฟร์เท่าไหร่ เราก็รู้สึกว่าหนังมันประหลาดและไม่แฟร์เท่านั้น กล่าวคือหนังมันเหมือนเป็นตัวช่วยขายให้กับเหล่าอันเดอร์ให้มีแอร์ทามในการไปต่อกรกับเหล่าเซมฯเพื่อผลทางความนิยมที่มากขึ้น ที่ซึ่งมันก็จะมีผลต่อการตลาดของตัววงอีกที การแข่งขันที่สูงขึ้นคือผลดีของตัว “คนข้างบน” ที่วัดความนิยมทางกายภาพมากกว่าความสามารถ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเราแอนตี้เหล่าอันเดอร์นะ กลับชอบมากด้วยซ้ำที่หนังเลือกที่จะให้เวลากับพวกเขา กลุ่มคนที่สำคัญมากๆในการขับเน้นดร่าม่าของเรื่อง แน่นอนใครจะไม่อยากเชียร์ จิ๊บ ให้ติดเซมฯ ล่ะ (ซึ่งหลังจากหนังเรื่องนี้ เราเชื่อแบบมากๆว่าน้องแกต้องติดแน่ๆ หนังส่งซะขนาดนั้น)

สรุปคือสำหรับเรามันก็คือหนังส่งเสริมการตลาดของวง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรทั้งนั้น เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยจริงๆใจเท่าไหร่ น้องๆอาจพูดออกมาจากใจแต่มันก็ถูกครอบไว้ด้วยระบบที่วางไว้อย่างดีแล้วอยู่ดี

อนึ่ง ชอบมุมมองแบบมองขาดและเล่นเกมเป็นของแคปเฌอ และอยากเอาใจช่วยเปี่ยมกับจิ๊บแบบสุดๆ

ปล .ภาคตอ่นี่นอนมาอยู่แล๊นซ์นิเนอะ

28/08/18 – Summer Wars (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2009) – 4/5

รู้สึกผิดที่ดูหนังของ Hosoda ไปแค่สองเรื่องเอง คือเรื่องนี้และ The Girl Who Leapt Through Time (2006) ที่อยู่ในเกณฑ์ชอบด้วยกันทั้งคู่

นอกจากความครบรสที่มากันหมดทั้งสนุก ซึ้ง อบอุ่น กินใจ ของมันแล้ว เรายังทึ่งกับการเอาเรื่องราวของโลกเสมือนมาเล่าคู่กับความเป็นครอบครัวใหญ่ที่เหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่กลับผสมกันได้แบบลงตัวสุดๆ

แต่จะติดอยู่หน่อยก็คงเป็นอาการชาตินิยมของมัน ทั้งศัตรูที่เป็นอเมริกาและอาชีพการงานของคนในครอบครัวที่ดูเป็นญี่ปุ่นชนชั้นกลางค่อนสูงมีอันจะกินและมีหน้าที่กู้โลก

แต่ก็แค่นั้นแหละ เพราะโดยรวมันสนุก เพลิดเพลินมาก เป็น Ready Player One ที่มาก่อนตั้งนาน 555

29/08/18 – Mirai of the Future (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2018) – 2/5

โห คนเกลียดเด็กแบบกูนี่ไปไม่ถูกเลย 555

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ดีไหมที่ดูต่อจาก Summer Wars หนังจาก ผกก เดียวกันและเราชอบมาก เรื่องนี้มันไปคนละเรื่องเลยวุ้ย เหมือนเป็นคนละคนทำเลย

อันนี้เขียนแบบไม่รู้เบื้องหลังใดๆของหนังนะ มันเหมือนหนังมันถูกสร้างมาเพื่อคนที่เชื่อเรื่องการมีครอบครัวสมบูรณ์ ด้วยการเรียนรู้และเติบโตในแบบที่โพซิทีฟเจิดจ้า ซึ่งแน่นอน เราไม่เชื่ออะไรแบบนั้น เราไม่เชื่อและไม่เห็นคุณค่าเรื่องการสืบทอดวงศ์ตระกูล ไม่ได้หลงรักอดีตตัวเองขนาดนั้น เราจึงแสบตาและรำคาญ แน่นอน! เราก็เคยเป็นเด็ก เด็กซนๆน่ารำคาญคล้ายๆกันด้วย แต่ก็เพราะเราก็เกลียดชีวิตเด็กของตัวเองเหมือนกันนั้นแหละ

แล้วยิ่งคิดว่าถ้าเกิดมันเป็นหนังไทย มันเป็นคนไทยล่ะ โห! ยิ่งสยอง

FILM I’VE SEEN IN JULY 2018

02/07/18 – Lost in Blue (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน, ปภาวี จิณสิทธิ์/ ไทย/ 2016):

ฝน (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์) – 5/5 : เล่นเอาใจสั่นหวั่นไหว หนังนิ่ง เรียบง่าย แต่สั่นทะเทือนรุนแรง ประสบการณ์ความรักของเด็กมอต้น ชอบมากกกกกก นักแสดงดีงามมากด้วย รักมากๆ ขอตัดเอาไปติดท๊อปหนังสั้นของปีนี้เลย

วันนั้นของเดือน (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เคยดูแล้ว ความดีงามทุกประการยังคงอยู่ ชอบเหมือนเดิม

Glowstick (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4/5: ถือว่าเป็นหนังปิดท้ายที่ดี ช่วงเวลาสั้นๆแต่น่าจดจำ หากแต่เพียงมันไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงมากเท่ากับสองเรื่องก่อน แม้เราจะได้ความอบอุ่นมาเต็มก็ตาม

11/07/18 – Unbreakable (M. Night Shyamalan/ US/ 2000) – 3/5

ใช่ เพิ่งจะได้ดู แล้วก็กะว่าจะดู Split ต่อ เหตุเพราะเตรียมตัวรอดู Glass

ชอบไอเดียตั้งต้นของมันที่ว่าถึงจุดแรกเริ่มของการเป็นฮีโร่ การค้นหาฮีโร่ ความเป็นด้านตรงข้ามระหว่างกัน โดยอิงแนบกับหนังสือการ์ตูน รู้สึกว่ามันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบใหม่ที่ให้รสชาติต่างออกไป (และแน่นอน มันมาก่อนกาลมากจริงๆ)

จะเสียดายอยู่หน่อยก็ตรงวิธีการเล่าที่มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้คนดูคิดเล่นๆระหว่างทางเลย เป็นเพียงแค่การตามเรื่องค่อยๆคลี่คลายไปอย่างเดียว แถมบางเรื่องก็ลำไยจิงๆ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือเทคนิคกลุ่มโปรดักซ์ชั่น ทั้งการถ่ายและการใช้สีในการสื่อสาร มันชัดแหละแต่มันก็สื่อสารได้ง่ายและตรงจุด

11/07/18 – Sicario: Day of the Soldado (Stefano Sollima/ US/ Italy/ 2018) – 4.5/5

ชอบมาก ถึงกับกลับไปดูภาคแรกอีกรอบ ซึ่งผลก็คือยิ่งชอบภาคนี้เข้าไปอีก สำหรับเรา การเปรียบเทียบระหว่างภาคนี้กับภาคแรกนั้นเป็นอะไรที่ไม่ค่อยแฟร์เท่าใดนัก เราเห็นว่ามันพูดกันคนละเรื่อง ผู้กำกับก็คนละคน การจะให้มันเหมือนหรือคล้ายๆกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ และถ้าได้ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเอาการ

ภาคแรกมันพูดถึงความดี กฏหมาย ศีลธรรม ที่มันไม่ฟังก์ชั่นอีกแล้วผ่านตัวละครนางเอกผู้ที่สุดท้ายก็โดนด้านตรงข้ามทำลายลงราบคาบ ภาคนี้มันพูดในด้านที่ย้อยกลับกัน กล่าวคือมันอยู่ในโลกอันไร้ศีลธรรม ไร้กฏหมาย ไร้ซึ่งความดี แล้วเราจะยังมีแสงสว่างทางศีลธรรมหลงเหลืออยู่ได้บ้างไหม?

หมายรวมถึงการกลับด้านของเรื่องปัญหาชายแดน จากภาคแรกที่นางเอกเป็นตำรวจที่ดูแลเรื่องคนเข้าเรื่องผิดกฏหมายแต่กลับต้องไปมีส่วนร่วมกับการค้ายา แต่ภาคนี้กลับบอกกับเราว่าการค้ายามันจะเวิร์กมากกว่าถ้าเราช่วยให้ผู้ก่อการร้ายข้ามแดนเข้าสหรัฐได้ (เพราะราคายาจะพุ่งกระฉูดเมื่อการข้ามชายแดนเข้มข้นมากขึ้น) เส้นเรื่องรองก็พูดกันคนละด้าน (ตำรวจเดินยาในภาคแรก กับเด็กพาคนข้ามแดนในภาคนี้)

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจับต้องและรู้สึกที่สุดในภาคนี้คือการตอบคำถามของตัวเองว่า การที่เรามักพร่ำบอกว่าตัวเราชอบหนังที่มันไร้ศีลธรรมมากๆนั้น มันจริงแค่ไหนกัน? แล้วก็พบคำตอบจากในหนังว่า ไม่ ไม่ใช่เลย เราไม่อาจสามารถรับหนังที่มันไร้ศีลธรรมแบบสุดโต่งได้หรอก ตลอดทั้งเรื่องเราอึดอัดกับการไม่รู้สึกรู้สา หมายรวมไปถึงการไม่มีความรู้สึกใดๆต่อการกระทำอันไร้ศีลธรรมของตัวละคร ความสกปรกของตัวละครที่มันกระเด็นมาติดในสมองเรานั้น เราก็อยากจะชะล้างมันออกไป ดังนั้นการได้พบเจอศีลธรรมเล็กๆที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายคือสิ่งที่ช่วยเราไว้ได้มาก

ไม่รู้ว่าหนังจะมีภาคสามไหม แต่เชื่อว่าถ้ามีมันจะน่าดูแบบสัดๆ เพราะมันน่าจะเล่าเรื่องในมุมของอเลฮานโดร ตัวละครของเดลโทโร่ ที่เก็บงำอะไรมากมายมาตลอดทั้งสองภาค

13/07/18 – Split (M. Night Shyamalan/ US/ 2016) – 3.5/5

“คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รู้สึกโชคดีที่ได้ดูต่อจาก Unbreakable เลย ปอกรกับมารู้ภาคหลังด้วยว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกัน (ก่อนจะไปจบที่ Glass ในปีนี้)

ส่วนที่ชอบในทั้งสองเรื่องก็คือการพยายามหาทางในการเล่าเรื่องของฮีโร่/ตัวร้ายในแนวทางใหม่ๆ (Unbreakable นี่ต้องบอกว่าใหม่มากในยุคที่หนังฮีโร่ยังไม่บูมขนาดนี้) แม้จะมีอะไรน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ไอเดียโดยรวมเราว่ามันน่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งคือการกำเนิดฮีโร่ อีกเรื่องคือการก่อเกิดตัวร้าย แล้วก็คงเอามาต่อกรกันในอีกเรื่องหนึ่งในอนาคต (ที่หวังว่ามันจะยังคงเป็นแนวทางใหม่ๆอยู่)

เอาจริงๆก็รู้สึกเหมือนดู Unbreakable แหละที่ว่ามันคือการตามดูเรื่องค่อยๆคลี่คลายโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เรายกให้เรื่องนี้สูงขึ้นหน่อยตรงประเด็นที่จั่วหัวไว้ว่า “คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รัก Anya Taylor-Joy จังเลย หน้าเก๋ เหมาะกับหนังสยองขวัญจริงๆ (หนึ่งในสิ่งที่ลุ้นที่สุดคือเมื่อไหร่ตัวละครของแม็คอะวอยจะขอเสื้อชิ้นสุดท้ายของนางซักที 555)

13/07/18 – Wreck-It Ralph (Rich Moore/ US/ 2012) – 3.5/5

รักได้ไม่ยาก เข้าทางเสียขนาดนั้น เกมอาเขตเอย ยุคสมัยเอย ตัวละครต่างๆในเกมที่คุ้นเคยเอย

น่ารักดี และก็จะรอดูภาคต่อ

 

 

14/07/18 – Net I Die สวยตายล่ะมึง (ปรีดี วีระธรรม, ณัฐชัย จิระอานนท์/ ไทย/ 2017) – 1/5

เสียดายเวลาฉิบหายเลยมึง

นอกจากจะรำคาญการคัดเอาซีนผีหลอกประกอบเสียงหนวกหูๆมาต่อๆกันแล้ว ตรรกะของเรื่องก็โง่อย่างเหลือเชื่อ จริงๆเราชอบไอเดียเรื่องสยองขวัญในวงการไอดอลรีวิวสินค้านะ ใหม่ดี แต่นี่มันนอกจากไม่ใหม่แล้วยังเละเทะมาก

เออ สนใจตัวละครอยู่ตัว คือน้องที่ตาบอด เธอเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ตาบอดเพราะอะไรก็ไม่รู้ ใช้สมาร์ตโฟนได้ แถมนมใหญ่เหมือนทำมา ที่สนใจไม่ใช่อะไร คือไม่เข้าใจว่าจะใส่ไอดอลคนตาเข้ามาทำไม หรือมันมีมูลจากเรื่องจริง???

16/07/18 – ภาคสอง: Part Two (เฉลิมชนม์ เนติพัฒน์/ ไทย/ 2015) – 4/5

มีหนังมากมายที่พูดถึงช่วงชีวิตสุดท้ายในช่วงมัธยมปลายก่อนที่จะต้องก้าวเท้าเข้ามหาลัย ช่วงชีวิตแห่งความสับสนในการหาทางเดินของตัวเอง ความฝันและมิตรภาพ

แล้วก็มีหนังมากมายที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้แบบน่าเบื่อซ้ำซาก หากมองในประเด็น เราว่าหนังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นวงวันเหล่านั้น มันไม่ได้มีอะไรใหม่ มันพูดเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆนั้นแหละ

แต่ในอีกทางเราก็พบว่า หนังมันไม่ได้มีดีที่ประเด็นเหล่านั้นเลย

ความยาวกว่า 70 นาทีของหนังคือสิ่งแรกที่เราค้นพบว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เพราะความดีงามของมันนั้นคืออาการเอ้อระเหยลองชายไปเรื่อยๆของกลุ่มเพื่อน เวลาที่มากขึ้นทำให้เราได้เข้าไปร่วมวงสนทนาและตามติดชีวิตตัวละครได้อย่างสมยอม ซึ่งการแสดงธรรมชาติเหลือเกินของ 4 นักแสดงนี่่ช่วยให้เราเข้าไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

และส่วนนั้นแหละ ที่ทำให้เราคิดถึงช่วงชีวิตและการตัดสินใจเดินทางของตัวเอง ในช่วงเวลเดียวกับตัวละคร ซึ่งทำให้ตอบจบของหนังมันน่าจดจำ เพราะเราสามารถนำห้วงเวลาของเราเองไปเติมต่อจากนั้นได้ ที่ซึ่งมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ

16/07/18 – Casa Amor: Exclusive for Ladies (Jung Bum-Shik/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

เลือกดูเพราะชอบนางเอก Cho Yeo-jeong จากเรื่อง The Concubine ผู้รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญการตลาดในบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ แต่ดันจับพลับจับพลูต้องกลายมาเป็นคนขายเซ็กซ์ทอยที่มีคลาร่าเป็นเจ้าของที่กำลังจะเจ๊ง

เป็น Sex Comedy ที่ไม่แย่ ตลก แถมมีสาระให้ (ในที่นี้พูดถึงเซ็กซ์ทอยกับสังคม) ดูได้เพลินๆ คลิเช่ตามสูตร

ซีนเชียร์บอลที่สนามกีฬาเหี้ยมาก (คำชม) ตลกมาก

ส่วนใครอยากรู้ว่ามีฉากเซอร์วิสบ้างไหม ก็ตอบได้ว่า มีบ้าง ไม่เยอะและไม่ได้เห็นอะไรมาก

18/07/18 – Ant-Man and the Wasp (Peyton Reed/ US/ 2018) – 3.5/5

หนังมัน Popcorn จริงๆ แต่เป็นป๊อปคอร์นที่เราโอเค เพราะมันสนุก ตลกและบันเทิงเริงรมณ์ในทุกช่วงเวลาของมัน เหมือนได้ใช้เวลาไปผ่อนคลายจริงๆ ก่อนที่จะค่อยลืมๆมันไปเมื่อหนังจบ

สิ่งหนึ่งที่น่าชมเชยคือการทำหนังที่แทบจะไม่มีเส้นเรื่องอะไรเลยให้ออกมาสนุก อีตัวร้ายนี่ก็โมโนล็อคอธิบายทุกอย่างเสียให้เสร็จสรรพแบบคนดูมึงมีหน้าที่ดูอย่างเดียว ไม่ต้องคิด แต่เรายังสนุกกับมันได้

แน่นอน ส่วนที่ชอบที่สุดก็ยังเหมือนกับภาคแรกคือบรรดาตัวรองเพื่อนต่างด้าวของพระเอก

ประทับใจการทำให้ดักลาสและไฟเฟอร์หน้าอ่อนวัย จนรู้สึกว่า ไฟเฟอร์คือคนที่สวยที่สุดในหนัง ฮา

และเอาเข้าจริง ความสำคัญของหนังเรื่องนี้อาจคือแค่ซีนท้ายเครดิตซีนเดียว

22/07/18 – Burning (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2018) – 4.5/5

กล่าวตามสัตย์ ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบหนังเลย แต่มาถึงตอนที่เขียนนี้แล้วกลับชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพอมีเวลากลับไปคิดถึงมัน จึงเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น

สาเหตุหลักก็คือ เราเพิ่งอ่านเรื่องสั้นไปก่อนดูหนัง แน่นอนตอนดูหนังมันจึงเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ แล้วเมื่อเห็นว่าหนังมันปรับแต่งเรื่องสั้นไปเยอะประมาณนึง เราเลยรู้สึกหลงทาง เป็นผลให้ตอนดูจบใหม่ๆเราชอบเรื่องสั้นมากกว่าตัวหนังในแง่ของปริศนาและการเผาไหม้ของตัวละครหลังจากเรื่องสั้นจบลง แน่นอนด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้เราไม่ชอบตอนจบของหนังเอาเสียเลย

แต่พอมาถึงตอนนี้ที่ได้กลับไปคิดถึงหนังอย่างตั้งใจอีกรอบ เราพบว่าหนังมันเหนือชั้นกว่าตรงที่ไม่เพียงแต่เก็บรายละเอียดและประเด็นจากในเรื่องสั้นได้อย่างครบถ้วน แต่มันยังสามารถเอามาสะท้อนภาพทางสังคมเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ เพียงแค่ปรับพื้นเพตัวละครนิดหน่อยเท่านั้น จึงกลายเป็นว่านอกเสียจากการโดนเผ่าไหม้ด้วยความ “ไม่รู้” แล้ว มันยังมีประเด็นเรื่องของชนชั้น โอกาสที่ไม่อาจเข้าถึงและการโดนกดขี่ของเพศหญิง

จงซู คือตัวละครผู้สื่อสารผ่านประเด็นเดียวกับในเรื่องสั้นอันว่าด้วยการโดนเผาไหม้ภายในด้วยความไม่รู้ เพราะเชื่อในสิ่งที่ “ตาเห็นหูได้ยิน” อย่างแสงอาทิตย์แห่งความโชคดีที่ส่องสะท้อนผ่านโซลทาวเวอร์ ส่วน แฮมี คือตัวละครออีกด้านที่ถูกปรับแต่งขึ้นใหม่ในหนังผู้ใช้ชีวิตด้วยการ “ลืม” ลืมว่ามันมีอยู่แล้วเราจเอร็ดอร่อยกับส้มหวานฉ่ำ ส่วน เบน คือสิ่งที่พวกเขาอยากจะเป็น ทั้งหนุ่มแน่นและร่ำรวย

ครึ่งแรกของหนังเป็นหนังของแฮมี เธอต้องการลืมใบหน้าไม่สวยด้วยศัลยกรรม ลืมชีวิตยากจนด้วยเข้าหาเบน ลืมปัญหาสารพัดสารเพไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนเยาว์ ความปราถนาสูงสุดของเธอคือการหายตัวไปในช่วงอาทิตย์อัสดง

ซึ่งเธอก็หายตัวไปจริงๆ ก่อนเข้าสู่ครึ่งหลังที่เป็นหนังของจงซู

การไม่ต้องการ “ลืม” ของ แฮมี ตลอดทั้งเรื่องอาจมีอยู่แค่ซีนเดียว นั้นคือการร่วมรักกับจงซู การจ้องหน้าจงซูตลอดเวลาของการร่วมรักบอกเราไว้แบบนั้น จดจำคนแบบเดียวกับเธอ เพื่อนคนเดียวของเธอที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุด

ก่อนที่การพยามยาม “ลืม” ทุกอย่างของเธอ จะทำให้เธอต้องหายตัวไปตลอดกาล

สรุปแล้ว ในเวอร์ชั่นหนังนี้เราจึงรักตัวละคร แฮมี มากที่สุด อาจจะมากกว่าตัวละคร จงซู ในเรื่องสั้นเลยด้วยซ้ำ ตัวละครผู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือกลายเป็นอะไรได้เลยแล้วก็พ่ายแพ้ไปในทีสุด

ปล1. ซีนการเต้น Great Hunger กลางแดดอ่อนของอาทิตย์อัสดงคือความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ทั้งในทางภาพยนต์และจิตวิญญาณที่เรารู้สึกและสัมผัสมันได้

ปล2. ไม่ค่อยได้พูดถึงตัวละคร เบน เพราะเราไม่ค่อยแนบเคียงเท่าไหร่ และ ยังไงก็ยังไม่ชอบตอนจบของหนัง

ปล3. นี่อาจไม่ใช่หนังของ ลีอางดอง ที่เราชอบที่สุด ยังคงยกให้ Peppermint Candy และ Secret Sunshine เป็นอับดับต้นๆเท่ากัน (ส่วนอีก 3 เรื่องยังไม่ได้ดู สัญญาว่าจะรีบดูโดยไว)

23/07/18 – Berberian Sound Studio (Peter Strickland/ UK/ 2012) – 3.5/5

เก๋ชะมัด เป็นหนังสยองขวัญที่ลดเรื่องความสยองของภาพออกไป แล้วให้เสียงกลายเป็นพระเอก

หนังพูดถึงกลุ่มคนที่มันทำเสียงให้กับหนัง เรารู้ว่าหนังที่พวกเขาทำเสียงนั้นเป็นหนังสยองขวัญแน่ๆ แต่เรากลับไม่ได้เห็นภาพจากหนังที่พวกเขาทำเสียงเลย เราได้ยินแต่เสียง ทั้งเสียงของการทำ “เสียง”ให้กับหนังและเสียงของเหล่าผู้คนที่มาร่วมกันทำ

แต่เรากลับได้เห็นผู้คนเบื้องหลังการทำเสียง ที่หนังจงใจถ่ายให้ได้ภาพแบบหนังสยองขวัญไปแทน

แถมความสนุกยังไปสุดด้วยชั้นแห่งความสยองขวัญ หนึ่งคือการเดาเรื่องของหนังสยองขวัญที่พวกเขากำลังทำ สองคือความสยองขวัญของตัวหนังเรื่องนี้เองที่มีแต่คนเฮี้ยนๆ และสามคือความสยองที่หลงคิดไปถึงผู้สร้างหนังและคนทำเสียงของเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง

เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นหนังเคารพ ดาริโอ อาร์เจนโต Dario Argento แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย ฮือๆ

23/07/18 – Chasing Amy (Kevin Smith/ US/ 1997) – 3/5

รู้สึกเสียใจประมาณนึงที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงทศวรรศที่ 2000 เพราะรู้สึกว่าหนังมันใหม่และเหมาะกับช่วงเวลานั้นมากกว่าการมาดูเอาในช่วงนี้ที่โลกหมุนเปลี่ยนแปลงสังคมและความคิดอะไรมากมายหลายอย่างไปไกลมากแล้ว

พอมาได้ดูเอาป่านนี้ก็เลยรู้สึกว่าประเด็นมันตกยุคไปแล้ว ความซับซ้อนในเรื่องเพศสภาพและเซ็กซ์มันไปไกลกว่าในเรื่องหลายกาแล็กซี่แล้วจริงๆ

ดูแล้วไม่รู้ทำไมคิดถึงหนังอย่าง Empire Records (1995) ที่ชอบมาก ซึ่งเชื่อว่าถ้าเอามาดูตอนนี้คงไม่ได้อาจชอบได้แบบเดิมอีกแล้ว

อนึ่ง ชอบที่สุดคงเป็นตัวละครเพื่อนผิวนักเขียนการ์ตูนผิวสี น่าจะเป็นตัวละครเดียวในหนังที่ยังเป็นสากลได้อยู่ แล้วก็ชอบเพลงประกอบของหนัง นอสทาเจียกลับไปยุค 90

ว่าแต่ Joey Lauren Adams หายไปไหนแล้วอะ

24/07/18 – The Lure (Agnieszka Smoczynska/ Poland/ 2015) – 1.5/5

แรกๆก็เพลิดเพลินดีอยู่หรอก สนุกกับความพิลาสพิไลของมัน การเป็นหนังนางเงือกขึ้นบกมาเต้นเปลื้องผ้า แถมยังเป็นหนังเพลงอีกตะหาก เก๋อะไรเบอร์นั้น

แต่พอดูผ่านไปซักพักก็รู้สึกเริ่มไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นเริ่มถอยห่างออกจากหนังไปเรื่อยๆ อาจเพราะด้วยความไม่สนหีสนแตดใดๆของมันด้วยมั๊ง เลยเบื่อแล้วก็เลยกลายเป็นดูให้มันจบๆและลืมมันไป

25/07/18 – When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead (Toshio Lee/ Japan/ 2018) – 1.5/5

อ้าว เหตุไฉลมันถึงสว่างสดใสจังเลย ตอนแรกนึกว่ามันจะมีอะไรเหวอๆ ดาร์กๆ แต่เอาเข้าจริงมันกลับไปคนละทางเลย แม้จะพูดเรื่องชีวิต ความตาย แต่มันก็เล่าในมุมที่บ๊วกบวก

เรารู้สึกไปแนวที่ว่าหนังมันโรแมนติกไซร์เรื่องชีวิต&ความตายอะ อาจหมายรวมถึงความรักด้วยก็ได้ ยิ่งเพิ่งไปได้อ่านหนังสือ “เงาของเมฆ” ที่มันพูดถึงความต่างระหว่าง ความรัก กับ คนรัก ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่ซื้อในสิ่งที่หนังมันมอบให้ใหญ่เลย

โอเคแหละว่ามันมีมิติของสังคมญี่ปุ่นที่ผู้ชายบ้าทำงาน ภาระความเป็นแม่ เป็นคู่ชีวิตของเพศหญิง แต่มันก็ไมได้ชัดและนำพาเท่าไหร่

หนังไม่ผิดอะไรเลย ผิดที่กูเองทั้งนั้น

29/07/18 – Spanish Apartment (Cédric Klapisch/ France, Spain/ 2002) – 4/5

จำได้ว่าชอบ Chinese Pazzle มาก จนโหลดหนังสองเรื่องก่อนของไตรภาคมาแล้วแต่ก็ลืมดูมาจนป่านนี้ ดูตอนที่ก็ลืม Chinese Pazzle ไปหมดแล้วเช่นกัน

พระเอกคนฝรั่งเศส แชร์หอพักกับผู้คนหลากหลายชาติในสเปนอันประกอบไปด้วย อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ค อิตาลี กล่าวให้ง่ายคือประเทศกลุ่มยูโรย่อมๆที่ร่วมตัวกันในหอพัก

หนักสนุกและตลกมาก จับประเด็นหลากหลาย การใช้ชีวิตต่างแดน ภาษา เกย์ โดยมันพูดถึงมิตรภาพ ความรักและการเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งก็เหมาะดีกับช่วงเวลาฉายของหนังที่สหภาพยุโรปยังคงรักใคร่กลมเกลียว

29/07/18 – Nocturama (Bertrand Bonello/ France, Germany, Belgium/2016) – 4.5/5

ตอนแรกนึกว่าหนังจะแค่พาไปดูแผนการวางระเบิดกรุงปารีสของเหล่าวัยรุ่นอันน่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง แต่เปล่าเลย อันนี้เป็นแค่ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะอีกชั่วโมงต่อมาที่เหล่าตัวละครหลบหนีอยู่ในห้างต่างหากคือประเด็นหลักและทำให้หนังไปไกลและสมบูรณ์

ความดีงามของมันคือการไม่ให้คนดูทราบเหตุผลของการกระทำของเหล่าตัวละครทั้งสิ้น เพียงแต่เราอาจจะพอคาดเดาได้บ้างกับช่วงเวลาแฟลชแบล็คสั้นๆ ซึ่งก็แค่นั้น ที่เหลือคือการตามดูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ในโลกทุนนิยมกับสังคมฝรั่งเศสยุคสมัยหลังเหตุก่อการร้าย

ในช่วงแรกคิดถึงหนังอย่าง Elephant ของแวนแซนท์ มันไม่พูดเยอะ มันลุ้นและสนุกกับการเล่นกับเส้นเวลา ส่วนครึ่งหลังมันตัดไปอีกทางด้วยการเปิดเปลือยความเป็นมนุษย์ มนุษย์ผู้อ่อนแอ หวาดกลัวและสิ้นหวัง พ่วงพ้องไปกับการพูดถึงโลกยุคทุนนิยม การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน การไขว่ขว้าหาสิ่งห่อหุ้มเพื่อสร้างตัวตนต่อระดับชนชั้นทางสังคม ซีนเห็นหุ่นใส่ชุดเหมือนกับตัวเองนี่เจ็บแสบมาก

ช่วงท้ายที่ลุ้นเยี่ยวเล็ดพอๆกับหดหู่แบบสุดๆ

ปล. ดูหนังของ Bonello มาแล้ว 3 เรื่อง The Pornographer(2001), House of Tolerance(2011) และ Saint Laurent (2014) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ชอบทั้งหมดเลย อาจจะยกเว้นเรื่องท้ายเรื่องเดียวที่รู้สึกลางๆ

31/07/18 – Sepet (Yasmin Ahmad/ Malaysia/ 2004) – 4.5/5

รักเลย รักเลยจริงๆ ทำไมหนังมันน่ารักได้ขนาดนี้ แม้จะน้ำเน่า แต่มันแลดูจริงใจและลงตัวเอามากๆจนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยและหลงรัก

เรื่องรักของหนุ่มจีนและสาวมาเล แน่นอนมันมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละฝ่ายให้ได้เป็นความรู้เปิดสมองและใช้เป็นตัวแปรเล็กๆของเรื่อง ชอบความเป็นพหุภาษาของมันที่มาหมดทั้ง จีนกลาง กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน อังกฤษ มาเล ที่เราสนุกมากในการฟังและเดาว่าเป็นภาษาอะไร, ชอบกิมมิกเรื่องภาพยนต์ที่หนังเอามาเล่น (ทาเคชิ คาเนชิโร่, Chunging Express, จอร์น วูหรือแม้แต่กับหนัง โหด เลว ดี) รวมไปถึงกลุ่มนักแสดงที่น่าจดจำ พระ-นางเอย ครอบครัวนางเอกเอย เพื่อนพระเอกเอย

หนังเรียบง่ายมาก ประหนึ่งคำพูดของอาหลงที่ว่า “ช่วงหัวไอ้ความโมเดิร์นไปซิ!” แต่มันกลับดีงามแบบสุดๆ

ชอบซีนร้องเพลงเจ้าพ่อเซี้ยงไฮ้ แบบสุดๆๆๆๆๆ

โอเค จะตามหาหนังของ ยัสมิน มาดูเพิ่ม

FILM I’VE SEEN IN JUNE 2018

06/06/18 – น้อง พี่ ที่รัก (วิทยา ทองอยู่ยง/ ไทย/ 2018) – 2.5/5

รู้สึกว่าหนังมันเป็นบล็อคๆไปหน่อย ทุกช๊อตทุกซีนมันถูกว่างแบบมาตรฐานเรียงกันเป็นชั้นๆสวยงามไปหน่อย เราเลยรู้สึกว่ามันแห้งๆ

แต่ข้อดีของมันคือเคมีของตัวละครที่พยุงหนังไว้ทั้งเรื่อง แม้เราจะยังรู้สึกว่ามันยังแบนๆไม่มีมิติอยู่บ้าง แต่นักแสดงมันชาร์มมิ่งมากจริงๆ

แล้วก็สนใจที่ตัวละครมันเป็นลูกครึ่งโตในต่างจังหวัด ที่เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังซักเท่าไหร่ เสียดายที่หนังไม่ค่อยได้แตะจุดนี้มากนัก

ตัวละครโมจินี่จะแฟนตาซีไปไหนค่ะ ส่วนน้องเดียร์น่ารักจุง

06/06/18 – Deadpool 2 (David Leitch/ US/ 2018) – 2/5

จิกกัดอย่างกับหมานิสัยเสีย เอาจริงๆก็เพลินนะ แต่ก็ใช่ช่วงแรกๆแหละ หลังๆเริ่มเฝือ

แล้วมีอะไรอีกไหมหว่า อืมม ไม่มีละ เพราะมึงเล่นกัดอย่างเดียว ทั้งเรื่องมีอยู่มุมเดียว เป็นหมาที่ไม่มีพาร์ตความน่ารักเอาเสียเลย

 

 

10/06/18 – Prince of Persia: The Sands of Time (Mike Newell/ US/ 2010) – 1.5/5

ไม่ใช่แค่ไม่สนุก แต่มันแห้งแล้งขนาดที่ทรายในเรื่องยังดูมีชีวิตชีวากว่าเสียอีก

 

 

13/06/18 – Hereditary (Ari Aster/ US/ 2018) – 4/5

ผีนี่กูไม่กลัวเลย เด็กๆมาก……….แต่กูกลัว โทนี่ คอลเล็ตต์ โว้ยยยยย!!!

ปีนี้ได้ดูหนังสยองขวัญดีๆต่อกันเลยแฮะ เรื่องที่แล้วก็ Ghostland

คือหนังแม่งเดาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ พอไม่รู้ก็ยิ่งอยากกระหายใคร่รู้ ซึ่งนั่นแหละ เข้าทางหนังเลย โดนมันจับไปหลอกให้หัวหด ทั้งในแง่ของตัวเรื่องและกับตัวของหนังเอง มันจงใจที่พร่าเลือนสาเหตุของเรื่องไว้ในระหว่างความป่วยไข้ของผู้เป็นแม่และความลึกลับทางไสยศาสตร์ เพื่อที่ทั้งสองจะได้ล้อกันอย่างสนุก ตบหัวคนดูไปมา ส่งมอบความฉิบหายและหลอกหลอนให้ถึงขีดสุด

เป็นอีกหนึ่งหนังผีรสใหม่ ไม่ซิ มันไม่ได้ใหม่เลยแต่คือการกลับไปหาหนังผียุคก่อนๆมากกว่า เหมาะกับคนเบื่อหนังผีสมัยนิยมแบบ Conjuring Universe

อนึ่ง คิดถึงหนังที่ชอบอีกเรื่องอย่าง Kill List (2011) ด้วย

15/06/18 – Scouts Guide to the Zombie Apocalypse (Christopher B. Landon/ US/ 2015) – 3/5

ดูนานแล้วจนลืมหนังไปหมดแล้ว จำได้แต่ความรู็สึกว่าหนังเหี้ยดี (คำชม)

และจะมีอะไรเหี้ยไปกว่าการสู้กับซอมบี้ด้วยการเต้นเพลงบริสนี่ สเปียร์!!!

 

 

24/06/18 – Jurassic World: Fallen Kingdom (J. A. Bayona/ US/ 2018) – 3/5

ไม่รู้ว่าเพราะเห็นคนด่าหนังมาเยอะหรือเปล่า ตอนดูจบก็เลยรู้สึกว่า ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่คะ 555

โอเคแหละว่าบางช่วงแม่งน่าเบื่อมาก โดยเฉพาะพวกซีนที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ทั้งหมด แล้วการที่หนังพยายามเอาพล๊อตจากหนังภาคสองในไตรภาคแรกมาเล่นซ้ำก็รู้สึกว่าไม่เวิร์ค (ไม่เหมือนภาคแรกที่ใช่วิธีเดียวกันแต่เราว่ามันเวิร์ค)

ชอบซีนบนเกาะที่เจอตัวคอยาวครั้งแรกและกับซีนคอยาวยืนสองขาตอนเกาะถล่ม (ซีนนี้แม่งดีจิง ใช้เรฟจากภาคปี 93 ได้สุดตรีน) แล้วก็ชอบไอเดียเอาไดโนเสาร์มาอยู่ร่วมกับมนุษย์ จนนี่รอดูภาคต่อเลยล่ะ 555

แต่จะดีมาก ถ้าภาคต่อไปมึงเลิกเดินตามรอยไตรภาคก่อนเสียที นี่มาสองเรื่องละนะ

25/06/18 – The Beguiled (Sofia Coppola/ US, France/ 2017) – 3/5

ทำไมอุเบกขาเยี่ยงนี้ อันนี้ไม่รู้จริงๆว่าเพราะไฟล์ที่ดูมันมีการตัดทอนหรือเปล่า? ด้วยบรรยากาศในหนังมันควรดูในโรงมากกว่าหรือเปล่า? คืองงว่าทำไมหนังมันห้วนจังเลย ขณะที่ตัวละครกำลังค่อยๆถลำลึกลงไป หนังกลับพลิกไปอีกด้านไปเลยแบบตั้งตัวไม่ทันแล้วก็ไหลไปจนจบเลยแบบงงๆ

คือถ้าเราได้เห็นจริตจะก้านของตัวละครแต่ละตัวมากกว่านี้ (โดยเฉพาะเหล่าตัวละครหญิงทุกคนในเรื่อง) เราคงจะชอบมากกว่านี้มากๆ

 

FILM I’VE SEEN IN MAY 2018

03/05/18 – A (Tatsuya Mori/ Japan/ 1998) – 4/5
05/05/18 – A2 (Tatsuya Mori/ Japan/ 2001) – 4/5

สารคดีตามถ่ายสมาชิกกลุ่มลัทธิโอมชินริเกียวหลังเกิดเหตุแก๊สซารินในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อปี 1995 โดยภาคแรกเน้นไปที่ตัวโฆษกของลัทธิ ส่วนภาคสองจะเป็นการตามไปถ่ายสมาชิกในหลายๆสำนักของโอมฯทั่วญี่ปุ่น

ความดีงามของสารคดีเรื่องนี้คือการที่เราได้พบว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มีชั่วมีดีปะปะกันไปแม้มนุษย์เหล่านั้นจะอยู่จุดไหน ตำแหน่งใดก็ตาม ในการโดนตราหน้าว่าเป็นปีศาจร้ายของลัทธิโอม เรากลับได้เห็นความอ่อนแอ เปราะบางของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนอื่นๆเสียอีกทีดูท่าไม่ต่างจากปีศาจ (ซีนหนึ่งในภาคแรกคือการที่ตำรวจมาหาเรื่องแถมใส่ร้ายเหล่าสมาชิกโอมอย่างเกลียด หรือในภาคสองที่ผู้คนในชุมชมเลือกที่จะให้ยากูซ่ามาจัดการ)

แถมด้วยภาพความเลยเถิดของเหล่าบรรดานักข่าวที่เล่นข่าวกันอย่างสนุกในช่วงเวลาทองหลังเหตุการณ์ ในหนังทั้งสองเราจะเห็นนักข่าวเต็มไปหมดไม่ต่างจากกับแร้งจิกศพ

แต่ข้อเสียเดียวของหนังสำหรับเราก็คงเป็นความยาวของมัน (2ชม อับทั้งคู่) ที่ยาวแบบบางช่วงไมได้นำอะไรพาเท่าไหร่

ชอบสายตาของอารากิ โฆษกของโอมฯในภาคแรกผู้มีแววตาแบบเด็กน้อยแต่กลับดูเศร้าศร้อยเหลือเกิน และในภาคสองกับช่วงเวลาที่คนในหมู่บ้านมีค่อยๆมีความผูกผันกับสมาชิกโอมฯที่ย้ายเข้ามา

06/05/18 – Au Revoir Taipei (Arvin Chen/ Taiwan/ 2010) – 3.5/5

หนังมีความ “อะไรของเมิง” เต็มไปหมด แต่ก็นั้นแหละ หนักรักไต้หวันมักมีสิ่งวิเศษเสมอ

ในที่นี้คือเสน่ห์ ใช่ หนังรักไต้หวันมันมักมีเสน่ห์แบบที่หนักรักจากประเทศอื่นๆไม่มี นั้นคือเหตุผลที่ทำไมหนังพล๊อตเน่าๆหลายๆเรื่องคนถึงชอบกัน เรื่องนี้ก็ไม่เว้น

ไทเปในเรื่องนี่ทำให้อย่างไปเที่ยวอีกรอบเลยจริงๆ

10/05/18 – Ghostland (Pascal Laugier/ France, Canada/ 2018) – 4/5

โชคดีอีกแล้วที่ดูแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งก็ได้เซอร์ไพร์สไปแบบเต็มๆ มันดีมากตรงที่มันสามารถฉีกวิธีการเล่าเรื่องของหนังจำพวกทริลเลอร์-สยองขวัญออกไปได้อีกทาง แถมยังยากที่จะคาดเดาตัวเรื่องได้ด้วย ทำให้มันสนุกมากและลุ้นมาก

แล้วพอหนังจบขึ้นเครดิตผู้กำกับก็ถึงบางอ้อ นี่มันเจ้าของเดียวกับ Martyrs (2008) หนังสุดขีดในทุกทางเรื่องนั้น รับรู้ได้ถึงลายเซ็นพี่แกจริงๆ

แต่ติดนิดเดียวสำหรับเรา มันไม่น่าจะจบแบบใจดีอย่างนี้เลย เราจินตนาการไปว่าถ้าวันจบแบบใจร้ายในอีกทาง หนังคงสุดและติดท๊อปของปีแน่นอน

12/05/18 – City of Ghosts (Matthew Heineman/ US/ 2017) – 4/5

อาจไม่รุนแรงเท่า Cartel Land แถมเป็นสิ่งที่เราได้รับรู้และได้ยินมาก่อนแล้ว แต่ก็นั่นแหละมันก็ยังทำให้เรา speakless อยู่ดี

การต่อสู้กับความวิปลาสเกินจินตนาการแบบนี้มันต้องใช้พลังกายพลังใจมากมายขนาดไหนเราถึงจะยังคงหายใจอยู่ได้

ดูจบแล้วหดหู่หม่นเศร้า

 

19/05/18 – The Chase (Hong-Seon Kim/ South Korea/ 2017) – 2.5/5

เสียดายไปนิดที่มันไม่กลับไปพูดเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนแก่และชนชั้นล่างในเกาหลีที่มันถูกปูพื้นไว้แต่ไมได้ถูกสานต่อ มุ่งไปบนเส้นทริลเลอร์การสืบสวนอย่างเดียว หนังมันเลยแห้งไปหน่อย

 

 

19/05/18 – Steel Rain (Woo-Seok Yang/ South Korea/ 2017) – 3.5/5

อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ-ใต้ โดยในเรื่องนี้เล่าว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือเพื่อการก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่

หนังกลางดีจัง ยืนอยู่เส้นขนานระหว่างประเทศได้น่ารักน่าชัง เกาเหนือไม่ได้เห้หมด ส่วนเกาใต้ก็โง่เป็น

ชอบความสัมพันธ์ของสองตัวละครในเรื่องที่มาจากสองฝั่งและเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรแต่ต้องมาเคลียร์ปัญหาระดับชาติ

FILM I’VE SEEN IN APRIL 2018

04/04/18 – Ready Player One (Steven Spielberg/ US/ 2018) – 4/5

จะสนใจเนื้อเรื่องไปใย ในเมื่อหนังมันเซอร์วิสคนยุคเราได้แบบเต็มอิ่ม การแค่ได้เห็นอะไรต่างๆนาๆที่เราคิดถึงและเคยผ่าน ปอกรกับได้สัมผัสการโหนหาอดีตในความทรงจำดีๆแค่นี้ก็คุ้มมากๆแล้ว ยอมตั้งแต่เพลงประกอบแรกแล้วล่ะ ไม่นับทีเร็กซ์ The Shining ที่พอเห็นโรงแรมแล้วกูกรี๊ดลั่น แบตเทิ้ลสุดท้ายที่ถึงกับฟิน

เออ ค่อยทำให้หายคิดถึงหน่อย สปีลเบิร์ก

07/04/18 – A Quiet Place (John Krasinski/ US/ 2018) – 3/5

– ดูจากห้วงเวลาแล้ว นางเอกมีลูกที่เกิดในหนังหลังจากที่เสียลูกคนเล็กไปแล้วในต้นเรื่อง (คำนวนคร่าวๆคือประมาณสองเดือนหลังลูกคนเล็กตาย)ซึ่งมันกลับเป็นเรื่องหนักหัวเราพอประมาณว่าเหตุใดมึงยังมีความคิดที่จะมีลูกอีกคนในสถานการณ์เช่นนี้! ไม่รวมว่าตอนเอามึงเอากันเงียบขนาดไหน

– ตัดเรื่องหนักหัวไปก็พบว่าหนังทำเอาลุ้นเยี่ยวเล็ดได้ คนในโรงเงียบกริบ

– แน่นอน ไอเดียเรื่องความเงียบและเสียงพอเอามาแนบเคียงกับสังคมปิดปากของไทยแล้วมันสะใจไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ

– ดังนั้นแล้วเราเลยชอบตัวละครน้องหูหนวกที่สุด เด็กที่ไม่รู้จักว่าเสียงเป็นอย่างไร แต่พอมีเสียงอยู่มือแล้วไซร้ สู้ตาย

– อย่างไรก็ตาม ให้ตายยังไงมึงก็ต้องมีปืนแหละ สัดเอ้ย!!!

08/04/18 – Coco (Lee Unkrich, Adrian Molina/ US/ 2017) – 3/5

แหะๆ พอมันมีเรื่องโลกหลังความตายและความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายแล้วไซร้ เราก็ถอยห่างจากหนังมาเรื่อยๆเลยอะ

หนังมันดีแหละ ตามสูตรพิกซ่าดี แต่เราไม่อินเท่าไหร่

 

 

12/04/18 – 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (อารยะ สุริหาร/ ไทย/ 2016) – 3/5

ชอบช่วงแรกที่สุด ช่วงก่อนจะกลายเป็นสาว 20 กับตอนแรกเริ่มใช้ชีวิตใหม่ของนาง ชอบบุคลิกตัวละครต่างๆในช่วงนี้โดยเฉพาะเหล่าผู้สูงวัย สนุกและน่ารักดี

แต่ความชอบก็ค่อยๆเริ่มลดระดับลงเมื่อเริ่มเข้าเรื่องร้องเพลงเอยอะไรเอย แถมการคลี่คลายในท้ายเรื่องก็แลดูเหมือนหมดมุข ไม่รู้ว่าจะปิดจบยังไงเลยเว่ากันซื่อๆแบบนี้เลย

ใหม่น่ารักดี แต่ดูไปนานๆกลับเริ่มเบื่อไปตามเนื้อเรื่องอะ

ไม่เคยดูต้นฉบับของเกาหลี

12/04/18 – เพื่อนที่ระลึก (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์/ ไทย/ 2017) – 2/5

น่าเบื่อจุง นี่หนังมันตั้งใจให้เราเอาใจช่วยผีมากกว่าอีตัวแม่ใช่ไหม ทำไรเราจึงรู้สึกลุ้นว่าเมื่อไหร่อีผีจะฆ่าอีแม่-ลูกคู่นี้ซักที แต่แล้วกลับพบว่าไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยอีผี เหอออ แถมมอบตอนจบที่แบบบบบบบ เอาจิงดิ

แล้วลำพังแค่เรื่องการล้างแค้นอย่างเดียวมันไม่เวิร์คเท่าไหร่อะ ประเด็นเรื่องพิษเศรษฐกิจ เรื่องตึกสาทรอะไรนี่แทบไม่มีบทบาทพิเศษอะไรเลย ไอ้คนเฉยๆกับหนังผีแบบเราเลยเบื่อมาก

แต่ก็ทำให้คิดถึงตอนไปปีนตึกนั่นที่ยังคงมีภาพหลอนเราอยู่บ่อยๆว่าตกลงมาจากตึก

12/04/17 – Tazza: The Hidden Card (Hyeong-Cheol Kang/ South Korea/ 2014) – 3/5

เพลินดี ชอบที่ตัวละครในเรื่องทั้งหมดแม่งเชื่อไม่ได้เลยซักคน บทมันเลยเปิดให้ใส่เรื่อกหลอกลวง ต้มตุ่นได้ไม่จำกัน คือดูแบบยอมให้มึงเล่าไปเรื่อยๆเลยจนจบ

แต่ดูจบแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีอะไรติดใจนัก ยกเว้นซีน “แก้ผ้าเงินล้าน”

 

13/04/18 – Rampage (Brad Peyton/ US/ 2018) – 1/5

อย่างที่หนังบอกไว้

“คนโง่มักมารวมตัวกัน”

ในที่นี้คือมนุษย์ทุกตัวที่ไม่ใช่อีสามตัวละครหลักอะนะ โอโห ทำไม่โง่กันได้ขนาดนี้ โง่ที่ช่วยขัดอีสามตัวละครให้สว่างขึ้นมาเลย แถมฉลาดแบบครบองค์ มันสมองหนึ่ง พละกำลังหนึ่งและอำนาจอีกหนึ่ง

หนังตรงแด่วตามสูตรเลย ซึ่งถ้าฉายในทศวรรศที่แล้วน่าจะเหมาะกว่านะ

14/04/18 – This Is Not a Film (Jafar Panahi, Mojtaba Mirtahmasb/ Iran/ 2011) – 5/5

จาฟา ปานาฮี คนทำหนังอิหร่านผู้ถูกทางการขังไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้ออกนอกประเทศ ไม่ให้สัมภาษณ์กับใครทั้งนั้น รวมไปถึงไม่ให้ทำหนังเนื่องจากข้อหาการสร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านรัฐ เขาฉุกคิดไอเดียเรื่องการทำไดอารี่หนังขึ้นมา และนี่คือไดอารี่ของเขาที่เล่าในวันขึ้นปีใหม่ของชาวอิหร่านที่มีเขาอยู่บ้านคนเดียวพร้อมกับกิ่งก่าอีกัวน่า

ทั้งเศร้าและทรงพลัง ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งความคิดสร้างสรรค์ของนักทำหนังคนหนึ่งที่มีต่อการเล่าเรื่องได้จริงๆ จากความตั้งใจแรกที่จะแค่เล่าไอเดียของหนังเรื่องใหม่ที่อยากทำ กลับกลายเป็นภาพบันทึกของการต่อต้านรัฐรูปแบบหนึ่ง

ชอบช่วงท้ายมากๆ เรารู้สึกรับรู้ได้ถึงความเหงาของปานาฮี พอๆกับเห็นภาพสังคมอิหร่านผ่านนักศึกษาปริญญาเอกเก็บขยะ

หนังเรื่องนี้ถูกแอบส่งออกมานอกประเทศด้วยการซ่อนไว้ในเค้ก

ปล. ชอบสาวที่อยากฝากหมาไว้กับคนอื่นเพื่อจะออกไปเฉลิมฉลองนอกบ้านมากๆ รู้สึกเป็นภาพสะท้อนของปานาฮีในแบบตลกร้าย (ออกจากบ้านไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง)

14/04/18 – Spectre (Sam Mendes/ US/ 2015) – 1/5

หนังบอนด์ยุคเครกนี่มันสลับดี-แย่ได้คงเส้นคงว่าดีจริงๆ Casino ดี, Quantum แย่มาก, Skyfall ดีมาก มาถึงเรื่องนี้ก็กลับไปแย่อีกแล้ว

ก็รู้แหละว่าขนบหนังชุดนี้มันต้องโอลด์สคูล แต่การปรับแต่งโครงสร้างจากภาคก่อนมาตั้งเยอะแล้ว(จนลงตัวมากๆแล้วที่ Skyfall) เหตุไฉนอยากกลับไปโบราณแบบเก่าอีกอะ ไม่เข้าใจ

ถึงจะเดโมเครซี แต่ถ้ามันคร่ำครึกูก็ไม่เอานะคะ

โถถัง คริสตอฟ วอลล์ กลับมาทำไมตอนครึ่งหลัง ชั้นลืมเธอไปหมดแล้ววววว

15/04/18 – Love Machine (Pavel Ruminov / Russia/ 2016) – 2/5

ดูจบรวมเครดิตก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องราวของตัวผู้กำกับเอง เรื่องรักระหว่างเขากับแฟนเก่าที่ตัดกันไม่ขาด

หนังทำเก๋ด้วยการทำตัวเป็นการฉายหนังโป๊ในยุคก่อน กล่าวคือมีตัวอย่างหนังอาร์เก่าๆมาก่อนเข้าหนังจริง มี intermission เก่าๆเก๋ๆ ส่วนตัวหนังก็พยายามทำเก่าด้วยการใช้ภาพอิ่มสีสดๆเข้าไว้เหมือนหลังโป๊ยุค 70-80 แถมในตัวเรื่องก็อ้างอิงสิ่งต่างเกี่ยวกับหนังที่เหล่าเซเนไฟล์รู้จักกันดี มีกัดหนังตัวเองบ้างให้ดูมีอะไร เช่น “ก็พวกนายทุนไม่ให้เงินกูทำหนังใหญ่ๆนี่ กูเลยทำหนังแบบนี้ แล้วทำไมกูจะถ่ายภาพควยตัวเองกำลังถูกชักไม่ได้ล่ะ”

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ไม่ได้แปลว่าเราชอบ ผลคือเรารำคาญตัวหนังมาก พ่นพล่ามอะไรไปเรื่อย กูไม่ได้อยากรู้ชีวิตมึงขนาดนั้น ส่วนการทำเก๋ก็ดูเก๊ซะเหลือเกิน

ดูหนังได้ที่นี่: https://vimeo.com/180881317

** คำเตือน จู๋ จิ๋ม มาเต็ม ไม่เหมาะกับการเปิดดูในที่สาธารณะนะจ๊ะ

15/04/18 – Let’s Go, JETS (Hayato Kawai/ Japan/ 2017) – 1/5

มาเบอร์นี้ รอยยิ้มพิฆาตของซึสึก็ช่วยอะไรไม่ได้นะค่ะ ตามสูตรไม่ว่าแต่นี่เล่นเน่าจนขมคอ

ส่วนตัวชอบซีนเต้นฮิปฮอปสามคนบนถนนนะ ห๊ะ! อะไรนะ มันเสร่อหรือ ใช่ๆ มันเสร่อ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในความเสร่อทั้งหลายก่ายกองของมันอะ

 

15/04/18 – The Villainess (Jeong Byeong-Gil/ South Korea/ 2017) – 4/5

ชอบ มันส์เลือดสาดเต็มจอ หนังนักฆ่าล้างแค้นที่แม้ไม่ได้ใหม่ในประเด็น แต่ซีนแอ็คชั่นนี่ถึงขิง

บทดราม่าก็ถือว่าดี ชีวิตนักฆ่าที่ต้องโดดเดี่ยว แถมเป็นนักฆ่าหญิงในโลกของผู้ชาย

แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือนางเอก โอโห ถึงจะเป็นหนังแอ็คชั่น แต่เธอก็ดราม่าได้แบบเอาตายไปอีกแบบ

เป็นหนังแอ็คชั่นแบบถึงเนื้อ มีดราม่าแบบถึงใจ

17/04/18 – อำแดงเหมือนกับนายริด (เชิด ทรงศรี/ ไทย/ 1994) – 3.5/5

อ้าว ไหงทำไมตัดจบคลี่คลายแบบดื้อๆงี้เลยอะ กำลังจะพีคเลย เสียใจๆๆๆๆ

หนังพูดถึงยุคสมัยที่ผู้หญิงมีค่าประหนึ่งสิ่งของสำหรับพ่อ-แม่ ที่สามารถขายให้ใครก็ได้ ทีนี้นางเหมือนคือหญิงขบถที่ต้องการเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง เรื่องหลักก็คือการการเรียกร้องของเธอ ส่วนเรื่องรองคือความรักระหว่างเธอกับนายริดที่เคยช่วยเหลือเธอจากการจมน้ำเมื่อเขายังครองผ้าเหลืองเป็นพระอยู่

ลำพังเรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ในสังคมและกฏหมายของผู้ชายก็สุดแล้ว ภาพของพระที่มีความลุ่มหลงแบบปุถุชนนี่ก็ดี

จะเสียดายก็ตอนจบนี่แหละ เมื่อเหมือนไปขอกีฏากับกษัตริย์ที่มันย้อยแย้งกับความเชื่อของตัวเธอเอง(แต่ก็เข้าใจไดัตามบริบทยุคสมัย) ซึ่งแม้เธอจะถูกขังอีกครั้งแต่หนังดันตัดจบคลี่คลายเรื่องแบบดื้อๆซื่อๆเลยว่าทางกษัตริย์เปลี่ยนกฏหมายใหม่และให้นางเหมือนเป็นอิศระ คือเหมือนหนังมันไม่กล้าไปแตะเรื่องของเบื้องสูงอะ ทั้งที่จริงๆแล้วอาจคือตำแหน่งสูงสุดของอำนาจแห่งความไม่เท่าเทียมเลยด้วยซ้ำ

เลยกลายเป็นว่ามันขัดแข้งขัดขาตัวเองซะงั้นและแทบจะขัดอำนาจอันไม่เท่าเทียมนั้นให้เงางามขึ้นมาอีก

จริงๆก็เข้าใจได้แหละเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยน แต่เราดูตอนนี้แล้วขัดใจมาก

18/04/18 – Bennetty (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2018) – 4/5

หนังมันก็ทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่อย่างที่มันทำได้แหละ มีความ Young@Heart (2008) หนังสารคดีอีกเรื่องที่เราก็รัก

แต่แม้ไม่ได้มีอะไรใหม่และเราก็รู้อยู่แล้วแหละว่าจะได้เจอกับอะไรบ้างกับการฟอร์มวงดนตรีผู้สูงวัยแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละ หนังแบบนี้มักทำให้ใจเราอุ่นขึ้น รู้สึกว่า เออ แก่ตัวลงเราก็คงไม่ได้แย่มากนัก

ที่ชอบที่สุดคือช่วงที่ลุงๆพูดเรื่องความตายแบบยิ้มแย้ม เข้าใจและยอมรับมัน เออ อันนี้น้ำตาเอ่อ

28/04/18 – วานรคู่ฟัด (นนทกร ทวีสุข/ ไทย/ 2016) – 3/5

 

แม้จะมีอะไรขัดอกขัดใจอยู่บ้าง อาทิความเถรตรงของตัวร้ายและแบล็อคกราวด์ของเขา การตัดต่อที่บางซีนก็ดูงงว่าอันไหนอดีตอันไหนปัจจุบัน อันไหนเพ้อพกอันไหนระลึกถึง บทพากษ์ซ้อนแบบพันธมิตรแย่ๆ หรือกับหน้าตาพระเอกที่เราเห็นแล้วขำทุกที (อันนี้ขออภัยจริงๆ มันอดไม่ได้จริงๆไม่รู้ทำไม)

แต่โดยรวมแล้วหนังโอเคใช้ได้เลย แม้บทจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ไม่ได้แย่จนรับไมได้ ซึ่งมันดีตรงที่มันเล่าเรื่องของคนพื้นที่ ปัญหาของคนพื้นที่ๆไม่ได้ใหญ่โตอะไร วิถีท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจท้องถิ่นและเหล่าคนบ้านๆเล็กๆที่ต้องเอาตัวให้รอดไปวันๆ

ชอบไอเดียการนำวานรของทั้งโขนไทยและงิ้วจีนมาเป็นกิมมิคเรื่องมวยเพื่อใช้ในการต่อสู้ คิวโชว์ คิวบู๊ก็ดูสนุก ใหม่และสร้างสรรค์ดี (อีเรื่องให้ใช้หัวนี่ถ้าอยู่ในหนังแบบอื่นเราคงเกลียด 555)

น้องนางเอกคือใคร? มีผลงานอะไรอีกไหม? อยากติดตาม

29/04/18 – Avengers: Infinity War (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2018) – 3.5/5

ดูเพลินแบบรู้ตัวอีกทีหนังก็จบแล้ว ทั้งๆที่หนังมันยาวใช้ได้ อันนี้บ่งบอกได้เลยว่าเราสนุกกับหนังเอามากๆ ชอบพอๆกันภาคแรกเลย (เกลียดภาคสอง)

แฟนจักรวาลนี้คงกรี๊ดลั่นแหละ ตัวละครแต่ละตัวเปิดตัวแบบให้ได้กรี๊ดกัน มีแบ่งกลุ่มได้อย่างลงตัวทั้งคนดำหรือเรื่องพลังหญิง แถมเก่งมากที่เกลี่ยแต่ละตัวละครให้มีบทได้พอๆกัน

ส่วนที่ชอบสุดคงเหมือนหลายๆคนคือการที่มันเน้นความสำคัญไปที่ตัวละครธานอสเป็นหลัก เพราะเหล่าฮีโร่นั้นคนดูรู้จักกันดีอยู่แล้ว กลายเป็นตัวร้ายที่มีมิติมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ทำให้หนังมันสนุกขึ้นและดีกว่าการได้ดูแต่ซีนแอ็คชั่น เป็นหนังฮีโร่ที่ตัวร้ายเด่นจนคนดูอยากเอาใจช่วย

ยังคงมีกลิ่นอเมริกันฮีโร่ซ้ายๆ ที่คราวนี้ตัวร้ายเป็นพวกขวาๆตามยุคสมัย นี่อยากดูภาคต่อไวๆ อยากรู้ว่าจะคลี่คลายลงเอยแบบไหน ซ้ายปราบขวาแบบเซ็งๆ หรือขวาพิฆาตแล้วปรับสมดุลโลกไปอีกแบบ

ถึงจะชอบจักรวาลนี้หรือไม่ก็ตาม มันก็น่าชมเชยไม่ใช่น้อยที่ใน10ปีของหนังชุดนี้มันวางรากฐานจนแข็งแรงได้มากๆขนาดนี้

หักคะแนนการทำให้ฮัคก์กลายเป็นตัวตลก อีสัด มันใช่เรื่องไหม? (ด่าไปถึงอีก Ragnarok ด้วย)