River of Exploding Durians: ประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก

River of Exploding Durians (Edmund Yeo/ Malaysia/ 2014)

13923665_850142075116454_8995796873552490065_o

ชอบหนังมาก มันงดงามมากพอๆกับที่มันเจ็บปวดแบบสุดๆ ทำเอาเราน้ำตาปริ่มเป็นห่วงๆ น่าจะติดท๊อปของปีแน่ๆ

*** เปิดเผยเนื้อหาของหนัง ***

1. อกหักคือประวัติศาสตร์รูปแบบหนึ่ง

River of Exploding Durians มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่สามารถแยกได้เป็น 2 พาร์ตหลักๆ หนึ่งคือความรักระหว่างหมิงและเหมยอัน คู่รักมัธยมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และสองคือฮุ่ยหลิงและคุณครูหลิมผู้สอนประวัติศาสตร์กับการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบกับผู้คนรอบข้าง

ความรักของหมิงและเหมยอันคือความรักของคนต่างชนชั้น คนหนึ่งมีอนาคตรอไว้อยู่แล้วส่วนอีกคนมืดมนเพราะผลกระทบจากสารพิษที่เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้า ความหวังความฝันที่ก่อร่างไว้ล่มสลายลงสู่พื้นดินด้วยการกระแทกของโลกความเป็นจริง หมิงอกหักและเหมยอันก็หายสาปสูญไปกาลนาน

ฮุ่ยหลิน แอ็คทิวิสต์สาวผู้ต่อต้านการสร้างโรงฟฟ้าในชุมชน รับรู้อุดมการณ์การต่อต้านในโลกจริงจากอาจารย์หลิมผู้สอนประวัติศาสตร์ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการต่อสู้ของเหล่าคนตัวเล็กที่เกิดขึ้นในโลก แต่เพราะการต่อสู้มีหลายรูปแบบ แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันแต่อุดมการณ์มันสามารถเปลี่ยนไปได้ สุดท้ายมันจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยอมรับได้

ทั้งสองคนอกหัก คนนึงอกหักในเรื่องรักและอีกคนอกหักในอุดมการณ์ ท้ายที่สุดแล้วอาการอกหักของทั้งสองก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ระดับปัจเจคที่เล็กจ้อยที่สุดที่จะถูกจดได้ได้เฉพาะตัวของพวกเขาเอง

 

Durians_Cover

2. ประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่เคยถูกจดจำ

คุณครูหลิมพยายามนำพาให้เหล่าลูกศิษย์ได้มองเห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กที่ถูกลบลืมในประวัติศาสตร์ อาทิเหตุการณ์ล้อมปราบในธรรมศาสตร์เมื่อ 16 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย, เรื่องราวของสาวน้อยผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสในฟิลิปปินส์และเรื่องของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ถูกขายมาเป็นโสเภณีในมาเลเซียในยุคสงครามและถูกทอดทิ้งจากประเทศของตัวเองเมื่อสงครามจบลง มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม

หมิงและเหมยอันหนีกันไปยังเมืองหลวงด้วยความฝันของคนหนุ่มสาวถึงชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาอาจหนีมาไทย มาเรียนภาษาไทยที่เพราะดั่งสายฝน ณ ห้องพักในวัยฝนปรอย เหมยอันเล่าถึงความคาดหวังอันสวยงามในอนาคตถึงการที่น้องชายจะโตไปเป็นหมอ มีฐานะมั่นคงและอาจรับเธอเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ส่วนหมิงเล่าเรื่องของน้องที่ตายในอดีตกับแม่ของเขา คำพูดที่ทำให้แม่เขาเสียใจที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนแล้ว

อาการจำอดีตไม่ได้ของหมิงและการมองอนาคตด้วยความหวังของเหมยแอนคือการรับรู้ประวัติศาสตร์ของปัจเจกรูปแบบหนึ่ง มันสามารถเลือนหายไปได้พอๆกับที่มันจะสามารถเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ได้ หากมันไม่ถูกบันทึกไว้ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็คงถูกกลืนหายไปไม่ต่างจากนักต่อสู้ในเรื่องเล่าของลูกศิษท์คุณครูหลิม

 

Blackmagic Cinema Camera_1_2014-02-09_1352_C0008_001576

3. ประวัติศาสตร์หนึ่งจบลงในมวลหมู่ประวัติศาสตร์อื่น

พ่อของเหมยอันเล่าให้เธอฟังว่า เธอเกิดมาในช่วงมรสุมที่ท้องฟ้าดำมืด หมอดูได้ทำนายว่าเธอจะมีอนาคตที่สดใสด้วยความที่เธอกำเนิดมาในความมืดมิด เธอจึงมักมองหาแสงสว่างเสมอ ส่วนคุณครูหลิมหลังจากดำเนินการภารกิจเสร็จสิ้น เธอฆ่าตัวตาย ณ ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าสองแสงประกายงดงาม

ในช่วงท้าย หมิงและฮุ่ยหลินเดินทางไปเมืองบ้านเกิดของคุณครูหลิมเพื่อร่วมเทศกาลปีใหม่ เพื่อการเฉลิมฉลองการก้าวผ่านปีเก่า ผ่านเรื่องราวเก่าๆแล้วเดินสู่ปีใหม่ อนาคตใหม่ต่อไป

ประวัติศาสตร์หนึ่งก่อกำเนิดขึ้น อีกหนึ่งประวัติศาสตร์จบลงไป ในท่ามกลางประวัติศาสตร์อื่นๆที่กำลังถูกเขียนต่อไปไม่สิ้นสุด

และด้วยตัวของหนังเอง มันก็คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของมันเองในรุปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

 

Blackmagic-Cinema-Camera_1_2014-02-04_1859_C0002_000002_800

ปล1. จริงๆมีตัวละครอีกตัวที่เรารู้สึกกับมันมากๆคือตัวสาวบาร์เกิร์ลแสนเหงา เธอออกมาเพียงฉากเดียวแต่ควรค่าแก่การจดจำมาก เธอน่าจะเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่สั้นที่สุดของเรื่อง

ปล2. มันน่าตื่นเต้นแกมเศร้าใจที่ได้เห็นการพูดถึงเหตุการณ์ 16 ต.ค 19 ในหนังมาเลเซียเรื่องนี้ ตื่นเต้นที่ได้เห็นมันถูกพูดถึง เศร้าใจที่มันไม่ได้ถูกพูดถึงในหนังไทย และก็ไม่แปลกใจอะไรที่หนังจะโดนแบนในมาเลเซียด้วยประเด็นการต่อต้านในเรื่อง ใน q&a ผู้กำกับบอกว่าในบทครูยังต้องใช้นักแสดงไต้หวันด้วยเพราะคนมาเลเซียเองไม่กล้าเล่น หรือกับการถ่ายทำในโรงเรียนที่โดนแคลเซิลในท้ายที่สุดจนต้องไปถ่ายในโรงเรียนร้าง และกับเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในเรื่องที่ ผกก ก็ต้องไปรีเสิร์ซหาเองเพราะมันไม่มีบันทึกไว้เป็นทางการ สรุปคือประเทศอาเซียนเราๆนี่แทบไม่ต่างกันเลย

ปล3. น้อง Joey Leong รุนแรงระดับทำลายล้างมาก อยากสอนภาษาไทยให้เลยจริงๆ

ปล4. ส่วนน้อง Daphne Low นี่คุ้นหน้าอยู่ เคยผ่านตาหนังสั้นที่น้องแสดงไว้ในหนังของ James Lee เรื่อง All for Love ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?list=PL_I_xW06YeiRcUWDaekS4-X8Ru4tMmOyK&v=_hEwcjTlMH0

5/5

Film I’ve seen in July 2016

03/07/16 – ลูกทุ่งซิกเนเจอร์ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2016) – 2/5

ตรงๆเลยคือผิดหวัง เราว่าศักยภาพของมันไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆหากตัดเรื่องราวบางเรื่องออกไปบ้าง แล้วไปให้เวลากับเรื่องที่เหลือแบบใส่ใจมากกว่านี้ บางเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อาทิ คนโดดสะพานนี่ตัดออกไปได้เลย หรือกับเรื่องแอบรักดารานี่ก็ใส่มาเพื่อรองรับเพลงที่จะใช้แค่นั้นเอง ผลเลยกลายเป็นว่าการคลี่คลายแต่ละเรื่องมันเล่นง่ายไปและไม่สุดเลยซักเรื่อง น่าเสียดายมากๆ

แล้วเพลงลูกทุ่งในเรื่องเราชอบมากๆนะที่มีการปรับทำนองใหม่ แต่ก็นั่นแหละ พอหนังมันเป็นแบบนี้ พลังของเพลงมันเลยดร๊อปลงไปเยอะเลยอะ เสียดายๆๆๆๆ

แล้วก็โกรธมากที่ใช้น้องพลอยหรือไข่มุกไม่คุ้มเลย เสียใจๆๆๆ

06/07/16 – Sing Street (John Carney/ Ireland, UK, US/ 2016) – 5/5

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าคาร์นีย์ทำหนังสามเรื่องไม่เหมือนกันเลยแฮะ จากหนังอินดี้ปวดๆใน Once มาเป็นหนังแมสจ๋าๆสวยๆใน Begin Again มาเรื่องนี้เหมือนเอาส่วนผสมของสองเรื่องก่อนมารวมกันจนได้หนังที่เมื่อดูจบแล้วเราจะมีพลังพลุ่งพล่านจนอยากออกไปทำโน่นทำนี่ตามฝันด้วยแรงอันเต็มเปี่ยม แต่อีกด้านมันก็กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไอ้ความฝันเหล่านั่นมันไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะคว้าไว้ได้ เราอาจจะห่วยเอง อาจไม่มีโอกาสเดินเข้ามาหรือด้วยเงื่อนไขชีวิตอะไรก็ตามแต่ ซึ่งตัวเราจัดอยู่ในหมวดของพวกคนกลุ่มหลัง ดูจบมีพลังจริงแต่ก็เศร้าจนน้ำตาไหล ฮือๆ

โดยเนื้อแท้แล้วเอาเข้าจริงโครงสร้างชองหนังสำหรับเรานี่อยู่ในระดับยี้ย้ามากเลยนะ หนุ่มน้อยฟอร์มวงจากคนขี้แพ้เพื่อจีบหญิงที่มีกิมมิกเรื่องปัญหาครอบครัวเติมเข้าไปนิดหน่อยแบบนี้ แต่เหมือนหนังมันรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่านี่คือจุดบอดเล็กๆ(กับอีคนที่มันเกลียดอะไรสว่างๆแบบกู)มันเลยเติมตัวละครอย่างพี่ชายเข้ามา ทำเพลงดีๆโดนๆ ให้รีคอลถึงยุค ’80 (แม้กูจะเป็นเด็กยุค ’90 แต่อย่างน้อยยุคในหนังกูก็ทันอยู่เพราะเกิดต้นๆยุค) แล้วก็พูดถึงพลังของมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพี่น้อง พูดถึงเรื่องรักแรกและพลังอันรุนแรงของมัน เพลงจากชีวิตจริงจากเหล่าคนขี้แพ้ ซึ่งตรงนี้เรายอมใจ พ่ายแพ้ราบคาบ ยอมๆๆ

รักตัวละครพี่ชายมากๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องการกรุยทางให้น้องอะไรเทือกนั้นเพราะเราไม่มีน้องเลยไม่อินกับจุดนี้ แต่มันคือการที่ตัวละครตัวนี้มันเอาความฝันของมันเป็นแรงผยุงพลักดันและถมความฝันของน้องมันให้เต็มมากกว่าการบังคับขืนใจให้ทำ คิดถึงตัวละครนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที

ปล. ชอบดวงตานางเอกจัง บทจะเป็นปริศนาก็น่าค้นหา บทจะโศกก็แสนเศร้า แล้วกับซีนถ่ายเอ็มวีในโรงยิมที่มโนถึงยูโธเปียชีวิตของตัวเองนี่อี๊มากแต่เอากูตายไปเลย

08/07/16 – อาปัติ (ขนิษฐา ขวัญอยู่/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ส่วนเสียเดียวสำหรับเราของหนังเรื่องนี้คือวิธีการจัดการกับตัวเรื่องของมันที่เต็มไปด้วยอาการ “เล่นง่าย” โดยเฉพาะการคลี่คลายต่างๆเพื่อผลของเส้นเรื่อง อย่างการใช้การฝันเพื่อเห็นเหตุต่างๆอย่างบ่อยครั้งของตัวพระซันหรือกับการบอกเล่าออกจากปากตัวละครเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราพบว่าหนังมันโอเคทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องบทที่มันเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับพุทธศาสนาด้วยการตั้งคำถามถึงตัวพุทธศาสนาเองและตัวของมนุษย์ผู้ห่มเหลือง เกลี่ยระดับให้พระกับฆราวาสอยู่ในระนาบเดียวกันของความเป็นมนุษย์ เราได้เห็นพระที่เป็นพระแค่ผ้าเหลือง เห็นความรักทีหมิ่นเหม่จากความเชื่อคำสอน หรือกับการได้เห็นพฤติกรรมของพระในแบบฆราวาสามัญชนทั่วไปมากกว่าพระในนิยามที่เรามักจดจำ มันจึงพูดถึงเรื่องของมนุษย์มากกว่า มนุษย์ที่ถูกพุทธศาสนาครอบไว้อีกที

แล้วเอาเข้าจริงเราก็เห็นว่าหนังมันดีมากในการเป็นหนังที่เชิญชูตัวพุทธศาสนาเองด้วยซ้ำ คือมันไม่ใช่การมานั่งเทศน์สั่งสอนอะไรบลาๆๆๆอย่างที่หนังแบบนี้ชอบทำ แต่คือการเปิดให้เห็น โยนคำถามใส่เข้าไปเพื่อจุดหมายที่มุ่งไปสู่หลักของพุทธศาสนาเอง แม้ว่าในบางเรื่องเราอาจไม่พอใจบ้างอย่างการโยนความผิดบาปให้เพศหญิงไปผู้รับกรรมแทนแต่อย่างน้อยหนังมันก็ดันผลเหล่านั้นกลับไปสู่ตัวละครหลักและผู้ชมได้ในท้ายที่สุด

ชื่นชมตัวละครพระทินและฝ้ายมากๆ พระรูปงามและเคร่งครัดตามแบบฉบับพระทางการที่ค่อยๆเปิดให้เห็นด้านตรงข้าม และกับสาวน้อยผู้ไร้ซึ้งความเชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นและทำตามใจตัวเอง

แน่นอนอีตัวหนังสือสรุปเรื่องในตอนท้ายนี่คือความกากระดับสุด อยากดูหนังในเวอร์ชั่นก่อนที่จะถูกเซ็นเซอร์จัง มันน่าจะไปกว่านี้แน่ๆ

10/07/16 – Mind Game (Masaaki Yuasa, Kôji Morimoto/ Japan/ 2004) – 3/5

อนิเมชั่นประหลาดๆ ลายเส้นประหลาดๆที่ไมได้เน้นสวยหรือสมจริง บ้างก็มิกซ์กับใบหน้าคนจริงๆเข้าไป ในเรื่องราวประหลาดๆอันว่าไอ้คนขี้แพ้ที่ได้รับโอกาสแก้ตัวใหม่ในการใช้ชีวิต ผจญภัยไปร่วมกับผู้หญิงนมใหญ่ที่แอบชอบมาตั้งแต่เด็กและพี่สาวของเธอ เป็นอนิเมชั่นเซอร์เรียลเรียกพ่อ โดดเด่นในความเป็นอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใคร

ครึ่งชั่วโมงของมันตราตรึงและสะกดเราได้อยู่หมัดจริงๆ หมายถึงครึ่งชั่วโมงที่มันตัวละครมันยังไม่ได้รับโอกาสใดๆ มันเดาทางไม่ถูกดี แต่พอมันได้รับโอกาสเท่านั้นแหละหนังมันเลยใช้ความเซอร์เรียลต่างๆมากมายมารองรับเรื่องจนกลายเป็นการทำลายความน่าสนใจที่มีอยู่ทิ้งไปหมดเลย จากเรื่องคนขี้แพ้ในโลกเซอร์เรียลที่ยังสามารถเอาความจริงไปเทียบได้บ้าง ไปสู่ความเซอร์เรียลแบบไม่สนใจคนดูอีกแล้ว เพียงแค่เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของหนัง นั้นคือเรื่องของความสวยงามของการใช้ชีวิต อืมมมมม

อนึ่ง ชอบการตัดต่อห้วงอดีตแบบเร็วๆในช่วงต้นและท้ายของหนังมากๆ

10/07/16 – The Lobster (Yorgos Lanthimos/ Greece,Ireland, Netherlands, UK, France/ 2015) – 3/5

ไม่ได้ชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ แม้มันจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เราชอบมากมายทั้งการเซ็ตอับโลกประหลาดๆ กฏประหลาดๆและคนประหลาดๆขึ้นมาตามสไตล์ผู้กำกับกรีกคนนี้ จะว่าไปมันก็เหมือนการเอา Dogtooth มาขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้น จากสเกลครอบครัวไปสู่สเกลระดับสังคมและเปลี่ยนกฏใหม่จากการกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งเรากลับชอบเรื่องหลังมากกว่า มันแรงกว่าและส่งประเด็นการควบคุมได้รุนแรงกว่ามาก (ยังไม่เคยดู Alps)

อย่างไรก็ตาม ยังไงก็คงต้องชมเชยกับการสร้างโลกของความันพันธ์ขึ้นมาใหม่แบบในหนังที่แปลกใหม่และง่ายในการตั้งคำถามในเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องความรัก ความเหงา การเอาตัวรอด การควบคุมและความตายได้ด้วยรสชาติประหลาดๆแสนอภิรมณ์

นอกเหนือจากนั้นเราเฉยๆ เป็นหนังดีที่ไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่โดยเฉพาะประเด็นกลัวโสดอะไรนั่น

แต่ เลอา เซย์ดูซ์ ดีเลิศเลอมาก รักนาง

14/07/16 – The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008) – 5/5

ดูซ้ำ

ตามกระแส The Wailing เลยไล่ดูใหม่เลย จบเรื่องนี้ก็ต่อด้วย The Yellow Sea ที่ยังไม่เคยดู

ส่วนคุณงามความดีของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วมั๊ง

 

14/7/16 – Gun Woman (Kurando Mitsutake/ Japan/ 2014) – 3/5

ห่างหายจากหนัง gore ญี่ปุ่นไปนานเพราะไม่ค่อยได้เจอหนังที่โดนใจเลย มาได้เจอเรื่องนี้แหละที่พบว่า เออ สนุกดี

หนังมีทุกอย่างครบสำหรับหนังแนวนี้ โหด เลือดสาด โป๊ มนุษย์จิตๆและความเว่อร์วัง หญิงสาวที่ถูกจับมาเทรนด์เพื่อการแก้แค้นแบบ Leon มีความโม้เกี่ยวกับร่างกายและปืนเหมือนหนังการ์ตูนญีปุ่น แถมจบแบบตลบพล๊อตสองสามตลบให้พอรู้สึกว่ามีอะไร

ซีนขายของหนังก็คงเป็นซีนไคลแม็กซ์ที่นางเอกแอ็คชั่นต่อสู้แบบ full frontal ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด(ตามในโปสเตอร์) คือมาครบทุกองค์ประกอบในซีนเดียว

15/07/16 – สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954) – 5/5

 เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

17/07/16 – Chakravyuh (Prakash Jha/ India/ 2012) – 5/5

ก้มกราบตรีน ประกาช ฌา อีกรอบหลังจาก Satyagraha (2013) ที่ได้ดูไปก่อนหน้า คนอะไรทำหนังการเมืองได้หนักหน่วงเหลือเกิน แต่กลับสนุกฉิบหาย

ใน Satyagraha มันพูดถึงการต่อสู้แบบอหิงสา ส่วนใน Chakravyuh มันพูดถึงการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันต่อรัฐบาลที่อยุ่ภายใต้กลุ่มทุน กล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์กับทางการผ่านตัวละครเพื่อนรักที่คนหนึ่งเป็นตำรวจผู้รองรับนโยบายของทางการและอีกคนเป็นสายเข้าไปเจาะหาข้อมูลในฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่าและกำลังรวมมวลชน

ความสุดขีดของประกาช ฌา ที่เราพบทั้งในเรื่องนี้และใน Satyagraha คือการไม่นำพาคนดูไปสู่ฝั่งฝันของด้านใดด้านหนึ่งชัดเจนซึ่งมันดีมากในการก่อสร้างไดเลมม่าหนักๆให้แก่คนดู อย่างในเรื่องนี้มีการแยกส่วนของหนังอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือเรื่องของรัฐในการจัดการกับกลุ่มกบฏด้วยระบบระดับชั้นจากนายทุนสู่รัฐบาลลงไปสู่ตำรวจ ก่อนจะมีพีคสุดในครึ่งหลังที่เหมือนการกลับหน้าตีนเป็นหนังมือโดยการย้ายไปเล่าเรื่องของกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับรัฐด้วยเหตุผลของการโดนกดขี่ไร้ซึ่งความใส่ใจ พ่วงแถมด้วยการต่อสู้กับระบบของฝ่ายที่ตัวเองยึดถืออีกระนาบหนึ่ง ตัวละครเพื่อนรักมันจึงกลายไปเป็นตัวแทน เป็นพระเอกของแต่ละฝ่าย มันคือการต่อสู่กันด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกันโดยไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่สามารถบอกได้ว่าใครผิดหรือถูกกว่าใคร ระบบใดดีหรือเลวกว่าใคร มันสุดขีดมากๆ

หนังเรื่องต่อไปของ ประกาช ฌา ที่เราจะดูคือ Aarakshan (2011)

17/07/16 – The VVitch: A New-England Folktale (Robert Eggers/ US, UK, Canada, Brazil/ 2015) – 4/5

หนังมันควรจะดูในโรงอย่างเดียวเลยจริงๆ การดูในจอเล็กๆมันลดทอนความทรงพลังของภาพและเสียงของหนังไปเยอะมาก เสียใจที่พลาดการดูในโรง

หนังมันเล่นกับเรื่อง “ความไม่รู้” ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งในระนาบของเหล่าตัวละครเองและในระนาบของคนดูที่แม้จะเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถฟันธงใดๆได้อยู่ดี แล้วพอเราไม่รู้เราจึงเริ่มเกิดความกลัวขึ้น ผ่านเลยไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่หดหายไป แล้วมันก็เหมาะมากที่หนังจับเอาเรื่องศาสนามาเป็นตัวแปรของเรื่อง พอเราไม่รู้เราก็ลงคำตอบด้วยการแทนค่าทางศาสนาแบบมั่วๆเข้าไป แถมอีตัวศาสนาเองก็เต็มไปด้วยลำดับชั้นของคนอีก ท้ายที่สุดมันเลยฉิบหายวายป่วงกันไป วายป่วงด้วยการไม่รู้นี่คืออาการมืดบอดที่น่ากลัวจริงๆเพราะมันชี้นิ้วใส่คืนอื่นมั่วไปหมด

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่ตัวศาสนามันให้สิทธิ์พิเศษกับเพศชายมากกว่าเพศอื่นๆ การที่หนังมันจัดการให้เพศชายผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องคือผู้ล้มเหลวอย่างที่สุด แม้มีอำนาจอยู่เต็มก็จัดการแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี มันเลยเป็นตัวช่วยผลักประเด็นเรื่องการสร้างแม่มดและการครอบงำทางศาสนาไปได้จนสุดทาง

ตอนจบแอบคิดถึงหนังอย่าง Kill List (2011) และกับชื่อตัวละครพ่อ-แม่อย่างเคตและวิลเลี่ยมก็อดคิดเทียบๆกับปรินซ์อังกฤษในโลกจริงไม่ได้

19/07/16 – Office (Hong Won-Chan/ South Korea/ 2015) – 4/5

네 ออกเสียงว่า “เน” แปลว่า “ได้” หรือคำจำพวกรับการยินยอมต่างๆ จำพวก ค่ะ, ได้ค่ะ, รับทราบค่ะ, ยินดีค่ะ เป็นต้น

ตลอดการดูหนังเรื่องนี้เรารู้สึกร่วมกับอีคำๆนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยที่มันเป็นคำที่บ่งบอกสถานะของตัวละคร สถานะของมนุษย์กินเงินเดือนได้ดีจริงๆ เราจึงอินมากๆกับอีนางเอกที่มันแทบจะพูดคำนี้ตลอดเวลาในออฟฟิตก่อนจะจิตหลุดไปในช่วงท้าย

แม้วิธีการทริลเลอร์ของมันจะค่อนข้างน่าเบื่อ แต่การจับเอาเรื่องชีวิตของมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตมารองรับทริลเลอร์แม่งดีมากและทำให้กูกลัวฉิบหายเลย กลัวจริงกลัวจังแบบที่หนังผีก็ให้กูไม่ได้ ภาวะการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดโดยไม่สนใจใครของมนุษย์แม่งน่ากลัวจริงๆ

เราชอบเรื่องภาพหลอนแฮะ คือพอมองในมุมของคนที่เราต้องแข่งขันด้วย คนที่เราไปกดดันเขาเยอะๆ แล้วพอรู้ว่าเขาไปทำเรื่องบ้าๆอะไรขึ้นมาแล้วหายตัวไป เป็นกูๆก็หลอน หลอนที่ว่ามันจะมาทำอะไรกูหรือเปล่าว่ะ

ดูแล้วคิดถึงหนัง คิโยชิ คุโรซาว่า เพียงแต่เรื่องนี้มันคลายปมชัดเจน

เครดิต ผกก ใน imbd มีแค่กำกับหนังเรื่องนี้และเขียนบท The Chaser แค่นั้น ดูแล้วมีแววว่าคงเป็น ผกก ในทางของเราแน่นอน

เออ ชอบลุคนางเอกด้วย จะน่ารักก็ได้ จะน่ากลัวก็ถึง จะดูจิตๆก็สุด

23/07/16 – Zhou Yu’s Train (Sun Zhou/ China/ 2002) – 2/5

หนังมีจริตแบบหนังหว่องอันหมายถึงบรรดาองค์ประกอบของภาพ การสโลโมชั่น และกับการเล่าเรื่องด้วยว๊อยซ์โอเวอร์ ทั้งนี้มันก็ไม่ได้เป็นข้อดีอะไรเพราะหนังมันไม่ได้นำพาเราไปไหนเท่าไหร่ในเรื่องราวของสาวน้อยนักเพ้นต์กระเบื้องผู้ตกหลุมรักกับกวีหนุ่มจนต้องนั่งรถไฟข้ามจังหวัดหลายร้อยกิโลเพื่อไปหาสัปดาห์ละหลายๆครั้ง โดยมีสัตว์แพทย์หนุ่มอีกคนคอยตามจีบ

โควตของหนังคือ “ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันก็จะมีอยู่จริง แต่ถ้าหากเราไม่เชื่อแล้วไซร้ มันก็ไม่มีทางมีอยู่” ในที่นี่หมายถึง อืมมม ความรัก (เชิญอ๊วกค่ะ) คืออีนางเอกมันยังคงเดินทางไปหากวีหนุ่มทั้งๆที่รู้ว่ากวีหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้วและก็หักอกอีสัตวแพทย์ที่พบเจอกันประจำและรักอีนางเอกฉิบหาย กล่าวโดยสรุปคืออีนางเอกมันแรดเงียบแต่เสือกโง่ค่ะ หากได้ดูตอนใสๆก็คงอินแหละ แต่พอมาได้ดูตอนนี้เลยมีเพียงแต่ความโง่มอบให้เท่านั้น

ความดีงามอย่างเดียวของมันคือ กง ลี่ สวยยยยยยยย

23/07/16 – Cold War (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2012) – 4/5

 ดูซ้ำ ก่อนไปดูภาคสอง

รู้สึกว่าความจำของตัวเองนี่เริ่มแย่ๆลงๆเรื่อยๆ ความทรงจำถึงหนังบางเรื่อง ถึงข้อมูลหนังบางเรื่องนี่เราจำไม่ได้แล้วเหมือนอย่างเรื่องนี้ที่จำได้แค่ว่าใครเป็นคนสร้างปมทั้งหมดของเรื่องกับจำความเท่ห์ของเหลียงเจียฮุยได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เศร้าว่ะ T-T

การดูรอบสองก็พบว่ามันยังคงสนุกจริงๆ เดินเรื่องลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่ให้มีพักเหนื่อยกันเลย อวยฮ่องกงแบบให้ลอยกันไปข้าง ซึ่งรอบนี้ก็แอบพบว่า เออ บางปริศนามันก็แก้ง่ายเล่นง่ายไปหน่อยแฮะ ตอนดูรอบแรกไม่มีโอกาสได้คิดตามเพราะมันเดินเรื่องเร็ว

รอดูความเท่ห์ของพี่เหลียงเจียฮุยในภาคสองรัวๆ

24/07/16 – The Yellow Sea (Na Hong-jin/ South Korea/ 2010) – 3/5

ชอบ The Chaser (2008) หนังเรื่องก่อนของนาฮองจินมากกว่ามากๆที่มันอิ่มในทุกอณู ทั้งโหด ทั้งเศร้า ทั้งสนุก แต่เรื่องนี้มันกลับไปถึงจุดนั้นไม่ได้ แอบเสียดายทั้งๆที่อะไรหลายๆอย่างมันเอื้อมากเลย

เราชอบครึ่งแรกของหนังในช่วงที่ตัวเอกมันเข้ามาทำภารกิจในเกาหลีใต้ทั้งในเรื่องของคนนอกที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมาย การตามหาเมียที่เข้าเมืองมาทำงานอย่างผิดกฏหมายเช่นกันและกับการวางแผนทำภารกิจให้สำเร็จไปพร้อมๆกับภารกิจส่วนตัว ภาวะคนนอกกับภารกิจผิดกฏหมายมันตอกย้ำสถานะทางชนชั้นของตัวละครได้น่าอึดอัดมาก แต่หลังจากที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหนังมันก็เข้าสู่เรื่องการไล่ล่าอย่างเต็มรูปแบบพร้อมๆกับการโยนปริศนามากมายเข้าใส่ไป เราจึงได้เห็นความวินาสสันตะโรอย่างจัดเต็ม รถชนกันโครมครามเละเทะ โหดเลือดสาดทั้งขวานทั้งมีด กอปรกับปริศนาของเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น จนเราเริ่มงงเองว่าใครจ้างใครบ้างและทำเพื่อะไรกันว่ะ?

ผลคือการเฟตออกจากหนังไปเรื่อยๆ แม้หนังมันจะสร้างความเข้าใจในภาวะของตัวละครคงไว้ตลอด แต่พอมันทิ้งประเด็นเรื่องคนนอกหรือสถานะแห่งตนทิ้งไป พอหนังจบพลังมันเลยหายไปหมดเลยทั้งๆที่มันน่าสะเทือนใจมาก

โอเค ถึงเวลา The Wailing ละ เร็วๆนี้

26/07/16 – หย่าเพราะมีชู้ (มานพ อุดมเดช/ ไทย/ 1985) – 4/5

เพิ่งจะได้ดู หนังสนุกจริงอะไรจริง ดีใจที่เรามีหนังไทยอันว่าด้วยเรื่องราวการว่าความขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ด้วย เรื่องราวคร่าวๆคือการฟ้องร้องเรื่องผัวๆเมียๆระหว่างโจทย์ที่เป็นทหารระดับบริหาร (อภิชาติ หาลำเจียก) กับคุณครูสาวเลือดร้อน (สินจัย หงษ์ไทย) และการต่อสู้เฉือนคมระหว่างทนายทั้งสองฝ่าย (ชลประคัล จันทร์เรือง และ นาถยา แดงบุหงา)

ความน่าสนใจของมันนอกจากความสนุกในการว่าความหรือการเฉือดเฉือนคารมอันดุเดือนให้ได้ฟินกันแล้ว มันยังมีเรื่องบริบทของยุคสมัยที่น่าสนใจดี ยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่ สถานะความเป็นเมียที่ต่ำต้อยกว่าความเป็นผัวในสังคม การต่อสู้ในเรื่องมันเลยเป็นภาพตัวแทนการต่อสู้ของเพศหญิงเพื่อเรียกร้องสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมไปโดยปริยาย อยากรู้จังว่าคนสมัยนั้นดูหนังแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรหรือหนังสามารถสร้างปฏิกิริยาอย่างไรต่อสังคมในยุคนั้นบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มาก่อนการ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือบรรดาประโยคเด็ดๆที่ผุดพรายขึ้นให้ตบเข่าได้ตลอดเรื่อง อาทิ “ไอ้คนเอวหมาตัญหาไก่!” “คุณค่าของวรรณกรรม ถ้ามานั่งอธิบายให้กับคนไม่มีพื้นก็เหมือนกับปัสสาวะรดหัวเป็ด!!” รวมไปถึงการนิยามการทำ oral sex ที่สุดขีดมาก

ออ! ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทหารนี่ยังคงมองตัวเองเป็นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

27/07/16 – มหาสมุทรและสุสาน  (พิมพกา โตวีระ/ ไทย/ 2016) – 4/5

ดูจบยังแอบมึนๆงงๆ ด้วยความโง่ในบริบทของหนัง โง่ในเรื่องราวสามจังหวัดชายแดนใต้ เราจึงพบว่าเราไม่ฟิตอินกับหนังเลยแหะ เหมือนตัวละครต้อมในเรื่องที่ถูกจับพลัดจับพลูลงใต้ไปแบบไม่รู้อะไรจริงๆเลย รู้แต่พียงแค่เรื่องเล่าหรือภาพจากคลิปวีดีโอ จำพวกลูกคนจีนชนชั้นกลางในเมืองที่รู้แค่สิ่งที่สื่อกระแสหลักป้อนให้เห็นแค่นั้น

แต่ก็เพราะความไม่ฟิตอินนี่แหละคือประเด็นหลักของหนังที่เราจับได้ มันเลยกลายเป็นข้อดีไปในการมองหนังแบบผู้ไม่รู้ไปพร้อมๆกับตัวละครที่เหมือนจะรู้แต่จริงๆแล้วอาจไม่รู้ เหมือนจะมั่นใจแต่จริงๆอาจไม่เลยและแม้รูปกายภายนอกที่ดูจะใช่แต่ภายในใจกลับอาจไม่ใช่ ที่มันผุดพรายขึ้นมาตลอดเวลาจากความทรงจำ ภาพหลอนและแม้แต่การหลงทางของไลลา โดยมีซูกู๊ดเป็นด้านตรงกันข้ามที่ขัดแย้งเพื่อเบลอเลือนความจริงที่อาจเคยมีหรือไม่เคยมีอยู่จริง เป็นสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติศาสตร์แบบปัจเจคของแต่ละบุคคลในรุปแบบหนึ่ง

และก็ไม่ต่างจากพี่สุรินทร์ ทหารชาวอีสานในผืนดินทางใต้ของไทย ความเป็นคนนอก การถูกมองว่าเป็นความคุกคามหรือแม้แต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อในของคนนอกด้วยกันเองของตัวละครจากเมืองกรุง (ซีนที่ดีมากซีนหนึ่งในหนังคือซีนการขับรถตามมอเตอร์ไซร์ด้วยความหวาดระแวดด้วยกันทั้งคู่ก่อนที่ต่างคนต่างหยุดรถ) เรารู้สึกกับความไม่มีเสียงใดๆของพี่สุรินทร์มากๆ มนุษย์ตัวเล็กๆที่ถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ เป็นคนนอกแบบไม่เต็มใจ เป็นการไม่ฟิตอินในอีกรูปแบบหนึ่ง แถมยังถูกทอดทิ้งแบบไร้สิ้นเยื้อใยใดๆจากคนสถานะเดียวกัน(คนนอก)ด้วย ซีนเรือออกแล้วกล้องแพนให้เห็นพี่สุรินทร์เป็นซีนที่เราชอบที่สุดของหนัง

แล้วเมื่อทั้งสามมาถึงเกาะแห่งหมูบ้านอาคาฟก็ได้พบว่านี่คือสถานที่ๆไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แผ่นดินที่ไม่สามารถระบุว่าอยู่ในประเทศไหน ผู้คนที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง กอปรกับความเชื่ออันเฉพาะถึงความอิศระที่จะคิด ที่จะเชื่อ ที่จะเลือกหรือไม่เลือกสิ่งใดๆ เป็นยูโธเปียแสนสวยงามทั้งกับพื้นที่ สังคม วัฒนธรรม แต่มันคือยูโธเปียที่กำลังจะล่มสลายด้วยการล้มหายตายจากของเหล่าคนหนุ่มสาว การถูกคุกคามของความเชื่อ การบังคับและโยนฝากฝั่งให้แก่กันและกัน การมาถึงของคนทั้งสามก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น การนำความคิดความเชื่ออีกแบบเข้าไปโยนใส่ไว้นั้นแหละ ยิ่งการที่เหตุการณ์ในหนังมันอยู่ในแวดล้อมของช่วงเวลาการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯเมื่อปี 53 ช่วงเวลาที่ความเป็นกลางถูกทำให้ไม่มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่กำลังถูกทำให้หายไปจากการรับรู้ไม่ต่างไปจากหมู่บ้านนี้และผู้คนเหล่านี้

ซึ่งถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถฟิตอินกับที่แห่งนี้ได้อีกอยู่ดีนั้นแหละ กลายเป็นเพียงการหนีจากดีสโธเปียหนึ่ง เดินผ่านความไม่รู้ต่างๆนาๆเพื่อไปสู่ตามยูโธเปียหนึ่งก่อนมี่จะพบว่ามันไม่มีอยู่จริง

แล้วทุกอย่างก็วนซ้ำรอบอีกครั้งจากเด็กหนุ่มบนเกาะที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง…

ปล1. ชอบภาพของหนังมากๆ ภาพจากฟิล์มที่ให้ความรู้สึกแบบที่ดิจิตอลก็ทำไม่ได้ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เราชอบเกรนเม็ดๆของมันมากๆ

ปล2. น่าเสียดายอยู่ช่วงเดียวคือซีนโต๊ะอาหารที่หนังใช้ตัวละครเล่าทุกอย่างออกมาจนหมดจนสเน่ห์ในปริศนาของความไม่รู้มันหายไป

ปล3. หนังยังฉายอยู่อีกสัปดาห์ที่ CTW รอบ 19.20น. ไปดูกันเถอะ หนังถ่ายฟิล์มเรื่องสุดท้ายของไทย

สันติ-วีณา

สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954)

e0b8aae0b8b1e0b899e0b895e0b8b4e0b8a7e0b8b5e0b893e0b8b2-e0b982e0b89be0b8aae0b980e0b895e0b8ade0b8a3e0b98c

เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

5/5

 

Film I’ve seen in June 2016

01/06/16 – X-Men: Apocalypse (Bryan Singer/ US/ 2016) – 1/5

จากเครียดๆจากสองภาคก่อน ภาคนี้กลายเป็นหนังตลกไปเลย ขำหนักจริงๆ อีเหี้ย โคตรของโครตลิเก คือถ้าเมิงจะจับมือกันขึ้นเซิ้งกันไปเลยกูก็คงไม่แปลกใจ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะมันเติมตัวละครลิเกๆเข้ามาด้วยแหละแล้วก็เสือกเป็นลิเกที่รำไม่สวย แล้วกว่าจะหาลิเกครบคณะของทั้งฝ่ายเจ้าและฝ่ายมารกูนี่หนีหลุดออกไปแล้จ้า พระจงพระเจ้าอะไรนั้นช่างแม่งแล้ว เอาเลย เซิ้งตามที่พอใจกันเลยจ้า (การที่เอาลิเกมาอ้างอิงนี่เพื่อการเห็นภาพเฉยๆนะ ไม่ได้มีความคิดด้านลบใดๆ)

เอาจริงๆถึงหนังมันจะเลิกสู้กับมนุษย์ กับสังคม กับระบบการปกครองแล้วหันไปเล่นเรื่องพระผู้เป็นเจ้าแทน แกนหลักมันก็ยังคงเดิมคือการต่อสู้กับระบบโดยผู้มีอำนาจ แต่ในที่นี้มันดูเป็นเผด็จการมากกว่า ก่อนที่จะลงท้ายด้วยบทสรุปเดิมๆกับชัยชนะของด้านตรงข้ามที่หนึ่งในความสำเร็จนอกจากความสามารถส่วนตัวแล้วก็ยังมาจากการร๊อบบี้(อีริค)ด้วยอีกทาง

แต่ก็นั้นแหละ โดยรวมเราไม่ชอบหนังเลย มันทั้งน่าเบื่อ ขบขันอย่างเวทนา เห็นด้วยกับการที่หนังมันกัดตัวเองเลยว่าพวกหนังภาคต่อนั้นหนังภาคที่สามมักจะห่วย อันนี้ไม่รู้ซิงเกอร์ตั้งใจกัด The Last Stand หรือเปล่า แต่มันเวิร์คกับเรื่องนี้ไปล่ะสำหรับเรา

ซีนที่เราว่าตลกมากคือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอโปคาลิฟด้วยการแตะทีวี! และ การกลับใจอย่างง่ายดายของอีริค(ทั้งๆที่ลูกเมียมึงเพิ่งถูกฆ่า)ผู้มาปกป้องเพื่อนของเขาด้วยการโยนเหล็กแท่งมาขวางเป็นรูปตัว X…… โอ้ มายยยยย

ปล. ซีนจีน เกร พบกับ วูฟเวอร์รีน นี่ในหัวกูมีแต่ภาพมึง(เกือบ)เยกันในไตรภาคแรกอะ เหี้ยจริงๆกู

03/06/16 – If Cats Disappeared From the World (Akira Nagai/ Japan/ 2016) – 3.5/5

ไม่ใช่ทาสแมว ก่อนเข้าโรงก็ปรามาสไว้เยอะ กอปรกับตัวอย่างที่บิ๊วส์ซะจนเลี่ยน แต่พอได้ดูจริงๆก็พบว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

หนังมันว่าด้วยคนที่มันบอกว่ามันอยู่กับอดีตและปัจจุบัน ไม่เคยคิดถึงอนาคต แต่กลับกำลังจะต้องตายแบบกระทันหันและจำต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อการมีชีวิตยืดขึ้นอีกนิด จุดที่หนังเอามาเล่นก็คือเรื่องของความทรงจำของบรรดาสิ่งต่างๆที่กำลังจะถูกทำให้หายไป สิ่งต่างๆที่เชื่อมตัวเราเข้ากับคนอื่นๆ และอาจจะเป็นโชคดีของเราที่สามสิ่งแรกที่ถูกเลือกในหนังมันสะกิดต่อมความรู้สึกเราได้อย่างรุนแรงและถูกจุด นั้นคือการหายไปของโทรศัพท์, ภาพยนตร์และนาฬิกา ในนามของคนรักหนัง การได้พบอีมนุษย์ผู้ที่มันปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไม่เก่งแต่กลับได้พบรักกับใครซักคนผ่านภาพยนตร์นั้นมันคือแฟนตาซี แฟนตาซีที่เราถวิลหา  การคุยกันผ่านโทรศัพท์มากกว่าการคุยต่อหน้าทำให้เราคิดถึงรักแรก การได้พบเพื่อนที่คุยภาษาเดียวกัน หรือกับการเห็นความสั้นจู๋ของชีวิต การหายไปของสิ่งเหล่านี้มันเลยผูกติดกับตัวเราเองได้แบบแนบชิดเพราะมันนี้คือการหายไปของสิ่งที่เรารัก ถึงความสัมพันธ์ที่ยังระลึกถึง ถึงสิ่งรักที่เราเชื่อว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด ถึงช่วงที่ชีวิตที่กำลังกร่อนหายไป การบิวส์หนักของหนังในช่วงนี้มันเลยทำงานกับเราได้แบบเต็มอานุภาพ

แต่น่าเสียดายที่ในพาร์ตสุดท้าย (แมว) เรากลับเริ่มถอยห่างจากหนังออกมาที่พอหนังจบเรากลายเป็นไม่ชอบพาร์ตสุดท้ายนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน เหตุผลง่ายๆคือความเชื่อของหนังกับตัวเราเองมันต่างกันแบบหน้ามือหลังมือทั้งในเรื่องความตายและการคงอยู่ของโลกหากเราหายไป คือถ้าเป็นเราๆจะยอมตายไปเลยแต่แรกเพราะเราต้องการจดจำคนอื่นมากกว่าให้ใครมาจดจำเรา เราเลยรู้สึกขัดแย้งกับการกระทำของตัวละครในเรื่องช่วงท้ายที่มันพยายามจะทิ้งตัวตนของมันไว้กับคนอื่นตอนที่มันกำลังจะหายไป

สรุปสุดท้ายเลยกลายเป็นหนังที่เรามีส่วนที่ชอบมากๆและเกลียดมากๆในเรื่องเดียวกัน

ปล. น้ำตาไหลหนักมากในซีนความทรงจำของคนรักที่หายไป ซีนน้ำตกอีกวาซูและโดยเฉพาะซีนการหายไปของโรงหนัง ซีนนี้กลั้นไม่อยู่จริงๆ

ปลล. ในส่วนเรื่องจำพวกภาพยนตร์ที่มีในหนังนั้น เรารักไอเดียที่ว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งไม่มีสิ้นสุดตลอดชีวิตของเรา, ชอบการกระหายการดูหนังในโรงของซึทาญ่า, ชอบการพูดุถึงหนัง Limelight (1952) ที่เป็นหนังที่เรารักมากๆเรื่องหนึ่ง ชอบวลีของซึทาญ่ากับหนังเรื่องนี้ที่ว่า “โศกนาฏกรรมถ้ามองในระยะใกล้มันจะเป็นเรื่องเศร้า แต่มันจะกลายเป็นเรื่องตลกหากมองในระยะไกล”

05/06/16 – Edge of Tomorrow (Doug Liman/ US/ 2014) – 3/5

ไม่เคยอ่านมังงะมาก่อนแต่ก็เชื่อว่าน่าจะต่างกับหนังเรื่องนี้พอสมควรเพราะในหนังนี่แบบฮอลลีวู๊ดจ๋ามาก ตามสูตรสำเร็จแป๊ะๆแม้จะมีคอนเซ็ปที่น่าสนใจมาก ส่วนตัวไม่ค่อยสนใจตัวการวนลูปแบบ Groundhog Day เท่าไหร่ แต่ชอบคอนเซ็ปของเอเลี่ยนกับการรีเซ็ตเวลา การแย่งชิงความได้เปรียบกันไปมา ใช้ความได้เปรียบที่มีมาแข่งกันทั้งนิมิตหลอกหรือเครื่อง GPS อะไรนั้น แต่เสียดายที่ช่วงท้ายมันทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปหมดเลยเพื่อคลี่คลายและจบหนังในแบบที่ยี้ย้าเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าหนังไม่ดี เป็นหนังตามสูตรที่สนุกทีเดียว ดูได้เพลินๆ

อนึ่ง เอมิลี่ บลันท์ เลอเลิศมาก ให้ดูเธอยิงทอม ครูส ทิ้งเป็นร้อยรอบก็ยังได้ เท่สัดอะ

15/06/16 – Ruined Heart: Another Lovestory Between a Criminal & a Whore (Khavn de la Cruz/ Philippines, Germany/ 2014) – 5/5

สิ่งที่เราเศร้ามากๆคือการที่พลาดดูหนังเรื่องนี้ในโรงเมื่องานเวิร์ลฟิล์มปีที่แล้วทั้งๆที่จัดเวลาไว้แล้วแต่ดันเกิดเหตุมาขวางเสียก่อน เศร้าจริงๆ เศร้ามากๆ

ความที่มันมีเนื้อเรื่องเพียงบางๆ บางเสียจนบางทีมันขาดผึงไปเลยด้วยความจงใจของหนังที่จะไม่ใส่ใจและข้ามเส้นเรื่องบางเรื่องไปเลยโดยที่ก็ไม่ทำให้เราไม่รู้เรื่อง เจ๋งมาก มันเป็นเรื่องรักตามบทสร้อยของชื่อเรื่อง เจือความเศร้าและหวานลงไปจางๆ

แต่สิ่งที่สุดตรีนที่สุดของมันคือวิชวลและเพลงที่อัดมาเต็ม แค่ซีนแนะนำตัวละครกูก็กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีกแล้ว งานภาพของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ กลับมาทำงานเต็มประสิทธภาพอีกครั้ง งานเพลงก็เต็มไปด้วยความบ้าพลัง มิกซ์เพลงขึ้นใหม่เคล้าบทเพลงเฉพาะ เป็นความอ่อยอิ่งที่ผนวกรวมกับความโกลาหลได้เข้ากันมาก ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลที่เราเศร้ามากที่ไม่ได้ดูมันในโรง ในจอใหญ่ๆเสียงดีๆ

ผกก เป็นใครมาจากไหนเรายังไม่มีข้อมูล แต่จะจำชื่อไว้ ความรู้สึกเหมือนได้ดูงานของ Qaushiq Mukherjee ผกก อินเดียบ้าพลังครั้งแรกใน Gandu (2010) มันสดและมันส์มาก

19/06/16 – Shattered (Xu Tong/ China/ 2011) – 4/5

หลังจากตามไปดูชีวิตกระหรี่รัดทดใน Wheat Harvest ไปเจอหมอดูที่คำทำนายช่วยอะไรไม่ได้เลยใน Fortune Teller มาเรื่องนี้ผู้กำกับ ซู่ตง เดินทางไปกับแม่เล้าซ่องเถื่อนจากใน Fortune Teller กลับบ้านไปยังตอนเหนือของจีนเพื่อพบกับครอบครัวของเธอ ไปพบกับพ่อของเธอ ผู้เฒ่าถัง ชายสูงอายุความจำดีผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายและบรรดาเหล่าๆพี่ๆน้องๆญาติๆของเธอ แน่นอนอย่างที่รู้ว่าหนังสารคดีจีนมักไม่ธรรมดาและยิ่งหนังของซู่ตงด้วยแล้วมันมักห่างจากความธรรมดาอยู่เสมอ

หนังพาไปพบกับเรื่องเล่าของผู้เฒ่าถัง เรื่องราวในอดีตจากการบอกเล่าอันเผ็ดมันส์ของเขาเอง บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่การตายของแม่ เรื่องเล่าการพบคนตายที่หากโอบกอดอะไรก็ตามสิ่งนั้นจะตายตามไปด้วยของพ่อ การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทำงานในกรมการรถไฟก่อนถูกเด้งเพราะไม่ยอมไปทำงานเนื่องจากลูกที่กำลังป่วย การพบกับภรรยาแสนรักและช่วงชีวิตกับการเลี้ยงดูลูกๆถึง 6 คน โดยสิ่งเหล่านี้ตัดสลับกับช่วงชีวิตในปัจจุบันที่ลูกๆโตหมดแล้ว ลูกคนโตตาย อีกคนก็มีอารมณ์แปรปรวน อีกคนก็พบกับสามีที่ไม่เอาไหน ส่วนแม่เล้าของเราที่แม้จะได้รับการเห็นใจจากผู้เฒ่าถังเป็นพิเศษแต่เธอก็เป็นพวกซวยซ้ำซวยซ้อนที่ทำอะไรก็ล้มเหลวทุกที

องค์รวมทั้งหมดของหนังมันจึงกลายเป็นภาพของการดิ้นรนของคนชั้นล่างในแผ่นดินจีนที่ความเชื่อเรื่องการทำงานหนัก การเชื่อว่าดีของการมีลูกชายหรือการมีลูกเยอะนั้นเป็นสิ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การก้าวช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมันเป็นได้แค่เพียงการรำลึกถึงอดีตที่ปัจจุบันและอนาคตของคนรุ่นต่อไปแถบจะมืดหม่น

แม้โดยรวมจะไม่ถึงกับรุนแรงเหมือนกับ Fortune Teller แต่ก็ทำเอาอึ่งนิ่งไปได้เหมือนกัน

เรื่องต่อไปของซู่ตงที่ต้องดูคือ Cut Out the Eyes (2014) แต่ยังหาไม่ได้เลย T-T

Like A Rat, I Want To Be Beautiful

Like A Rat, I Want To Be Beautiful (Shogo Tanikawa/ BlueBox Studio/ 2016)

LIKE-A-RAT

รุ่นน้องที่รู้จักชักชวนไปดูและเนื่องด้วยห่างหายกับการดูละครเวทีมาเนิ่นนาน กอปรกับเวลาที่ลงตัวพอดีเลยได้ไปดู ผลอาจจะไม่ถึงกับชอบนัก แต่มันก็มีอะไรให้น่าพูดถึงและเชียร์ให้ไปดูกันได้อยุ่บ้าง

เรื่องราวสั้นๆของ Like A Rat, I Want To Be Beautiful กล่าวถึงกลุ่มคนแปลกอันประกอบไปด้วยโอตาคุผู้มีกันดั้มเป็นศาสดา, กระเทยวัยกลางคนกับความลับของเขา, หนุ่มญี่ปุ่นกับอาการฮิคิโคโมริมาแล้ว 77วัน, ชายผู้หน้าเปื่อนยิ้มตลอดเวลาและหญิงสาวปริศนา ณ โกดังหุ่นร้างแห่งหนึ่งที่มารวมตัวกันด้วยเหตุผลบางอย่างร่วมกัน มันคือละครที่พูดถึงชีวิต ความตายและความเป็นมนุษย์

ส่วนตัวเราชอบสององค์แรกของมันมาก ตั้งแต่การเล่าแบล็คกราวด์เหล่าตัวละครประกอบมุกรายทางให้ได้อมยิ้มประปรายไปจนถึงจุดเปลี่ยนของตัวเรื่อง(การตามหาไฟ) ที่ชอบเพราะมันทำให้เราเห็นถึงความอ่อนแอ่ของมนุษย์ที่แสนโง่เขลาและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์เมื่อมันได้มาอยู่ร่วมกันแล้วมันกลับมีพลังพิเศษอย่างหนึ่งที่กลับทำให้พวกเขาพ้นขึ้นจากขอบความคิดอันปัจเจก ได้ร่วมรับรู้และแชร์สิ่งร้ายดีส่วนตัวอันกลายเป็นสิ่งใหม่ของผู้อื่น เติมเต็มกันและกันเพื่อให้เห็นแง่งามของการดำรงอยู่ เราอาจเรียกมันว่าพลังของการเยียวยา ซึ่งตรงนี้เราว่าละครมันทำได้ดีโดยเฉพาะเรื่องของการเป็นคนชายขอบของสังคมหรือคนที่มันอยู่นอกเหนือการรับรู้และเข้าใจของผู้คนในสังคมหมู่มากที่มันต้องการพื้นที่แบบนี้มากๆ

เพียงแต่พอมันเข้าสู่องค์ที่สามแห่งการคลี่คลายประเด็นที่มันเลือกที่จะเดินเข้าสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มนุษย์สายดาร์คอย่างเราเลยเริ่มถอยห่างออกมา ทำไปทำมามันก็เพราะความคิดแบบปัจเจกนั้นแหละที่เราไม่ซื้อทางออกแบบนี้ มันมีเพียงโลกใบเล็กๆแบบในละครเท่านั้นแหละที่เข้าใจ ไม่ใช่กับโลกข้างนอก มนุษย์ที่มันบอกเองว่า “เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินคนอื่น” กลับกลายเป็นคนที่พยายามชักจูงให้คนอื่นตัดสินไปได้อย่างหน้าตาเฉย(แน่นอนมันฉาบไว้ด้วยหน้าของความหวังดี) สำหรับเราองค์สามมันเลยกลายเป็นภาพจำลองของความลวง การปลอบประโลมด้วยการสร้างมายาเพื่อความสบายใจระยะสั้น ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการโรแมนติกไซร์หนูบ้าน การเอาความคิดมนุษย์ไปใส่ไว้กับสัตว์ ซึ่งนี่แหละที่เราว่ามันเป็นปัญหาพื้นฐานของปัญหาทั้งหมดของเรื่องในละคร การคิดว่าเค้าควร/ไม่ควรทำอย่างโน้น เค้าควร/ไม่ควรคิดอย่างนี้ มันเป็นปัญหาจริงๆสำหรับเรา

อย่างไรก็ตามถึงเราจะไม่ได้ปลื้มละครเรื่องนี้มากนัก (ย้ำ! นี่คือความคิดของเราเอง) แต่สิ่งที่อยากแนะนำให้คนไปดูกันคือการแสดงของนักแสดงที่เทพจริงๆ ร่าวยาวกัน 2 ชม. ไม่มีพัก โดยเฉพาะตัวละคร กาก้า ผู้แทบขโมยละครทั้งเรื่องไปเลย (ออ! มีสาวส่งพิซซ่ามาขโมยซีนแบบน่าตบอยู่อีกคน)

ปล. ในละครมีเล่นเรื่องด้ายแดงด้วย เราไม่รู้ว่าเรื่องด้ายแดงที่มันผูกโยงผู้คนเข้าหากันมันมีที่มายังไง เดาว่าน่าจะมาจากญี่ปุ่นเพราะมันทำให้เราคิดไปถึงซีรีย์เรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นที่มันมีนัยยะนี้อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม

สำหรับใครที่สนใจอยากชม ละครเรื่องนี้จะมีแสดงอีก 2 อาทิตย์ ทุกวัน พฤ, ศ, ส, อา เวลา 19.30น. (เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.00 น.) ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่เพจของละคร https://www.facebook.com/events/1732643327012101/

 

3/5

 

 

 

Film I’ve seen in May 2016

01/05/16 – Still Walking (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2008) – 5/5

หลังจาก Our Little Sister ที่ได้ดูเมื่อปีก่อนและติดท๊อปอันดับหนึ่งประจำปีไป เลยสัญญากับตัวเองว่าจะหาหนังของโคริเอดะในช่วงหลังมาดูให้ครบเสียที (หลังงจาก Nobody knows โน่นเลย) พร้อมๆกับไปซ้ำหนังในช่วงแรกอีกครั้งถ้าทำได้ โดยขอเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้

ตายสนิท ร่างกายและต่อมน้ำตาพ่ายแพ้ราบคาบไม่มีชิ้นดี หนังงดงามละมุนละไมมาก มันเต็มไปด้วยวุฒิภาวะและไร้ซึ่งอาการฟูมฟายอันว่าด้วยเรื่องของการดำรงอยู่ของครอบครัว การดีลกับปัญหาปัจจุบันและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อการก้าวเดินต่อไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

และด้วยสิ่งที่เราได้รับจากหนังคือการที่มันบอกกับเราว่า ชีวิตมันโหดร้าย มันเจ็บปวด มันเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้า ไอ้การเล่าเรื่องอย่างนิ่งสงบแบบนี้ กระแทกความรุนแรงด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่สุดแบบนี้ มันจึงบรรลุอานุภาพขีดสุดที่กระทบใจเราอย่างรุนแรง

ดูจบแล้วไม่อยากแก่เลย อยากรีบๆตาย ชีวิตมันเศร้าเกินไปเพราะเราคงดีลกับอะไรแบบนั้นไม่ได้นาน

ปล. นอกจากโคริเอดะแล้ว ยังมีโอสุกับลุงโหวที่เราอยากดูหนังของพวกเขาให้ครบทุกเรื่องแบบจริงๆจังๆ รู้สึกว่าทั้งสามคนที่อะไรคล้ายๆกันที่เราถูกจริต

02/05/16 – Wings of Desire (Wim Wenders/ Germany, France/ 1987) – 4/5

เรารู้ละว่าเหตุใดที่การดูในรอบแรกตอนที่ฉายกลางแปลงเมื่อต้นปีแล้วเราไม่ค่อยปลื้ม คำตอบก็คือซับอังกฤษนั้นเอง ปัญหาไม่ใช่ที่ตัวซับ แต่คือที่ตัวกูเองตะหากไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ แล้วหนังมันก็ร่ายกวีเสียเยอะด้วย

ดูอีกรอบในแบบซับไทยก็พบว่าชอบมากทีเดียว ด้วยความที่เราไม่ได้มีความรู้ในบริบทของเยอรมันในยุคนั้นเท่าไหร่ ยุคที่แยกตะวันตกกับตะวันออก เราเลยไม่ค่อยซื้อหรืออินกับสิ่งที่ตัวละครหลักอย่างเทวดาเดเมี่ยนกระทำไปซักเท่าไหร่ การกระทำของการพยายามเรียนรู้และเข้าใจในด้านสว่างของมนุษย์ที่มันอาจคือการมอบด้านสว่างและความหวังให้กับสังคมในยุคนั้น (คิดเอาเองนะ) อันนี้ไม่ค่อยซื้อเท่าไหร่

แต่เราอินมากกับตัวเทวดา คาสเซล เทวดาผู้ผ่านโลกมาตั้งแต่ก่อกำเนิดพร้อมๆกับเดเมี่ยนแต่กลับได้เรียนรู้ด้านที่ดำมืดกว่า พบเจอความรุนแรงและความเจ็บปวดของมนุษย์มากกว่าจนไม่คิดที่จะกลายเป็นมนุษย์ เรียนรู้ความทุกข์จากชายแก่ผู้ตามหาสถานที่ในความทรงจำในอดีตก่อนสงคราม พบเจอความสิ้นหวังของชายหนุ่มผู้ที่กำลังจะฆ่าตัวตาย (ชอบซีนนี้มาก มันรุนแรงจริงๆ)

อย่างที่หลายๆบทกวีในหนังกล่าวขึ้นต้นไว้ว่า “เมื่อเด็กยังเป็นเด็ก….” มันจึงเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของผู้คน ว่าด้วยเรื่องของความหวังและความเจ็บปวดที่มนุษย์ยังคงต้องแบกรับไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

04/06/16 – Captain America: Civil War (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2016) – 3/5

– ก็เถิดเทิงดีตามมาตรฐาน อย่างที่เคยบอกว่าการดูหนังอีจักรวาลมาร์เวล(ของดิสนีย์)สำหรับเราคือการดูว่ามึงจะแถไปได้ถึงไหน ได้ซักกี่น้ำ ซึ่งเรื่องนี้ก็โอเค มึงผ่าน ไปต่อได้

– มึงเกลี่ยความเด่นของตัวละครตามความสำคัญของตัวเรื่องและจักรวาลของมึงได้ดี อันนี้ขอชม แต่ต่อไปถ้าเห็นว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ถ้ามึงไม่ฆ่าบางตัวละครทิ้งไปบ้างกูกลัวว่ามันจะกลายเป็นรกรุงรัง

– อีเรื่องความคิดเห็นต่างกัน ฮีโร่ในระบบดีหรือนอกระบบดีจนต้องมาตีกัน บลาๆๆๆ นี่ช่างแม่งเถอะค่ะ น่าเบื่อ

– นี่ดีกว่า ไปดูประเด็น เพื่อนกูรักมึงว่ะ ดีกว่า โอโห วายตัวเกร็ง มึงมองตากันนี่มีซับติงแน่นอน

– แบล็ค แพนเตอร์ เท่ห์เหี้ยๆ ชอบมาก ชอบการพูดมากๆ หล่อสัดๆ ส่วนฝ่ายหญิงกูยกให้คนนี้ว่ะ…ป้าเมย์ มาริสา โทเม….หุหุ

12/05/16 – Nobody’s Daughter Haewon (Hong Sang-Soo/ South Korea/ 2013) – 3.5/5

ว๊าย! จำผิดมาตลอดเลยว่าฮองซางซูคือคนทำ Christmas in August (ซึ่งจริงๆไม่ใช่ คนทำ Christmas in August คือเฮอจินโฮ) นี่เลยกลายเป็นว่ากูดูหนังฮองซางซูเรื่องแรกเลย อีเหี้ย น่าอายมาก

ซึ่งตอนดูก็ยังมั่นใจว่าใช่แน่ๆ เจ็บปวดพอๆกันเลย อีสาวที่มันเป็นชู้กับอาจารย์สอนหนัง แถมแม่หนีย้ายไปแคนนาดาและเพื่อนๆก็ไม่มีใครรัก มันใช่แน่ๆ จนการมาถึงของอภิมหาซูมแบบเเอ็กซ์ตรีม เข้าๆออกๆหมุนเลนส์ให้สุดกันไปข้าง จึงเริ่มเอะใจละ จนมาหาข้อมูลและฉลาดขึ้นมาในที่สุด

เป็นหนังชู้รักที่เรียลดี ไม่ฟูมฟาย ชอบเรื่องความลับของตัวละครที่มันเหมือนจะลับก็ไม่ลับ แล้วก็การเบลอเรื่องจริงเรื่องฝันที่บางมากๆ แถมไอ้เรื่องฝันมันยังทำให้ชีวิตตัวละครไม่สามารถหลุดไปไหนได้เลยด้วยนี่เจ็บจุง

pjsgheq9zwhj13/05/16 – Take Off To Pattaya (Tony Carney/ Hong Kong/ 2009) – 0.5/5

บางทีก็ไม่เข้าใจการเลือกหนังมาดูก่อนนอนของตัวเองเท่าไหร่ หรืออาจเพราะความเงี่ยนที่มันก็จบลงอย่างสิ้นสภาพให้กับหนังอะไรก็ไม่รู้เรื่องนี้ อารงอารมณ์เหือดหายไปหมด ดูจบแล้วง่วงมากทีเดียว

มันว่าด้วยกลุ่มสาวเอเชียสามคน แต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตส มาจากประเทศอะไรก็ไม่รู้เพราะพูดแต่ภาษาอังกฤษ เดินทางมาไทยเพื่อจะไปพัทยากัน มาลงที่สุวรรณภูมิแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าไปหาเช่ารถจีปในสุวรรณภูมิได้ที่ตรงไหน แถมจะไปพัทยาพวกคุณเธอๆกลับขับรถเข้ากรุงเทพเฉยเลย ผ่านสะพานปิ่นเกล้า ผ่านวัดพระแก้ว ผ่านสนามหลวง ผ่านๆๆๆๆๆๆ(ประกอบเพลง 1 เพลง) จนมาถึงพัทยา พักโรงแรมที่ฝรั่งหนุ่มคนนึงที่อีสาวนางหนึ่งในกลุ่มอยากกิน โดยเขียนบนกระดาษแล้วแกล้งทำตกให้อีสาวมันเก็บและเดินทางไป (!!) พอไปถึงก็เล่นน้ำกัน (ประกอบอีก 1 เพลง) เจอฝรั่งชวนไปเกาะเพื่อไปถ่ายรูปกัน (อีก 1 เพลงบนเกาะ กับอีก 1 เพลงบนเรือ) จนอีสาวนางหนึ่งหนีตามผู้ชายไปเที่ยวส่วนตัว อีกสองสาวเลยต้องออกไปตามหา เจอฝรั่งอีก 2 คนช่วยขับฮาเลย์ตามหา (อีก 1 เพลง) คืนแรกหาไม่เจอ คืนต่อมาเล่นน้ำสระประกอบเพลงอีก 1 เพลง ก่อนที่ทุกนางได้กินผู้ชายครบทั้งหมดก่อนหนังจบ แต่แล้วพวกเธอดันโกรธว่าทำไมอีฝรั่งทั้ง 3 คนถึงได้รู้จักกันวะทั้งๆที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย พวกเธอเลยแก้เผ็ดด้วยการเอาฟิล์มจากกล้องที่ถ่ายรูปนู๊ดพวกเธอบนเกาะส่งไปให้อีเมียของหนึ่งในฝรั่งดู

ว่าแต่งงไหมว่าพวกมึงส่งรูปไปบ้านเมียอีฝรั่งได้ยังไง?? ก็เพราะว่าอีกระดาษที่ฝรั่งหนุ่มมันเขียนที่พักในพัทยาให้อีสาวกลุ่มนี้อะ มันเสือกเขียนที่อยู่บ้านเมียมันลงไปด้วย พ่องงงงงงงง แถมกล้องที่มึงใช้ก็ DSLR นะ มึงไปเอาฟิล์มมาจากหน่ายยยยยย

อารมณ์เหมือนดูพวกแผ่นเบื้องหลังนิตยสารเพ็นเฮาร์ เพลล์ แม็กซิม อะไรประมาณนั้น ในแบบที่เสียสติมากกว่า

กูหลับสนิท ไม่มีฝันใดๆเลย

13179198_856640094447844_96012312052593830_n18/05/16 – Embrace Of The Serpent (Ciro Guerra/ Colombia, Venezuela, Argentina/ 2015) – 5/5

ก่อนดูได้อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนังอันว่าถึงยุคตื่นยางในอเมริกาใต้มาบ้าง คร่าวๆคือการเข้าไปของเหล่าประเทศอาณานิคมเพื่อส่งยางออกมาตามความต้องการตลาดที่สูงมากในยุคนั้น โดยการกะเกณฑ์คนพื้นถิ่นมาเป็นแรงงานทาสที่ถูกใช้งานอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งพอได้ดูหนังจริงเรากลับพบว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ว่าไปมันเป็นเพียงแค่พื้นหลังที่ปูไว้ให้กับเรื่องราวในหนังเท่านั้น เรื่องราวตรงหน้าที่เราได้เห็นมีเพียงแค่การเดินทางตามหาต้นไม้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ของคนขาวและคนป่าในสองห้วงเวลา มันไม่มีเรื่องเจ้าอาณานิคมหรือผู้ตกอยู่ใต้อาณานิคมชัดเจนและไม่มีผู้ร้ายที่ย่ำยีคนดีแบบชัดแจ้ง โดยอ้างอิงมาจากบันทึกของนักสำรวจอเมซอนในยุคนั้นสองนาย

สำหรับเราหนังเรื่องนี้มันว่าด้วยเรื่องของสิ่งธรรมดาสามัญ นั้นคือการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์….ง่ายๆแค่นั้น….แต่ในความ “ง่ายๆแค่นั้น” ที่ว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความลึกลับที่ไม่เพียงแต่การให้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่คือการไปสัมผัสกับจิตภายในของมนุษย์ในคราเดียวกัน

เราพบว่าหนังมันเต็มไปด้วยเรื่องของการเรียนรู้  คนป่าเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่า เรียนรู้ที่จะหลีกหนีหรืออยู่กับการคุกคามของคนขาว เรียนรู้สิ่งเลวร้ายที่เข้ามาหรือแม้แต่เรียนรู้สิ่งใหม่เทคโนยีใหม่ๆ เราเห็นคนขาวเข้ามาเรียนรู้บรรดาสิ่งต่างๆในผืนป่า เรียนรู้ประโยชน์ของยาง เรียนรู้ที่จะปกปิดเพื่อให้ชาวป่ายังเป็นชาวป่าหรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะหาสิ่งมาครอบงำพวกเขา ซึ่งหากกล่าวโดยเนื้อแท้แล้วเพราะการใฝ่รู้นั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ความรู้คือสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นสิ่งที่ห้ามหรือหลีกหนีไม่ได้และไม่มีที่สิ้นสุด

แล้วการเรียนรู้เหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่อะไร ในทางคนขาวมันนำไปสู่การคุมคามรุกล่าเพื่อเอายาง สู่การครอบงำความคิดในนามศาสนา ไปสู่ภูมิความรู้ทางพฤกษศาสตร์ของผืนป่า ทางดาราศาสตร์ด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า วิทยาศาสตร์แห่งดอกยากรูน่า แต่น่าเศร้าที่การเปลี่ยนแปลงในทางของชาวป่ามีเพียงแค่การปรับตัว ปรับตัวและปรับตัว ปรับเข้ากับคนขาว เข้ากับสิ่งต่างๆที่มากับคนขาว ปรับเพื่อการอยู่รอด หรืแม้แต่ปรับเพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งใหม่ จะด้วยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม จนนานวันเข้าก็ลืมเลือนสิ่งแรกเริ่มของตัวเอง ลืมองค์ความรู้เดิมของตนเองไปเสียแล้ว อาจด้วยกาลเวลาหรือการทับถมต่อยอดขององค์ความรู้ก็ตามที กระนั้นก็ตาม การพยายามตามหารากเหง้าของตัวเองก็เป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งอยู่ดี เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า “ความรู้” คือบ่อเกิดแห่งการเกิดขึ้นของอาณานิคม ต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายโดยมนุษย์บนโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังนำมาเสริมเพิ่มเติมจนทำให้หนังมันไปได้ไกลจริงๆสำหรับเราคือการที่มันพูดถึงเรื่องความฝัน ชาวป่าผู้ฝันเห็นนิมิตรกับคนขาวที่ไม่ฝัน ในระหว่างที่การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงต่างๆดำเนินสลับกันไปในสองช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังไม่ไปไหนเลยคือองค์ความรู้ปัจเจคอันลี้ลับที่อยู่ภายในของมนุษย์ มันเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนขาวแต่อาจเป็นเรื่องเดียวที่ชาวป่าเข้าถึงได้มากกว่า การปลีกวิเวกเดียวดายออกจากกลุ่มของการามากาเต้คือตัวแทนของการเรียนรู้ในรูปแบบนี้

จริงอยู่ที่งูเทพเจ้าพื้นถิ่นกลายเป็นอาหารอันโอชะของเสือดาวผู้เข้ามาพิทักษ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรงูก็ยังกินงูด้วยกันอยู่ดี แม้ไม่มีเสือดาว งูพื้นถิ่นก็ต้องปรับเปลี่ยนไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

20/05/16 – O.T. ผีโอเวอร์ไทม์ (อิสรา นาดี/ ไทย/ 2014) – 2/5

ตรงๆเลยคือเราเสียดายว่ะ เสียดายตัวดราม่า ตัวเส้นเรื่องและกับตัวเกมที่เกิดขึ้นในเรื่อง คือถ้ามันชัดเจนกว่านี้และไม่ไปบ้าบอกับการที่จะต้องหักมุม ไปหลอกตัวละครหรือหลอกคนดูอยู่ตลอดเวลาแบบนี้หนังมันคงไปได้ดีกว่าที่เป็น ยิ่งช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายนี่หลุดออกนอกวงโคจรไปเลย การพลิกเรื่องไปมาหลายๆรอบนี่นอกจากจะทำให้คนดูเซ็งแล้ว มันยังพาหนังลงไปสู่ความฉิบหายวอดวายด้วย ช่องโหว่กลวงๆผุดขึ้นมามากมาย

เราดูแล้วคิดถึงหนัง The Game ของฟินเชอร์ คือรู้สึกมากๆว่าน่าจะถูกเอามาใช้เป็น ref หลักของหนังเรื่องนี้ แต่ก็อย่างที่บอกแหละ พอมันเล่นเยอะเกินไปมาก มันเลยไม่ได้ถึงเสี้ยวหนึ่งของ The Game เลย

อนึ่ง ตัวเหี้ยไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจกันหรือถึงต้องทำกันแบบนี้ เสียใจๆ เหี้ยน้อยเกิดมาก็ผิดแล้ว

21/05/16 – Chappie (Neill Blomkamp/ US, Mexico/ 2015) – 3.5/5

ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องการใส่ความนึกคิดเข้าไปในจักกลของหนังเท่าไหร่ พวกเรื่องการกำเนิดและความรักในรูปแบบของโพสต์ฮิวแมนอะไรแบบนี้ (Ex-Machina ทำได้ดีกว่ามาก) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกลียดหนังนัก คือมันก็สนุกดี จังหวะดี บิวส์ตรงจุดและแชปบี้ก็ทำให้หลงรักได้ไม่ยาก

และก็เหมือนหนังเรื่องก่อนของบรูมแคมป์ที่มักให้ภาพของคนกลุ่มน้อยที่มักถูกกระทำ ในที่นี้คือเหล่าผู้คนในโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ประเทศที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ผู้คนผู้โหดร้ายที่ต้องใช้วิธีการจัดการและเครื่องมือจากมหาอำนาจอย่างอเมริกา ส่วนคนสร้างแชปบี้ก็เป็นอินเดียน-อเมริกันที่ถูกนายทหารอเมริกันคอยแทงอยู่ตลอดเวลา ไอ้ตัวแชปบี้เลยกลายเป็นภาพแทนของคนกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย(แหง่แหละ) จะว่ากันตามจริงหนังมันก็โลกสวยเหลือเกินกับการให้ความนึกคิดของอีแชปบี้ออกมาเบอร์นี้ มันสวยจนออกไปทางเลี๊ยนเลี่ยน

อย่างไรก็ดี ส่วนที่เราชอบมากๆคือเรื่องการย้ายจิตไปสู่ร่างใหม่ในช่วงท้ายที่มาย้ำประเด็นโพสต์ฮิวแมนที่เล่นมาตลอดทั้งเรื่อง(หุ่นยนต์จะสามารถเทียบคุณค่ากับมนุษย์ได้หรือไม่) แล้วอีการย้ายนี้ก็เหมือนเป็นการปลอบเหล่าคนชั้นล่างแบบกลายๆเหมือนกัน

ปล. ยังไม่ได้ดู  Automata เลย

22/05/16 – Byzantium (Neil Jordan/ UK,US, Ireland/ 2012) – 5/5

ใครก็ได้เแตะอีหนังชุดทไวไลท์ลงถังขี้ไปที หนังแวมไพร์มันต้องแบบนี้ซิโว้ย!!!!

เห็นมิตรสหายแซ่ซ้องสรรเสริญมาเนินนาน แต่ก็อดเซอร์ไพร์สไม่ได้อยุ่ดีว่ามันจะออกมาเบอร์นี้ ดีงามหมดจดมาก มันว่าด้วยเรื่องแม่-ลูกแวมไพร์ผู้ผ่านโลกมาแล้วกกว่าสองร้อยปี เจอเรื่องเหี้ยห่ามามากมายอันทำให้ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา กอปรกับความรำเค็ญของความเป็นอมตะและความลับที่ไม่อาจเปิดเผย

สองสิ่งที่เราชอบมากคือการเล่าเรื่องของมันที่มุ่งเจาะลงไปที่ตัวแวมไพร์โดยวิธีที่เป็นจริงที่สุด เรียลที่สุดบนพื้นคำถามถึงราคาที่จำต้องจ่ายสำหรับการเป็นอมตะ แถมเป็นแวมไพร์แฟมินิสต์ด้วย เลิศเลอมาก

อีกส่วนคือพฤติกรรมของตัวละคร อีเลนอ (โรแนน) กับการเขียนเรื่องราวของเธอเองแล้วก็ฉีกมันทิ้งไปตลอดเวลา อันนี้โดนมาก อาการของการมีเรื่องที่ไม่อยากจดจำแต่ก็ไม่อาจลืมเลือนไปได้ มันเจ็บปวด แล้วพอคิดว่าจะสามารถเปิดใจกับผู้คนได้ก็เสือกโดนหักหลังอีก ส่วนสิ่งที่จะแก้ไขอะไรได้ก็คือ เวลา อันเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใดๆ(สำหรับเธอ) โอยยย ตายๆๆๆๆๆ

ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบตอนจบของหนังเลย แต่พอนั่งคิดถึงมันบ่อยๆกลับรู้สึกว่า เออ จบแบบนี้แม่งโหดร้ายกว่าอีกนี่หว่า

อาเธอร์ตันกับโรแนน ดีงามสุดๆๆๆๆๆๆ

25/05/15 – The Angry Birds Movie (Clay Kaytis, Fergal Reilly/ US, Finland/ 2016) – 1/5

หนังไม่เหมาะกับเราเลย ไม่เหมาะเลยจริงๆ จะบอกว่าเป็นอนิเมชั่นที่ทำให้เด็กดูโดยเฉพาะก็ระคายปากเหลือเกินกับการที่ต้องให้เด็กๆมาพบกับอะไรที่โลกสวยแบบประหลาดๆแบบนี้ ยังไม่ต้องนับไปถึงการการเปรียบเทียบกับอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆที่ผู้ใหญ่ดูจะเข้าถึงได้พร้อมๆกับเด็กๆมากกว่ามากๆ

อย่างที่รู้ว่าหนังมันทำมาจากเกมยิงนกฆ่าหมู ด้วยการเติมเรื่องที่เป็นเหตุของเกมเข้าไปอันว่าด้วยหมูเข้ามาขโมยไข่เพื่อให้เกิดผลขึ้นมาตามเกม เส้นเรื่องที่ใส่เข้ามาก็ง่ายซื่อซะเหลือเกิน ความตลกที่เกิดก็มาจากแค่คาแรคเตอร์ตัวละคร (อันนี้เราคิดถึงโนบิตะ ซูเนโอะกับไจแอนด์แฮะ ไม่รู้ทำไม) ยิ่งดูไปก็อยากให้อีเกาะนกแม่งล่มสลายไปเร็วๆ ที่ตลกคือแม่งใช้การแก้ปัญหาด้วยความโกรธเว้ย ห่า กูละงงจริงๆ บทจะสวยก็สวยโง่ๆแล้วพอจะดาร์คก็เล่นหลุดโลกไปเลย

จริงๆตอนดูมีคิดไปถึงเรื่องโคโลเนียลอะไรพวกนั้นด้วยกันตัวเองจะเบื่อไปมากกว่ากว่านี้ แต่ก็ไม่ได้นำพาอะไร

ออ! เกลียดอีนกอินทรีย์สัดๆ เกลียดมาก เกลียดการพูดหล่อๆของแม่งและการได้ดิบได้ดีแบบใช้แรงน้อยๆ เกลียดๆๆๆๆๆๆ

27/05/16 – San Andreas (Brad Peyton/ US/ 2015) – 1/5

แผ่นดินสะเทือนหรือจะสู้นมน้องหนูอเล็กซานดร้า แดดดาริโอ้!!!

แล้วหนังมีอะไรอีกหว่าาาา…..ออ….ไม่มีแล้ว

ออ มีๆ อยากจะบอกว่าจะรอดู Baywatch บนจอใหญ่ๆแน่นอน นี่นับวันรอเลยล่ะ

 

 

29/05/16 – I Lived, But…(Kazuo Inoue/ Japan/ 1983) – 4/5

สารคดีที่ติดมากับแแผ่น Tokyo Story อันว่าด้วยชีวิตของยาซุจิโร่ โอสุ ที่เล่าตั้งแต่เกิดยันเสียชีวิต (โอสุเกิดและตายในวันเดียวกัน คือ 12 ธ.ค. 1903 – 12 ธ.ค. 1963) เล่าถึงชีวิต การทำงาน ตลอดจนวิธีการทำหนังผ่านหนังทั้งหมด 54 เรื่องและเหล่าบุคคลทั้งหลายที่เคยร่วมงานกับเขาซึ่งก็ทำให้เราพบว่าหนังหลายๆเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาช่วงชีวิตของเขาเองนั้นแหละ เหล่าบรรดาหนังที่เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ผัว เมีย ลูกหลาน การแต่งงาน การตายจากอะไรทั้งหลายเหล่านั้น อันนึงที่โดนมาคือเขาจำลองเหตุการณ์การตายของพ่อเขาลงไปในหนังเลย

อีกส่วนที่เราได้เห็นคือความเฮี๊ยบและเนี๊ยบมากของโอสุผ่านการเล่าเรื่องราวของบรรดาคนที่เคยร่วมงานกับเขา เนี๊ยบทั้งภาพทั้งการแสดง องค์ประกอบภาพที่เนี๊ยบระดับเซ็นติเมตรหรือกับการแสดงที่นักแสดงบางคนต้องแสดงมากกว่าสามสิบเทคเเพียงพื่อจับจังหวะการมองหรือการเคลื่อนไหวเล็กๆของนักแสดงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เราผ่านงานของโอสุมาแค่สามเรื่อง (Good Morning, 1959 / Late Spring, 1949 / Tokyo Story, 1953) น้อยนิดมากเหลือเกิน หวังว่าจะได้ดูงานของเขามากขึ้น (คาดว่าหนังเรื่องต่อไปคือ Early Summer, 1951 เพื่อจบไตรภาคของโนริโกะของเซ็ตซึโกะ ฮาร่า)

ปล. โน๊ตสุสานโอสุไว้ในโอกาสที่ได้ไปญี่ปุ่น อยากไปเยือนจริงๆ

Embrace Of The Serpent: เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง

Embrace Of The Serpent (Ciro Guerra/ Colombia, Venezuela, Argentina/ 2015)

13179198_856640094447844_96012312052593830_n

ก่อนดูได้อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนังอันว่าถึงยุคตื่นยางในอเมริกาใต้มาบ้าง คร่าวๆคือการเข้าไปของเหล่าประเทศอาณานิคมเพื่อส่งยางออกมาตามความต้องการตลาดที่สูงมากในยุคนั้น โดยการกะเกณฑ์คนพื้นถิ่นมาเป็นแรงงานทาสที่ถูกใช้งานอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งพอได้ดูหนังจริงเรากลับพบว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ว่าไปมันเป็นเพียงแค่พื้นหลังที่ปูไว้ให้กับเรื่องราวในหนังเท่านั้น เรื่องราวตรงหน้าที่เราได้เห็นมีเพียงแค่การเดินทางตามหาต้นไม้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ของคนขาวและคนป่าในสองห้วงเวลา มันไม่มีเรื่องเจ้าอาณานิคมหรือผู้ตกอยู่ใต้อาณานิคมชัดเจนและไม่มีผู้ร้ายที่ย่ำยีคนดีแบบชัดแจ้ง โดยอ้างอิงมาจากบันทึกของนักสำรวจอเมซอนในยุคนั้นสองนาย

สำหรับเราหนังเรื่องนี้มันว่าด้วยเรื่องของสิ่งธรรมดาสามัญ นั้นคือการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์….ง่ายๆแค่นั้น….แต่ในความ “ง่ายๆแค่นั้น” ที่ว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความลึกลับที่ไม่เพียงแต่การให้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่คือการไปสัมผัสกับจิตภายในของมนุษย์ในคราเดียวกัน

เราพบว่าหนังมันเต็มไปด้วยเรื่องของการเรียนรู้  คนป่าเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่า เรียนรู้ที่จะหลีกหนีหรืออยู่กับการคุกคามของคนขาว เรียนรู้สิ่งเลวร้ายที่เข้ามาหรือแม้แต่เรียนรู้สิ่งใหม่เทคโนยีใหม่ๆ เราเห็นคนขาวเข้ามาเรียนรู้บรรดาสิ่งต่างๆในผืนป่า เรียนรู้ประโยชน์ของยาง เรียนรู้ที่จะปกปิดเพื่อให้ชาวป่ายังเป็นชาวป่าหรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะหาสิ่งมาครอบงำพวกเขา ซึ่งหากกล่าวโดยเนื้อแท้แล้วเพราะการใฝ่รู้นั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ความรู้คือสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นสิ่งที่ห้ามหรือหลีกหนีไม่ได้และไม่มีที่สิ้นสุด

แล้วการเรียนรู้เหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่อะไร ในทางคนขาวมันนำไปสู่การคุมคามรุกล่าเพื่อเอายาง สู่การครอบงำความคิดในนามศาสนา ไปสู่ภูมิความรู้ทางพฤกษศาสตร์ของผืนป่า ทางดาราศาสตร์ด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า วิทยาศาสตร์แห่งดอกยากรูน่า แต่น่าเศร้าที่การเปลี่ยนแปลงในทางของชาวป่ามีเพียงแค่การปรับตัว ปรับตัวและปรับตัว ปรับเข้ากับคนขาว เข้ากับสิ่งต่างๆที่มากับคนขาว ปรับเพื่อการอยู่รอด หรืแม้แต่ปรับเพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งใหม่ จะด้วยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม จนนานวันเข้าก็ลืมเลือนสิ่งแรกเริ่มของตัวเอง ลืมองค์ความรู้เดิมของตนเองไปเสียแล้ว อาจด้วยกาลเวลาหรือการทับถมต่อยอดขององค์ความรู้ก็ตามที กระนั้นก็ตาม การพยายามตามหารากเหง้าของตัวเองก็เป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งอยู่ดี เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า “ความรู้” คือบ่อเกิดแห่งการเกิดขึ้นของอาณานิคม ต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายโดยมนุษย์บนโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังนำมาเสริมเพิ่มเติมจนทำให้หนังมันไปได้ไกลจริงๆสำหรับเราคือการที่มันพูดถึงเรื่องความฝัน ชาวป่าผู้ฝันเห็นนิมิตรกับคนขาวที่ไม่ฝัน ในระหว่างที่การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงต่างๆดำเนินสลับกันไปในสองช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังไม่ไปไหนเลยคือองค์ความรู้ปัจเจคอันลี้ลับที่อยู่ภายในของมนุษย์ มันเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนขาวแต่อาจเป็นเรื่องเดียวที่ชาวป่าเข้าถึงได้มากกว่า การปลีกวิเวกเดียวดายออกจากกลุ่มของการามากาเต้คือตัวแทนของการเรียนรู้ในรูปแบบนี้

จริงอยู่ที่งูเทพเจ้าพื้นถิ่นกลายเป็นอาหารอันโอชะของเสือดาวผู้เข้ามาพิทักษ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรงูก็ยังกินงูด้วยกันอยู่ดี แม้ไม่มีเสือดาว งูพื้นถิ่นก็ต้องปรับเปลี่ยนไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

5/5