FILM I’VE SEEN IN JULY 2018

02/07/18 – Lost in Blue (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน, ปภาวี จิณสิทธิ์/ ไทย/ 2016):

ฝน (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์) – 5/5 : เล่นเอาใจสั่นหวั่นไหว หนังนิ่ง เรียบง่าย แต่สั่นทะเทือนรุนแรง ประสบการณ์ความรักของเด็กมอต้น ชอบมากกกกกก นักแสดงดีงามมากด้วย รักมากๆ ขอตัดเอาไปติดท๊อปหนังสั้นของปีนี้เลย

วันนั้นของเดือน (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เคยดูแล้ว ความดีงามทุกประการยังคงอยู่ ชอบเหมือนเดิม

Glowstick (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4/5: ถือว่าเป็นหนังปิดท้ายที่ดี ช่วงเวลาสั้นๆแต่น่าจดจำ หากแต่เพียงมันไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงมากเท่ากับสองเรื่องก่อน แม้เราจะได้ความอบอุ่นมาเต็มก็ตาม

11/07/18 – Unbreakable (M. Night Shyamalan/ US/ 2000) – 3/5

ใช่ เพิ่งจะได้ดู แล้วก็กะว่าจะดู Split ต่อ เหตุเพราะเตรียมตัวรอดู Glass

ชอบไอเดียตั้งต้นของมันที่ว่าถึงจุดแรกเริ่มของการเป็นฮีโร่ การค้นหาฮีโร่ ความเป็นด้านตรงข้ามระหว่างกัน โดยอิงแนบกับหนังสือการ์ตูน รู้สึกว่ามันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบใหม่ที่ให้รสชาติต่างออกไป (และแน่นอน มันมาก่อนกาลมากจริงๆ)

จะเสียดายอยู่หน่อยก็ตรงวิธีการเล่าที่มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้คนดูคิดเล่นๆระหว่างทางเลย เป็นเพียงแค่การตามเรื่องค่อยๆคลี่คลายไปอย่างเดียว แถมบางเรื่องก็ลำไยจิงๆ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือเทคนิคกลุ่มโปรดักซ์ชั่น ทั้งการถ่ายและการใช้สีในการสื่อสาร มันชัดแหละแต่มันก็สื่อสารได้ง่ายและตรงจุด

11/07/18 – Sicario: Day of the Soldado (Stefano Sollima/ US/ Italy/ 2018) – 4.5/5

ชอบมาก ถึงกับกลับไปดูภาคแรกอีกรอบ ซึ่งผลก็คือยิ่งชอบภาคนี้เข้าไปอีก สำหรับเรา การเปรียบเทียบระหว่างภาคนี้กับภาคแรกนั้นเป็นอะไรที่ไม่ค่อยแฟร์เท่าใดนัก เราเห็นว่ามันพูดกันคนละเรื่อง ผู้กำกับก็คนละคน การจะให้มันเหมือนหรือคล้ายๆกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ และถ้าได้ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเอาการ

ภาคแรกมันพูดถึงความดี กฏหมาย ศีลธรรม ที่มันไม่ฟังก์ชั่นอีกแล้วผ่านตัวละครนางเอกผู้ที่สุดท้ายก็โดนด้านตรงข้ามทำลายลงราบคาบ ภาคนี้มันพูดในด้านที่ย้อยกลับกัน กล่าวคือมันอยู่ในโลกอันไร้ศีลธรรม ไร้กฏหมาย ไร้ซึ่งความดี แล้วเราจะยังมีแสงสว่างทางศีลธรรมหลงเหลืออยู่ได้บ้างไหม?

หมายรวมถึงการกลับด้านของเรื่องปัญหาชายแดน จากภาคแรกที่นางเอกเป็นตำรวจที่ดูแลเรื่องคนเข้าเรื่องผิดกฏหมายแต่กลับต้องไปมีส่วนร่วมกับการค้ายา แต่ภาคนี้กลับบอกกับเราว่าการค้ายามันจะเวิร์กมากกว่าถ้าเราช่วยให้ผู้ก่อการร้ายข้ามแดนเข้าสหรัฐได้ (เพราะราคายาจะพุ่งกระฉูดเมื่อการข้ามชายแดนเข้มข้นมากขึ้น) เส้นเรื่องรองก็พูดกันคนละด้าน (ตำรวจเดินยาในภาคแรก กับเด็กพาคนข้ามแดนในภาคนี้)

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจับต้องและรู้สึกที่สุดในภาคนี้คือการตอบคำถามของตัวเองว่า การที่เรามักพร่ำบอกว่าตัวเราชอบหนังที่มันไร้ศีลธรรมมากๆนั้น มันจริงแค่ไหนกัน? แล้วก็พบคำตอบจากในหนังว่า ไม่ ไม่ใช่เลย เราไม่อาจสามารถรับหนังที่มันไร้ศีลธรรมแบบสุดโต่งได้หรอก ตลอดทั้งเรื่องเราอึดอัดกับการไม่รู้สึกรู้สา หมายรวมไปถึงการไม่มีความรู้สึกใดๆต่อการกระทำอันไร้ศีลธรรมของตัวละคร ความสกปรกของตัวละครที่มันกระเด็นมาติดในสมองเรานั้น เราก็อยากจะชะล้างมันออกไป ดังนั้นการได้พบเจอศีลธรรมเล็กๆที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายคือสิ่งที่ช่วยเราไว้ได้มาก

ไม่รู้ว่าหนังจะมีภาคสามไหม แต่เชื่อว่าถ้ามีมันจะน่าดูแบบสัดๆ เพราะมันน่าจะเล่าเรื่องในมุมของอเลฮานโดร ตัวละครของเดลโทโร่ ที่เก็บงำอะไรมากมายมาตลอดทั้งสองภาค

13/07/18 – Split (M. Night Shyamalan/ US/ 2016) – 3.5/5

“คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รู้สึกโชคดีที่ได้ดูต่อจาก Unbreakable เลย ปอกรกับมารู้ภาคหลังด้วยว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกัน (ก่อนจะไปจบที่ Glass ในปีนี้)

ส่วนที่ชอบในทั้งสองเรื่องก็คือการพยายามหาทางในการเล่าเรื่องของฮีโร่/ตัวร้ายในแนวทางใหม่ๆ (Unbreakable นี่ต้องบอกว่าใหม่มากในยุคที่หนังฮีโร่ยังไม่บูมขนาดนี้) แม้จะมีอะไรน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ไอเดียโดยรวมเราว่ามันน่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งคือการกำเนิดฮีโร่ อีกเรื่องคือการก่อเกิดตัวร้าย แล้วก็คงเอามาต่อกรกันในอีกเรื่องหนึ่งในอนาคต (ที่หวังว่ามันจะยังคงเป็นแนวทางใหม่ๆอยู่)

เอาจริงๆก็รู้สึกเหมือนดู Unbreakable แหละที่ว่ามันคือการตามดูเรื่องค่อยๆคลี่คลายโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เรายกให้เรื่องนี้สูงขึ้นหน่อยตรงประเด็นที่จั่วหัวไว้ว่า “คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รัก Anya Taylor-Joy จังเลย หน้าเก๋ เหมาะกับหนังสยองขวัญจริงๆ (หนึ่งในสิ่งที่ลุ้นที่สุดคือเมื่อไหร่ตัวละครของแม็คอะวอยจะขอเสื้อชิ้นสุดท้ายของนางซักที 555)

13/07/18 – Wreck-It Ralph (Rich Moore/ US/ 2012) – 3.5/5

รักได้ไม่ยาก เข้าทางเสียขนาดนั้น เกมอาเขตเอย ยุคสมัยเอย ตัวละครต่างๆในเกมที่คุ้นเคยเอย

น่ารักดี และก็จะรอดูภาคต่อ

 

 

14/07/18 – Net I Die สวยตายล่ะมึง (ปรีดี วีระธรรม, ณัฐชัย จิระอานนท์/ ไทย/ 2017) – 1/5

เสียดายเวลาฉิบหายเลยมึง

นอกจากจะรำคาญการคัดเอาซีนผีหลอกประกอบเสียงหนวกหูๆมาต่อๆกันแล้ว ตรรกะของเรื่องก็โง่อย่างเหลือเชื่อ จริงๆเราชอบไอเดียเรื่องสยองขวัญในวงการไอดอลรีวิวสินค้านะ ใหม่ดี แต่นี่มันนอกจากไม่ใหม่แล้วยังเละเทะมาก

เออ สนใจตัวละครอยู่ตัว คือน้องที่ตาบอด เธอเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ตาบอดเพราะอะไรก็ไม่รู้ ใช้สมาร์ตโฟนได้ แถมนมใหญ่เหมือนทำมา ที่สนใจไม่ใช่อะไร คือไม่เข้าใจว่าจะใส่ไอดอลคนตาเข้ามาทำไม หรือมันมีมูลจากเรื่องจริง???

16/07/18 – ภาคสอง: Part Two (เฉลิมชนม์ เนติพัฒน์/ ไทย/ 2015) – 4/5

มีหนังมากมายที่พูดถึงช่วงชีวิตสุดท้ายในช่วงมัธยมปลายก่อนที่จะต้องก้าวเท้าเข้ามหาลัย ช่วงชีวิตแห่งความสับสนในการหาทางเดินของตัวเอง ความฝันและมิตรภาพ

แล้วก็มีหนังมากมายที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้แบบน่าเบื่อซ้ำซาก หากมองในประเด็น เราว่าหนังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นวงวันเหล่านั้น มันไม่ได้มีอะไรใหม่ มันพูดเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆนั้นแหละ

แต่ในอีกทางเราก็พบว่า หนังมันไม่ได้มีดีที่ประเด็นเหล่านั้นเลย

ความยาวกว่า 70 นาทีของหนังคือสิ่งแรกที่เราค้นพบว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เพราะความดีงามของมันนั้นคืออาการเอ้อระเหยลองชายไปเรื่อยๆของกลุ่มเพื่อน เวลาที่มากขึ้นทำให้เราได้เข้าไปร่วมวงสนทนาและตามติดชีวิตตัวละครได้อย่างสมยอม ซึ่งการแสดงธรรมชาติเหลือเกินของ 4 นักแสดงนี่่ช่วยให้เราเข้าไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

และส่วนนั้นแหละ ที่ทำให้เราคิดถึงช่วงชีวิตและการตัดสินใจเดินทางของตัวเอง ในช่วงเวลเดียวกับตัวละคร ซึ่งทำให้ตอบจบของหนังมันน่าจดจำ เพราะเราสามารถนำห้วงเวลาของเราเองไปเติมต่อจากนั้นได้ ที่ซึ่งมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ

16/07/18 – Casa Amor: Exclusive for Ladies (Jung Bum-Shik/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

เลือกดูเพราะชอบนางเอก Cho Yeo-jeong จากเรื่อง The Concubine ผู้รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญการตลาดในบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ แต่ดันจับพลับจับพลูต้องกลายมาเป็นคนขายเซ็กซ์ทอยที่มีคลาร่าเป็นเจ้าของที่กำลังจะเจ๊ง

เป็น Sex Comedy ที่ไม่แย่ ตลก แถมมีสาระให้ (ในที่นี้พูดถึงเซ็กซ์ทอยกับสังคม) ดูได้เพลินๆ คลิเช่ตามสูตร

ซีนเชียร์บอลที่สนามกีฬาเหี้ยมาก (คำชม) ตลกมาก

ส่วนใครอยากรู้ว่ามีฉากเซอร์วิสบ้างไหม ก็ตอบได้ว่า มีบ้าง ไม่เยอะและไม่ได้เห็นอะไรมาก

18/07/18 – Ant-Man and the Wasp (Peyton Reed/ US/ 2018) – 3.5/5

หนังมัน Popcorn จริงๆ แต่เป็นป๊อปคอร์นที่เราโอเค เพราะมันสนุก ตลกและบันเทิงเริงรมณ์ในทุกช่วงเวลาของมัน เหมือนได้ใช้เวลาไปผ่อนคลายจริงๆ ก่อนที่จะค่อยลืมๆมันไปเมื่อหนังจบ

สิ่งหนึ่งที่น่าชมเชยคือการทำหนังที่แทบจะไม่มีเส้นเรื่องอะไรเลยให้ออกมาสนุก อีตัวร้ายนี่ก็โมโนล็อคอธิบายทุกอย่างเสียให้เสร็จสรรพแบบคนดูมึงมีหน้าที่ดูอย่างเดียว ไม่ต้องคิด แต่เรายังสนุกกับมันได้

แน่นอน ส่วนที่ชอบที่สุดก็ยังเหมือนกับภาคแรกคือบรรดาตัวรองเพื่อนต่างด้าวของพระเอก

ประทับใจการทำให้ดักลาสและไฟเฟอร์หน้าอ่อนวัย จนรู้สึกว่า ไฟเฟอร์คือคนที่สวยที่สุดในหนัง ฮา

และเอาเข้าจริง ความสำคัญของหนังเรื่องนี้อาจคือแค่ซีนท้ายเครดิตซีนเดียว

22/07/18 – Burning (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2018) – 4.5/5

กล่าวตามสัตย์ ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบหนังเลย แต่มาถึงตอนที่เขียนนี้แล้วกลับชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพอมีเวลากลับไปคิดถึงมัน จึงเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น

สาเหตุหลักก็คือ เราเพิ่งอ่านเรื่องสั้นไปก่อนดูหนัง แน่นอนตอนดูหนังมันจึงเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ แล้วเมื่อเห็นว่าหนังมันปรับแต่งเรื่องสั้นไปเยอะประมาณนึง เราเลยรู้สึกหลงทาง เป็นผลให้ตอนดูจบใหม่ๆเราชอบเรื่องสั้นมากกว่าตัวหนังในแง่ของปริศนาและการเผาไหม้ของตัวละครหลังจากเรื่องสั้นจบลง แน่นอนด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้เราไม่ชอบตอนจบของหนังเอาเสียเลย

แต่พอมาถึงตอนนี้ที่ได้กลับไปคิดถึงหนังอย่างตั้งใจอีกรอบ เราพบว่าหนังมันเหนือชั้นกว่าตรงที่ไม่เพียงแต่เก็บรายละเอียดและประเด็นจากในเรื่องสั้นได้อย่างครบถ้วน แต่มันยังสามารถเอามาสะท้อนภาพทางสังคมเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ เพียงแค่ปรับพื้นเพตัวละครนิดหน่อยเท่านั้น จึงกลายเป็นว่านอกเสียจากการโดนเผ่าไหม้ด้วยความ “ไม่รู้” แล้ว มันยังมีประเด็นเรื่องของชนชั้น โอกาสที่ไม่อาจเข้าถึงและการโดนกดขี่ของเพศหญิง

จงซู คือตัวละครผู้สื่อสารผ่านประเด็นเดียวกับในเรื่องสั้นอันว่าด้วยการโดนเผาไหม้ภายในด้วยความไม่รู้ เพราะเชื่อในสิ่งที่ “ตาเห็นหูได้ยิน” อย่างแสงอาทิตย์แห่งความโชคดีที่ส่องสะท้อนผ่านโซลทาวเวอร์ ส่วน แฮมี คือตัวละครออีกด้านที่ถูกปรับแต่งขึ้นใหม่ในหนังผู้ใช้ชีวิตด้วยการ “ลืม” ลืมว่ามันมีอยู่แล้วเราจเอร็ดอร่อยกับส้มหวานฉ่ำ ส่วน เบน คือสิ่งที่พวกเขาอยากจะเป็น ทั้งหนุ่มแน่นและร่ำรวย

ครึ่งแรกของหนังเป็นหนังของแฮมี เธอต้องการลืมใบหน้าไม่สวยด้วยศัลยกรรม ลืมชีวิตยากจนด้วยเข้าหาเบน ลืมปัญหาสารพัดสารเพไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนเยาว์ ความปราถนาสูงสุดของเธอคือการหายตัวไปในช่วงอาทิตย์อัสดง

ซึ่งเธอก็หายตัวไปจริงๆ ก่อนเข้าสู่ครึ่งหลังที่เป็นหนังของจงซู

การไม่ต้องการ “ลืม” ของ แฮมี ตลอดทั้งเรื่องอาจมีอยู่แค่ซีนเดียว นั้นคือการร่วมรักกับจงซู การจ้องหน้าจงซูตลอดเวลาของการร่วมรักบอกเราไว้แบบนั้น จดจำคนแบบเดียวกับเธอ เพื่อนคนเดียวของเธอที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุด

ก่อนที่การพยามยาม “ลืม” ทุกอย่างของเธอ จะทำให้เธอต้องหายตัวไปตลอดกาล

สรุปแล้ว ในเวอร์ชั่นหนังนี้เราจึงรักตัวละคร แฮมี มากที่สุด อาจจะมากกว่าตัวละคร จงซู ในเรื่องสั้นเลยด้วยซ้ำ ตัวละครผู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือกลายเป็นอะไรได้เลยแล้วก็พ่ายแพ้ไปในทีสุด

ปล1. ซีนการเต้น Great Hunger กลางแดดอ่อนของอาทิตย์อัสดงคือความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ทั้งในทางภาพยนต์และจิตวิญญาณที่เรารู้สึกและสัมผัสมันได้

ปล2. ไม่ค่อยได้พูดถึงตัวละคร เบน เพราะเราไม่ค่อยแนบเคียงเท่าไหร่ และ ยังไงก็ยังไม่ชอบตอนจบของหนัง

ปล3. นี่อาจไม่ใช่หนังของ ลีอางดอง ที่เราชอบที่สุด ยังคงยกให้ Peppermint Candy และ Secret Sunshine เป็นอับดับต้นๆเท่ากัน (ส่วนอีก 3 เรื่องยังไม่ได้ดู สัญญาว่าจะรีบดูโดยไว)

23/07/18 – Berberian Sound Studio (Peter Strickland/ UK/ 2012) – 3.5/5

เก๋ชะมัด เป็นหนังสยองขวัญที่ลดเรื่องความสยองของภาพออกไป แล้วให้เสียงกลายเป็นพระเอก

หนังพูดถึงกลุ่มคนที่มันทำเสียงให้กับหนัง เรารู้ว่าหนังที่พวกเขาทำเสียงนั้นเป็นหนังสยองขวัญแน่ๆ แต่เรากลับไม่ได้เห็นภาพจากหนังที่พวกเขาทำเสียงเลย เราได้ยินแต่เสียง ทั้งเสียงของการทำ “เสียง”ให้กับหนังและเสียงของเหล่าผู้คนที่มาร่วมกันทำ

แต่เรากลับได้เห็นผู้คนเบื้องหลังการทำเสียง ที่หนังจงใจถ่ายให้ได้ภาพแบบหนังสยองขวัญไปแทน

แถมความสนุกยังไปสุดด้วยชั้นแห่งความสยองขวัญ หนึ่งคือการเดาเรื่องของหนังสยองขวัญที่พวกเขากำลังทำ สองคือความสยองขวัญของตัวหนังเรื่องนี้เองที่มีแต่คนเฮี้ยนๆ และสามคือความสยองที่หลงคิดไปถึงผู้สร้างหนังและคนทำเสียงของเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง

เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นหนังเคารพ ดาริโอ อาร์เจนโต Dario Argento แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย ฮือๆ

23/07/18 – Chasing Amy (Kevin Smith/ US/ 1997) – 3/5

รู้สึกเสียใจประมาณนึงที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงทศวรรศที่ 2000 เพราะรู้สึกว่าหนังมันใหม่และเหมาะกับช่วงเวลานั้นมากกว่าการมาดูเอาในช่วงนี้ที่โลกหมุนเปลี่ยนแปลงสังคมและความคิดอะไรมากมายหลายอย่างไปไกลมากแล้ว

พอมาได้ดูเอาป่านนี้ก็เลยรู้สึกว่าประเด็นมันตกยุคไปแล้ว ความซับซ้อนในเรื่องเพศสภาพและเซ็กซ์มันไปไกลกว่าในเรื่องหลายกาแล็กซี่แล้วจริงๆ

ดูแล้วไม่รู้ทำไมคิดถึงหนังอย่าง Empire Records (1995) ที่ชอบมาก ซึ่งเชื่อว่าถ้าเอามาดูตอนนี้คงไม่ได้อาจชอบได้แบบเดิมอีกแล้ว

อนึ่ง ชอบที่สุดคงเป็นตัวละครเพื่อนผิวนักเขียนการ์ตูนผิวสี น่าจะเป็นตัวละครเดียวในหนังที่ยังเป็นสากลได้อยู่ แล้วก็ชอบเพลงประกอบของหนัง นอสทาเจียกลับไปยุค 90

ว่าแต่ Joey Lauren Adams หายไปไหนแล้วอะ

24/07/18 – The Lure (Agnieszka Smoczynska/ Poland/ 2015) – 1.5/5

แรกๆก็เพลิดเพลินดีอยู่หรอก สนุกกับความพิลาสพิไลของมัน การเป็นหนังนางเงือกขึ้นบกมาเต้นเปลื้องผ้า แถมยังเป็นหนังเพลงอีกตะหาก เก๋อะไรเบอร์นั้น

แต่พอดูผ่านไปซักพักก็รู้สึกเริ่มไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นเริ่มถอยห่างออกจากหนังไปเรื่อยๆ อาจเพราะด้วยความไม่สนหีสนแตดใดๆของมันด้วยมั๊ง เลยเบื่อแล้วก็เลยกลายเป็นดูให้มันจบๆและลืมมันไป

25/07/18 – When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead (Toshio Lee/ Japan/ 2018) – 1.5/5

อ้าว เหตุไฉลมันถึงสว่างสดใสจังเลย ตอนแรกนึกว่ามันจะมีอะไรเหวอๆ ดาร์กๆ แต่เอาเข้าจริงมันกลับไปคนละทางเลย แม้จะพูดเรื่องชีวิต ความตาย แต่มันก็เล่าในมุมที่บ๊วกบวก

เรารู้สึกไปแนวที่ว่าหนังมันโรแมนติกไซร์เรื่องชีวิต&ความตายอะ อาจหมายรวมถึงความรักด้วยก็ได้ ยิ่งเพิ่งไปได้อ่านหนังสือ “เงาของเมฆ” ที่มันพูดถึงความต่างระหว่าง ความรัก กับ คนรัก ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่ซื้อในสิ่งที่หนังมันมอบให้ใหญ่เลย

โอเคแหละว่ามันมีมิติของสังคมญี่ปุ่นที่ผู้ชายบ้าทำงาน ภาระความเป็นแม่ เป็นคู่ชีวิตของเพศหญิง แต่มันก็ไมได้ชัดและนำพาเท่าไหร่

หนังไม่ผิดอะไรเลย ผิดที่กูเองทั้งนั้น

29/07/18 – Spanish Apartment (Cédric Klapisch/ France, Spain/ 2002) – 4/5

จำได้ว่าชอบ Chinese Pazzle มาก จนโหลดหนังสองเรื่องก่อนของไตรภาคมาแล้วแต่ก็ลืมดูมาจนป่านนี้ ดูตอนที่ก็ลืม Chinese Pazzle ไปหมดแล้วเช่นกัน

พระเอกคนฝรั่งเศส แชร์หอพักกับผู้คนหลากหลายชาติในสเปนอันประกอบไปด้วย อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ค อิตาลี กล่าวให้ง่ายคือประเทศกลุ่มยูโรย่อมๆที่ร่วมตัวกันในหอพัก

หนักสนุกและตลกมาก จับประเด็นหลากหลาย การใช้ชีวิตต่างแดน ภาษา เกย์ โดยมันพูดถึงมิตรภาพ ความรักและการเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งก็เหมาะดีกับช่วงเวลาฉายของหนังที่สหภาพยุโรปยังคงรักใคร่กลมเกลียว

29/07/18 – Nocturama (Bertrand Bonello/ France, Germany, Belgium/2016) – 4.5/5

ตอนแรกนึกว่าหนังจะแค่พาไปดูแผนการวางระเบิดกรุงปารีสของเหล่าวัยรุ่นอันน่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง แต่เปล่าเลย อันนี้เป็นแค่ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะอีกชั่วโมงต่อมาที่เหล่าตัวละครหลบหนีอยู่ในห้างต่างหากคือประเด็นหลักและทำให้หนังไปไกลและสมบูรณ์

ความดีงามของมันคือการไม่ให้คนดูทราบเหตุผลของการกระทำของเหล่าตัวละครทั้งสิ้น เพียงแต่เราอาจจะพอคาดเดาได้บ้างกับช่วงเวลาแฟลชแบล็คสั้นๆ ซึ่งก็แค่นั้น ที่เหลือคือการตามดูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ในโลกทุนนิยมกับสังคมฝรั่งเศสยุคสมัยหลังเหตุก่อการร้าย

ในช่วงแรกคิดถึงหนังอย่าง Elephant ของแวนแซนท์ มันไม่พูดเยอะ มันลุ้นและสนุกกับการเล่นกับเส้นเวลา ส่วนครึ่งหลังมันตัดไปอีกทางด้วยการเปิดเปลือยความเป็นมนุษย์ มนุษย์ผู้อ่อนแอ หวาดกลัวและสิ้นหวัง พ่วงพ้องไปกับการพูดถึงโลกยุคทุนนิยม การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน การไขว่ขว้าหาสิ่งห่อหุ้มเพื่อสร้างตัวตนต่อระดับชนชั้นทางสังคม ซีนเห็นหุ่นใส่ชุดเหมือนกับตัวเองนี่เจ็บแสบมาก

ช่วงท้ายที่ลุ้นเยี่ยวเล็ดพอๆกับหดหู่แบบสุดๆ

ปล. ดูหนังของ Bonello มาแล้ว 3 เรื่อง The Pornographer(2001), House of Tolerance(2011) และ Saint Laurent (2014) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ชอบทั้งหมดเลย อาจจะยกเว้นเรื่องท้ายเรื่องเดียวที่รู้สึกลางๆ

31/07/18 – Sepet (Yasmin Ahmad/ Malaysia/ 2004) – 4.5/5

รักเลย รักเลยจริงๆ ทำไมหนังมันน่ารักได้ขนาดนี้ แม้จะน้ำเน่า แต่มันแลดูจริงใจและลงตัวเอามากๆจนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยและหลงรัก

เรื่องรักของหนุ่มจีนและสาวมาเล แน่นอนมันมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละฝ่ายให้ได้เป็นความรู้เปิดสมองและใช้เป็นตัวแปรเล็กๆของเรื่อง ชอบความเป็นพหุภาษาของมันที่มาหมดทั้ง จีนกลาง กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน อังกฤษ มาเล ที่เราสนุกมากในการฟังและเดาว่าเป็นภาษาอะไร, ชอบกิมมิกเรื่องภาพยนต์ที่หนังเอามาเล่น (ทาเคชิ คาเนชิโร่, Chunging Express, จอร์น วูหรือแม้แต่กับหนัง โหด เลว ดี) รวมไปถึงกลุ่มนักแสดงที่น่าจดจำ พระ-นางเอย ครอบครัวนางเอกเอย เพื่อนพระเอกเอย

หนังเรียบง่ายมาก ประหนึ่งคำพูดของอาหลงที่ว่า “ช่วงหัวไอ้ความโมเดิร์นไปซิ!” แต่มันกลับดีงามแบบสุดๆ

ชอบซีนร้องเพลงเจ้าพ่อเซี้ยงไฮ้ แบบสุดๆๆๆๆๆ

โอเค จะตามหาหนังของ ยัสมิน มาดูเพิ่ม

Advertisements

FILM I’VE SEEN IN JUNE 2018

06/06/18 – น้อง พี่ ที่รัก (วิทยา ทองอยู่ยง/ ไทย/ 2018) – 2.5/5

รู้สึกว่าหนังมันเป็นบล็อคๆไปหน่อย ทุกช๊อตทุกซีนมันถูกว่างแบบมาตรฐานเรียงกันเป็นชั้นๆสวยงามไปหน่อย เราเลยรู้สึกว่ามันแห้งๆ

แต่ข้อดีของมันคือเคมีของตัวละครที่พยุงหนังไว้ทั้งเรื่อง แม้เราจะยังรู้สึกว่ามันยังแบนๆไม่มีมิติอยู่บ้าง แต่นักแสดงมันชาร์มมิ่งมากจริงๆ

แล้วก็สนใจที่ตัวละครมันเป็นลูกครึ่งโตในต่างจังหวัด ที่เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังซักเท่าไหร่ เสียดายที่หนังไม่ค่อยได้แตะจุดนี้มากนัก

ตัวละครโมจินี่จะแฟนตาซีไปไหนค่ะ ส่วนน้องเดียร์น่ารักจุง

06/06/18 – Deadpool 2 (David Leitch/ US/ 2018) – 2/5

จิกกัดอย่างกับหมานิสัยเสีย เอาจริงๆก็เพลินนะ แต่ก็ใช่ช่วงแรกๆแหละ หลังๆเริ่มเฝือ

แล้วมีอะไรอีกไหมหว่า อืมม ไม่มีละ เพราะมึงเล่นกัดอย่างเดียว ทั้งเรื่องมีอยู่มุมเดียว เป็นหมาที่ไม่มีพาร์ตความน่ารักเอาเสียเลย

 

 

10/06/18 – Prince of Persia: The Sands of Time (Mike Newell/ US/ 2010) – 1.5/5

ไม่ใช่แค่ไม่สนุก แต่มันแห้งแล้งขนาดที่ทรายในเรื่องยังดูมีชีวิตชีวากว่าเสียอีก

 

 

13/06/18 – Hereditary (Ari Aster/ US/ 2018) – 4/5

ผีนี่กูไม่กลัวเลย เด็กๆมาก……….แต่กูกลัว โทนี่ คอลเล็ตต์ โว้ยยยยย!!!

ปีนี้ได้ดูหนังสยองขวัญดีๆต่อกันเลยแฮะ เรื่องที่แล้วก็ Ghostland

คือหนังแม่งเดาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ พอไม่รู้ก็ยิ่งอยากกระหายใคร่รู้ ซึ่งนั่นแหละ เข้าทางหนังเลย โดนมันจับไปหลอกให้หัวหด ทั้งในแง่ของตัวเรื่องและกับตัวของหนังเอง มันจงใจที่พร่าเลือนสาเหตุของเรื่องไว้ในระหว่างความป่วยไข้ของผู้เป็นแม่และความลึกลับทางไสยศาสตร์ เพื่อที่ทั้งสองจะได้ล้อกันอย่างสนุก ตบหัวคนดูไปมา ส่งมอบความฉิบหายและหลอกหลอนให้ถึงขีดสุด

เป็นอีกหนึ่งหนังผีรสใหม่ ไม่ซิ มันไม่ได้ใหม่เลยแต่คือการกลับไปหาหนังผียุคก่อนๆมากกว่า เหมาะกับคนเบื่อหนังผีสมัยนิยมแบบ Conjuring Universe

อนึ่ง คิดถึงหนังที่ชอบอีกเรื่องอย่าง Kill List (2011) ด้วย

15/06/18 – Scouts Guide to the Zombie Apocalypse (Christopher B. Landon/ US/ 2015) – 3/5

ดูนานแล้วจนลืมหนังไปหมดแล้ว จำได้แต่ความรู็สึกว่าหนังเหี้ยดี (คำชม)

และจะมีอะไรเหี้ยไปกว่าการสู้กับซอมบี้ด้วยการเต้นเพลงบริสนี่ สเปียร์!!!

 

 

24/06/18 – Jurassic World: Fallen Kingdom (J. A. Bayona/ US/ 2018) – 3/5

ไม่รู้ว่าเพราะเห็นคนด่าหนังมาเยอะหรือเปล่า ตอนดูจบก็เลยรู้สึกว่า ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่คะ 555

โอเคแหละว่าบางช่วงแม่งน่าเบื่อมาก โดยเฉพาะพวกซีนที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ทั้งหมด แล้วการที่หนังพยายามเอาพล๊อตจากหนังภาคสองในไตรภาคแรกมาเล่นซ้ำก็รู้สึกว่าไม่เวิร์ค (ไม่เหมือนภาคแรกที่ใช่วิธีเดียวกันแต่เราว่ามันเวิร์ค)

ชอบซีนบนเกาะที่เจอตัวคอยาวครั้งแรกและกับซีนคอยาวยืนสองขาตอนเกาะถล่ม (ซีนนี้แม่งดีจิง ใช้เรฟจากภาคปี 93 ได้สุดตรีน) แล้วก็ชอบไอเดียเอาไดโนเสาร์มาอยู่ร่วมกับมนุษย์ จนนี่รอดูภาคต่อเลยล่ะ 555

แต่จะดีมาก ถ้าภาคต่อไปมึงเลิกเดินตามรอยไตรภาคก่อนเสียที นี่มาสองเรื่องละนะ

25/06/18 – The Beguiled (Sofia Coppola/ US, France/ 2017) – 3/5

ทำไมอุเบกขาเยี่ยงนี้ อันนี้ไม่รู้จริงๆว่าเพราะไฟล์ที่ดูมันมีการตัดทอนหรือเปล่า? ด้วยบรรยากาศในหนังมันควรดูในโรงมากกว่าหรือเปล่า? คืองงว่าทำไมหนังมันห้วนจังเลย ขณะที่ตัวละครกำลังค่อยๆถลำลึกลงไป หนังกลับพลิกไปอีกด้านไปเลยแบบตั้งตัวไม่ทันแล้วก็ไหลไปจนจบเลยแบบงงๆ

คือถ้าเราได้เห็นจริตจะก้านของตัวละครแต่ละตัวมากกว่านี้ (โดยเฉพาะเหล่าตัวละครหญิงทุกคนในเรื่อง) เราคงจะชอบมากกว่านี้มากๆ

 

FILM I’VE SEEN IN MAY 2018

03/05/18 – A (Tatsuya Mori/ Japan/ 1998) – 4/5
05/05/18 – A2 (Tatsuya Mori/ Japan/ 2001) – 4/5

สารคดีตามถ่ายสมาชิกกลุ่มลัทธิโอมชินริเกียวหลังเกิดเหตุแก๊สซารินในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อปี 1995 โดยภาคแรกเน้นไปที่ตัวโฆษกของลัทธิ ส่วนภาคสองจะเป็นการตามไปถ่ายสมาชิกในหลายๆสำนักของโอมฯทั่วญี่ปุ่น

ความดีงามของสารคดีเรื่องนี้คือการที่เราได้พบว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มีชั่วมีดีปะปะกันไปแม้มนุษย์เหล่านั้นจะอยู่จุดไหน ตำแหน่งใดก็ตาม ในการโดนตราหน้าว่าเป็นปีศาจร้ายของลัทธิโอม เรากลับได้เห็นความอ่อนแอ เปราะบางของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนอื่นๆเสียอีกทีดูท่าไม่ต่างจากปีศาจ (ซีนหนึ่งในภาคแรกคือการที่ตำรวจมาหาเรื่องแถมใส่ร้ายเหล่าสมาชิกโอมอย่างเกลียด หรือในภาคสองที่ผู้คนในชุมชมเลือกที่จะให้ยากูซ่ามาจัดการ)

แถมด้วยภาพความเลยเถิดของเหล่าบรรดานักข่าวที่เล่นข่าวกันอย่างสนุกในช่วงเวลาทองหลังเหตุการณ์ ในหนังทั้งสองเราจะเห็นนักข่าวเต็มไปหมดไม่ต่างจากกับแร้งจิกศพ

แต่ข้อเสียเดียวของหนังสำหรับเราก็คงเป็นความยาวของมัน (2ชม อับทั้งคู่) ที่ยาวแบบบางช่วงไมได้นำอะไรพาเท่าไหร่

ชอบสายตาของอารากิ โฆษกของโอมฯในภาคแรกผู้มีแววตาแบบเด็กน้อยแต่กลับดูเศร้าศร้อยเหลือเกิน และในภาคสองกับช่วงเวลาที่คนในหมู่บ้านมีค่อยๆมีความผูกผันกับสมาชิกโอมฯที่ย้ายเข้ามา

06/05/18 – Au Revoir Taipei (Arvin Chen/ Taiwan/ 2010) – 3.5/5

หนังมีความ “อะไรของเมิง” เต็มไปหมด แต่ก็นั้นแหละ หนักรักไต้หวันมักมีสิ่งวิเศษเสมอ

ในที่นี้คือเสน่ห์ ใช่ หนังรักไต้หวันมันมักมีเสน่ห์แบบที่หนักรักจากประเทศอื่นๆไม่มี นั้นคือเหตุผลที่ทำไมหนังพล๊อตเน่าๆหลายๆเรื่องคนถึงชอบกัน เรื่องนี้ก็ไม่เว้น

ไทเปในเรื่องนี่ทำให้อย่างไปเที่ยวอีกรอบเลยจริงๆ

10/05/18 – Ghostland (Pascal Laugier/ France, Canada/ 2018) – 4/5

โชคดีอีกแล้วที่ดูแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งก็ได้เซอร์ไพร์สไปแบบเต็มๆ มันดีมากตรงที่มันสามารถฉีกวิธีการเล่าเรื่องของหนังจำพวกทริลเลอร์-สยองขวัญออกไปได้อีกทาง แถมยังยากที่จะคาดเดาตัวเรื่องได้ด้วย ทำให้มันสนุกมากและลุ้นมาก

แล้วพอหนังจบขึ้นเครดิตผู้กำกับก็ถึงบางอ้อ นี่มันเจ้าของเดียวกับ Martyrs (2008) หนังสุดขีดในทุกทางเรื่องนั้น รับรู้ได้ถึงลายเซ็นพี่แกจริงๆ

แต่ติดนิดเดียวสำหรับเรา มันไม่น่าจะจบแบบใจดีอย่างนี้เลย เราจินตนาการไปว่าถ้าวันจบแบบใจร้ายในอีกทาง หนังคงสุดและติดท๊อปของปีแน่นอน

12/05/18 – City of Ghosts (Matthew Heineman/ US/ 2017) – 4/5

อาจไม่รุนแรงเท่า Cartel Land แถมเป็นสิ่งที่เราได้รับรู้และได้ยินมาก่อนแล้ว แต่ก็นั่นแหละมันก็ยังทำให้เรา speakless อยู่ดี

การต่อสู้กับความวิปลาสเกินจินตนาการแบบนี้มันต้องใช้พลังกายพลังใจมากมายขนาดไหนเราถึงจะยังคงหายใจอยู่ได้

ดูจบแล้วหดหู่หม่นเศร้า

 

19/05/18 – The Chase (Hong-Seon Kim/ South Korea/ 2017) – 2.5/5

เสียดายไปนิดที่มันไม่กลับไปพูดเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนแก่และชนชั้นล่างในเกาหลีที่มันถูกปูพื้นไว้แต่ไมได้ถูกสานต่อ มุ่งไปบนเส้นทริลเลอร์การสืบสวนอย่างเดียว หนังมันเลยแห้งไปหน่อย

 

 

19/05/18 – Steel Rain (Woo-Seok Yang/ South Korea/ 2017) – 3.5/5

อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ-ใต้ โดยในเรื่องนี้เล่าว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือเพื่อการก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่

หนังกลางดีจัง ยืนอยู่เส้นขนานระหว่างประเทศได้น่ารักน่าชัง เกาเหนือไม่ได้เห้หมด ส่วนเกาใต้ก็โง่เป็น

ชอบความสัมพันธ์ของสองตัวละครในเรื่องที่มาจากสองฝั่งและเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรแต่ต้องมาเคลียร์ปัญหาระดับชาติ

FILM I’VE SEEN IN APRIL 2018

04/04/18 – Ready Player One (Steven Spielberg/ US/ 2018) – 4/5

จะสนใจเนื้อเรื่องไปใย ในเมื่อหนังมันเซอร์วิสคนยุคเราได้แบบเต็มอิ่ม การแค่ได้เห็นอะไรต่างๆนาๆที่เราคิดถึงและเคยผ่าน ปอกรกับได้สัมผัสการโหนหาอดีตในความทรงจำดีๆแค่นี้ก็คุ้มมากๆแล้ว ยอมตั้งแต่เพลงประกอบแรกแล้วล่ะ ไม่นับทีเร็กซ์ The Shining ที่พอเห็นโรงแรมแล้วกูกรี๊ดลั่น แบตเทิ้ลสุดท้ายที่ถึงกับฟิน

เออ ค่อยทำให้หายคิดถึงหน่อย สปีลเบิร์ก

07/04/18 – A Quiet Place (John Krasinski/ US/ 2018) – 3/5

– ดูจากห้วงเวลาแล้ว นางเอกมีลูกที่เกิดในหนังหลังจากที่เสียลูกคนเล็กไปแล้วในต้นเรื่อง (คำนวนคร่าวๆคือประมาณสองเดือนหลังลูกคนเล็กตาย)ซึ่งมันกลับเป็นเรื่องหนักหัวเราพอประมาณว่าเหตุใดมึงยังมีความคิดที่จะมีลูกอีกคนในสถานการณ์เช่นนี้! ไม่รวมว่าตอนเอามึงเอากันเงียบขนาดไหน

– ตัดเรื่องหนักหัวไปก็พบว่าหนังทำเอาลุ้นเยี่ยวเล็ดได้ คนในโรงเงียบกริบ

– แน่นอน ไอเดียเรื่องความเงียบและเสียงพอเอามาแนบเคียงกับสังคมปิดปากของไทยแล้วมันสะใจไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ

– ดังนั้นแล้วเราเลยชอบตัวละครน้องหูหนวกที่สุด เด็กที่ไม่รู้จักว่าเสียงเป็นอย่างไร แต่พอมีเสียงอยู่มือแล้วไซร้ สู้ตาย

– อย่างไรก็ตาม ให้ตายยังไงมึงก็ต้องมีปืนแหละ สัดเอ้ย!!!

08/04/18 – Coco (Lee Unkrich, Adrian Molina/ US/ 2017) – 3/5

แหะๆ พอมันมีเรื่องโลกหลังความตายและความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายแล้วไซร้ เราก็ถอยห่างจากหนังมาเรื่อยๆเลยอะ

หนังมันดีแหละ ตามสูตรพิกซ่าดี แต่เราไม่อินเท่าไหร่

 

 

12/04/18 – 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (อารยะ สุริหาร/ ไทย/ 2016) – 3/5

ชอบช่วงแรกที่สุด ช่วงก่อนจะกลายเป็นสาว 20 กับตอนแรกเริ่มใช้ชีวิตใหม่ของนาง ชอบบุคลิกตัวละครต่างๆในช่วงนี้โดยเฉพาะเหล่าผู้สูงวัย สนุกและน่ารักดี

แต่ความชอบก็ค่อยๆเริ่มลดระดับลงเมื่อเริ่มเข้าเรื่องร้องเพลงเอยอะไรเอย แถมการคลี่คลายในท้ายเรื่องก็แลดูเหมือนหมดมุข ไม่รู้ว่าจะปิดจบยังไงเลยเว่ากันซื่อๆแบบนี้เลย

ใหม่น่ารักดี แต่ดูไปนานๆกลับเริ่มเบื่อไปตามเนื้อเรื่องอะ

ไม่เคยดูต้นฉบับของเกาหลี

12/04/18 – เพื่อนที่ระลึก (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์/ ไทย/ 2017) – 2/5

น่าเบื่อจุง นี่หนังมันตั้งใจให้เราเอาใจช่วยผีมากกว่าอีตัวแม่ใช่ไหม ทำไรเราจึงรู้สึกลุ้นว่าเมื่อไหร่อีผีจะฆ่าอีแม่-ลูกคู่นี้ซักที แต่แล้วกลับพบว่าไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยอีผี เหอออ แถมมอบตอนจบที่แบบบบบบบ เอาจิงดิ

แล้วลำพังแค่เรื่องการล้างแค้นอย่างเดียวมันไม่เวิร์คเท่าไหร่อะ ประเด็นเรื่องพิษเศรษฐกิจ เรื่องตึกสาทรอะไรนี่แทบไม่มีบทบาทพิเศษอะไรเลย ไอ้คนเฉยๆกับหนังผีแบบเราเลยเบื่อมาก

แต่ก็ทำให้คิดถึงตอนไปปีนตึกนั่นที่ยังคงมีภาพหลอนเราอยู่บ่อยๆว่าตกลงมาจากตึก

12/04/17 – Tazza: The Hidden Card (Hyeong-Cheol Kang/ South Korea/ 2014) – 3/5

เพลินดี ชอบที่ตัวละครในเรื่องทั้งหมดแม่งเชื่อไม่ได้เลยซักคน บทมันเลยเปิดให้ใส่เรื่อกหลอกลวง ต้มตุ่นได้ไม่จำกัน คือดูแบบยอมให้มึงเล่าไปเรื่อยๆเลยจนจบ

แต่ดูจบแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีอะไรติดใจนัก ยกเว้นซีน “แก้ผ้าเงินล้าน”

 

13/04/18 – Rampage (Brad Peyton/ US/ 2018) – 1/5

อย่างที่หนังบอกไว้

“คนโง่มักมารวมตัวกัน”

ในที่นี้คือมนุษย์ทุกตัวที่ไม่ใช่อีสามตัวละครหลักอะนะ โอโห ทำไม่โง่กันได้ขนาดนี้ โง่ที่ช่วยขัดอีสามตัวละครให้สว่างขึ้นมาเลย แถมฉลาดแบบครบองค์ มันสมองหนึ่ง พละกำลังหนึ่งและอำนาจอีกหนึ่ง

หนังตรงแด่วตามสูตรเลย ซึ่งถ้าฉายในทศวรรศที่แล้วน่าจะเหมาะกว่านะ

14/04/18 – This Is Not a Film (Jafar Panahi, Mojtaba Mirtahmasb/ Iran/ 2011) – 5/5

จาฟา ปานาฮี คนทำหนังอิหร่านผู้ถูกทางการขังไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้ออกนอกประเทศ ไม่ให้สัมภาษณ์กับใครทั้งนั้น รวมไปถึงไม่ให้ทำหนังเนื่องจากข้อหาการสร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านรัฐ เขาฉุกคิดไอเดียเรื่องการทำไดอารี่หนังขึ้นมา และนี่คือไดอารี่ของเขาที่เล่าในวันขึ้นปีใหม่ของชาวอิหร่านที่มีเขาอยู่บ้านคนเดียวพร้อมกับกิ่งก่าอีกัวน่า

ทั้งเศร้าและทรงพลัง ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งความคิดสร้างสรรค์ของนักทำหนังคนหนึ่งที่มีต่อการเล่าเรื่องได้จริงๆ จากความตั้งใจแรกที่จะแค่เล่าไอเดียของหนังเรื่องใหม่ที่อยากทำ กลับกลายเป็นภาพบันทึกของการต่อต้านรัฐรูปแบบหนึ่ง

ชอบช่วงท้ายมากๆ เรารู้สึกรับรู้ได้ถึงความเหงาของปานาฮี พอๆกับเห็นภาพสังคมอิหร่านผ่านนักศึกษาปริญญาเอกเก็บขยะ

หนังเรื่องนี้ถูกแอบส่งออกมานอกประเทศด้วยการซ่อนไว้ในเค้ก

ปล. ชอบสาวที่อยากฝากหมาไว้กับคนอื่นเพื่อจะออกไปเฉลิมฉลองนอกบ้านมากๆ รู้สึกเป็นภาพสะท้อนของปานาฮีในแบบตลกร้าย (ออกจากบ้านไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง)

14/04/18 – Spectre (Sam Mendes/ US/ 2015) – 1/5

หนังบอนด์ยุคเครกนี่มันสลับดี-แย่ได้คงเส้นคงว่าดีจริงๆ Casino ดี, Quantum แย่มาก, Skyfall ดีมาก มาถึงเรื่องนี้ก็กลับไปแย่อีกแล้ว

ก็รู้แหละว่าขนบหนังชุดนี้มันต้องโอลด์สคูล แต่การปรับแต่งโครงสร้างจากภาคก่อนมาตั้งเยอะแล้ว(จนลงตัวมากๆแล้วที่ Skyfall) เหตุไฉนอยากกลับไปโบราณแบบเก่าอีกอะ ไม่เข้าใจ

ถึงจะเดโมเครซี แต่ถ้ามันคร่ำครึกูก็ไม่เอานะคะ

โถถัง คริสตอฟ วอลล์ กลับมาทำไมตอนครึ่งหลัง ชั้นลืมเธอไปหมดแล้ววววว

15/04/18 – Love Machine (Pavel Ruminov / Russia/ 2016) – 2/5

ดูจบรวมเครดิตก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องราวของตัวผู้กำกับเอง เรื่องรักระหว่างเขากับแฟนเก่าที่ตัดกันไม่ขาด

หนังทำเก๋ด้วยการทำตัวเป็นการฉายหนังโป๊ในยุคก่อน กล่าวคือมีตัวอย่างหนังอาร์เก่าๆมาก่อนเข้าหนังจริง มี intermission เก่าๆเก๋ๆ ส่วนตัวหนังก็พยายามทำเก่าด้วยการใช้ภาพอิ่มสีสดๆเข้าไว้เหมือนหลังโป๊ยุค 70-80 แถมในตัวเรื่องก็อ้างอิงสิ่งต่างเกี่ยวกับหนังที่เหล่าเซเนไฟล์รู้จักกันดี มีกัดหนังตัวเองบ้างให้ดูมีอะไร เช่น “ก็พวกนายทุนไม่ให้เงินกูทำหนังใหญ่ๆนี่ กูเลยทำหนังแบบนี้ แล้วทำไมกูจะถ่ายภาพควยตัวเองกำลังถูกชักไม่ได้ล่ะ”

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ไม่ได้แปลว่าเราชอบ ผลคือเรารำคาญตัวหนังมาก พ่นพล่ามอะไรไปเรื่อย กูไม่ได้อยากรู้ชีวิตมึงขนาดนั้น ส่วนการทำเก๋ก็ดูเก๊ซะเหลือเกิน

ดูหนังได้ที่นี่: https://vimeo.com/180881317

** คำเตือน จู๋ จิ๋ม มาเต็ม ไม่เหมาะกับการเปิดดูในที่สาธารณะนะจ๊ะ

15/04/18 – Let’s Go, JETS (Hayato Kawai/ Japan/ 2017) – 1/5

มาเบอร์นี้ รอยยิ้มพิฆาตของซึสึก็ช่วยอะไรไม่ได้นะค่ะ ตามสูตรไม่ว่าแต่นี่เล่นเน่าจนขมคอ

ส่วนตัวชอบซีนเต้นฮิปฮอปสามคนบนถนนนะ ห๊ะ! อะไรนะ มันเสร่อหรือ ใช่ๆ มันเสร่อ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในความเสร่อทั้งหลายก่ายกองของมันอะ

 

15/04/18 – The Villainess (Jeong Byeong-Gil/ South Korea/ 2017) – 4/5

ชอบ มันส์เลือดสาดเต็มจอ หนังนักฆ่าล้างแค้นที่แม้ไม่ได้ใหม่ในประเด็น แต่ซีนแอ็คชั่นนี่ถึงขิง

บทดราม่าก็ถือว่าดี ชีวิตนักฆ่าที่ต้องโดดเดี่ยว แถมเป็นนักฆ่าหญิงในโลกของผู้ชาย

แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือนางเอก โอโห ถึงจะเป็นหนังแอ็คชั่น แต่เธอก็ดราม่าได้แบบเอาตายไปอีกแบบ

เป็นหนังแอ็คชั่นแบบถึงเนื้อ มีดราม่าแบบถึงใจ

17/04/18 – อำแดงเหมือนกับนายริด (เชิด ทรงศรี/ ไทย/ 1994) – 3.5/5

อ้าว ไหงทำไมตัดจบคลี่คลายแบบดื้อๆงี้เลยอะ กำลังจะพีคเลย เสียใจๆๆๆๆ

หนังพูดถึงยุคสมัยที่ผู้หญิงมีค่าประหนึ่งสิ่งของสำหรับพ่อ-แม่ ที่สามารถขายให้ใครก็ได้ ทีนี้นางเหมือนคือหญิงขบถที่ต้องการเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง เรื่องหลักก็คือการการเรียกร้องของเธอ ส่วนเรื่องรองคือความรักระหว่างเธอกับนายริดที่เคยช่วยเหลือเธอจากการจมน้ำเมื่อเขายังครองผ้าเหลืองเป็นพระอยู่

ลำพังเรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ในสังคมและกฏหมายของผู้ชายก็สุดแล้ว ภาพของพระที่มีความลุ่มหลงแบบปุถุชนนี่ก็ดี

จะเสียดายก็ตอนจบนี่แหละ เมื่อเหมือนไปขอกีฏากับกษัตริย์ที่มันย้อยแย้งกับความเชื่อของตัวเธอเอง(แต่ก็เข้าใจไดัตามบริบทยุคสมัย) ซึ่งแม้เธอจะถูกขังอีกครั้งแต่หนังดันตัดจบคลี่คลายเรื่องแบบดื้อๆซื่อๆเลยว่าทางกษัตริย์เปลี่ยนกฏหมายใหม่และให้นางเหมือนเป็นอิศระ คือเหมือนหนังมันไม่กล้าไปแตะเรื่องของเบื้องสูงอะ ทั้งที่จริงๆแล้วอาจคือตำแหน่งสูงสุดของอำนาจแห่งความไม่เท่าเทียมเลยด้วยซ้ำ

เลยกลายเป็นว่ามันขัดแข้งขัดขาตัวเองซะงั้นและแทบจะขัดอำนาจอันไม่เท่าเทียมนั้นให้เงางามขึ้นมาอีก

จริงๆก็เข้าใจได้แหละเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยน แต่เราดูตอนนี้แล้วขัดใจมาก

18/04/18 – Bennetty (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2018) – 4/5

หนังมันก็ทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่อย่างที่มันทำได้แหละ มีความ Young@Heart (2008) หนังสารคดีอีกเรื่องที่เราก็รัก

แต่แม้ไม่ได้มีอะไรใหม่และเราก็รู้อยู่แล้วแหละว่าจะได้เจอกับอะไรบ้างกับการฟอร์มวงดนตรีผู้สูงวัยแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละ หนังแบบนี้มักทำให้ใจเราอุ่นขึ้น รู้สึกว่า เออ แก่ตัวลงเราก็คงไม่ได้แย่มากนัก

ที่ชอบที่สุดคือช่วงที่ลุงๆพูดเรื่องความตายแบบยิ้มแย้ม เข้าใจและยอมรับมัน เออ อันนี้น้ำตาเอ่อ

28/04/18 – วานรคู่ฟัด (นนทกร ทวีสุข/ ไทย/ 2016) – 3/5

 

แม้จะมีอะไรขัดอกขัดใจอยู่บ้าง อาทิความเถรตรงของตัวร้ายและแบล็อคกราวด์ของเขา การตัดต่อที่บางซีนก็ดูงงว่าอันไหนอดีตอันไหนปัจจุบัน อันไหนเพ้อพกอันไหนระลึกถึง บทพากษ์ซ้อนแบบพันธมิตรแย่ๆ หรือกับหน้าตาพระเอกที่เราเห็นแล้วขำทุกที (อันนี้ขออภัยจริงๆ มันอดไม่ได้จริงๆไม่รู้ทำไม)

แต่โดยรวมแล้วหนังโอเคใช้ได้เลย แม้บทจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ไม่ได้แย่จนรับไมได้ ซึ่งมันดีตรงที่มันเล่าเรื่องของคนพื้นที่ ปัญหาของคนพื้นที่ๆไม่ได้ใหญ่โตอะไร วิถีท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจท้องถิ่นและเหล่าคนบ้านๆเล็กๆที่ต้องเอาตัวให้รอดไปวันๆ

ชอบไอเดียการนำวานรของทั้งโขนไทยและงิ้วจีนมาเป็นกิมมิคเรื่องมวยเพื่อใช้ในการต่อสู้ คิวโชว์ คิวบู๊ก็ดูสนุก ใหม่และสร้างสรรค์ดี (อีเรื่องให้ใช้หัวนี่ถ้าอยู่ในหนังแบบอื่นเราคงเกลียด 555)

น้องนางเอกคือใคร? มีผลงานอะไรอีกไหม? อยากติดตาม

29/04/18 – Avengers: Infinity War (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2018) – 3.5/5

ดูเพลินแบบรู้ตัวอีกทีหนังก็จบแล้ว ทั้งๆที่หนังมันยาวใช้ได้ อันนี้บ่งบอกได้เลยว่าเราสนุกกับหนังเอามากๆ ชอบพอๆกันภาคแรกเลย (เกลียดภาคสอง)

แฟนจักรวาลนี้คงกรี๊ดลั่นแหละ ตัวละครแต่ละตัวเปิดตัวแบบให้ได้กรี๊ดกัน มีแบ่งกลุ่มได้อย่างลงตัวทั้งคนดำหรือเรื่องพลังหญิง แถมเก่งมากที่เกลี่ยแต่ละตัวละครให้มีบทได้พอๆกัน

ส่วนที่ชอบสุดคงเหมือนหลายๆคนคือการที่มันเน้นความสำคัญไปที่ตัวละครธานอสเป็นหลัก เพราะเหล่าฮีโร่นั้นคนดูรู้จักกันดีอยู่แล้ว กลายเป็นตัวร้ายที่มีมิติมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ทำให้หนังมันสนุกขึ้นและดีกว่าการได้ดูแต่ซีนแอ็คชั่น เป็นหนังฮีโร่ที่ตัวร้ายเด่นจนคนดูอยากเอาใจช่วย

ยังคงมีกลิ่นอเมริกันฮีโร่ซ้ายๆ ที่คราวนี้ตัวร้ายเป็นพวกขวาๆตามยุคสมัย นี่อยากดูภาคต่อไวๆ อยากรู้ว่าจะคลี่คลายลงเอยแบบไหน ซ้ายปราบขวาแบบเซ็งๆ หรือขวาพิฆาตแล้วปรับสมดุลโลกไปอีกแบบ

ถึงจะชอบจักรวาลนี้หรือไม่ก็ตาม มันก็น่าชมเชยไม่ใช่น้อยที่ใน10ปีของหนังชุดนี้มันวางรากฐานจนแข็งแรงได้มากๆขนาดนี้

หักคะแนนการทำให้ฮัคก์กลายเป็นตัวตลก อีสัด มันใช่เรื่องไหม? (ด่าไปถึงอีก Ragnarok ด้วย)

FILM I’VE SEEN IN MARCH 2018

06/02/18 – Mixed Doubles (Junichi Ishikawa, Japan, 2017) – 4/5

[ดูบนเครื่องแบบไม่ลังเลเลย]

คลิเช่โครตพ่อโคตรตแม่มแบบวัวตายควายล้ม แถมบิวส์หนักหน่วงเอาตายตามสูตรหนังกีฬาจากแดนอุทิศอุทัย

แต่!

สำหรับเรา อะไรมันจะดีไปกว่าการได้เห็นคนรักจากสองยุคมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันล่ะ กล่าวคือ Ryoko Hirosue ของยุคก่อนกับ Yui Aragaki ของยุคนี้ แถมยังแสดงเป็นเพื่อนกันด้วยนะเออ (ไม่ใช่แม่-ลูก) ยังๆไม่พอ มันยังมีคนรักตลอดกาลอย่าง Yu Aoi มาร่วมแจมในบทกวนๆอันน่าจดจำอีกตะหาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

มันเลยกลายเป็นหนัง Guilty Pleasure ที่แบบรักมาก รักมากกกกกกกกกก

08/02/18 – Black Panther (Ryan Coogler/ US/ 2018) – 1.5/5

555 ขอโทษคนที่ชอบหนังไว้ก่อนเลย

คือขำ ขำมาก ขำแบบไม่ไหวแล้ว นี่มึงทำหนังตลกกันอยู่ใช้ไหม ช่วงเวลาก่อนที่ไมเคิล บี จอร์แดนจะโผล่มานั้นคือส่วนของหนังตลกที่แบบ ตลกสัดๆ

ส่วนที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการมาถึงของ ไมเคิล บี จอร์แดน ที่ทำให้กูสนใจหนังขึ้นมาบ้าง กูรักตัวละครตัวนี้ เราไม่ควรมีไอ้ระบบโมนาคี่ก็เพราะแบบนี้แหละเพราะแม่งแพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ กูเลยเกลียดมากที่หนังให้ผลสรุปออกมาแบบนี้ สาปแช่งให้วากันด้าล่มจม

ส่วนประเด็นการเมืองในหนังนี่ คัมออนนนน! (ออกสำเนียงน้องหนูมูนี่จาก The Florida Project) มันตลกแบบรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องมีอะ ทรัมป์มันเหี้ยจริงๆ

แต่ก็เข้าใจนะว่าทำไมคนชื่นชมกันและคนผิวสีชอบกันมาก หนังเซอร์วิสซะขนาดนั้น

ปล. ตลกดีที่ด่าคนใช้ปืนว่าพรีมีทีฟ แต่เฮ้ย พวกมึงยังสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดกับความนรุนแรงกันเองอยู่เลย

10/02/18 – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (Martin McDonagh/ US/ 2017) – 3.5/5

ตอนดูจบแรกๆแบบเดินออกจากโรงนี่ชอบหนังมากเลยนะ ถึงขนาดหงุดหงิดที่อีออสการ์ให้รางวัลกับ The Shape of Water เพราะเรารู้สึกว่าหนังมันสมบูรณ์ดีจังเลย บทก็ดีมาก นักแสดงก็ดีมาก แถมประเด็นมันก็เข้าทางเรามากๆด้วยที่ว่ามนุษย์แม่งไม่มีใครเหี้ยสุด-ดีสุด

ชอบความแข็งแรงของบทหนังที่สามารถปิดทุกช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้หมดเลย อะไรที่ทิ้งๆไว้กลางทางก็มาตามเคลียร์ได้หมดและทำให้มนุษย์ในเรื่องมันเป็นมนุษย์จริงๆ มีชั่วมีดีปะปนกัน ในความคิด-การกระทำมีทั้งคนรักและชัง แถมยังสะท้อนภาพอเมริกาได้แบบทันยุคสมัย

แต่พอเวลาผ่านไป ค่อยๆตกผลึกหนังไปก็พบว่าหนังมันก็มีส่วนที่ไม่ค่อยน่าเชื่ออยู่เหมือนกัน นั่นคือเหล่าจดหมายของคนตายที่ถูกส่งต่อให้กับตัวละคร ความไม่น่าเชื่อสำหรับเราไม่ใช่ตัวจดหมาย แต่คือการเปลี่ยนเอกลักษณ์ตัวละครไปแบบหน้ามือ-หลังมือหลังได้อ่านจดหมายแล้ว มันดูง่ายไปหน่อย ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยชอบตัวละครของแซม ร็อคเวล เท่าใดนัก (ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงการแสดงของเขา)

อย่างไรก็ตาม การจบของหนังทำให้เรายอมกับหนังอยู่ดี จบแบบปลายเปิดที่เราก็เดาทางต่อไปเองไมได้

กราบตีนฟรานเชซ และถูกต้องแล้วที่เธอได้ออสการ์ไป (อย่างไรก็ตาม นักแสดงอื่นๆก็ถือว่าดีงามหมดทุกตัว)

11/02/18 – ไทบ้านเดอะซีรีส์ (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2017) – 4/5

เสียใจมากที่ไม่ได้ดูในโรงกับคนเยอะๆ เชื่อว่าคงจะสนุกว่านี้หลายเท่าตัว

ในพล๊อตหนังที่ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องรักๆของไทบ้าน แต่ความเด็ดขาดนั้นจัดว่าสุด จัดหวะของหนังเด็ดขาดมาก มุกมาถูกเวลา เดินเรื่องแบบค่อยๆเว่า บทซึ้งก็เอาอยู่หมัด และแน่นอนกับตัวละครและนักแสดงที่เข้าไปนั่งในใจคนดูได้แบบสบายๆ

เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำมาเพื่อให้คนรักจริงๆ มันน่ารักมากพอๆกับที่มันจริงใจกับทั้งคนดูและคนทำเองที่รู้ว่าอยากจะเล่าอะไรให้คนได้ดู แล้วก็พอกันเสียทีกับภาพชาวบ้านต่างจังหวัดซื่อๆโง่ๆล้าหลัง ภาพการมิกซ์อับระหว่างการทำนา จับจิ้งหรีด กับการดูหนังมัลติเพล็กซ์ การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียนี่จัดว่าสุดและดีมาก

สัปดาห์นี้จัดภาค 2.1 ในโรงแน่นอน

อนึ่ง ชอบลองเทคหมอปลาวาฬสุดๆ

14/03/18 ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2 Part 1 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

ด้วยความที่หนังมันเล่าเรื่องแบบนี้และตัดจบไปแบบนี้อันเป็นเหตุผลที่มันเป็นพาร์ตแรกของภาค 2 เราจึงจะยังไม่ว่าถึงประเด็นใดๆของหนังมากนัก (ขอดูพาร์ตจบก่อนดีกว่า)

แต่ที่อยากชมก่อนเลยคือความกล้าหาญกับเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง เปลี่ยนประเด็นจากภาคแรกไปเลยแถมทำตัวจริงจังมากขึ้น จากภาคแรกที่หนังเน้นไปที่เรื่องราวความรักสลับกับความตลกอันเป็นเอกลักษณ์ ภาคนี้มันใช้การเล่าด้วยหลายเส้นเรื่อง ในหลายตัวละครไปพร้อมๆกัน ซึ่งเราคนดูก็ยังสนุกกับมันอยู่ได้ดี

อีกอย่างที่อยากบอกคือ เราตื่นเต้นกับจักรวาลไทบ้านนี้มากๆ เพราะทุกอย่างมันถูกวางแผนและคิดไว้ก่อนแล้วจริงๆ ทุกตัวละครสำคัญและมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง แม้กระทั้งตัวสถานที่ในหนังยังน่าจดจำเลย

มี 2 เส้นเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะติดตามต่อคือ เรื่องของเฮิร์ปผัวฝรั่ง กับ ป๋อง สโตร์ผัก

14/02/18 – Red Sparrow (Francis Lawrence/ US/ 2018) – 2/5

โถวววว เจน ฬอ ที่รัก ก็รู้นะว่าสนิทกับผู้กำกับ แต่ถ้ามันจะ miscast ขนาดนี้ก็ปฏิเสธไปก็ได้นะ

ชาตินิยมรัชเซียแต่พูดอังกฤษกันทั้งเรื่อง จนบางทีกูก็งงว่าตกลงใครรัชเชี่ยน ใครอเมริกันว่ะ แล้วพอบทจะพูดรัชเซียก็พูดได้ขึ้นมาเฉยๆ (คือตอนที่มีคนอเมริกันอยู่ร่วมด้วย) แต่ตอนมึงอยู่กันเองมึงดันพูดอังกฤษ ห๊วยยยย

แต่ที่ตลกที่สุด ***สปอร์ย*** คือการเอา เจเรมี่ ไอออน (คนอังกฤษ) มาเล่นเป็นคนรัชเซีย แล้วเป็นสายให้อเมริกันอีกที สัด งงในงง

ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำเป็นเรื่องสายลับอเมริกันไปเลย จะรัชเซียทำไม??? คือจะว่าอเมริกาไม่ชาตินิยมขนาดนั้น? อเมริกันไม่เหี้ยไร้มนุษย์ธรรมแบบขายญาติเพื่อชาติ? หรือว่าทนไม่ได้ที่คนของชาติมันจะกลับมาแว้งกัดประเทศตัวเอง?

แถมเรื่องก็เช๊ยเชย แถมยังนืดเนือย ยืดยาด ยาวอีก เฮ้อออ

เสียใจ ที่รักเปลืองตัวแบบไม่คุ้มค่าเลย

17/03/18 – Baywatch (Seth Gordon/ US/ 2017) – 2/5

ดูด้วยโหมดถอดสมองออกมาวางไว้ข้างตัว พบว่าก็เพลิดเพลินดี

หนังเคารพสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้แบบทุกระเบียบนิ้ว ไม่ต้องห่วง เดาได้หมด ที่ดูก็ดูความห่าม ความโสมม พร้อมด้วยนมและท้องลีนๆ

เห็นเครดิตตอนเริ่มหนังว่าคนออกทุกเป็นบริษัททำหนังจากจีนเกือบทั้งนั้น เราก็เลยได้เห็นตัวละครจีนคนดี ไม่ระโมบแถมโดนกลั่นแกล้งน่าเห็นใจ ให้ตัวร้ายเป็นลูกครึ่งอินเดีย ส่วนฮีโร่ก็อเมริกันไง เฮ้!

น้องดาแดริโอ ไม่ค่อยปล่อยของเลย แอบเซ็ง ส่วนอีแซ็ค! อีสัด มึงจะหุ่นดีไปไหม!

18/03/18 – Sing (Garth Jennings, Christophe Lourdelet/ US/ 2016) – 1.5/5

ปัญหาแรกคือรู้สึกว่าหนังมันแอบโกง มันเล่าเรื่องด้วยหลักสามองค์แต่การเชื่อมต่อระหว่างแต่ละองค์มันไม่เนียนเอาเสียเลย ดูแล้วมันขัดอารมณ์และเชื่อไม่ลง ทำให้ทุกอย่างดูง่ายง่อยไปเสียหมด

ปัญหาถัดมาคือรู้สึกเกลียดอีมูนเจ้าของโรงมหสพมาก เกลียดวิธีการจัดการของมัน แล้วการที่มันให้เรื่องออกมาแบบแฮปปี้แอนดิ้ง เลยทำให้เรายิ่งเกลียด

ชอบอีหนูที่ก๊อปคาแรคเตอร์และชีวิตของ แฟรงก์ ซินาตรา มา

21/03/18 – ฉันเยาว์? ฉันเขลา? ฉันทึ่ง! (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2017) – 4/5

เป็นทอล์คกิ้งเฮดแบบเพียวๆที่เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามไปจนจบ อาจเพราะประเด็นมันน่าสนใจมาก นักเรียนหนังกับการศึกษาไทยที่มันสะท้อนภาพไปถึงเรื่องอำนาจของรัฐและการปกครอง

แล้วตัวแบล็คกราวด์ของตัวซับเจกค์ก็น่าสนใจที่ทั้งสองคนมีพื้นเพต่างกัน ต่างถิ่น แต่กลับมีแง่มุมความคิดคล้ายๆกัน ทั้งแง่มุมทางศิลปะและข้อกังขาของการเรียนหนังในไทย

พีคกับคำถามสุดท้ายที่ว่า “หากเรามีอำนาจ เราจะแก้ไขอะไร” ที่ซึ่งในนั้นกลับตระหนักแกมสงสัยว่า ฤ จริงๆแล้วปัญหาคือตัวเขาเอง? มันน่าเศร้ามาก

แต่ที่พีคกว่าคือการที่มีตัวเหี้ยเดินผ่านลงน้ำในแบล็คกราวด์ในช่วงหนึ่ง จนอดตีความไม่ได้ 555

25/03/18 – The Cloverfield Paradox (Julius Onah/ US/ 2018) – 1/5

อืมมมม ทำไมมันธรรมดาค่อนไปทางน่าเบื่อได้ขนาดนี้หนอ เหมือนหนังมันมีประโยชน์เพียงแค่ขยายความต่างๆในภาคแรกเพื่อที่จะไปเล่าเรื่องต่อในภาคใหม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

ส่วนเส้นเรื่องของตัวละครหลักที่ใส่เข้ามานี่ก็ยี้ย้ามาก เลี่ยนสุดๆ ส่วนอีเรื่องโลกคู่ขนานนั้นก็ดูเป็นอะไรที่เล่นเอาง่ายๆเข้าว่า แบบบอกให้คนดูฟังเลยไม่ต้องคิดเยอะ

แล้วทำไม จางซื่อยี่ ต้องพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเพียงคนเดียว? ทั้งๆที่มันมากันตั้งหลายชาติ????

ดูแล้วคิดถึงหนังปีที่แล้วอย่าง Life (2017) ที่สนุกว่าเยอะ

FILM I’VE SEEN IN FEBRUARY 2018

08/02/16 – Operation Mekong (Dante Lam/ China, HK/ 2016) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

ก็สนุกเพลินๆดีกับการดูจีนที่อยากจะเป็นฮีโร่ของภูมิภาคเอเชีย (ก่อนที่เห็นว่าจะทำตัวใหญ่ระดับโลกใน Wolf Warrior 2)

 

 

14/02/18 – Devilman Crybaby (Yuasa Masaaki/ Japan/ 2018/ 10EP Anime) – 5/5

อือหือ ดูกันเถอะ ดีจริงสมคำล่ำลือ

จำได้ว่าไม่ได้ชอบ Mind Game มากนัก แต่เรื่องนี้ยอม ดีงามทุกองคาพยบ ไม่มีการพินอบพิเนา อะลุ่มอล่วยใดๆทั้งสิ้น รุนแรงเต็มขั้น ไม่มีควาออมชอมอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันทำให้หนังมันไปสุดทางจริงๆโดยเฉพาะอีพีท้ายๆ

เอาจริงๆประเด็นมันก็ไม่ได้ใหม่นะ แต่มันเข้ากั๊นเข้ากันกับโลกในตอนนี้ที่พร้อมเพรียงกันหันขวา ไร้ซึ่งความเชื่อใจในกันซึ่งกันและกัน

21/02/18 – มะลิลา (อนุชา บุญยวรรธนะ/ ไทย/ 2018) – 5/5

น้ำตาปริ่ม ดีจังเลย หนังเข้าทางเราทุกอย่าง ความรัก มะเร็ง ความตาย การเริ่มต้นใหม่ รวมถึงการเป็นพระ มัน relate ชีวิตเราได้หมดเลย ซีนทำบายศรีให้เชนเริ่มต้นชีวิตใหม่นี่น้ำตาไหลเลย คิดถึงตอนเสียแม่ใหม่ๆ ส่วนการเล่าเรื่องการเป็นมะเร็งของพิชก็ทำให้เราคิดถึงพ่อ

แล้วก็ชอบการแบ่งหนังเป็นสองพาร์ตด้วย แน่นอนอดคิดไปถึงหนังมาสเตอร์พีสอย่าง “สัตว์ประหลาด” ของพี่เจ้ยไม่ได้ที่คล้ายกันทั้งเรื่องการแบ่งพาร์ตโดยพาร์คแรกเป็นเรื่องรักแล้วพาร์ตหลังก็เข้าป่า แต่ที่เราชอบมากๆคือ พอตัวเอกมันต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรอบ แต่ไม่มีสิ่งเรียกขวัญ เรียกวิญญาณกลับมาได้อีกแล้ว มันเลยต้องเรียนรู้การเรียกขวัญให้ตัวเองด้วยการเป็นพระ รับรู้สิ่งรอบตัวและการกระทำของตัวเองอยู่ทุกขณะ แล้วพอมันเรียกขวัญกลับมาได้แล้ว รับรู้ได้แล้ว การเปลือยกายแช่น้ำจึงไม่ต่างจากบายศรีที่มันจะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อนำไปลอยน้ำ

เป็นหนังที่พูดเรื่องความรักบนความเชื่อทางศาสนา, พูดถึงความอ่อนแอและเปราะบางของมนุษย์ได้วิเศษและงดงามจริงๆ

หลงมนต์ทุกความตายที่เกิดขึ้นในหนังมากๆ แง่หนึ่งมันดูโหดร้ายแต่แง่หนึ่งมันก็เป็นตลกร้ายของชีวิตธรรมดาสามัญของผู้คนที่ขึ้นอยู่และดับไปเป็นสรณะ

เวียร์ดีงามมาก แต่เราชอบโอ อนุชิตมากกว่า ชอบที่พี่มดเอ็กซ์ว่า โอในเรื่องนี้ทำให้คิดถึง เลสลี่ จาง

ติดท๊อปแน่ และอยากดูอีกรอบ

23/02/18 – Loveless (Andrey Zvyagintsev/ Russia/ 2017) – 4/5

ชอบ Leviathan (2014) หนังเรื่องก่อนของ ผกก ท่านนี้มาก (ส่วนอีกเรื่องที่ได้ดูคือ The Return (2003) แต่เสียใจที่จำอะไรไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าก็ชอบอยู่ประมาณนึง)

มาเรื่องนี้ตอนดูจบใหม่ๆไม่ได้กลับไม่ได้รู้สึกชอบมาก คือมันรับรู้ได้ถึงความเลือดเย็นแหละ แต่เหมือนมันยังไปไม่สุด ทั้งตัวเรื่องพูดถึงครอบครัวที่กำลังจะแตกแล้วกลายเป็นว่าตัวลูกคือปัญหาหนึ่งที่ต้องการจัดการด้วยการเกี่ยงกับรับผิดชอบ แล้ววันนึงเด็กมันหายตัวไป เมื่อนั้นความฉิบหายจึงบังเกิด ทั้งหมดเกิดขึ้นในสถานที่ๆเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ

แต่พอเวลาผ่านไป คิดถึงหนังไป คิดถึงชีวิตของตัวละครหลังหนังจบไปก็พบว่ากลับมาชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เออ ทำไปทำมากลับมารู้สึกว่าแม่งเลือดเย็นแบบโหดร้ายเลยว่ะ

24/02/18 – The Shape of Water (Guillermo del Toro/ US) – 3.5/5

– เราไม่มีปัญหากับหนังเลยแหะ เพลิดเพลินมาก คือพอมันทรีดตัวเองว่าเป็นเทพนิยายเราเลยโอเคกับมันหมดเลย

– ชอบช่วงเวลาในหนังมากๆที่เป็นช่วงสงครามเย็น แม้ประเด็นยุบยับอื่นๆทั้งเรื่องเกย์ การเหยียด คนชายขอบอะไรนั้นจะแสนน่าเบ้ปาก แต่เราก็ยังชอบในความเป็นเทพนิยายฟุ้งๆของมันอยู

– ชอบฮอคกิ้งมากและชอบซีนขาวดำซีนนั้น

– แต่ก็นั้นแหละ พอดูจบแล้วก็จบกันไป

24/02/18 – Lady Bird (Greta Gerwig/ US/ 2017) – 3.5/5

– เหมือนเห็นหน้าเกรวิคตลอดเวลาไม่รู้ทำไม คิดถึงนางในภาพลักษณ์ในหนังเรื่อง 20th Century Women ในหนังเรื่องนึ้ตลอด

– แล้วก็รู้สึกตลอดว่าหนังมันส่วนตัวจริงๆ ก็เลยเกิดคำถามว่าถ้านางยังทำหนังต่อไปมันจะออกมาเป็นยังไงนะ

– โดยรวมหนังก็น่ารัก อบอุ่นดี และแน่นอนความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังของแม่ลูกนั่นดีมาก

– แต่รู้สึกว่าช่วงท้ายมันรวบรัดตัดความไปหน่อย เสียดายๆ

25/02/18 – Youth (Feng-Xiaogang/ China/ 2017) – 4/5

แหมมมม ไอ้เราก็นึกว่ามันจะพูดถึงสังคมยุคปฏิวัติวรรณธรรมได้มากกว่า แถมเล่นข้ามเหตุการณ์สำคัญใหญ่มากอันนึงไปเลย (แต่ก็อย่างว่าแหละ มึงจะหวังอะไรแบบนี้กับหนังเฝิงเสี่ยวกัง)

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบ เฝิงยังคงบิ้วส์เก่งเว่อเหมือนเดิม Aftershock น้ำตาแตกยังไง เรื่องนี้ก็อย่างนั้นเลย

เรื่องราวการก้าวพ้นวัยมาพร้อมกับการถ่ายภาพที่สวยงดงามหมดจด โศกนาฏกรรมก็มาพร้อมเพลงประกอบสะเทือนอารมณ์ มันเลยทัชคนดูได้อยู่หมัดพร้อมๆกับความน่ากลัวของอาการรักชาติเบอร์ใหญ่ของมัน

ขอบซีนฟังเพลง เติ้งลี่จิง มากแบบน้ำตาไหล งดงามนอสทาเจีย

แล้วก็ชอบตัวละคร ถิงถิง ที่สุดตรงเพราะมันเป็นหญิงแรดที่ไม่ได้แคร์สังคม ชาตินิยมห่าเหวอะไรนั่น 555

เพิ่มเติม: ซีนงานปัจฉิมปิดคณะนี่เกิดคำถามว่าเด็กๆยุคโซเชียลนี้เค้าจะอินไหมนะ

26/02/18 – On Body and Soul (Ildikó Enyedi/ Hungary/ 2017) – 2/5

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เก็ตหนัง ไม่เข้าใจ ไม่ relate ใดๆทั้งสิ้น หญิงหุ่นยนต์ ชายพิการ มีภาพฝันเดียวกันเลยอยากเอาภาพฝันนั้นให้กลายเป็นจริง อย่างงี้น่ะหรือ?

โอเคละรสชาติมันแปลกประหลาดดี ชอบที่ให้หน้าที่การงานของตัวละครมันอยู่ในโรงฆ่าสัตว์ซึ่งอาจเพื่อเป็นการบอกกลายๆว่าเหล่ามนุษย์พวกนี้มันดูไม่มีชีวิตจิตใจเท่าไหร่ ดูอย่างนางเอกซิหุ่นยนต์ขนาดนั้น อย่างพระเอกก็เชยชาสุดๆ ซึ่งก็อาจมีไว้เพื่อผลของพล็อตเมื่อหนังมันตบเข้าธีมของหนังที่ว่าด้วยความรัก, ความฝันอะไรเทือกๆนั้น

นี่ถ้าตอนจบเฉลยว่านางเอกเป็นมนุษย์ต่างดาวก็จะไม่แปลกใจใดๆเลยนะ

อนึ่ง คิดไปถึงหนังเรื่อง Upstream Color (2013) ที่รู้สึก WTF เหมือนกัน แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีลูกเล่นอะไรให้เราชอบอยู่บ้าง

28/02/18 – Wind River (Taylor Sheridan/ US, UK, Canada/ 2017) – 5/5
(ดูบนเครื่อง)
ขอบมาก หนังถึงพร้อมทุกทาง ทั้งความเป็นทริลเลอร์และความเป็นดราม่าหนักๆ ห่อหุ่มด้วยบรรยากาศอันเย็นยะเยือกพอๆกับผู้คนพื้นถิ่นและดนตรีน้อยๆส่งความรุนแรง
ชอบเรื่องการติดอยู่ในพื้นที่, native ที่โดนรุกไล่และความไร้น้ำยาของภาครัฐ

FILM I’VE SEEN IN JANUARY 2018

01/01/18 – มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ (อิทธิศักดิ์ เอื้อสุนทรวัฒนา/ ไทย/ 2017) – 2/5

โดยรวมมันน่ารำคาญมากกว่าจะสนุกหรือตลก เหมือนเส้นเรื่องมันที่ไม่รู้จะดิ้นยังไงได้แล้วมั๊ง มันเลยกลายเป็นยืดๆยาดๆแบบไม่นำพา แล้วดันจะมาเล่นเยอะ มาหักมุมแบบไล่แขกไล่คนดูให้เสียอารมณ์

จากที่เริ่มจะชอบนางเอก แต่พอหนังจบกลายเป็นไม่ชอบไปเลย

 

01/01/18 – Incendies (Denis Villeneuve/ Canada, France/ 2010) – 5/5

ดูวันแรกของปี แต่มันใจแน่ๆว่าจะลากยาวไปติดท๊อปของปี 2018 ได้ชัวร์ ดีงามทุกองคาพยบ

พี่นัองฝาแฝดตามหาพ่อและพี่ชาย ผ่านอดีตของผู้เป็นแม่ที่มาจากประเทศในตะวันออกกลาง ผ่านสงครามศาสนากลางเมืองและความพลิกผันสารพัด

หลังเล่าเรื่องเป็นตอนๆ สลับระหว่างอดีตของแม่และปัจจุบันในการตามหาของลูก ด้วยบทดีและแข็งแรงมากๆ ปอกรกับการกำกับที่จับคนดูได้อยู่หมัด นั่งติดเก้าอี้ อ้าปากค้างกันไป

น่าจะเป็นหนังของวิลเนิฟที่ชอบที่สุด และเอาจริงๆพอมาดูในเวลานี้ก็พบหลายๆองค์ประกอบที่ถูกใช้ในหนังเรื่องต่อๆมาของเขา ทั้งความดิบและรุนแรงใน Sicario, อาชีพนักคณิตศาสตร์ของนางเองใน Arrival

02/01/18 – Seoul Station (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2016) – 4/5

นี่ซิ หนังของยอนซังโฮ ที่เราชอบจาก The King of Pigs แม้จะเป็นหนังแพ็คคู่กับ Train to Busan แต่โดยรวมแล้วมันดีกว่ามากๆๆๆๆ

ในขณะที่ Train to Busan มันมีความสว่างไสวของความหวัง, ของคนดี แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย มันดาร์ค, มันหม่นเทา มีแต่ตัวละครชายขอบผู้ดิ้นรนอยู่รอด ในสังคมที่ไม่เคยชายตามาเหลียวมอง ภาครัฐที่หวังพึ่งไม่ได้

ทวิสต์ของหนังรุนแรงเสียจนทำเอาหมดเรี่ยวแรง

10/01/18 – Diary of a Nymphomaniac (Christian Molina/ Spain/ 2008) – 1/5

อีเหี้ย หนังตลก

ผู้หญิงมีความสุขกับเซ็กซ์ เสพติดกับเซ็กซ์ เสียใจแม่ตายแต่ได้รับการเยียวยาด้วยการมีความรัก แต่ความรักมันเหี้ย เธอเสียใจ ลุกขึ้นมาใหม่เอาการเสพติดของตัวเองหาเงินเลยไปเป็นกระหรี่หรูๆ แล้วก็ไม่วายเจอลูกค้าเหี้ยอีก จนไปเจอลูกค้าพิการเล่าแนวคิดการมีชีวิตอยู่ของตัวเองจนคุณเธอเกิดนิพพาน เข้าใจความหมายของชีวิต เดินหันหลังจากสิ่งร้ายๆเหล่านั้นตากฝนไปขอบคุณเพื่อนรักแล้วก็จบหนังไปแบบสวยๆ

อีเหี้ย หนังตลก

12/01/18 – Sorayos is NOT a model filmmaker (สรยศ ประภาพันธ์/ ไทย/ Short Film Program) – 5/5

ในบรรดา 5 เรื่องนี้ เราเคยดูมาก่อนแล้ว 2 เรื่องและดูในช่วงที่เราไม่เคยรู้จักตัวตนใดๆของสรยศมาก่อนเลยเพราะยังไม่ได้เป็นเฟรนด์กันใน FB แต่ถึงเป็นเฟรนด์กันเราก็ไม่คิดว่าาสรยศจะเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทั้งด้วยตัวของเขาเเองและในหนังของเขา แถมนอกเหนือจากอารมณ์ขันฉกาจๆเหล่านั้น เขายังมีวิธีมองโลกที่น่าสนใจ จับเอาสิ่งที่คนไม่รู้ไม่เห็น หรือรู้-เห็นแต่ไม่ยอมรับ-ไม่ใส่ใจ ให้โดดเด้งขึ้นมาด้วยอารมณ์ขันพร้อมๆกับตั้งคำถามส่งกลับไปสู่ผู้ชม

1. บุญเริ่ม (2013, 17 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นในเมืองกรุง

ดูจะเป็นหนังที่มีท่าทีจริงจังที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด รุงแรงด้วยภาพชนชั้นและภาพความหวัง-ความฝันของคนชั้นล่าง

2. ดาวอินดี้ (2014, 14 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นฝันถึงประเทศพัฒนาแล้ว

เป็นหนังที่ตลกที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ตลกแบบตลกสัดๆ แต่ก็มิวายแฝงภาพความเบาปัญญาของคนกรุง

3. ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์ (2015, 13 min, hybrid-Doc) ประเทศพัฒนาแล้วในสายตาประเทศกำลังพัฒนา

เป็นหนังที่แตกต่างที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ซีเรียสจริงจังกับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศด้อยพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วและผลที่เกิดขึ้นต่อผู้คนในโลก

4. รักษาดินแดน (2016, 14 min, fiction) เราจะมีระบบเกณฑ์คนไปเป็นทหารเยอะแยะไปทำไม

เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนตบ เหตุเพราะมันคือสิ่งที่เรารับรู้อยู่แล้วและผ่านมันมาแล้วด้วย แต่ไม่ยักจักคิดสงสัยหาความ ชอบภาพครูฝึกแดกสลิ่มนับซองเงิน

5. อวสานซาวน์แมน (2017, 16 min, fiction) เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน

ด้วยความที่หนังมันเล่นกับเรื่องเสียง-การอัดเสียง เราเลยโฟกัสกับเสียงในหนังเป็นพิเศษ คิดสารตะไปต่างๆนาๆว่าเสียงที่ได้ยินอาจไม่ใช่เสียงเดียวกับภาพที่เห็น อาจเป็นเสียงจากสถานที่อื่น ปลาๆๆ แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็หยุดห้วงขาดวิ้นไปด้วยเสียงปืน 1 นัด! ที่บางคนอาจไม่ได้ยินและสนใจ

เป็นเรื่องน่าดีใจที่ได้ดูหนังทั้ง 5 เรื่องรวดเดียว ทำให้เห็นภาพของคนทำหนังที่ชื่อ สรยศ ประภาพันธ์ ชัดเจนขึ้นมากๆ แน่นอน รอดูหนังยาวของเขา Arnold is a Model Student ด้วยใจจดจ่อ

18/01/18 – A Brighter Summer Day (Edward Yang/ Taiwan/ 1991) – 5/5

[รอบสอง]

เหมือนฝันที่เป็นจริง จากที่ได้ดูรอบแรกในจอเล็กเมื่อปีก่อน(ซึ่งหนังก็ติดท๊อปอันดับหนึ่งไปตามระเบียบ) มาบ่นใบ้ว่าอยากดูบนจอใหญ่ๆแล้วก็มาได้ดูในวันนี้ ความดีงามของหนังคงไม่พูดถึงซ้ำ แต่ขอเรียกว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การดูหนังอีกอันหนึ่งของชีวิต

เคยเขียนถึงหนังไว้แล้วที่นี่ https://goo.gl/LBgoxp

ปล. กรี๊ดซีนในรูปอย่างรุนแรง

20/01/18 – White Lily (Hideo Nakata/ Japan/ 2017) – 2/5

หนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สามที่ได้ดูซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องด้อยที่สุดของเรา (อีกสองเรื่องยังไม่มีซับอังกฤษ)

เรื่องของครูหญิงนักปั้นกับนักเรียนสาวผู้มีความสัมพันธ์กันมากกว่าการเป็นแค่ครูกับลูกศิษย์ หากมองแค่ตัวหนังเพียวๆมันอาจไม่น่าสนใจนักเพราะเรื่องมันราบเรียบมาก ประมาณครูสาวผู้ทนทุกข์กับนักเรียนสาวติดบ่วงกรรมอะไรเทือกนั้น

แต่พอไปอ่านใน IMDB ก็พบว่าผู้กำกับนากาตะเคยเป็นอดีตผู้ช่วยผู้กำกับหนังพิงค์โรมันมาก่อน นี่คือหนังพิงค์โรมันเรื่องแรกของเขาที่ทำขึ้นเพื่อคารวะผู้กำกับ Masaru Konuma มันจึงน่าจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนที่พอคุ้นเคยกับขนบหนังพิงค์โรมันมาก่อนบ้าง แต่สำหรับเราที่ไม่มีความรู้ใดๆในสิ่งที่เขาคารวะ ผลก็คือการเชื่อมกับหนังไม่ติด

22/01/18 – Mad World (Wong Chun/ HK/ 2016) – 3.5/5

ไม่ค่อยได้เห็นหนังฮ่องกงแบบนี้แฮะ หนังดราม่าหนักๆที่พูดถึงคนเป็นโรคไบโพล่าและคนที่ต้องมาดีลกับคนที่เป็นโรค โดยมีอดีตร้ายๆที่เป็นทั้งแรงผลักและแรงกดในคราเดียวกัน ในที่นี้คือคู่พ่อ-ลูกชนชั้นล่างในฮ่องกง ประเทศที่โตไวเสียจนค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว ปล่อยทิ้งคนชั้นล่างให้ไม่มีตัวตนพอๆกับกดดันคนชั้นอื่นๆให้ดิ้นรนเอาตัวรอด

หนังดราม่าแบบเต็มสูบ ประหนึ่งกลุ่มมนุษย์ชีวิตเหี้ยผู้พยายามเอาตัวให้รอดในสังคม พ่อหนี พี่ชายหนี แม่เป็นบ้า เมียไม่เข้าใจ จนต้องรู้สึกผิดและอยากปรับปรุงตัว หลายๆซีนคือการบิวส์แบบกะเอาให้ตายแต่โชคดีที่เหมือนผู้กำกับจะรู้ลิมิต มันจึงยังไม่หลุดทะลักออกไป ยังสามารถประคองอารมณ์ไว้ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเราขอเรียกว่านี่คือหนังโชว์การแสดงดีๆของนักแสดงมากกว่าตัวเรื่องหรือสาระอะไรในหนัง ทั้งหยูเหวินเล่อ และพี่เป้า เจิ้งจื่อเหว่ย โดยเฉพาะคนหลังนี่เด็ดขาดจริงๆ

ชอบซีนในโบสถ์มาก การพยายามหลุดพ้นแบบเห็นแก่ตัวของคนผ่านศาสนาโดยไม่สนหัวจิตหัวใจมนุษย์แม่งเป็นอะไรที่เกินรับได้จริงๆ

28/01/18 – Panda! Go, Panda! (Isao Takahata/ Japan/ 1972) – 3/5

การ์ตูนที่ทากาฮาตะทำก่อนที่สตูดิโอจิบลิจะถือกำเนิด เรื่องราวของพ่อแพนด้าลูกหนึ่งที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์แล้วได้พบเด็กน้อยคนหนึ่งจนอยู่กันเป็นครอบครัวกลายๆ

เตรียมตัวไม่ถูกและหนีไม่ออกจริงๆที่ต้องดูมันด้วยแว่นสายตาของยุคสมัยปัจจุบันซึ่งก็ค้นพบว่าในความสดใสสีลูกกวาดของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน จะคิดเป็นอื่นยังไงดีล่ะเมื่อเราเห็นพ่อเป็นแพนด้า เห็นแม่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆชอบโชว์กางเกงใน ที่มีลูกแพนด้าอีกตัว จนกลายเป็นครอบครัวแสนสุข มีความสุขเมื่อบ้านน้ำท่วมแถมเผชิญหน้ากับเสือด้วยความยิ้มแย้ม

แต่ในโรงเด็กๆก็แลสนุกสนานกับหนังดี จนอดคิดถึงตอนเป็นเด็กไม่ได้ที่เรายังไม่ได้มีแนวคิดอะไรแบบนี้และพร้อมจะสนุกไปกับทุกเรื่อง

28/01/18 – Bangkok Nites (Katsuya Tomita/ Japan, Thailand, Lao, France/ 2016) – 5/5

ดีใจมากที่ได้ดูในโรง ในเวอร์ชั่นเต็มๆ 3 ชั่วโมงกว่า นับว่าเป็นประสบการณ์ดูหนังที่ดีแรกของปี

เรายังคงจำความรู้สึกของตัวเองได้ดีเมื่อดู Saudade ของคัตสึยะจบลง มันเป็นหนังญี่ปุ่นอันแปลกประหลาดที่เราไม่คุ้นเคย หนังที่เต็มไปด้วยคนชายชอบ คนชั้นล่างในชนบทญี่ปุ่นผู้ที่ไม่พอใจในรากเหง้าของตัวเองหรือไม่แม้แต่จะรู้ว่าตัวเองเหมาะควรกับพื้นที่ใด อันนับเป็นหนึ่งในหนังที่เปิดโลกเรามากๆ

แล้วพอมาในหนังเรื่องนี้ เขายังคงพูดถึงผุ้คนเหล่านั้น เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่มาเป็นเมืองไทย (หรืออาจหมายความไปถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กลุ่มคนที่ไร้รากที่มาหาดินใหม่ผ่านร่องรอยของอดีตสงคราม อดีตอาณานิคมที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เหล่านั้น พ้องพ่วงไปชีวิตคนชั้นล่างผู้ได้รับผลกระทบจากอดีตกาลของผู้อื่น

ชอบมากแรกคือการที่หนังมันพาให้เห็นในมุมลี้ลับหนึ่งในกรุงเทพฯที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยไป เปิดเปลือยอย่างตรงไปตรงมาก็เพื่อจะเล่าเรื่องของเหล่ามนุษย์ที่วนเวียนอยู่ในนั้น

ชอบมากสองคือการที่มันพูดเรื่องผลกระทบทางการเมืองในอดีตต่อผู้คน ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจากยุโรป สงครามเวียดนาม เขมรแดง คอมมิวนิสต์ ใครจะลืมผีตนนั้นในสกลนครได้เล่า หรือกับเหล่านักปฏิวัติเซาท์อีสเอเชียยุคใหม่ผู้ต่อสู้ด้วยเพลงแร็ป!

เสียดายมากที่ไม่สามารถอยู่ฟัง Q&A ได้ คาดว่าคงจะได้เกร็ดความรู้อะไรดีๆอีกมากแน่ๆ ฮือๆ

ปล. ไม่คิดว่าหนังจะฉายในไทยแบบทางการได้ และก็ไม่คิดว่าหนังจะตัดให้สั้นลงได้

ปลล. ชอบเพลงที่ถูกใช้ในหนังด้วย

30/01/18 – Call Me by Your Name (Luca Guadagnino/ Italy, France, Brazil, USA/ 2017) – 2/5

– ยืนอยู่บนฝั่งที่ไม่ชอบหนัง เพราะมันสวย สวยมากทั้งภาพและเรื่องราวที่มันเล่า สวยเกินกว่าที่เราจะสัมผัสมันได้ แน่นอนหนังไม่ผิด แต่มันไม่ใช่แนวทางของเราเลย

– สงสารมาเซีย หุ่นมาเซียสวยมาก และเธอไม่ควรจะกลับไปเมคเฟรนด์กับอีลีโอ

– สิ่งที่ดี: เมืองที่หนังใช้เป็นโลเคชั่น, Timothée Chalamet และเพลงประกอบ

30/01/18 – The Square (Ruben Östlund/ Sweden, Germany, France, Denmark/ 2017) – 4.5/5

– สิ่งแรกที่ชอบหนังมากคือการพูดถึงงานศิลปะ เราเชื่อว่าหลายๆคนมักจะสงสัยเวลาไปดูงานศิลปะแหละว่า เชี่ย! ตัวงานไม่เห็นมีอะไรเลยแต่สเตตเม้นต์แม่งอย่างเทพ ประหนึ่งคืองานศิลปะมันไม่ได้มีค่าในตัวเองใดๆเลย มันมีค่าเพราะมันถูกให้คำนิยาม ยิ่งถ้าคนนิยามดังๆหน่อยงานก็แพง ซึ่งหนังมันก็เอาแนวคิดนี้มาเล่นได้แสบสันต์ทะลุกทรวง อีเดอะสแควร์นี่เป็นอะไรที่ตอแหลฉิบหาย เท่าเทียมพ่อง! ยุติธรรมพ่อง! ขอทาน คนไร้บ้านเต็มบ้านเต็มเมือง

– สิ่งที่ชอบต่อมาคือการพาผู้ชมไปพบกับความซับซ้อนเหี้ยๆของสังคมสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมีคำตอบมากกว่า 1 คำตอบ จะทำดีทำเชี่ยอะไรก็ผิดได้หมด ผิดขนาดมหภาคด้วยการโดนสังคมตราหน้า หรือแม้แต่ผิดแบบจุลภาคด้วยความรู้สึกผิดของตัวเอง

– ดูหนังจบแล้วย้อนกลับมามองตัวเอง ไอ้เหี้ย โลกแม่งอยู่ยากจริงๆ เป็นคนดีก็ยาก จะเป็นคนเหี้ยก็ยาก ทำตามใจก็ไม่ได้ คิดเยอะไปก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ จะ pc มากก็ไม่ไหว จะไม่ pc เลยก็ไม่ได้ โอ้ยยยยย

– กราบซิกเนเจอร์ของรูเบนในการสร้างเหล่าซีนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พี่จะเก่งไปไหน

31/01/18 – The Florida Project (Sean Baker/US/ 2017) – 5/5

คนเกลียดเด็กเข้าไส้อย่างเรายังต้องยอมพ่ายแพ้หมดรูป ความมืดหม่นที่เคลือบด้วยสีลูกกวาด

เหมือนกับที่เราชอบ Tangerine หนังเรื่องก่อนของเบเกอร์ที่เล่าเรื่องคนชั่นล่างอเมริกันเหมือนกัน แม้มาในรูปลักษณ์ที่่ต่างกัน แต่รุนแรงเอาตายได้พอกัน จริงๆภาพการเทียบระหว่างความสวยงามของโลกในสายตาวัยเด็กกับความเหี้ยห่าของชีวิตในวัยที่โตขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เบเกอร์ผสมสองสิ่งออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสิ่งที่ทำให้มันมันสมบูรณ์มากๆสำหรับเราคือตัวละครของเดโฟ คือถ้าไม่มีตัวละครตัวนี้หนังคงแข็งพิลึก อันเป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในหนัง

เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือหนังที่นักแสดงทุกตัวคือสิ่งที่ทำให้หนังมันดีงาม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกตัวละครตราตรึงในใจจริงๆ

โลเคชั่นในหนังก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ สถานที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีดิสนี่แลนด์ มีเฮลิคอปเตอร์บินขึ้น-ลงตลอดเวลา ที่แวดล้อมเหล่าตัวละครตัวเล็กๆเอาไว้ให้ยิ่งไม่มีตัวตน

การจับมือกันวิ่งเข้าไปในปราสาทเจ้าหญิง ดินแดนแห่งจินตนาการ ของเด็กสาวสองคนในซีนจบ….รุนแรงสั่นสะเทือนจริงๆ

31/01/18 – Faces Places (Agnès Varda, JR/ France/ 2017) – 5/5

อบอุ่นจริงๆ ทำเอาน้ำตาปริ่มหลายช่วงเลย เอาจริงๆชอบตั้งแต่ไอเดียตั้งต้นของหนังแล้วที่พูดถึงความสัมพันธ์ของผู้คนต่างๆในสถานที่ต่างๆโดยใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องและบันทึกมันออกมาเป็นหนัง

โดยในความสันพันธ์ของเหล่าผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นที่ให้ภาพแบบสโคปมุมกว้างแก่เราคนดู มันยังพ่วงคล้องไปกับความสัมพันธ์ระหว่างของวาร์ดาและ JR ที่ให้ภาพมุมที่เล็กลงจนเราสัมพันธ์มันได้จริงๆ ความสันพันธ์ต่างวัยแต่หัวใจวัยเดียวกัน จนอดคิดไมได้ว่าถ้ามีโอกาสนั่งฟังเขาสองคนคุยกันมันคงจะเพลิดเพลินมาก

ชอบการทำภาพที่ชายหาดที่สุด เพราะมันสรุปสิ่งพี่พวกเขาทำได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องความทรงจำ ความทรงจำต่อผู้คนและสถานที่ (อันนี้ก็น้ำตาปริ่ม)

แล้วก็ชอบเส้นเรื่องโกดาร์ดมากๆ เพราะในกลุ่มนิวเวฟเราคุ้นเคยกับโกดาร์ดที่สุดเพราะดูหนังของเขามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งการล้อกับหนังโกดาร์ดที่เราชอบมากอย่าง Band of Outsiders (1964) (ซีนเข็นรถในลูฟวร์นี่ทำเราน้ำตาปริ่ม) โดยเฉพาะคำปลอบประโลมวาร์ดาของ JR ในช่วงท้ายนี่ดีมากๆ ที่ว่าจริงๆแล้วที่โกดาร์ดไม่ออกมาพบแถมยังเขียนข้อความทิ่มแทงใจแก่วาร์ดานั้นอาจเพราะแค่ต้องการปรับโครงสร้างหนังเรื่องนี้ของวาร์ดา คือถ้าไมใช่โกดาร์ดเราคงไม่รู้สึกชอบได้มากขนาดนี้เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าโกดาร์ดคือเจ้าแห่งการเล่นสนุกกับโครงสร้างของภาพยนต์

รักป้าวาร์ดา สัญญาว่าจะดูหนังป้าให้มากขึ้น