Film I’ve seen in July 2017

06/07/17 – Empire of Lust (Ahn Sang Hoon/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

ความฉิบหายของหนังคือชื่อไทย คาฮี อะไรนั้นแหละที่ทำให้คนมองหนังไปอีกมุม ทั้งๆที่จริงๆแล้วหนังก็ไม่ได้แย่อะไร เอาเข้าจริงเราพบว่าบทมันดีและดูสนุก

หนังมันเบตระหว่างการช่วงชิงบัลลังค์กับปูมหลังของตัวละครได้พอดิบพอดีและสนุกทั้งสองทาง มีเน่าบ้างแต่ถือว่ายังไม่เสียหายอะไร

หากจะมีอะไรให้คิด ก็คงเป็นประเด็นเรื่องการตามหาความเท่าเทียมที่ตัวพระ-นางเป็นตัวแทนในประเด็นนี้ คนนึงคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องทำอะไรตามคำสั่ง อีกคนคือคนชั้นล่างที่ถูกกระทำย่ำยี

ในหนังเกาหลีจำพวกการช่วงชิงบังลังค์โดยมีอิสตรีเป็นตัวแปรในทางใดทางหนึ่ง เรายังคงชอบ The Concubine (2012) มากที่สุด

09/07/17 – Logan (James Mangold/ US/ 2017) – 4.5/5

ไม่เคยชอบตัวละครวูฟเวอรีนเลยให้ตายซิ เก่งเวอร์แถมตายยาก จนมาได้ดูเรื่องนี้นี่แหละ อือหือ ชอบมาก มันเอาสิ่งที่เราเกลียดออกไปหรือไม่ก็ใส่เหตุผลที่เรารับได้เข้าไปเสริม ยิ่งพอหนังใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปให้มันเราเลยได้เห็นมิติที่น่าสนใจมากมายของตัวละครตัวนี้ ตัวละครแก่หงำเหงือก ไร้ซึ่งพลังชีวิตที่มีความต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตให้รอด อยู่ในกฏของสังคมให้ได้ แถมยังต้องมาดูแลคนป่วยด้วยความรู้สึกผิดบาปในใจอีก

แถมตลอดทั้งเรื่องพี่ก็ซัดคนดูในทุกอณูองค์ประกอบของหนัง นอกเสียจากตัวละครแก่หงำเหงือกไร้ซึ่งแรงขับใดๆแล้วมันยังเต็มไปด้วยภาพความแห้งแล้งของผืนทราย ลมแห้งๆ แสงนีออนชืดๆ หรือแม้ในป่าที่เขียวขจียังดูแห้งแล้งไร้ซึ่งวิญญาณเลย

ที่ชอบที่สุดคงเป็นเรื่องของการเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่ไม่ได้อยากกลายพันธ์แต่ถูกทำให้กลายพันธ์ของตัววูฟเวอรีน การเป็นกึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ การไม่มีฝักฝ่ายที่ชัดเจนที่มันเสริมให้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลแกนกับลอร่ามีเหตุมีผลและเรารู้สึกร่วมกับมัน (ทั้งๆที่ประเด็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรเทือกนั้นมักจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบเป็นการส่วนตัว) เอาจริงๆประเด็นนี้มันก็มีในหนังชุดนี้หรือในเอ็กซ์แมนแหละ แต่เรารู้สึกกับมันในเรื่องนี้มากกว่า

เป็นการปิดชีวิตของตัวละครได้งดงามจริงๆ

12/07/17 – Spider-Man: Homecoming (Jon Watts/ US/ 2017)3/5

รู้สึกถูกต้องมากๆที่ดูต่อจาก Logan เมื่อหนึ่งคืออดีตฮีโร่แก่หงำที่ต้องการจะรีไทร์ตัวเอง ส่วนเรื่องนี้คือวัยรุ่นที่อยากจะเป็นฮีโร่ ต่างคนต่างพบปัญหาของชีวิตที่แตกต่างกันในช่วงวัย สะท้อนภาพคนในอยากออกคนนอกอยากเข้าได้พอดิบพอดี คิดภาพปีเตอร์ พาร์คเกอร์แก่ไปเป็นโลแกนก็น่าสนุกดี

เอาเข้าจริงมานับๆดู เราดูหนังมาเวลครบทุกเรื่องเลยวุ๊ย แล้วในช่วงหลังๆ ทุกครั้งที่ดูหนังมาเวล เราก็มักจะดูว่ามึงจะไปได้สุดได้เท่าไหนและเมื่อไหร่ แต่มันก็สามารถหาที่ทางออกของมันได้ในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องนี้ มึงฉลาดจริง อันนี้ยอมๆ

เราเฉยๆกับ Cop Car หนังเรื่องก่อนของ ผกก. ซึ่งเรื่องนี้ในประเด็นเดียวกันเราก็เฉยๆ 555 แต่ดีที่หนังมันสนุก ชอบความกระสันอยากเป็นฮีโร่ของวัยรุ่นพร้อมกับการเรียนรู้ที่ออกมาอบูาในโซนดีมากกว่าจะยี้

ชอบตัวเพื่อนเนิร์ดของปีเตอร์ เป็นตัวรองที่มีเป้าหมายชัดเจนคือการเป็นผู้ช่วยฮีโร่ เป็นซับพอร์ตเตอร์อ้วนๆชาวเอเชีย ชายขอบมันต้องให้สุด

เกลียดฉากท้ายเครดิต, รักป้าเมย์ แล้วก็อยากรู้ว่า MJ จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปกับความเป็นขบถของเธอ

17/07/17 – Bahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli/ India/ 2015) – 4/5

โม้สนั่นตั้งแต่เปิดเรื่อง แต่ใครจะแคร์ล่ะถ้าหนังมันสนุกฉิบหายและสูบฉีดอดีนาลีนได้ขนาดเน้!!! หนังอีพิคมันต้องเบอร์นี้โว้ยยยยยย

ขอดูภาคสองก่อนในเร็ววันนี้ ค่อยเขียนทีเดียว

ซีนจำไม่ลืม: การเต้นระบำร้องเพลงเพื่อแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วนางเอกคือสาวสวย ไม่ใช่นักรบ

18/07/17 – Mountains May Depart (Zhangke Jia/ China, France, Japan/ 2015) – 5/5

ตายแล้วววว เพิ่งมารู้ตัวเองว่าไม่เคยดูหนังของเจี่ยเลยซักเรื่อง เคยดูได้ Platform แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ดูไม่จบ กรี๊ดดดดด กูไปอยู๋ไหนมาาาาาา

หนังเล่าเรื่องราวใน 3 ช่วงเวลาคือ 1999, 2014 และในอนาคต 2025 ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก เชินเตา สาวผู้มีรอยยิ้มบนหน้าตลอดเวลาที่แม้ยุคสมัย อายุและเส้นทางที่เดินจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เราชอบที่หนังมันค่อยเพิ่มดีกรีความเศร้าความเครียด ขึ้นไปตลอดทางของหนัง จากเด็กสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่จนแก่กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะมากมายของสังคมที่อาศัยอยู่ จากพาร์ตแรกในเรื่องรักสามเศ้าแบบเด็กๆ พาร์ตสองที่เริ่มพบการสูญเสีย จบที่พาร์ตสุดท้ายกับการโตเต็มวุฒิภาวะและเข้าใจโลกที่เป็นอยู่

อีกด้านคือภาพผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจของจีน จากความหวังสู่ความผิดหวัง จากความรุ่งโรจน์สู่ภาวะไร้ความหมาย รวมไปถึงภาพความเป็นจีนในโลกที่โกลบอลขึ้นทุกวัน ความเป็นจีนที่ถูกกลืนให้หายไป รากเหง้าเลือนลาง เหลือไว้เพียงสิ่งเล็กสิ่งน้อยเท่านั้นที่ยังระบุได้ว่าเป็นจีน แต่ก็เป็นในความหมายของการหวนรำลึกมากกว่าการจะเข้าใจในแก่นของมัน

ชอบกิมมิกของหนังอย่างเพลง Go West, เพลงกวางตุ้ง, เกี๊ยวหรือเด็กถือทวน ที่มีอยู่ในหนังในทุกช่่วงเวลาแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วง จากเพลงรักงดงามไปเป็นเพลงให้หวนคิดถึงหม่นเศร้าจนกลายไปเป็นเพลงแห่งความทรงจำ เกี๊ยวกลายเป็นอาหารเชื่อมความสัมพันธ์ จากเพื่อนสู่ลูกและกลับมายังตัวเอง, จากเด็กน้ำตานองแก้มแดง เติบใหญ่เป็นวัยรุ่นไร้ปฏิสัมพันธ์จนถึงคนเล่นกอร์ฟอัศยาศัยดี

แต่ที่รุนแรงที่สุดคือเพลง Go West ที่ใช้เปิดและปิดหนังที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสุดขั้วจนทำให้ทำน้ำตาแตกอาบแก้มในซีนจบ

ปล. สัญญาว่าจะดูหนังของเจี่ยให้ครบโดยเร็ว

19/07/17 – The Brothers Grimsby (Louis Leterrier/ UK, Australia, US/ 2016) – 3.5/5

เราสามารถมอบคำพูดประมาณ อุบาท สถุล เลวทราม ต่ำช้า เหี้ยห่า หรือถ้อยคำอะไรก็ตามประมาณนี้ให้กับหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องเคอะเขินใดๆแถมยังรู้สึกดีเสียด้วยที่ได้สบถด่าหนังแบบนั้น แต่ให้ตายเถอะหนังแม่งบันเทิงจริงๆว่ะ

pc ไม่ pc นี่ช่างหัวแม่งไปเถอะเนอะถ้าหนังมันสนุกเหี้ยๆ ความบัดซบทั้งมวลแม่งมาถูกช่วงถูกเวลาสัดๆ มุขก็เหี๊ยเหี้ย ขำฉิบหาย แต่ก็รู้ว่าแม่งเหี๊ยเหี้ยอะ ประเทศอังกฤษนี่โดนกัดเสียยุ่ยเลย 555

แต่ที่เรารู้สึกที่สุดก็อีตัวนักแสดงนี่แหละ อีชาช่าก็นี่รู้กันอยู่แล้วไม่แปลกใจอะไร แต่กับพี่ มาร์ค สตรองค์ นี่ดิ โอโห มาดดีๆที่กูจดจำไว้ในหัวนี่หายไปหมดเลย หมดกันพี่ล้านกู

22/07/17 – Dunkirk (Christopher Nolan/ US/ 2017) – 2.5/5

– เพิ่งอ่านไบโอฯเล่มที่สัมภาษณ์หัวลำโพง ลิดึม คนทำดนตรีประกอบหนังมา เขาว่า “ดนตรีประกอบมันไม่ควรเด่นเกินภาพ มิฉะนั้นแล้วแสดงว่าคนดูหลุดออกจากหนังแล้ว” นั่นแหละ เรารู้สึกแบบนั้นเลย (หันไปกราบ ฮาน ซิมเมอร์ สำหรับสกอร์ ทั้งๆที่ไม่ควรแต่เราชอบสกอร์ของหนังจริงๆ)

– ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า หนังเหมือนจับเอาซีนเลือกระเบิดเรือสองลำใน TDK มาขยายให้ยาวขึ้น แค่นั้นแหละ อาจบวกรวมกับ Inception นิดหน่อยเรื่องจังหวะ

– การเชิดชูอะไรแบบนี้เราเคยซื้อนะ (ก็อีซีนที่ว่าใน TDK นั่นแหละ) แต่ตอนนี้ไม่ซื้อแล้วอะ

– ถือว่าโชคดีอยู่อย่างที่เวลาที่ไปดูมันมีแต่รอบ IMAX ภาพแม่งอลังกาลจริงๆ อันนี้ยอม

– อีกส่วนที่ชอบคือการตัดต่อ ไอ้เราก็งงว่าอะไรคือ 1สัปดาห์ 1วัน 1ชั่วโมงว่ะ จนค่อยๆมารู้เอาทีหลังแบบเนียนๆ ตะเข็บเนี๊ยบๆ อันนี้ดี ชอบ

– กับซีนเปิดเรื่องที่ซีเนมาติกมาก ดีจนตื่นตะลึง (แต่หลังจากนั้นก็…..)

– สรุปคือ ชอบโปรดักชั่นมากกว่าตัวหนัง

23/07/17 – War for the Planet of the Apes (Matt Reeves/ US/ 2017) – 1/5

– ถ้าจะปลำไยซะขนาดนี้ ไม่เห็นจะต้องยาวเว่อร์แบบนี้เลย เอาสั้นๆก็ได้นะ สองชั่วโมงนี่ยาวจนเลียนแบบการหายใจแรงๆของวานรได้หลายพันธุ์เลย

– สงสาร แอนดี เซอร์กิส จังเลย คนที่เชียร์ให้มีการมอบรางวัลการแสดงให้กับนักแสดงโมชั่นแค็ปเจอร์คงได้แต่เซ็งที่หนังมันออกมาแบบนี้ เซอร์กิสทำดีที่สุดแล้ว แต่บทมันไม่ได้จริงๆ

– ที่เกลียดสุดๆคือ อี จาจาบิง วอนนาบี น่ารำคาญสัดๆๆๆๆ (เผื่อใครคิดไม่ออก มันคืออี bad ape นั่นแล)

– เสียดายที่ไตรภาคมันจบแบบนี้ ทั้งๆที่สองภาคก่อนเราว่ามันโอเคทีเดียว หากให้เรียงลำดับก็ตามแต่ละภาคเลย 1 -2 – 3

24/07/17 – Saudade (Katsuya Tomita/ Japan/ 2011) – 4/5

เหมือนได้เปิดโลกใบใหม่เลยแหะ คือโลกในหนังนี่มันไม่เหมือนกับบรรดาหนังญี่ปุ่นที่เราเคยได้ดูมาเลย มันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดแต่มันกลับเรียลและดิบดี

ที่เราสนใจมากๆมีสองส่วน หนึ่งคือการพูดถึงคนชั้นแรงงานญี่ปุ่นในต่างจังหวัด โอโห ทำไมไม่เห็นเหมือนตัวละครแรงงานในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆเลยว่ะ ทำไมมันดูชีวิตทุกข์ยากกันจริงๆ ยิ่งหนังมันแวดล้อมด้วยสภาพเศรษฐกิจที่กำลังแย่ด้วยแล้วยิ่งทำให้เรื่องการหาโอกาสของตัวละครมันยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ อย่างที่บอก มันดูเรียลจนเรารู้สึกกับตัวละครไปด้วยว่า เออ ฝันพวกมึงไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกกับชีวิตแบบนี้ มีแต่เหี้ยลงๆ

สองคือเรื่องชาติพันธุ์ที่มีในหนัง นอกจากญี่ปุ่นแล้วก็มี บราซิล ไทย ฟิลิปปินส์ ซึ่งมันก็เล่นกับการกลืนกันของชาติพันธุ์ เรื่องชาติกำเนิด ตัวตน การลืมรากเหง้าหรือแม้แต่ความขัดแย้ง มันหลากหลายและน่าสนใจดีที่เราไม่เคยเห็นในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ อาทิ คนญี่ปุ่นที่ไม่อยากเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นที่รับวัฒนธรรมคนดำฮิปฮอปแต่เกลียดบราซิล บราซิลผู้เกิดในญี่ปุ่นกับคำถามถึงความเป็นบราซิลของตัวเอง บราซิลที่แต่งงานกับคนฟิลิปปินส์แต่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและกำลังคิดไม่ตกว่าจะย้ายประเทศไปอยู่ที่ไหนดี หรือกับหญิงไทยกับการต้องเลือกสัญชาติตัวเอง

เรารู้แหละว่าในญี่ปุ่นมีชุมชนบราซิลและในบราซิลก็มีชุมชนคนญี่ปุ่นอยู่เยอะ ซึ่งพอมาได้เห็นในหนังแล้วมันรู้สึกเปิดโลกทัศน์ดี

ปล. ชอบการมีอยู่ของน้ำดื่มในเรื่องมากๆๆๆๆๆ มันประหลาดดี

26/07/17 – Valerian and the City of a Thousand Planets (Luc Besson/ France/ 2017) – 1/5

ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไมมันถึงคร่ำครึและไร้ชั้นเชิงได้ขนาดนี้ ตั้งหน้าตั้งตาอัดทุกอย่างตามสูตรแสนน่าเบื่อแบบไม่สนใจสมงสมองคนดูเลย รู้สึกเฟลไปหมดทุกภาคส่วน จะโรแมนติกก็หลอก (พ่นเรื่องความรักเหี่ยห่าตอนท้ายอะไรนั้นกูรู้สึกเสนียดมากอะคะ) ตัวร้ายที่โผล่ออกมาก็เห็นคำว่า “Bad Guy” บนหน้าผากเลยตั้งแต่ครั้งแรก แล้วอะไรคืออีเจ้าหญิงออกมาเดินลั้ลลาริมหาดตอนเปิดเรื่อง คือจะบอกว่าดาวมึงมีความสุขมวลรวมสูงกว่าดวงดาวอื่นว่างั้น

บทจะชมเรื่องจินตนาการล้ำเหลือยังไม่ได้เลย เพราะนอกจากจะไม่ว้าวใดๆแล้วยังรู้สึกเหมือนคิดอะไรได้ก็ใส่ยัดๆมันเข้าไป ผลคือเละคะ

แต่มีดีขึ้นมานิดนึงตอนช่วงท้ายที่พูดเรื่องการกวาดความผิดพลาดชั่วร้ายในอดีตไว้ใต้พรมของฝ่ายรัฐ และการพยายามก้าวข้ามความโกรธแค้นด้วยการยอมรับและเรียนรู้อดีตของชาวมิวส์ เพราะเอามาวางลงบนบริบทไทย แต่ก็นะ มันก็แค่ระดับผิวเผิน

ดังนั้นแล้ว คะแนนที่ดีดมาได้นี่มาจาก เดอเลวีญ ล้วนๆ

ปล. ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปลอักษรภาษาอังกฤษเป็นอักษรไทย ทำไมไม่ทับศัพท์ไปเลย งง

29/07/17- Chang-ok’s Letter (Shunji Iwai/ South Korea, Japan/ 2017) – 5/5

เติมเต็มมากกกกกกก ใครที่คิดถึงหนังชุนจิในโหมดอบอุ่นยุคแรกๆของเขาอย่าง Love Letter หรือ April Story นี่ได้ฟินให้หายคิดถึงกันเลย (แน่นอนเพลงเพราะฉิบหายเหมือนเดิม)

เส้นเรื่องไม่มีอะไรมาก เป็นหนังสั้นๆ 4 ตอนเกี่ยวกับแม่ผัวกับลูกสะใภ้และครอบครัวของเธอ เรื่องเล็กๆ เหตุการณ์เล็กๆ เล่าง่ายๆ ถ่ายทอดออกมาเรียบๆ แต่ทัชมากกกก (ไม่สิ! เว้นตอนแรกไว้เพราะเป็นลองเทคทั้งเรื่อง!)

และเอาเข้าจริงพอถึงตอนสุดท้ายในช่วงที่ทุกอย่างคลี่คลายที่หนังเริ่มสดสว่างขึ้นมาอย่างน่าตกใจ เราเริ่มรู้สึกหวาดกลัวว่าหนังจะจบแบบนี้ แต่พอแบดูน่าเอ๋ยประโยคลอยๆ “มันจะเป็นแบบนี้ได้อีกนานเท่าไหร่คะ” โอโห กราฟดูดิ่งพุ่งขึ้นเลย

แบดูนา ดีแบบดีมากกกกกกกกกกกกกกกก

ปล. ตอนไปเกาหลีก็เห็นร้านเนสกาแฟอยู่ ไม่เคยคิดจะเข้าไปเลย แต่พอดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากเข้าไปลองจริงๆ ยอมเป็นทาสการตลาดถ้ามันออกมาดีแบบนี้

https://nestle.jp/brand/nba/letter/en/

Film I’ve seen in June 2017

03/06/17 – Yesterday Once More (Yoyo Yao/ China/ 2016) – 4/5

เซอร์ไพร์สมาก ทั้งในแง่ของความเป็นหนังรักในวัยเรียนย้อนยุคที่ทำออกมาไม่ขี้ริ้วขี้เหล่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบไต้หวัน ซึ่งจะว่าไปก็อาจเรียกได้ว่าเป็นงานก๊อปนั้นแหละ แต่ก๊อปดี มีเกรด

อีกส่วนคือประเด็นหลายๆอันของมันที่ถ้าเราไม่รู้อะไรมาก่อนก็คงไม่มีทางที่จะเชื่อได้ว่านี่มันคือหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งการวิพากษ์การศึกษา วิพากษ์การกดดันของสังคม ความเป็นครอบครัวหรือแม้กระทั้งการเดินตามความฝันของตัวเองที่ไม่ตรงตามขนบเก่าๆ ที่ยิ่งทำให้ดูไปก็ต้องหยิกตัวเองไปว่านี่หนังจีนนะ ไม่ใช่ไต้หวัน

จริงๆหนังมันก็น้ำเน่าตามสูตรแหละ แต่ You Are the Apple of My Eye หรือ Our Times มันก็เน่าไง แต่พอมันทำออกมาได้น่าสนก็เลยชอบ ชอบแบบชอบมาก

แล้วก็ชอบการใช้เพลง เพลงอังกฤษสากลเลยที่ดูตอแหล๊ตอแหล แต่พอมันเป็นจีนแล้วเราให้อภัย 555

07/06/17 – Wonder Woman (Patty Jenkins/ US/ 2017) – 3/5

– มันก็อี๊ๆหน่อยอะ ความเหี้ยจบได้ด้วยรัก อีห่า!

– เปิดเรื่องมาก็ทำเอาขำยาวๆ ลิเกสุดๆ ยิ่งเห็นโรบิน ไรซ์ มาในบทแบบนี้ด้วยยิ่งอดขำไม่ได้

– มาเริ่มชอบหนังก็ตอนเดินทางออกจากเกาะนั้นแหละ ชอบที่หนังเล่นกับอาการบริสุทธิ์ผุดผ่องเรียนรู้โลก (และดีใจมากที่หนังมีซีนเอากัน – อันนี้กูขอจิ้นเอง)

– แต่หนังมาดร๊อปไปแบบเยอะมากๆเลยสำหรับเราคือตอนที่พบว่าเทพแอริสมีตัวตนจริงๆ เหตุเพราะหนังมันเดินเรื่องด้วยความโง่ เดียงสาและอ่อนต่อโลกมาตลอด อีเหล่าตำนานเรื่องเล่าในอดีตของอีนางก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นแค่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้น แถมอีแอริสก็มาพ่นโมโนลอคอธิบายเรื่องราวไปเสียหมดเลย จากที่จะให้อีนางเรียนรู้ความเดียงสาต่อโลกของตัวเองไปเรื่อยๆ ทิ้งปริศนาไว้บ้าง มันเลยไปได้ไม่สุด น่าเสียดาย อีซีนแอ็คชั่นไคลแม็กซ์ก็น่าเบื่อฉิบ (คือเราอยากให้หนังมีประเด็นว่า การเลี้ยงลูกโง่ๆ ลูกก็จะโง่และสร้างความฉิบหายได้มากกว่าอะไรแบบนั้น 555)

– แต่เอาเถอะ การเขียนถึงหนังเรื่องนี้สามารถจบได้ในคำไม่กี่คำ

“แกล กาโดต์”

17/06/17 – King of Comedy (Stephen Chow, Lik-Chi Lee/ HK/ 1999) – 4/5

จำไม่ได้ว่าเคยดูมาก่อนหรือเปล่า แต่ช่างมันเถอะ พอได้ดูตอนนี้แล้วรู้สึกนอสทาเจียจังเลย คิดถึงหนังฮ่องกงยุคนั้นมากๆ

จังหวะมันเด็ดขาดจริงๆ มุกก็ดีและตลกมาก ที่สำคัญมันโรแมนติกแบบที่หนังในยุคนี้ทำยังไงก็คงไปได้ไม่ถึงอีกแล้ว

จางป๋อจือดีจังเลย

20/06/17 – Los Nadie (Juan Sebastian Mesa/ Colombia/ 2016) – 2.5/5

[ดูบนเครื่อง]

หนังเรียกร้องความรู้เกี่ยวกับประเทศโคลัมเบียพอควร โดยเฉพาะเมืองที่เหล่าตัวละครอาศัยอยู่ที่กำลังเกิดจราจลอะไรซักอย่าง คือพอเราไม่รู้ สิ่งที่เราเห็นก็เหลือแต่เพียงการตามดูชีวิตของวัยรุ่นชนชั้นล่างกับการใช้ศิลปะต่างๆในมือเป็นเครื่องมือในการต่อต้านพร้อมกับความฝันที่จะได้หนีออกไปจากเมืองเน่าๆแห่งนี้

ดูเพลินๆ แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่

20/06/17 – Bonnie and Clyde (Arthur Penn/ US/ 1967) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ดูแบบไม่มีซับและสำเนียงของ วอเรน เบ็ตตี้ ก็ฟังยากฉิบหาย

สองซีนที่ตราตรึงมากๆคือซีนเปิดตัวโดยการปล้นธนาคารครั้งแรกเพื่อโชว์สาว กับซีนมองทาจการกระหน่ำยิงในช่วงท้าย

ชอบอาการไบโพล่าของ เฟย์ ดันอเวย์

ไว้มีโอกาสจะหามาดูใหม่

27/06/17 – Her Love Boils Bathwater (Ryota Nakano/ Japan/ 2016) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ครึ่งแรกดีมาก ลงตัวมาก คือตั้งแต่เริ่มเรื่องไปจนถึงก่อนเดินทางไปค้างแรมที่บ้านเกิด เราว่ามันโอเค มีอี๊ๆบ้างแต่ยังพอรับได้ แต่หลังจากนั้นรู้สึกมันจะแม่พระเสียเหลือเกิน เดินทางโปรดสัตว์ตามลายทาง แต่ก็ยังโชคที่ที่มันตบปิดได้ไม่น่าเกลียดมาก

แล้วก็โชคดีอีกอย่างที่มันได้นักแสดงดีๆทุกตัว รักอีนางลูกสาวชั้นในฟ้าที่สุด

Film I’ve seen in May 2017

01/05/17 – Personal Shopper (Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016) – 4/5

ที่ชอบหนังมากๆคือการที่มันทำให้เรารู้สึกประหลาดแบบสุดๆด้วยความเป็นหนังผี หนังผีแบบยุโรปที่เราแม่งแทบจะนึกภาพไม่ออก มีโฉ่งฉ่างบ้างแต่ก้ยังคงรักษาระดับรสนิยมแบบย6โรปอยู่

แต่ส่วนที่ชอบที่สุดนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการมีตัวตนอะไรนั้นแฮะ แต่คือการที่มันโยงเรื่องผีสางวิญญาณเข้ากับเรื่องศิลปะกับวิทยาศาสตร์ โอโห ชอบมาก คือพอหนังมันบอกว่าอีเลขฐานสองมันอาจมาจากการสื่อสารกับผี อีการที่ตัวนางเอกคุยแชตกับผีมันเลยชอบธรรม ไม่เขอะเขินและดีฉิบหายเลย

ปล. ซีนผีเดินออกจากโรงแรมนี่มหัสจรรย์มาก

01/05/17 – Leviathan (Lucien Castaing-Taylor, Verena Paravel/ France, UK, US/ 2012) – 4/5

โอโห มึงถ่ายกันยังไง

รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวปลากันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือเห็นเลยว่าอุตสาหกรรมประมงแม่งโหดฉิบหาย

ควรดูจอใหญ่ๆจริงๆ

03/05/17 – Guardians of the Galaxy Vol.2 (James Gunn/ US/ 2017) – 3/5

ก็เข้าใจนะว่าธีมของหนังมันคือเรื่องมิตรภาพ แต่คือพอมันยัดเข้ามาเยอะๆมันก็ทำเอายี้เหมือนกัน ไหนจะพ่อ-ลูก ไหนจะพี่-น้อง ไหนจะสายสัมพันธ์ต่างสายเลือดหรือแม้แต่เรื่องมิตรสหายกลับใจ แม่งเยอะเกิ้น

ก็ยังโชคดีที่ได้บุญเก่า คือเราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังภาคแรกมากๆน่ะ อะไรที่มันมีเหมือนในภาคแรกนั้นเราบันเทิงกับมัน มันเลยเป็นหนังที่ดูสนุกเป็นห้วงๆเป็นช่วงๆเสียมากกว่า ไม่ถึงกับผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรมันมากมายนัก

อนึ่ง เกลียดอีตัวละคร เมนทีส จังเลย ตัวละครที่ถูกออกแบบให้มีหน้าที่แค่สื่อสารสิ่งที่พูดโต้งๆไม่ได้ มันดูเล่นง่ายไปนิด

05/05/17 – I Am A Hero (Shinsuke Sato/ Japan/ 2015) – 4.5/5

หัวใจจะวาย สนุกมากกกกกกกกกกก

ชอบการออกแบบซอบบี้ ทั้งในแง่ของกายภาพที่ดูสดใหม่และน่าขนลุกสุดๆ และอีกแง่อันว่าด้วยไอเดียของการติดอยู่กับอดีตของการเป็นซอมบี้

แม้ประเด็นจะไม่ได้ใหม่แบบน่าตื่นเต้น แต่การที่มันพูดเรื่องฮีโร่แบบปัจเจคชนคนเสียงเล็กๆนี่มันดีจัง เราเลยชอบตอนจบของมันมากๆที่ว่าการเป็นฮีโร่แม่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้เลยนี่หว่า

ออ! เสียใจด้วย Train to Busan เชิญเข้าช่องผักได้แล้วค่ะ

06/07/17 – Ilo Ilo (Anthony Chen/ Singapore/ 2013) – 4.5/5

ได้ดูซักที คลายบาปของตัวเองได้แล้ว หนังดีงามน้ำตาไหล

พล๊อตอันว่าด้วยชีวิตครอบครัวชาวจีนในสิงคโปร์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆทยอยเลย์ออฟคนงาน มีคุณพ่อที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดที่ก็ต้องรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเองเอาไว้ ตลอดจนลูกผู้สร้างแต่ปัญหาให้หนักอกจนต้องไปจ้างพี่เลี้ยงมาจากฟิลิปปินส์ พี่เลี้ยงที่ก็เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ด้วยเงื่อนไขเดียวกันคือหาเงินเลี้ยงชีพและส่งเสียลูกที่ยังเล็ก

ด้วยพล๊อตที่สามารถดราม่าได้ล้านแปด แต่หนังกับไม่เลือกที่จะเล่าแบบนั้น นั่นจึงเป็นข้อดีของหนังที่เราชอบมาก น้ำเสียงเรียบๆคือลิ่มอันทรงอานุภาพที่จะค่อยๆกระเทาะมิติความเป็นมนุษย์ มิติสังคม มิติทางความสัมพันธ์ออกมาให้เราได้เห็น ภาพความอ่อนแอของพ่อ ความริษยาของแม่ การเติบโตของลูกและการดิ้นรนของคนใช้ เหล่านี้คือความเป็นมนุษย์ที่เราได้เห็นจากหนังเรื่องนี้

และสุดท้ายน้ำตาก็ไหลพรากเมื่อหนังมันบอกกับเราว่า “เพื่อที่จะรักษาบางอย่างไว้ เราอาจจำเป็นต้องสูญเสียบางอย่างไป”

07/07/17 – The Treacherous (Min Kyu-dong/ South Korea/ 2015) – 2/5

พล๊อตว่าด้วยราชวงศ์อะไรซักอย่างของเกาหลี ที่กษัตริย์เป็นบ้า บ้าทั้งสมองและกาม มีผู้ติดตามเอาใจที่มีหน้าทีเกณฑ์หญิงจากทั่วประเทศมาเข้าฮาเลม ประชาชนก็โกรธซิ น้องนางเอกเป็นลูกของคนขายเนื้อที่ต้องการเข้าวังเพื่อฆ่ากษัตริย์แต่บังเอิญเคยมีอดีตกับผู้ติดตามคนสนิทของกษัตริย์ มันก็เลยเอาไว้เป็นดราม่าเล็กๆของเรื่อง

ดูไปก็งงไปว่าพวกมึงทนกับอีกษัตริย์แบบนี้ได้ยังไงว่ะตั้งนานสองนาน รำคาญมาก

แต่ประเด็นจริงๆคือดูเพราะตามนางเอกมาง่ะ ชอบนางจาก Obsessed (2014) แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยโชว์เลย โธ่!

10/05/17 – ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017) – 3.5/5

พอมันไม่มีตัวละครที่มีโพซิชั่นแบบกูเลยในหนัง (พวกไม่มีทั้งเงินและสมอง จะจ่ายเพื่อโกงยังไม่มีปัญญา) ก็เลยได้แต่ อือ! หรา! เคคะ! เอาเลยจ๊ะ! อย่างนั่นแหละ! เอาเลย! ลุ้นๆๆ! แล้วก็ “ไม่นะ!” ตอนหนังจบ

แต่ยอมรับว่าหนังสนุกดี บันเทิงมาก ลุ้นดี งานเนียบ นักแสดงดี แม้จะไม่อินกับตัวเรื่องแต่ก็สนุกกับตัวหนังมากทีเดียว

แต่ที่ชอบสุดคงเป็นเรื่องด้านมืดและโอกาสการเข้าถึงเรื่องการศึกษาในไทยที่ไม่เท่ากัน ณ ที่นี้เราจึงอยู่ทีมแบงค์และเกลียดตอนจบ

อนึ่ง ชอบการโยกหัวเล็กๆของลินมากอย่างไม่มีเหตุผล ชอบมากกกก

ออ! ซีนแห่งปี “อนาคตแห่งการซักผ้า” รุนแรงเหี้ยๆ

14/05/17 – In The basement (Ulrich Seidl/ Austria/ 2015) – 3/5

ก็แรงสมกับหนัง อุลริช ซีเดิล ในเรื่องนี้เป็นสารคดี(ที่ก็มีแอบเซ็ตติ้งขึ้นมาอยู่บ้างแหละ)นำพาคนดูไปดูกิจกรรมของผู้คนที่กระทำในห้องใต้ดิน แน่นอนแหละว่ามันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วในหนังของซีเดิล ซึ่งก็เวียนวนไปด้วยเหล่าคนเหยียดอิสลาม, นักดนตรีผู้เทิดทูนฮิตเลอร์, คุณป้าเลี้ยงเด็กทารกที่ตายแล้ว, นักล่าและแดกสัตว์ที่ภูมิใจในการกระทำของตัวเอง, ชีวิตรัก S&M หรือแม้แต่กระหรี่เบื่อชีวิตและนักเที่ยวผู้ภูมิใจในกามกิจของตัวเอง

ด้วยความที่ห้องใต้ดินมักให้ความรู้สึกถึงการเป็นดินแดนแห่งความลับ แห่งเรื่องส่วนตัว ความเหวอแดกประหลาดโลกของมันจึงเป็นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดของหนังเพราะมันคือการเปิดโลกการรับรู้ของคนดูว่า เออ โลกเรามันก็มีรสนิยม ความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างหลากหลาย (แต่หากจะคิดว่ามันเซ็ตขึ้นมา นั่นก็อีกเรื่องนึง)

อย่างไรก็ตาม ความที่มันเป็นเพียงแค่การตามไปดูเหล่าผู้คนและกิจกรรมของพวกเขาเท่านั้น หนังมันเลยไม่ค่อยมีผลกับต่อมอารมณ์ของเราเท่าไหร่ ได้แค่ช๊อคกับภาพ กับเรื่องราว แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

อนึ่ง ชอบภาพที่ ผกก ให้เหล่าผู้คนยืนมองกล้องอยู่นิ่งๆในห้องใต้ดินของตัวเองมาก

17/05/17 – Harmonium (Kôji Fukada/ Japan/ 2016) – 3/5

ไม่ถึงกับชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ

เอาเข้าจริงเราว่ามันก็เดินทางสูตรอะนะ เพียงแต่พอมันเป็นญี่ปุ่นและถูกเล่าด้วยความนิ่งมันเลยดูเลือดเย็น ครึ่งแรกแลดูหวานแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนที่ครึ่งหลังเรื่องจะถูดบิดและดันตัวละครให้ตกสะพานอยู่ตลอดเวลา

ส่วนที่ดีและเราชอบที่สุดคงเป็นเรื่องการเก็บงำความลับของตัวละครที่มันส่งออกมาถึงบรรยากาศแวดล้อม อันนี้แหละที่มันน่าขนลุก

21/05/17 – Frantz (François Ozon/ France, Germany/ 2016) – 5/5

รักหนังมากๆ อยากเขียนถึงยาวๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ฮือๆๆ

เป็นหนังที่ธีมของมันแสนน้ำเน่า ที่พูดถึงเรื่องการสูญเสีย ความเกลียดชัง ความรักและการลวงหลอก แต่มันกลับถูกร้อยเรียงออกมาได้อย่างงดงามเหลือเกิน

ชอบที่หนังเล่นเรื่องความจริง-ความลวง ทำให้เราไม่อาจโอนเอียงให้ค่าด้านใดด้านหนึ่งได้เลย ความจริงอาจมอบความทุกข์แต่ก็ทำให้คนเดินก้าวข้ามไปได้ ในขณะที่ความลวงจะสามารถทำให้คนสุขใจได้แต่มันก็เต็มไปด้วยควมทุกข์กับบางคน

ดูจบสงสารนางเอกมาก รักนางสุดๆ

ออ! ชอบกับการเล่นภาพขาวดำกับภาพสีในหนังแบบสุดๆๆๆๆๆ ภาพขาวดำสำหรับความทุกข์และหม่นเศร้า ภาพสีสำหรับความรักและความสุข

26/05/17 – Cosmic Sex (Amitabh Chakraborty/ India/ 2014) – 2/5

เมื่อเซ็กซ์ถูกจับมารองรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณ เมื่อนั้นกูก็ได้แต่อุเบกขา กูเข้าไม่ถึง กูขอบาย กูขอดูเซ็กซ์แบบมีสีมีสันดีกว่า

ออกตัวก่อนว่าที่ดูหนังเรื่องนี้เพราะเราชอบ Qaushiq Mukherjee (AKA. Q) คนทำหนังอินดี้อินเดียที่ทำหนังที่เราชอบมากๆอย่าง Gandu (2010) เลยลองหาหนังอินดี้อินดี้อินเดียมาดูเพิ่ม

เอาจริงๆถ้าเรามีพื้นเรื่องความเชื่อหรือแนวคิดตามแนวลัทธิต่างๆในอินเดียบ้างก็คงจะจับต้องหนังได้มากกว่านี้และคงไม่รู้สึกกับหนังแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละสุดท้ายก็เฟลกับหนังอย่างหมดหนทางเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ชอบการเล่นใหญ๋ขอกระเทยแม่เล้ามาก

29/05/17 – Mustang (Deniz Gamze Ergüven/ France, Germany, Turkey, Qatar/ 2015) – 5/5

เอาเข้าจริงแล้วหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันเล่าเรื่องของเด็กสาวกำพร้า 5 คนที่อยู่ร่วมกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือดกับการจัดการความนึกคิดและชีวิตของตัวเองในสังคมอนุรักษ์นิยมที่ชายเป็นใหญ่และยังคงประเพณีโบราณคร่ำครึ แล้วยิ่งการให้พี่น้องทั้ง 5 ได้พบทางออกที่แตกต่างกันไปมันก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แถมดีไม่ดีผู้ชมอาจรู้สึกได้ว่าหนังมันเพลย์เซฟเกินไป แต่โชคดีที่หนังมันทำให้คนดูอย่างเรามองข้ามจุดนั้นไปได้ด้วยเพราะองค์ประกอบอื่นๆที่มันดีมากเสียจนเรายกใจให้ เล่าเรื่องดี ภาพสวย นักแสดงมีเสน่ห์และสั่นสะเทือนเราได้เล็กๆเมื่อหนังจบลง

อีกส่วนที่ชอบมากๆและน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครหลักได้เลยคือตัวบ้าน สถานที่ๆแทบจะกลายเป็นเรือนจำกลายๆ แล้วหนังก็ฉลาดมากที่ใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเรื่องในช่วงท้าย

ชอบตัวละคร เยซิน ชายขับรถไร้แบล็คกราวด์ที่มาที่ไป ชอบตัวละครน้าสาวผู้วิ่งออกไปเควี้ยงหินใส่เสาไฟ และชอบพี่สาวคนกลางกับการเปรียบเทียบตัวเองกับนิ้วกลาง

Film I’ve seen in April 2017

01/04/17 – I Am Trash (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2014) – 4/5

ดูจบรู้สึกโชคดีที่แค่โดน ผกก จับนมเมื่อตอนงานเวิร์ลฟิล์มฯ ไม่โดนมากกว่านั้น 555

นี่สิหนังครอบครัวแบบที่เราต้องการ ครอบครัวสามพี่น้องที่คนเล็กเป็นมนุษย์ขี้เงี่ยนระดับเสียสติ คนกลางเป็นทหารเกย์ตุ๋ยเพื่อนอ้วน ส่วนคนโตนี่เป็นคนกวาดถนนผู้ดูจำเป็นต้องดูแลน้องๆขณะพ่อติดคุกเนื่องจากไปเอาเด็ก เรื่องราวในหนังเล่าเรื่องหลังจากผู้พ่อกลับมา แต่ขอโทษจ๊ะหนังไม่มีอาการสำนึกผิดใดๆทั้งนั้น ใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไปจนสุดทาง แถมสามพี่น้องนี่ก็ก่ำกึ่งว่าจะ incest

โสมมทุกภาคส่วน (คำชม) ตัวเนื้อเรื่องและตัวละครนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าชัดแจ้งขนาดไหน ส่วนเนื้อในนะหรือ มันคือการบอกว่า ความรักความห่วงใยในทางหนึ่งแม่งคือตัวทำร้ายล้างชั้นดี

ชอบสภาพบ้านเมืองในหนังมาก โสมมพอกันที่ดูไม่เหมือนเกาหลีเอามากๆ

07/04/17 – Weiner (Josh Kriegman, Elyse Steinberg/ US/ 2016) – 4/5

โอโห อะไรมันจะเลยเถิดได้ขนาดนี้ ความสุดของแม่งคือจากที่ต้องการบันทึกการคัมแบ็คกลับกลายมาเป็นการถมกลบไปเสียอย่างนั้น

เราไม่ได้รู้สึกถึงอีความเงี่ยนอะไรของอีตาวีเนอร์เท่าไหร่ แต่รุ้สึกถึงการควบคุมอารมณ์ของนางที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตลงเหวมากกว่าการโชว์จู๋แชตเซ็กซ์เสียอีก คือเหมือนมันจะเป็นจุดเด่นมากๆเมื่อถูกใช้ในการทำงาน (การพูดด้วยความรุนแรง ฉะฉาน พูดแทรกด้วยคำพูดที่คิดมาดี) แต่มันจะกลายเป็นจุดด้อยทันทีเมื่อเอามาแก้ต่างด้านลบของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่ตัววีเนอร์ แต่คือเมียของเขา โอโห มิติเยอะและลึกมาก สายตานางเอยหรือกับทุกคำพูดที่ถูกคิดมาอย่างดี การได้เห็นสองด้านในคู่ผัว-เมียนี้ในหนังมันเลยรุนแรงมากทีเดียว

อนึ่ง ชอบอีน้องนางพายแอ็ปเปิ้ลที่ดังได้เพราะวีเนอร์ แล้วก็เกาะตัวเขาให้ดังขึ้นเรื่อยๆ เห้ถูกใจดี

09/04/17 – Golden Slumbers (Davy Chou/ France, Cambodia/ 2011) – 4/5

ในที่สุดก็ได้ดูเสียทีหลังจากได้ยินเสียล่ำลือมานานแสนนาน

สิ่งที่วิเศษมากๆของหนังสารคดีเรื่องนี้อันว่าถึงยุครุ่งเรืองของภาพยนต์กัมพูชาก่อนการบุกของเขมรแดงที่ทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับภาพยนต์นั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น คือการที่หนังมันไม่ได้ต้องการพูดถึงความเลวร้ายเหล่านั้นแต่มันกลับวางตัวเองยืนอยู่บนความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของยุคสมัยนั้นมากกว่า ซึ่งดีงามมากจริงๆเพราะความดราม่าของมันคือการนอสทาเจีย ไม่ใช่ความเลวร้ายของยุคการปกครองโดยเขมรแดง

หนังตามสัมภาษณ์ทั้งเหล่าคนทำหนัง นักแสดงและซีเนไฟล์กัมพูชา กอปรกับภาพของสตูดิโอ พื้นที่ๆเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหรือแม้แต่โรงหนังเก่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีตที่ปัจจุบันมันถูกเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแบบหน้ามือ-หลังมือ ส่วนตัวชอบและรู้สึกกับภาพจากกล้องที่ไล้เรียงไปในโรงหนังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นคาราโอเกะบ้าง ที่พักซ่อมซ่อบ้าง โต๊ะสนุ๊กบ้างหรือแม้แต่กลายไปเป็นร้านอาหาร ที่ซึ่งในมวลภาพเหล่านั้นมันจะมีเหล่าผู้คนที่นั่งชมความบันเทิงผ่านทางสื่อภาพเคลื่อนไหวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ว่าสภาวะจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ภาพยนต์ก็ยังอยู่คู่กับมนุษย์ไม่เสื่อมมนต์

อีกเรื่องที่ชอบมากๆคือเหล่าคนทำหนังที่มาเล่าถึงชีวิตของตนเอง จากยุครุ่งเรืองไปจนยุคหลังจากที่เขมรแดงถูกโค่นอำนาจลง เรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากภาพยนต์และยังถือเป็นการการส่งทอดเรื่องราวของตนเอง ของภาพยนต์กัมพูชาต่อไปอีกทอดหนึ่ง

10/04/17 – สยามสแควร์ (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2017) – 2/5

ออกจากโรงมาด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าหนังมันไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่าหนังมันไม่ทำงานกับเราเลยจริงๆ ปัญหาของเราคือการที่เราไม่ฟิตอินกับเหล่ามวลเรื่องราว ตัวละคร เหตุการณ์แวดล้อมต่างๆในหนังเลย แต่เราชอบแก่นประเด็นที่หนังมันต้องการจะบอก

ด้วยความที่เป็นคนไม่หือไม่อือกับหนังผีอยู่แล้ว หนังผีส่วนใหญ่ทำอะไรเราไม่ค่อยได้ ในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น (ถ้าจะคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นหนังผีอะนะ) ในแง่ของความเป็นหนังผีในเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง The Eyes Diary คนเห็นผี ของมะเดี่ยว คือไม่ได้รู้สึกถึงความน่ากลัวอะไร อาจจะตีค่าแทนความลงไปได้แต่ก็ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกกับมันจริงๆ

ต่อมาขอพูดถึงสยามฯ แม้เราจะเป็นเด็กฝั่งธนฯ ช่วงมัธยมปลายก็มีช่วงไปเรียนติวตามกระแสเขาบ้าง แต่เรากลับไม่ได้ผูกพันใดๆกับสยามฯเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ๆฟุ้งเฟ้อ เยอะและไม่เหมาะกับเราเลยจริงๆ ยกเว้นเพียงแต่การไปดูหนัง แวะซื้อนิตยสารหนังที่ดอกหญ้าหรือแวะกินเตี๋ยวข้างสกาล่า ที่เหลือเราแทบจะไม่มีความทรงจำใดๆกับสยามฯ

ส่วนเรื่องราวมิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ของเหล่านักเรียนเอกชนในหนังเรารู้สึกว่ามันยืดยาดน่าเบื่อ อาจเพระาด้วยช่วงวัยด้วยมั๊ง แต่ตอนดูก็พยายามคิดถึงตัวเองในช่วงมัธยม แต่ก็ยากที่จะแนบเคียง

สุดท้ายก็ดูด้วยความเนื่อยๆ จนหนังมันเริ่มเข้าสู่ประเด็นนั้นแหละที่ทำให้กลับมารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง การทวิสตัวผีด้วยประเด็นตัวตน ตามด้วยเรื่องความผิดพลาดที่แก้ไขกลับคืนไม่ได้ จึงเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเพราะมันช่วยคลี่คลายสิ่งต่างๆนาๆที่หนังพยายามเล่า พยายามผูกปมไว้ให้เราไม่หงุดหงิดจนเกินไปนัก (แม้จะอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึง เมธาวีฯ ของเต๋อ) อย่างไรก็ตาม การขมวดจบในวาระเดียวแถมยังต่อยอดไปไม่ยอมจบของมันก็ยังคงทำให้หงุดหงิดอยู่ดี

สรุปคือ น้องพลอยดีงามมาก

ปล. ชอบซีเควนซ์ความฝัน ชอยเทคนิคในซีนนี้

11/04/17 – Moebius (Kim Ki-Duk/ South Korea/2013) – 3/5

ชอบความประหลาดบ้าบอในเส้นเรื่องที่เสือกตั้งหน้าตั้งตาเล่าแบบซีเรียสจริงจังของมันมากๆ ดีใจที่คิมคีด๊อกทำหนังเหมือนยุคแรกๆของเขา 555

หนังก็ชัดอะนะว่ามันพูดถึงอะไร ครอบครัวพังเพราะกระเจี๊ยวอันเดียวในฉบับที่เหวอแดก

แต่ก็ยังคงจบแบบ เหี้ยอะไรของมึง อยู่ดี

12/04/17 –  Get Out (Jordan Peele/ US/ 2017) – 4/5

โอโห ยอมค่ะ สุดขีดมาก จังหวะมึงเทพมาก นึกไปถึง It Follows ในช่วงแรก และ Martyr ในช่วงหลัง

ประเด็นผิวสีนี่คือเหี้ยมากนะ แต่คืดดี เหมือนจะเหยียดแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก พอจะไม่เหยียดเสือกรู้สึกว่ามึงเหยียดแน่ๆ

ชอบตัวละครแม่บ้านสัดๆ หลอนเหี้ยๆ

12/04/17 – Triangle (Christopher Smith/ UK, Australia/ 2009) – 2.5/5

ชีวิตติดบ่วง

ในหนังแนวนี้ Predestination ทำไว้เลิศเลอที่สุดแล้ว ได้ดูเรื่องนี้ทีหลังเลยไม่ได้รู้สึกว้าวอะไร

แต่ชอบเงื่อนไขของตัวนางเอก ชีวิตปล่อยวางไม่ได้ก็เหนื่อยกันไป

12/04/17 –  John Wick (Chad Stahelski, David Leitch/ US/ 2014) – 3/5

ชอบภาคสองมากกว่าแฮะ ภาคนี้รู้สึกน้ำเน่า 555 แต่ก็เข้าใจเมื่อต้องปูพื้นตัวละคร ภาคนี้เลยเหมือนการจ๊อกกิ้งส่วนภาคสองนี่คือการวิ่งสปิ๊น

 

 

 

14/04/17 – What’s for Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha/ Japan/ 2017) – 2/5

คือเราเพิ่งดู Song of the Exile ไปไม่นานและชอบมากๆแบบว่าติดท๊อปประจำปีแบบชัวร์ๆน่ะ แล้วหนังเรื่องนี้มันดันทำให้เรารู้สึกถึงหนังแอนฮุนเรื่องนั้นตลอดเวลา สลัดไม่หลุด

ผลที่ได้คือรู้สึกว่าหนังลำไยเหลือเกินจนอยากให้แอนฮุยมาจิกตาใส่

 

14/04/17 – We Are X (Stephen Kijak/ UK, Japan, US/ 2016) – 4.5/5

ทำไมชีวิตพวกพี่ถึงดรามาติกขนาดเน้!

โห แล้วเพลงของพวกพี่อีก จากที่ไม่เคยใส่ใจฟังตอนนี้เริ่มอยากหามาฟังละ

ไม่แปลกใจละ ทำไมคนถึงกรี๊ดกันสลบจนถึงกับยอมตายตาม ชีวิตพวกพี่เอยมเพลงพวกพี่เอย ผมนี่ก็ยอมไปด้วยเลย

ต่อไปก็หาเพลงมาฟัง

15/04/17 –  The Pearl Button (Patricio Guzmán/ France, Spain, Chile, Switzerland/ 2015) – 5/5

ก้มลงกราบตีน

จากการค้นหาผู้เสียชีวิตในทะเลทรายแนบเคียงเรื่องราวทางดาราศาสตร์ใน Nostalgia For the Light เรื่องนี้ย้ายไปอยู่ในทะเล แนบอิงดาราศาสตร์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประวัติศาสตร์ native ในชิลี การ civilize และจุดจบอันสั่นสะเทือน

แม้ช่วงแรกที่เป็นการเกริ่นนำอันยาวกว่าชั่วโมงจะแอบน่าเบื่อ แต่พอมันเข้าสู่ประเด็นเท่านั้นแหละ ที่ว่าน่าเบื่อนั่นกลับมามีพลังหมดเลย สุดมาก

16/04/17 – Like Father, Like Son (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2013) – 2.5/5

แหงะ ไม่ชอบเลยอะ ไม่ชอบเลย

ไม่ซื้อเลยจริงๆกับเรื่องสายเลือดอะไรนั่น เช้ยเชย แถมหนังยังขยันบี้ประเด็นด้วยการซ้อนเรื่องแม่เลี้ยงเข้าอีก งืออออ

 

16/04/17 – The Neon Demon (Nicolas Winding Refn/ US, Denmark, France/ 2016) – 3/5

ชอบความเหวอแดกไม่แคร์ใดๆในช่วงท้ายมากๆ มีความตะวันออกแบบแดกเด็กเพื่อความเป็นอมตะ 555

วิชวลบ้าพลังหายห่วงตามสไตร์เรฟิน แต่เรื่องราววงการนางแบบและความงามอะไรนั่นเราเฉยๆ

ออ นี่มันหนังของ จีน่า มาโลน ใช่ไหม

17/04/17 – Sara (Herman Yau/ HK/ 2015) – 2/5

สาวฮ่องกงผู้อดีตโดนพ่อข่มขืนแต่ก็ยืนหยัดตัวเองมาได้จนเป็นนักข่าวฝีมือดี หลังเหตุการณ์ที่ไม่พอใจหนังสือพิมพ์ในสังกัดที่ตัดข่าวของเธออันเกี่ยวกับการค้าประเวณีในฮ่องกงออกเพื่อเอาไปลงโฆษณาแทน เธอจึงหนีมาพักผ่อนที่เชียงใหม่แล้วได้เจอกับกระหรี่เด็กนางหนึ่ง แล้วเธอก็รู้สึกผูกพันเพราะทำให้คิดถึงตัวเธอเอง เธอจึงอยากช่วยเด็กสาวผู้นั้น

ครึ่งแรกนี่น่าสนใจในแนวคิดของน้องนางเอกที่มองว่าการเอาตัวเข้าแลกของเธอในการไต่เต้านั้นไม่ใช่เป็นการ trade แต่คือการ barter (เพิ่มเติมเรื่องรักเข้าไปหน่อยเพื่อผลของดราม่า) แต่เสียดายที่ครึ่งหลังพอเข้าเรื่องกระหรี่ไทยปั๊บมันดันกลายเป็นภาพจำอันคุ้นเคยไป (หนูจน หนูโดนขายมา หนูน้องเลี้ยงดูที่บ้าน) ซึ่งมันอาจน่าสนใจก็ได้ในมุมของคนต่างชาติ(ในที่นี้คือฮ่องกงอะนะ) แต่เราไม่ค่อยโอ ผลคือมันเลยกลายเป็นหนังแบบคนต่างชาติมากอบกู้จิตวิญญาณของตัวเองด้วยการช่วยเหลือมนุษย์โลกที่สามไป ซึ่งมันน่าเบื่อ

20/04/17 – ตลาดอารมณ์ (สุวิทย์ ชุติพงษ์/ ไทย/ 2531) – 3/5

ขนบหนังนี่ละครไทยมากๆ นาถยา แดงบุหงา รับบทแม่เลี้ยงนักธุรกิจขี้เงี่ยน, รอน บรรจงสร้าง เป็นลูกเลี้ยงแสนดีที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา, พิศาล อัครเศรณี มาในบทนักธุรกิจเจ้าชู้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แน่นอนพร้อมกับความถนัดในเรื่องตบ-จูบ), ราตรี วิทวัส เป็นแฟนรอนมาจากอเมริกาแต่ก็เอาไม่เลือกและก็มี วันเพ็ญ จันทร์ตรี นักศึกษาสาวแสนดีที่ใครๆก็จ้องตะคลุบ ซึ่งทุกคนที่ว่าก็เกี่ยวพันขดไปขดมายุ่งเหยิงมั่วไปหมด

ชอบที่หนังมันบอกว่า “หญิงไทยเงี่ยนมาตั้งนานแล้ว!” ซึ่งแลดูทันสมัยกว่าหนังยุคนี้อีกอะ บทบาทการต่อปากต่อคำเชือดเฉียดนี่ก็สนุกมาก ตบเข่าฉาดๆๆ อาจจะเสียอยู่หน่อยตรงช่วงสรุปจบที่พี่เล่นคลี่คลายปมทุกอย่างของตัวละครออกมาล่อนจ้อนหมดเลย กลายเป็น moral cinema ไปแบบน่าเสียดาย

แต่เอ๊ะ! ดูจบแล้วหาข้อมูลก็เพิ่งรู้ว่าว่านี่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแรกเวอร์ชั่นเดียวของหนังเรื่องนี้ (เวอร์ชั่นแรกเป็นของปี 2517 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี/อรัญญา นามวงษ์ และกำกับโดย เนรมิต) นี่คือหนังปี 2531 กำกับโดย สุวิทย์ ชุติพงษ์ แถมยังหาข้อมูลอื่นๆยากมาก ขนาดวิกิฯของเรื่องนี้ดันเป็นเวอร์ชั่นละครของเอ็กแซ็กท์เมื่อปี 2554  โปสเตอร์หนังก็หาไม่มี T-T

ปล. เห็นนาถยา แดงบุหงา พยายามเงี่ยนโดยการลูบไล้ตัวเองแล้วก็ตลกดี

30/04/17 – Life Itself (Steve James/ US/ 2014) – 4/5

ข้อดี ดูแล้วมีพลัง อยากดูหนังเยอะๆ อยากเขียนถึงหนังเยอะๆต่อไป

ข้อเสีย ความจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ แค่จะเขียนนี่ยังไม่มีเวลา T-T

Film I’ve seen in March 2017

22/03/17 – The Salesman (Asghar Farhadi/ Iran, France/ 2016) – 2/5

ไม่รู้ว่าเพราะแนวคิดความเชื่อของเรากับในหนังมันต่างกันมากหรือเปล่า หนังมันจึงน่าเบื่อมากสำหรับเรา หงุดหงิดกับการตัดสินใจของตัวละครมากๆ

 

 

24/03/17 – Call of Heroes (Benny Chan/ China/ 2016) – 2/5

ดูบนเครื่อง เพลิดเพลินดี ให้อารมณ์หนังกำลังภายในยุคเก่าๆ ชอบการวางเงื่อนไขของเรื่องด้วยอำนาจล้นฟ้าผ่านตัวละครของ กู่ เทียนเล่อ แต่เสียดายที่มันไปไม่สุดแถบพลิกกลับมาแบบสวยๆ น่าเบื่อไปหน่อย

ซีนต่อสู้บนสะพานนี่ตลกมาก ไม่เข้าใจว่ามึงจะสร้างกับดักขึ้นมาทำไมให้ฆ่าตัวเอง

 

25/03/17 – Diet of Sex (Borja Brun/  Spain/ 2014) – 1/5

การเลียจิ๋มดูดจู๋ทั้งมวลในหนังไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตลกก็ไม่ตลก เสียเวลาชีวิต

 

 

 

27/03/17 – After The Storm (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2016) – 4/5

ตอนดู Still Waliking จบแล้วไม่อยากแก่ พอดูเรื่องนี้จบแล้วนอกจากเรื่องไม่อยากแก่แล้ว ยังมีความอยากรีบๆตายเพิ่มเข้าไปด้วย

โคริเอดะ ละเมียดละไมเหมือนเดิม แม้ไม่ได้ชอบเท่า Still Walking ที่เหมือนเป็นหนังพี่น้องกัน

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเน้นย้ำการพูดคุยระหว่างคนสองคนมากเป็นพิเศษ ซึ่งดี เพราะเหล่าความสัมพันธ์แรกเริ่มสุดมันก็เริ่มจากคนสองคนที่แหละ แล้วค่อยไปผูกร่วมกับผู้อื่นต่อไป

ชอบค่ำคืนของการติดพายุ การคลี่คลายเล็กๆในคืนนั้นและการจบด้วยความหวังล้มๆแล้งๆต่อไป

27/03/17 – Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi/ Japan/ 2016) – 4/5

ให้มันได้อย่างนี้ดิ หนังสัตว์ประหลาดแท้ๆแต่กลับไปเจาะลึกเรื่องการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นแบบจริงๆจังๆและเดินหน้าดุ๋ยๆแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น ซึ่งดี

ชอบมากๆกับการแก้ปัญหาต่างๆในหนังที่มันญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทุกอย่างมีระบบกฏเกณฑ์ชัดเจนและทุกคนพร้อมที่จะเดินทางและไม่แหกกฏใดๆ แม่งพีคมาก

ชอบเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วย ทุกอย่างในโลกล้วนคือการเมือง (ที่มีแต่บ้านเราเท่านั้นแหละที่บอกว่าไม่)

ตัวอย่างของการทำหนังชาตินิยมที่เก๋และดูดี

Film I’ve seen in February 2017

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555

03/02/17 – Toni Erdmann (Maren Ade/ Germany, Austria, Romania/ 2016) – 4.5/5

หลังจากดูหนังจบก็เชื่อสนิทใจเลยแหละว่าจัวรีของคานส์ปีที่แล้วนี่ไร้ซึ่งอารมณ์ขันจริงๆ 555

เรื่องสั้นๆคือ คุณพ่อสูงวัยผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและขี้แกล้ง ดันมาพบวิกฤตในชีวิตบางอย่าง เลยบินไปหาลูกสาวคนเดียวเพื่อคลายความเหงาและคิดถึง ปัญหาคืออีตัวลูกสาวดันเป็นคนบ้างาน จริงจังกับงานมาก คุณพ่อตัวดีเลยแกล้งแสดงเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อตามชื่อหนังแล้วก็เนียนตามลูกไปตลอดเรื่อง

ความฉกาจของหนังคือการเดินไต่บนเส้นบางๆที่ขั้นระหว่างความเป็นหนังน่ารำคาญเหี้ยๆกับหนังฟีลกู๊ดไร้สติได้อย่างมีฝืมือ กล่าวคือ หากเรื่องโถมไปที่การแทรกแซงของตัวพ่อในตัวงานของตัวลูกมากไปเราคงจะรำคาญหนังมากๆ แต่หากหนังเอนไปทางความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูกคู่นี้แบบไม่ลืมหูลืมตาเราก็คงยี้กับหนังสุดๆ แต่หนังมันทำได้สำเร็จในการบัลลานด์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มันเลยเกิดภาวะอารมณ์แบบ “รำคาญนะแต่ก็รักสุดใจ” หรืออาการแบบ “มึงอยากทำอะไรก็ทำเลย กูส่งใจช่วยเต็มที่” อะไรแบบนั้น ผลที่ได้คือความอบอุ่นที่เต็มเปี่ยมเมื่อหนังจบลง

สองสิ่งที่ติดหัวหลังจากดูจบจนถึงตอนนี้คือคีย์เวิร์ดของหนังที่ว่า Don’t lose your humor และซีน Greatest Love of All ที่น่าจะติดท๊อปซีนประจำปีของเราแน่นอน

จะติดอยู่นิดเดียวตรงความยาวของหนัง (เหยียดสามชั่วโมง) ที่เราว่ามันไม่จำเป็นต้องยาวขนาดนั้นก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เล็กมากๆแหละเพราะหนังมันสนุก ตลกและไม่น่าเบื่อเลย

ปล. Sandra Huller นี่มัน เจน ลอร์ ชัดๆ เหมือนมากๆ

04/02/17 – Thithi (Raam Reddy/  India, USA/ 2015) – 4/5

เสียดายที่พลาดดูในโรงที่งานเวิร์ลฟิล์มที่ผ่านมา

แรกสุดคือมันเป็นหนังอินเดียที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ได้ดูก็มักเป็นหนังแบบบอลลี่วู๊ดสเกลใหญ่ๆไปเลย ไม่ก็หนังอินดี้เล็กๆไปเลย แต่เรื่องนี้สเกลมันน่าจะอยู่ระหว่างสองแบบนั้น ถ่ายที่ชนบทซักแห่งในอินเดีย และใช้ภาษาที่ไม่ใช่ทางการ (กันดานา)

หนังพูดถึงคน 4 เจนเนเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน เมื่อคนเจนหนึ่งตายไปแล้วตามความเชื่อของคนในหมู่บ้านจำเป็นต้องทำการจัดพิธีส่งศพ มันก็เลยส่งผลต่อคนเจนสองผู้ที่ดันเป็นมนุษย์ที่ไม่แคร์โลก ไม่แคร์ความเชื่ออะไรทั้งสิ้น ดังนั้นปัญหาทั้งหมดก็เลยรวมมาตกกับคนเจนสามที่ต้องรับภาระจัดการงานศพแต่ก็เสือกห่วงมรดกที่ดินของตัวคุณปู่เจนหนึ่ง กลัวว่าคุณอาจะมาแย่งไปเลยพยามยามหาทางฮุบที่ดินไว้ ส่วนอีเจนสี่ก็เป็นวัยรุ่นที่ไม่แคร์อะไรนอกจากความสนุกและความเงี่ยน

เอาจริงๆแค่พล๊อตเรื่องมันก็สุดขีดแล้วล่ะ มันมีความบ้านๆที่เป็นรสใหม่ในหนังอินเดียที่เราเพิ่งเคยดู เต็มไปด้วยความฉิบหายทีทั้งสนุกและตลกแบบสุดๆ แถมมาได้เห็นสภาพสังคมอินเดียในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นผลกระทบของความเชื่อต่อผู้คนจนๆที่ทำเอาอารมณ์ตอนหนังจบพลิกไปอีกด้านเลย กลายเป็นเศร้าไปเลย เศร้าแบบเศร้าจริงๆ

ปล. มีรู้สึกร่วมกับตัวละครหญิงเลี้ยงแกะมากอย่างประหลาด เป็นตัวละครหญิงที่เกือบจะเด่นแต่ก็ไม่เด่น เหมือนโดยตัวละครชายในหนังกดทับตลอดเวลา แววตาหลังโดนเอาช่วงท้ายนี่ดีงามมาก

11/02/17 – Moonlight (Barry Jenkins/ US/ 2016) – 3/5

ไม่ได้รู้สึกว่ามันดีงามอะไรขนาดนั้นแฮะ ส่วนตัวถ้าตัดเรื่องความเป็นหนังเกย์ของคนผิวสีออกไป เราก็จะได้หนังรักดีๆมาเรื่องหนึ่ง (หรือจริงๆที่เค้าชมชอบกันก็เพราะมันคือหนังเกย์ผิวสีที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน?)

“ถึงชีวิตจะเหี้ยแค่ไหน ความรักจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง” คือนิยามของหนังที่เราจับได้ แน่นอนมันยี้ย้ามากสำหรับเรา

สองสิ่งที่ชอบมากๆกับหนัง

1. พัฒนาการของตัวไชรอน: ในที่นี้คือพัฒนาการด้านร่างกายจากเด็กเงียบๆขี้ก้าง กลายมาเป็นพี่เบิ้มใส่ฟันทอง อันเป็นพัฒนาการเพื่อการป้องกันตัวเองจากความอ่อนแอที่อยู่ข้างใน อันนี้เรารู้สึกมากๆ

2. งานโปรดักชั่นและส่วนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องเล่า: ดูจบมารู้ว่า ผกก ได้อิทธิพลมาจากงานของหว่องฯ ก็ร้องอ๋อและไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงชอบ ชอบซีนในร้านอาหารมากๆ มันหวานและน่ารักมากแบบโดดออกไปจากหนังโดยรวมเลย

11/02/17 – Hacksaw Ridge (Mel Gibson/Australia, USA/ 2016) – 1/5

ดูจบถึงกับมีคนปรบมือ (คาดว่าเป็นฝรั่งเพราะได้ยินเสียงเชียร์หนังตลอดเวลา)

นอกเสียจากคำถามที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ดูหนังแล้วว่า “เรายังต้องการหนังแบบนี้ในยุคสมัยนี้อยู่อีกหรือ???” แล้ว คืออาการเบื่อหน่ายกับหนังตั้งแต่หนังเริ่มฉาย โอโห พี่เล่นอวยพระเจ้าและความเป็นวีรชนกันตั้งแต่วินาทีแรกของหนังแบบไม่ต้องมีชั้นเชิงเหี้ยห่าอะไรเลยหรือ อีช่วงเปิดที่เล่าตอนตัวเอกเป็นเด็กเพื่อรับรู้เรื่องบาปของการฆ่านี่แบบ อี๊มาก แล้วมาถึงตอนจีบหญิงนี่กูรู้สึกว่าอีตัวละครแม่งโรคจิตสัดๆอะ

ไม่รวมถึงความไม่น่าเชื่ออะไรเลยในหนัง โอเคเรื่องมึงไม่จับปืนอันนี้กูยกผลประโยชน์ให้ แต่อีการเอาปืนพันผ้าแล้วลากคนในสมรภูมิเอย การโรยตัวคนลงมาแบบข้ามวันข้ามคืนเอย อันนี้กูไม่เชื่อ เนื้อมึงก็ไม่แดก ตัวมึงก็แค่นั้นมึงเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนกัน!!!  แล้วคำตอบก็คือ “พระเจ้าไงล่ะ” – แจกนิ้วกลางครับ

สุดท้ายสำหรับเรามันเลยกลายเป็นแค่หนังอวยพระเจ้า ยกยอวีรชนและด่าญีปุ่นเหี้ย แถมอีบทสัมภาษณ์คนจริงๆช่วงท้ายนี่ก็เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับหนัง ว่านี่คือเรื่องจริงๆนะ ไม่ได้โม้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เราเกลียดหนังเข้าไปอีกมากๆ

ปล. เอาจริงๆเราชอบหนังของพี่เมลนะ Braveheart (1995), The Passion of the Christ (2004), Apocalypto (2006) นี่ชอบหมดเลย แต่เรื่องนี้มันติดปัญหาตรงความผิดยุคไปเสียมาก

11/02/17 – Manchester by the Sea (Kenneth Lonergan/ US/ 2016) – 5/5

เดิมซึมออกมาจากโรง โดยมีความหนักตกค้างอยู่ในหัว

ก่อนดูก็คิดว่าหนังมันจะเป็นหนังจำพวก “มนุษย์ที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงอันส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างในอดีตแล้วตัวเองต้องกลับไปสะสาง” อะไรแบบนั้น ซึ่งโชคดีที่หนังมันไม่ใช่แบบนั้น มันลึกและละเอียดกว่านั้นมากๆเพราะมันคือเรื่องของหนุษย์คนนึงที่ต้องแบกรับความผิดบาปของตัวเองไว้กับตัวจากสิ่งที่ทำพลาดไปในอดีต

ความดีงามแบบสุดๆของหนังคือการไม่เร้าอารมณ์ หนังมันประคับประคองอารมณ์ให้ราบเรียบที่สุดแล้วสวิงขึ้นบ้างในจังหวะที่เหมาะสมก่อนกลับไปราบเรียบเหมือนเดิม ค่อยๆให้คนดูสะสมและรู้สึกถึงน้ำหนักของสิ่งที่ตัวละครมันแบกหามอยู่ และเพื่อไม่ให้มันเครียดจนกลายเป็นเมโล หนังมันก็หยอดความตลกลงไปในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ตลกแบบตลกฉิบหายเลยละ จนเราคนดูรู้สึกว่า เออ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ ใครมันจะมาอมทุกข์กันตลอดเวลา

สุดท้ายมันเลยกลายเป็นว่าจากความหนาวเหน็บในบรรยากาศ จากลมแรงๆจากหิมะโปรยๆ หนังมันจะค่อยๆให้ความอุ่นขึ้น โอเคว่ามันหนักแหละ หนักอึ้งเลย แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง

ถึงตอนนี้ก็ขอเชียร์ เคซี่ แอฟเฟล็ค ให้ได้ออสการ์ปีนี้ (ยังไม่ได้ดู Viggo Mortensen ใน Captain Fantastic และ Denzel Washington ใน Fences) ชอบการเดินหลังค่อมของผู้แบกรับบาปอยู่บนบ่าเขา การหนีห่างจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของเขาและกับการแสดงในซีนที่เล่นเอาตายอย่าง

– ซีนสอบสวนหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ตำรวจสอบปากคำแค่ไม่อีกคำถามแล้วก็ปล่อยลีไป คือเราเข้าใจไอ้ตัวละครเลยว่า เฮ้ย นี่มันเรื่องใหญ่ฉิบหายเลยนะ ทำไมพวกมึงให้ค่ากันแค่นี้ว่ะ จนรู้สึกอยากให้การกระทำของเขาหลังจากนั้นประสบความสำเร็จ

– ซีนเจอเมีย เหมือนกับการปะทะกับความรู้สึกผิดตัวเบอเร่อ และสิ่งที่ลีทำคือการรับทุกสิ่งทุกอย่างจากเมียมาทั้งหมดแล้วเดินแบกจากไป ส่วนตัวเมียเหมือนได้ปลดปล่อยออกไปแล้ว

ถึงตอนนี้ ยกให้เรื่องนี้ได้อันดับหนึ่งของหนังเยี่ยมออสการ์ปีนี้

11/02/17 – Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (Takahiro Miki/ Japan/ 2016) – 2/5

ถึงตอนนี้กูจำได้อย่างเดียว…..นานะ โคมัทซึ

ชอบคอนเซฟของหนังนะ การเดินทางสวนกันของเวลากับคนสองคน จะมีแค่ช่วงแรกๆเท่านั้นแหละที่ยังติดกับวิธีคิดของหนังเรื่องไทม์ไลน์ของตัวละครมากหน่อย แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการจินตนาการการขีดเส้นชีวิตของตัวละครจากซ้ายไปขวาของพระเอกและจากขวาไปซ้ายของนางเอก แค่นี้ก็จบ ส่วนที่เรากำลังดูก็คือเส้นที่มันทับกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพอตอบโจทย์เรื่องไทม์ไลน์จบแล้ว หนังมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความลำไยอะค่ะ มันเพ้อเจ้อ จริงๆมันคงทำงานกับคนอื่นแต่มันไม่ทำงานกับเรา ยิ่งตอนท้ายที่เล่าเรื่องของตัวนางเอกยังทำให้เรารู้สึกถึงหนัง Be With You ไปเสียอย่างนั้น ก็เลยเฉยๆกับหนัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือทำไมแสงแดดมึงต้องจ้าขนาดนั้นอะค่ะ นานะขาวอยู่แล้วยังแทบจะถูกกลืนไปกับแสงอาทิตย์ นี่คงเป็นครั้งแรกที่กูเกลียดแสงอาทิตย์ในหนัง

สุดท้ายก็คงบอกได้อย่างเดียวว่า…..นานะ โคมัทซึ

12/07/17 – O.J: Made in America (Ezra Edelman/ US/ 2016) – 4.5/5

สารคดีมินิซีรี่ย์ความยาว 5 ตอนจบ ศิริรวม 7ชั่วโมงครึ่ง อันว่าด้วยชีวิตของอเมริกันฮีโร่นาม โอ.เจ ซิมสัน ผู้เป็นทั้งนักกีฬามากความสามารถ เป็นนักแสดง เป็นพิธีกร เป็นขวัญใจของคนอเมริกัน ตั้งแต่แรกเริ่มจากนักกีฬาอนาคตไกลจนจบท้ายที่การต้องเข้าไปอยู่ในคุก ในแวดล้อมของเหตุการณ์ทางสังคมเรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสี โดยเฉพาะในแอลเอ

ถือเป็นโชคดีมากของเราที่ไม่รู้อะไรเลยก่อนดู ไม่รู้แม้กระทั้ง โอ.เจ คืออะไร ผลที่ได้เลยคือความตื่นเต้น ช็อค อ้าปากค้างกับสิ่งที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในหนัง ดูไปก็สงสัยไปว่า “เหตุการณ์แบบนี้มันมีเกิดขึ้นบนโลกจริงๆหรือ”

หลังจากนี้คงต้องสปอร์ย ใครยังไม่ดูอย่าเพิ่งอ่าน

ความสุดขีดของมันคือการแสดงภาพให้เห็นว่าสภาพสังคมและการเมืองมันส่งผลรุนแรงได้ขนาดไหนต่อชีวิตและความเชื่อของคน โดยผ่านชีวิตของฮีโร่ผู้นี้ ฮีโร่ผิวสีที่ไม่ได้ยอมรับและไม่ยอมมีส่วนร่วมกับการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมของเหล่าคนผิวสี แต่กลับกลายให้ต้องมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องไปซะอย่างนั้น กลายมาเป็นเรื่องราวการว่าความในศาลที่กลายเป็นผิดฝาผิดตัวกันยุ่งเหยิง จากการมานั่งพิจารณาหลักฐานแห่งการฆาตกรรม กลับกลายมาเป็นเรื่องราวความยุติธรรมของคนสองผิวสีไปเสียอย่างนั้น กลายเป็นไดเลมม่าของคนทั้งสองฝ่ายที่ไม่อาจสมานแผลแก่กันได้ ส่วนตัวฮีโร่ของเราก็ได้แต่ดีลกับชีวิตแบบคนดังของตัวเองต่อไป ปรับตัวเปลี่ยนสีกันต่อไป จนสุดท้ายก็ล่วงหล่นลงมาในแบบที่เราคนดูก็รู้สึกกึ่งกลางระหว่างเอาใจช่วยกับผลักไส ซึ่งดีมากจริงๆ มันเทามากเสียจนเราปั่นป่วนไปหมด

ใครจะเชื่อว่าเราจะได้เห็นการพลิกเรื่องในศาลจากการฆาตกรรมกลายเป็นเรื่องความยุติธรรมของคนผิวสี การขับรถไล่ตามรถของ โอ.เจ หลายชั่วโมงโดยที่ตำรวจไม่จัดการอะไรเลย หรือการกับว่าศาลที่น่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของหนังที่ละเอียดแบบสุดๆ ละเอียดถึงขั้นที่ว่ากล้องที่ใช้ถ่ายทำการว่าความส่งผลกระทบต่อรูปคดียังไง!

ไม่แปลกใจใดๆที่หนังได้ 100% เต็มจากเวบมะเขือเน่าและถึงตอนนี้ก็ยกให้เต็งหนึ่งออสการ์ไปก่อน (ยังไม่ได้ดูอีก 3 เรื่อง)

12/07/17 – Hell or High Water (David Mackenzie/ US/ 2016) – 3/5

เสียดายที่ดูในโรงไม่ทัน หนังมันมาเร็วไปเร็วเหลือเกิน พอมันชิงออสการ์เลยต้องรีบมาตามดู ดูแบบซับอังกฤษด้วยที่ซึ่งพูดเยอะและแสลงแยะ เลยมึนๆไปบ้างแต่ก็สนุกดี

หนังจับความสนใจของเราได้อยู่หมัดตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เป็นการเคลื่อนกล้องช้าๆของการปล้นครั้งแรก จังหวะมันดีจริงๆ ก่อนที่จะค่อยๆเปิดเผยเรื่องเล่าของคู่พี่น้องที่ปล้นแบงค์ยามเช้าเอาแค่เศษเงินเพื่อนำไปไถ่ค่าที่ๆกำลังจะถูกยึด พร้อมด้วยอีกเส้นเรื่องของคู่หูตำรวจต่างเชื้อชาติที่กัดกันตลอดเวลา

ชอบบทหนังที่มันค่อยๆเผยเรื่องชีวิตของตัวละครออกมาเรื่อยๆ มีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้คนดูได้พบกับปัญหาภาพใหญ่ขึ้น นั้นคือ ความล่มสลายของมนุษย์ต่อระบบทุน

แต่สิ่งที่เราจดจำหนังได้มากที่สุดคือสภาพเมืองเท็กซัสทางใต้ในหนัง(แต่ถ่ายที่เม็กซิโก) โอโห สวยมาก บรรยากาศเมืองแบบไอโซเลต รวมถึงการถ่ายภาพต่างๆในหนัง ซีเนมาติกมาก แล้วมันก็เหมาะจริงๆกับหนังที่มันพูดเรื่องการดิ้นรนของคนจนในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ออ! แล้วก็ชอบคู่หูตำรวจมาก กัดกันเนื้อแทบฉีก ซีนที่พูดถึงบรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายนั้นเจ็บมาก

อย่างไรก็ตาม โดยรวมเมื่อดูจบแล้วก็ไม่ได้ติดค้างอะไรในหัวมากเท่าไหร่ แต่ชอบที่มิตรสหายฯว่า หากอยากรู้ว่าทำไมทรัมป์ถึงได้เป็น ปธน. ก็จงดูหนังเรื่องนี้ 555

14/02/17 – 13th (Ava DuVernay/ US/ 2016) – 3.5/5

สารคดีเริ่มต้นด้วยคำถามของ(อดีต) ปธน. โอบาม่า ที่ว่า “อเมริการมีประชากรคิดเป็น 8% ของประชากรโลก แต่เรามีผู้ต้องขังมากถึง 25% ของผู้ต้องขังทั่วโลก ท่านๆลองตรองดูเถิดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”

ชื่อหนังมาจากรัฐธรรมนูญอเมริกาข้อที่ 13 ที่ว่าด้วยการเลิกความเป็นทาส ในที่นี้คือการบังคับขู่เข็ญหรือกักขัง ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการลงโทษในเหตุอาชญากรรม

สารคดีเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงสงความกลางเมืองในอเมริกาที่หลังสงครามก็ได้มีการเลิกทาส ในที่นี้อย่างที่รู้กันก็คือทาสผิวสีแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เนื่องจากก่อนหน้าสงครามนั้นแรงงานที่สำคัญในรัฐทางใต้คือแรงงานทาส ดังนั้นหลังสงครามจึงเกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แต่ด้วยช่องโหว่ของกฏหมายและการเล่นแร่แปลธาตุ ไอ้ความเป็นทาสเลยถูกเปลี่ยนโฉมไปเป็นอาชญกร จับเข้าคุกเพื่อเอามาใช้เป็นแรงงานฟรีๆไม่ต่างจากทาสนั้นแหละ โดยที่กระบวนการต่างๆนาๆก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนถึงปัจจุบันที่อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

อีกด้านหนังมันก็นำพาคนดูไล่เรียงไทม์ไลน์ของเหล่าผู้คนชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ถูกทำให้เป็นอื่นผ่านหนังอย่าง The Birth of the Nation การเกิดขึ้นของกลุ่ม KKK การถูกทำให้เป็นประชากรชั้นสองอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการตรากฏหมายที่ลดความเท่าเทียมต่างๆนาๆของฝ่ายการเมืองทั้งสองฝั่งผู้ต้องการเรียกคะแนนนิยามจากประชากร สอดแทรกไปกับการเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันในแต่ละช่วงเวลา นี่จึงเป็นสารคดีที่ไม่ใช่แค่การการนำพาคนดูไปรู้เรื่องคุก เรื่องคนคุก แต่คือสารคดีที่พูดถึงความเป็นธรรมและเท่าเทียมของคน

แต่ด้วยความที่หนังมันเป็นสารคดีแบบ Talking head ทอดแทรกภาพข่าวที่เป็นการให้ความรู้แบบลุ่นๆ เราเลยค่อนข้างเฉยๆกับหนังในครึ่งแรกเพราะเพิ่งได้พบได้เจอและรู้มาก่อนแล้วจาก O.J.: Made in America แต่พอมันเดินเข้าสู่ครึ่งหลังเท่านั้นแหละพีคเลย เพราะมันพูดในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ก่อนๆจบด้วยแรงกระทบของสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือมันพูดเรื่องธุรกิจของคุกที่มีมูลค่ามหาศาล มีองค์กรเกี่ยวข้องมากมายอันยิ่งส่งผลต่อจำนวนคนติดคุกเพราะมันหมายถึงเม็ดเงินอันมหาศาล และกับกำเนิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่หนังทำให้เห็นว่าเขาคือผู้ที่จะนำประเทศย้อนกลับไปสู่ยุคมืดของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันอีกครั้ง (ช่วงเวลาล่าสุดในหนังคือช่วงการหาเสียง) ความเจ็บแสบก็คือ ตอนนี้ ทรัมป์ เป็น ปธน. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นบทสรุปของหนังจึงเหมือนเป็นการกลับไปเริ่มต้นวนลูปการเรียกร้องของคนผิวสีอีกรอบ

16/02/17 – Lion (Garth Davis/ Australia, US, UK/ 2016) – 2.5/5

รายการวันนี้ที่รอคอย บรอดสท์ทูยูบาย กูเกิ้ล เอิร์ธ

ด้วยความที่มันไม่ใช้การเล่าเรื่องแบบแฟลชแบ็ค เป็นการเล่าไล่เรียงตามช่วงเวลาจริง ผลคือเราไม่ต้องมาคิดคำนึงอะไรกับหนังมาก ปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆนั้นแหละ หากอินก็คงตาย ไม่อินก็คงเฉยๆ ครึ่งแรกที่เล่าเรื่องตอนเด็กนี่ดีจัง ชอบตัวเด็กและการให้เห็นสภาพชีวิตของเขา แต่ครึ่งหลังนี่ไม่ค่อยชอบมันดูรวบรัดไปหน่อย ผลออกมาเลยกลางๆกับหนัง  อย่างไรก็ตาม เรายังคงชอบการสะท้อนภาพของการเป็นครอบครัว ของการเป็นพี่ชาย และซีนของนิโคลที่ว่าตัวเองมีลูกได้แต่ไม่ต้องการ

อนึ่ง ประหลาดสีผิวของซาลูจัง พอไปอยู่ประเทศโลกที่หนึ่งแล้วผิวสว่างขึ้นมาเลย 555 เออ! แล้วที่มาของชื่อหนังก็ยี้ย้าจังเลย

17/02/17 – Tanna (Martin Butler, Bentley Dean/ Australia, Vanuatu/ 2015) – 3.5/5

ตายแล้วววว ชอบบบบบบ แม้หนังมันจะ exotic ฉิบหายวายป่วงตามสไตร์หนังของคนเมืองเล่าเรื่องคนป่าก็ตาม แต่ชอบ 555

หนังสร้างจากเรื่องจริงของชนเผ่าหนึ่งบนเกาะ ทันนา ทางตอนใต้ของมหาสมุทธแปซิฟิกอันว่าด้วยเรื่องราวความรักต้องห้ามของคนในชนเผ่าที่ขัดแย้งกับประเพณีดั้งเดิม เป็นโศกนาฏกรรมความรักประหนึ่ง Romeo & Juliet หนังใช้นักแสดงที่เป็นชนเผ่าจริงๆ ผ่านการกำกับของ ผกก ชาวออสเตรเลียและได้เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศปีล่าสุดนี้

อย่างที่เราคุ้ยเคยกัน หนังคนป่าส่วนใหญ่มักจะแนบเคียงเกี่ยวเนื่องกับความศิวิไลซ์ต่างๆของคนเมืองที่พยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวระบบหรือบุคคลของเหล่าคนป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่หนังเรื่องนี้มันปฏิเสธความศิวิไลซ์นั้นหมดเลย ประหนึ่งเป็นหนังของคนป่า แสดงโดยคนป่า เพื่อคนป่าอะไรแบบนั้น ไม่ปฏิเสธธรรมดาๆนะ ถึงกับด่าด้วยเพราะในหนังมันมีซีนอย่างกลุ่มคริสจักรที่เต้นรำบ้าบอจนคนป่ากลัว, การตั้งคำถามถึงความรักของเจ้าชายฟิลิปและอลิซาเบธว่าเป็นรักแท้จริงๆหรือ หรือแม้แต่ซีนโมโนลอคการปฏิเสธความศิวิไลซ์แบบโต้งๆไปเลย

แต่เดี๋ยวก่อน แม้ตัวเรื่องมันจะพยายามปฏิเสธความศิวิไลซ์ แต่กับตัวหนังนี่เหมือนเดินกันคนละทางกันเลย เพราะองค์ประกอบของมันแม่งศิวิไลซ์สัดๆ อาทิ ภาพที่สวยสดงดงามจนลืมหายใจ มีภาพสโลโมชั่นสวยๆ มีเพลงคลาสสิคยิ่งใหญ่อลังกาลแถมด้วยลำดับการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงลูกเล่น มันเลยเป็นหนังที่ศิวิไลซ์สัดๆแต่ดันบอกว่าตัวเองไม่ศิวิไลซ์ เออ มันเป็นความขัดแย้งพาราด๊อกซ์ที่แลดูกระแดะมาก แต่เรากลับชอบในจุดนี้ 555 (ยิ้งไปค้นดูรูปแล้วเจอเหล่าคนป่าในงานเบอร์ลินฟิล์มเฟสนี่ยิ่งสุด 555)

ปล. ชอบเพลงของเผ่า ชอบวัฒนธรรมการเต้นรำของเผ่าด้วย งดงามดี

18/02/17 – A Man Called Ove  (Hannes Holm/ Sweden/ 2016) – 4/5

ถือได้ว่าเป็นหนังฟีลกู๊ดที่ดี มันมีครบทุกอย่างตามที่หนังฟีลกู๊ดพึงมี ทุกอย่างเดินไปตามสเตป เดาทางได้หมด อาจมีหักมุมบ้างแต่ก็เป็นการหักมุมเพื่อเสริมประเด็นของหนังมากกว่าจะเป็นการเซอร์ไพร์ส แล้วก็จบสวยๆแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกยี้ย้าอะไร

เรื่องคร่าวๆก็คือชีวิตของตาเฒ่านาม โอวี ผู้เป็นคนตรงไปตรงมา ปากหมา มีระเบียบวินัยและแบบแผนชีวิตชัดเจนและไม่ชอบการช่วยเหลือใดๆจากผู้อื่น แกอยู่ตัวคนเดียวเพราะเมียตายไปแล้วแต่ก็ยังไปเยี่ยมหลุมศพเมียบ่อยๆ ทีนี้แกเสือกโดนให้ออกจากงานแกเลยคิดจะฆ่าตัวตายไปอยู่กับเมีย หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวเป็นสองพาร์ต พาร์ตปัจจุบันคือการอาศัยกับผู้คนในหมู่บ้านที่มีครอบครัวชาวเปอร์เซียย้ายเข้ามาอยู่ใหม่และกับอดีตของตัวแกเองที่มีต่อทั้งพ่อและตัวภรรยา หนังก็นำพาคนดูไปพบกับสาเหตุของอุปนิสัยแกในปัจจุบันและการปรับเปลี่ยนตัวเอง

หนังมีความ As Good As It Get อยู่ประมาณนึง มีซีนจี๊ดๆตามรายทาง และมีเรื่องราวการเมืองในสวีเดนอยู่บ้าง (อย่างพวกองค์กรดูแลคนชราหรือกับการให้ค่ากับคนพิการ) ที่ซึ่งเราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่อย่างไรแล้วหนังมันก็อบอุ่นใจหัวใจดี

อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังอีกอย่างคือลุคของนางเอก (หมายถึงตัวเมียแกอะนะ) ชอบผู้หยิงลุคแบบนี้

 19/02/17 – ตัณหาน้ำมันพราย (กามนิต/ ไทย/ 1990) – 4/5

 เจอโดยบังเอิญในยูทูป กะจะดูเล่นๆก่อนนอนถ้าไม่สนุกก็จะได้หลับไปเลย กลายเป็นว่าดูจนจบเลย สนุกจิงสนุกจัง

ที่ชอบเพราะหนังมันให้อารมณ์ละครไทยๆยุคก่อนๆหรือหนังแบบบ้านทรายทองอะไรเทือกนั้น สนุกตรงความปากร้ายและจริตจก้านของตัวละคร ในเรื่องราวง่ายๆอย่างเมียหลวง-เมียน้อยแย่งผู้ชายโดยใช้คุณไสยมาช่วย มีเรื่องหมอผีแม่หมอ กุมารทอง น้ำมันพรายอะไรแบบนั้น ครึ่งเรื่องแรกนี่คือการปะทะกันของเมียหลวง-น้อย ด่ากันมันส์มาก ตบเข่าฉาดๆๆๆ ก่อนที่ครึ่งหลังจะมากไปด้วยเรื่องราวของคุณไสย หาน้ำมันพรายมาป้ายผัวเอย เอากุมารทองไปหลอกล่อเลย สนุกมาก แถบช่วงท้ายนี่ยิ่งพีคที่มันเป็นการต่อสู่ของพ่อหมอแม่หมอของแต่ละฝั่งก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้หนังจบแบบโครตพีคคคคคค ด้วยเพราะมันพูดเรื่องพลังอำนาจของเพศหญิงแบบรุนแรงที่สุด

หนังมีโป๊ๆเปลือยๆบ้างตามคอนเซ็ปของหนังตระกูลน้ำมันพรายที่ฮิตมากในยุคนั้น (ที่บางเรื่องโป๊แบบเรตเอ็กซ์เลยอย่าง อาถรรพ์น้ำมันพราย หนังปี 2527) ดูแล้วเริ่มอยากดูหนังตระกูลนี้เพิ่มเติมอีกหลายๆเรื่อง 555

รับชมได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=Wlni_fL3l7A

21/02/17 – Land of Mine (Martin Zandvliet/ Denmark, Germany/ 2015) – 2.5/5

ณ ประเทศเดนมาร์คหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลง เหล่านักโทษชายหนุ่มชาวเยอรมันผู้แพ้สงครามถูกบังคับให้ต้องไปกอบกู้กับดักระเบิดมากกว่า 2ล้านลูกตามแนวชายหาดด้านใต้ของเดนมาร์คที่เหล่าทหารเยอรมันวางทิ้งไว้ระหว่างสงคราม และนี่คือหนังอันว่าด้วยเหล่าหนุ่มน้อยชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งกับภารกิจกู้ระเบิดภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารชาวเดนิชสุดโหด แน่นอน หนังสร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์

ส่วนตัวชอบพล๊อตเรื่องการต้องกลายมาเป็นผู้ถูกควบคุมของเยอรมัน กลายมาเป็นผู้ถูกกระทำบ้าง แต่ปัญหาของหนังคือมันน้ำเน่าไปหน่อย กล่าวคือ หนังมันเล่าว่าเหล่าเด็กๆคือผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ใช่ข้อขัดแย้งของสงคราม ที่มาค่อยๆกะเทาะจิตใจอันโหดร้ายของนายทหารให้อ่อนลง ให้เห็นภาพเรื่องมนุษย์ธรรม ส่วนนายทหารก็มีเรื่องปัญหาลำดับชั้นของอำนาจการบังคับบัญชาของเหล่าทหารเอง อำนาจที่ส่งลงมาจากเบื้องบนอันสะท้อนให้เห็นภาพงาสความขัดแย้งมันเกิดขึ้นได้แม้แต่คนประเทศเดียวกันเองพอๆกับความเกลียดชังแบบเหมารวม แล้วก็จบท้ายหนังแบบสวยๆวินๆ

ดูจบแล้วไม่ถึงกับเกลียด แต่เฉยๆอุเบกขามากกว่า

ในบรรดาหนัง ตปท ชิงออสการ์ตอนนี้ก็เหลือแค่ The Salesman ที่ยังไม่ได้ดู ถ้าถึงตอนนี้ยังคงยกให้ Toni Erdmann ได้ไป

30/02/17 – John Wick: Chapter 2 (Chad Stahelski/ US/ 2017) – 4/5

– โมโหตัวเองที่พลาดไม่ได้ดูภาคแรก

– สนุกมาก เท่ห์มาก แปลกใหม่และดูดีมีรสนิยม

– ขอดูภาคแรกก่อน แล้วค่อยว่ากันยาวๆ

(เหตุผลจริงๆคืองานช่วงนี้ยุ่งโครตๆอะ)

14th World Film Festival Of Bangkok 2017

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

แม้จะได้ผู้กำกับเป็นชาวต่างชาติ แต่หนังจิบลิเรื่องนี้ก็ยังคงมีความเป็นจิบลิอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพูดถึงมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มเรือแตกติดเกาะที่มักโดนเต่าสีแดงตัวใหญ่ทำลายเรือไม้ไผ่ในทุกครั้งที่เขาต้องการออกเรือหนีออกจากเกาะ ก่อนที่ความประหลาดของเต่าแดงจะเกิดขึ้นจนต่อยอดไปเรื่องความผูกพัน ที่ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นเพียงจินตภาพของชายติดเกาะผู้โดดเดี๋ยว

ความโดดเด่นหนึ่งของหนังคือความเรียบง่าย ความมินิมอลอย่างที่สุดของมัน หนังไร้สิ้นซึ่งเสียงการสนทนา มีเพียงเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลมหรือกับเสียงตะโกนสั้นๆ ผ่านการเล่าเรื่องแบบตำนานที่ถูกถ่ายทอดดั่งบทกวี บทกวีอันแสนเรียบง่ายของแง่งามของมนุษย์และความฝัน ของธรรมชาติและวิถีของมัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ในฝั่งที่ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลของจริตส่วนตัวนั้นแหละที่มักไม่ค่อยเข้ารอยกับหนังสวยๆแบบนี้ จริงๆหนังมันมองไปในแง่ของความเจ็บป่วยของความโดดเดียวได้แต่เราไม่ได้ถูกหนังมันเดินไปในแง่นั้นเลย สุดท้ายเลยจบลงที่โอเคกับหนังเพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังคงเชียร์อย่างสุดชีวิตให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันในโรง เพราะทุกองค์ประกอบของมันเหมาะสมที่สุดแล้วกับการดูในโรงใหญ่ มันมีภาพที่สวยสดงดงาม มีการใช้สี-แสงอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตะลึง มั่นใจว่าการได้ไหลเอื่อยไปกับเรื่องเล่างามๆบนภาพวาดสวยๆนี้สามารถจัดเป็นประสบการณ์การดูหนังอันน่าจดจำได้อย่างแน่นอน (หนังจะมีฉายอีกรอบในวันนี้ 24 ม.ค. 20.50น. ในงานเวิร์ลฟิล์มที่ CTW และจะเข้าฉายปกติต่อไป)

ปล.   ชอบภาพเกรนแตกๆในฉากกลางคืนมากๆ และซีนอุทกภัยก็เล่นเอาลืมหายใจได้เลย

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

ส่วนตัวแล้วเราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายใน แต่พอรู้ว่าเรื่องนี้รีสโตร์ภาพมาใหม่และฉายแบบจอใหญ่ๆเลยอยากลอง กอปรกับการได้ยินเสียงล่ำลือถึงความสำคัญของมันที่ว่าเป็นต้นทางของหนังกลุ่ม Wuxia ในยุคหลังๆ เลยยิ่งอยากดู

แรกสุดที่ต้องชมคือการรีสโตร์ใหม่ที่ภาพนิ้งมาก สวยและคมจริงๆ แถมหนังมันมีภาพกว้างๆ แลนด์สเคปอลังกาลเต็มไปหมด พอได้ภาพสวยๆมันเลยยิ่งถีบความอลังกาลนั้นสูงขึ้นไปอีก ขนาดถ่ายในโรงเตี๋ยมมังกรยังอลังกาลเลย จุดนี้ชอบมากๆ

และด้วยความที่เราคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในในยุคหลังๆมากกว่า พอดูเรื่องนี้เลยพบเห็นความคุ้นเคยเต็มไปหมด คือแม้มันจะดูแข็งกระด้างไปบ้างตามยุคสมัยแต่ความครีเอตของมันกินขาดไปหมด มีทั้งที่ทำให้รู้สึกว้าวและตลก เหล่าซีนแอ็คชั่นดวลดาบก็มาแบบดิบๆแล้วก็ใช้การเคลื่อนกล้องและตัดต่อช่วย

ชอบซีนจอมยุทธพเนจรมาโรงแรมในช่วงแรกมากกกกกกกกกกกกก ทั้งสนุกและลุ้นตาม

อันนี้เป็นเกร็ดของหนังเรื่องนี้โดยอาจารย์แป๊ป ชาญชนะ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1703628426329774&set=a.1660049124021038.1073741859.100000479003495&type=3&theater

16195614_723017991182614_5779288429943573688_n27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

เมื่อราวสองปีที่แล้ว เรานั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยเวลา 15ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาแสนทรมานอันยาวนาน แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จนถึงปลายทางที่นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการดูความเป็นไปต่างๆนาๆ ดูผู้คน ดูวิวนอกหน้าต่าง ดูความแตกต่างของแต่ละสถานีที่รถไฟวิ่งผ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือการจับโมเม้นต์ต่างๆในรถไฟเหล่านั้นให้มันส่องแสงออกมาอย่างเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา เราเห็นเด็กฟันหลุด เด็กเล่นกับแสงอาทิตย์ กระเทยเด็กเม๊าส์มอย หนุ่มครวนเพลงเสกโลโซ ปัญหาเรื่องที่นั่ง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาจำหน่ายของกินหรือแม้แต่ขอทานที่ต้องคอยแอบหลบพนักงานรถไฟ ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าเหตุใดหนังใช้เวลาถ่ายทำถึง 8ปี เพราะการจับโมเม้นต์เหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเลยเป็นหนังที่เหมือนนำพาเรานั่งรถไฟไทยไปด้วยกัน (แต่ทรมานน้อยกว่าแน่นอน ฮา)

เราพบว่ากราฟความชอบของหนังเป็นรูปตัว N กล่าวคือเราชอบช่วงรถไฟชั้นสาม(ด้วยเหตุผลตามย่อหน้าด้านบน)กับช่วงท้ายที่เป็นการพูดคุยกันของตัวละครมากๆ ด้วยความที่หนังมันดูเรียล ดูจริงมาตลอดเรื่องก่อนพลิกกลายเป็นความเซอร์เรียลในช่วงนี้ที่มันค่อยๆทำให้ภาพการเมืองเรื่องรถไฟในประเทศไทยมันชัดขึ้น จากที่มัวแต่เพลินกับภาพเราก็ถูกดึงกลับมามองความเป็นจริง ก่อนที่หนังจะจบแบบค้างเติ้งไว้อย่างนั้นแต่สมองเราแล่นภาพ flashback ของเรื่องแบบย้อนกลับหลังไปอีกรอบดั่งการนั่งรถไฟซ้ำรอยเดิม

ติดท๊อปหนังไทยปีนี้แน่นอน รอหนังเข้าฉายจริงจะไปดูอีกรอบ พาแฟนไปดูด้วยเพื่อคนึงถึงช่วงเวลาเมื่อสองปีก่อน

mv5boduyowuxngutodi0ns00mgviltk1mwitnge0odzhmjqwnte3l2ltywdll2ltywdlxkeyxkfqcgdeqxvymtcxntyymjm-_v1_28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

พอหนังจบเดินออกจากโรงเจอมิตรสหาย มองหน้ากันซักพักก็หัวเราะกันลั่นเลย 555

หนังลำไย๊ลำไย ยิ่งพอมันพยายามใส่ดราม่าเรื่องการเมืองเข้าไป การเมืองอันว่าด้วยททหารรับจ้างที่ไปช่วยอเมริการบที่อิรัก แทนที่จะเป็นการช่วยพยุงให้หนังมันดีขึ้นแต่ดันกลับทำให้ดูลำไยมากกว่าเดิม

แล้ววิธีการเล่าก็แบบ…อย่างที่มิตรสหายว่า คนดูๆผ่านไป 10 นาทีก็รู้แล้วว่าจะเป็อย่างไรต่อ มีแต่ตัวละครเท่านั้นแหละที่ยังไม่รู้

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

จริงๆชอบประเด็นของมันมากๆนะ เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและศาสนา อันเป็นพล๊อตที่เราว่าเหมาะกับสิงคโปร์มากๆ หนังถ่ายทำกันในสถานที่เดียวแถมได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์มาถ่ายภาพให้ด้วย

แต่ปัญหาคือการที่มันถูกแยกเป็นองค์ออกจากกันชัดเจนแล้วการเชื่อมองค์มันก็เป็นแบบข้ามกระโดด ทำให้เราต่ออารมณ์และตามตัวละครไม่ติด จากช่วงแรกที่ดันประเด็นไปสูงขึ้น องค์ต่อมาก็กลับดร๊อปมันลงมาแรงๆซะงั้น

จาก q&a ผกก ว่าหนังทำมาจากบทละครเวที ซึ่งพอกลับมาคิดก็ว่ามันเหมือนละครเวทีมากกว่าจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนหนัง

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

เรื่องราวนกๆของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อค้นหาโลเคชั่นสำหรับหนัง กลับไปพบกับโรงงานเซรามิคร้างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต พบกับแฟนเก่าที่มีผัวใหม่ น้องของแฟนเก่าที่่โดนเพื่อนโฉบไปแดก ความนกก่อเกิดความเครียดและอาจร้าวรานใจที่สุด

หนังมีโมเม้นต์ดีๆที่เราชอบเยอะแยะมากมายที่เราก็ชอบมาก อย่างซีนละครหุ่นอันว่าด้วยเรื่องนกๆ แต่โดยภาพรวมแล้วรู้สึกรำคาญความช้าของทั้งตัวละครและตัวหนัง คือชีวิตมึงมีเทมโป้บ้างก็ได้นะ

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับหนังประเทศนี้เท่าไหร่ หนังที่เคยดูก็มักเป็นหนังเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ ประเด็นไม่ใหญ่ แต่ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลย ทึ่งมากว่านี่คือหนังเนปาลที่เพียบพร้อมไปหมด ทั้งเรื่องโปรดักซ์ชั่น งานภาพอลังกาล การแสดงดีๆและตัวเรื่องที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ไม่ยากซึ่งมันก็เหมาะควรแล้วที่ถูกส่งชิงออสการ์

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กในสองวรรณะที่เป็นเพื่อนกันช่วยกันตามหาไก่ การกระทำแบบเด็กๆในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเมืองและสภาพสังคม หนังดูง่าย สนุก น่ารักโดยเฉพาะตัวนักแสดงเด็ก บทจะชวนช๊อคก็ทำได้ถึง

แต่จะติดอยู่หน่อยก็ตรงที่มันตรงไปตรงมาในทางการเมืองมากๆ คือเลือกฝ่ายชัดเจนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องการกดขี่ของสภาพสังคมกลับไม่ถูกโบวด์ให้เข้มขึ้นมาเลย

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป จากตอนแรกหลังดูจบที่ค่อยไปทางเฉยๆ

เรื่องของวัยรุ่นที่เชื่อว่าการใช้ฝีมือทางกราฟฟิตี้ของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หลังจากได้เห็นคลิปอาหรับสปริง ส่วนที่มันดีและมันฝังจำเข้าไปในหัวคือการที่หนังมันไม่ตัดสิน ไม่คลี่คลายใดๆ แม้ชีวิตของตัวละครจะค่อยๆดิ่งลงยังไงแต่พวกมันก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกราฟิตี้ต่อไปทั้งๆที่เราคนดูเริ่มโอนเอียงไปเป็นอีกแบบแล้ว

แถมหนังยังมี conflict ในเรื่องของประสบการณ์ของช่วงวัยใน 3 รุ่น กล่าวคือคนรุ่นยายที่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คุณรุ่นแม่ที่หมดหวังแล้วเข้าหาศาสนาและคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีไฟอยู่ เป็นภาพสะท้อนสภาพสังคมได้รุนแรงดี

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

ชอบนิยามของหนังเรื่องนี้จากพี่จิตรที่ว่า “ค..ยังคงยืนโด่เด่โดยท้าทาย” ที่ล้อกับวลีหนึ่งจากเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มากๆ รู้สึกว่าใช้จริงๆ

นี่น่าจะเป็นหนังที่เหวอที่สุดในเวิร์ลฟิล์มปีนี้แล้วล่ะ หนึ่งคือมันไม่สามารถเล่าเรื่องใดๆได้เลย สองคือไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลยด้วย ดูไปซักพักก็เริ่มปล่อยว่าง เริ่มตามใจหนัง มึงอยากทำอะไรมึงก็ทำไปเลย คือกูยอมแล้ว แต่ผมที่ได้คือความสนุก หลุดโลกพร้อมกับรสชาติอันแสนวิปลาส

จุดหนึ่งที่พอจะจับเอาเป็นแกนได้บ้างก็คือการที่หนังตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราดำเนินการตามความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในทุกๆอย่าง” ผลที่ได้ก็คงฉิบหายแบบนี้แหละ 555

เรายังไม่เคยดูหนัง ผกก คนนี้มาก่อน Stranger by the Lake (2013) หนังเรื่องที่แล้วก็พลาดไป แต่คงหามาดูเร็วๆนี้

16265517_1322236791147883_357764908917625877_n30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

เรื่องสั้น 4 เรื่อง ใน 4ประเทศ ในช่วงเวลาหลังเลิกงานคือ 5โมงเย็นจนถึง 9โมงเช้า

ตอนจีนมันสวยหวานไปหน่อย ดูแล้วก็คิดถึงหนังสารคดี Wheat Harvest (2008) ที่เป็นคนละด้านกับในหนังตอนนี้เลย

ตอนสิงคโปร์น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด เรียบง่ายดีอันพูดถึงเรื่องผู้อพยพและการเมืองในประเทศเล็กๆ

ตอนของญี่ปุ่นนี่ชอบเรื่องพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัซเซียเพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นในหนัง กอปรกับนอสทาเจียกับโรงฉายหนังโป๊ แต่เรื่องโดยรวมไม่ค่อยนำพาเราไปไหนเท่าไหร่

ส่วนตอนของไทย สำหรับเราๆรู้สึกว่ามันเล่นท่ายากไปหน่อย จริงๆก็ชอบนะในการยั่วล้อกันระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง วิทย์ยาศาสตร์กับเรื่องของความรุ้สึก ภาพยนตร์กับเบื้องหลัง แต่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ แต่ชอบศจีจังเลย

ปล. ดูจบอยากขอใส่ Klose ของน้องแพรเข้าไปด้วยจริงๆ 555

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

การให้อาหารแมวจรจัดไม่ควรถูกทำให้มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติก การเอาอกเอาใจแบบผิดๆต่อผู้ป่วยทางจิตเภทไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การยอมเลี้ยวแมวทั้งๆที่ตัวเองแพ้ขนแมวไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การสงสารแต่ไม่คิดจะรับแบบนี้ไม่ควรจะถูกทำให้โรแมนติก

ดูแล้วหงุดหงิดตลอดเวลา แมวมันน่ารักแหละ แต่อีตัวแม่นั้นแหละที่ไม่น่ารัก ถุ้าเราเป็นเพื่อนบ้านเราก็คงทำแบบที่ชายแก่หัวล้านคนนั้นทำ

มันผิด มันผิด มันผิด หนังจบมึงยังฉายแสงสว่างความอบอุ่นสดใส ทั้งๆที่มันผิด มันผิด มันผิด

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

ขอลัดคิวหนังเรื่องอื่นๆเพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนเลยด้วยความที่ชอบหนังมากกกกกกกกกกกกกกก

Diamond Island เล่าเรื่องราวของหนุ่มต่างจังหวัดผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงพนมเปญบนเกาะตามชื่อเรื่อง แล้วในคืนหนึ่งเขาได้พบเจอกับพี่ชายแท้ๆที่หนีหายออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นวัยรุ่นมีสตางค์ อยู่ในมวลหมู่เพื่อนๆที่มีสตางค์โดยมีคนอุปภัมภ์ช่วยเหลือปริศนาจากอเมริกา พี่ชายที่พยายามช่วยเหลือน้องชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อการหล่อเลี้ยงความฝันและสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวแรกๆของมัน ด้วยความที่เคยไปเยือนเกาะแห่งนี้มาครั้งหนึ่งและเราชอบมากเป็นการส่วนตัว มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกประหลาดและสุดขั้วอย่างที่สุด ด้านหนึ่งของมันคือการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่หรูหรามากมาย มีคาสิโน มีโรงละคร มีสตูดิโอหรือแม้แต่คอนเวนชั่นฮอลล์ แต่อีกฝากมันก็มีร้านรวงเล็กๆ สนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นอย่างงานวัด มีสนามฟุตซอลง่ายๆ รวมไปถึงลานกว้างที่จะเต็มไปด้วยหนุ่มสาวมานั่งพูดคุย พลอดรักด้วยแสงไฟจากเครื่องเล่นต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันในยามค่ำคืน และที่สุดขั้วมากที่สุดคือเพียงแต่เราข้ามออกมาจากเกาะ เราก็จะพบกับความเงียบ กันดานและสวนสนุกร้างที่ถูกปิดไปแล้วเพียงการเดินไม่กี่ก้าว

ดังนั้นแล้วสำหรับเราเกาะนี้มันเลยเป็นทั้งความแปลกแยก แปลกประหลาด พอๆกับที่มันเป็นโอกาสของเหล่าผู้คนที่ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าผู้ลงทุนในอภิมหาโปรเจกค์ต่างๆบนเกาะ แต่มันหมายรวมถึงการงานของคนในประเทศเองด้วย ซึ่งในมิติหลังที่แหละที่ Diamond Island มันถูกนำมาพูดถึง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงนี้แหละ หนังมันพูดถึงเรื่องอันสามัญอันว่าด้วยการมีชีวิตที่ดีขึ้น การเดินตามความฝัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักและมิตรภาพ โดยมีเรื่องของโอกาสและชนชั้นมาเป็นตัวแปรหลักสำคัญ ด้วยเบื้องหน้าที่เป็นภาพฟุ้งฝันของเสื้อสีสันสดใส ของเพลงคาราโอเกะหวานๆ ของเกาะที่เต็มไปด้วยแสงสีเรืองรอง ของความเชื่อว่าหิมะเคยตกที่พนมเปญ

หนังค่อยๆนำพาคนดูเดินทะลุผ่านความฝุ้งฝันเหล่านั้น ตรงลึกไปจบพบกับทั้งความดำมืดและเงียบงัน จนการหันหลังมองกลับไปแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟเหล่านั้นอีกแล้ว ประกายในแววตาพร่าเลือน ซีนการกลับมาเกาะอีกครั้งของตัวละครคือบทสรุปอันเจ็บปวดที่สุด เพราะในที่สุดแล้วการมีชีวิตที่ดีกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับความฝันและโอกาสก็ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน ฉากคาราโอเกะปิดท้ายหนังทำเอาเราน้ำตาไหล

ปล. นี่น่าจะเป็นหนังกัมพูชาอันสำคัญเรื่องหนึ่งในแง่ของการบุกเบิกหนังกัมพูชายุคใหม่ หนังกัมพูชาที่หลุดกรอบจากเรื่องเขมรแดงไปเสียที ที่เรามักได้เห็นบ่อยๆในหนังของ Rithy Panh

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เพลิดเพลินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ

มันว่าการดิ้นของสาวน้อยที่พยายามถีบตัวเองออกจากชีวิตเหี้ยๆโดยไปเป็นเซลล์ขายนิตยสารตามบ้านที่ต้องเดินทางข้ามรัฐกันตลอดเวลา คลอเคลียไปกับอาการแอบรักแอบหลงหัวหน้าทีม

สิ่งที่ดีงามมากๆของมันคือการที่หนังมันแสดงตัวเองเป็นหนังหวานๆ สีหวานๆ ใชัอัตราส่วนภาพที่เกือบจะจตุรัสที่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหล่าภาพถ่ายสีอิ่มๆในอินสตาแกรม มาเคลือบในแก่นที่มันพูดถึงการดิ้นรน ความฝัน การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบข้างที่เปลี่ยนไปในแต่ละที่ เรียนรู้การแสร้งทำหรือการแสดงออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตพร้อมๆไปกับการเติบโตภายในตัวเอง จนกลายเป็นหนัง bitter-sweet ที่ลงตัวดี

ส่วนตัวคิดว่าหากรู้บริบทในแต่ละรัฐของอเมริกามาบ้างน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้น อย่างไรก็ตามในหนังของอาร์โนล เรายังชอบ Fish Tank มากกว่าหน่อย

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorza Jaroszuka/ Poland/ 2014) – 3/5

ตลกหน้าตายสไตร์ รอย แอนเดอร์สัน เอาจริงๆหนังมันเปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากๆเลยนะในซีนร้านขายเคบับที่พนักงานมันลาออกแล้วนั่งคุยกับลูกค้าก่อนพบว่าอีลูกค้าคือคนเขียนเรื่องดวงในนิตยสารสัตว์ที่อีตาพนักงานอ่านและเชื่อตามว่าให้ลาออกจากงานซะ 555

จากนั้นทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่หูไปเป็นที่ปรึกษาด้านการขายให้กับบริษัทขายพรมอันประกอบไปด้วยเจ้าของร้านที่ยกเหล็กตลอดเวลาและเลี้ยงปลาทอง 5 ตัวตามความเชื่อแปลกๆ พนักงานบัญชีที่รับคนเกาหลีที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในโปแลนด์ พนังงานขายหญิงหน้าตายกับแม่พี่ที่พยายามตามหาแฟนเก่า พนังงานขายชายกับเมียบ้าฟุตบอลและลุงทำความสะอาดที่ชอบกินน้ำตาล

แล้วหนังมันก็เดินแบบหน้าตายๆไปเรื่อยๆ สลับกันไประหว่างชีวิตบ๊องๆของแต่ละตัวละครกับอีวิธีการอบรมแปลกๆในการพัฒนาการขายพรม น่าเสียดายที่มันเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วงท้ายๆมันเลยเริ่มเบื่อ

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

สารคดีที่นำพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าต่างๆในอเมซอน ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อการบันทึกภาษา ความรู้โบราณและวัฒนธรรมที่กำลังค่อยๆสูญหายไป โดยการไปตามรอยนักพฤษศาสตร์ Richard Evan Schultes ผู้เขียนไดอารี่อันเป็นต้นธารของหนัง Embrace of the Serpent (2015)

หนังดำเนินตามจุดประสงค์ของตัวเองได้สมบูรณ์ นั้นคือการการบันทึกสิ่งที่กำลังจะหายไปเหมือนๆกันสิ่งที่ริชาร์ตทำ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์

ฉากเด็ดของหนังคือการฉากสุดท้ายในการแสดงภาพการชุบนกที่ถูกยิงลูกดอกให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

จากผู้กำกับ Barbies ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ปีนี้หนังของเขากลับมาฉายในเทศกาลอีกครั้ง แน่นอนหนังของเขาไม่เคยธรรมดา

เรื่องคือพี่ชายนักเรียนจนๆที่อยู่ลำพังกับน้องสาวที่เป็นง่อย มีเพื่อนชายหน้าตาดีที่มีแม่เป็นบ้า แล้วอีตัวเพื่อนดันติดหนี้ตัวพี่ชายอยู่ พี่ชายเลยให้ขัดดอกด้วยการให้ไปเอากับน้องสาวง่อยเพราะเธอชอบอีเพื่อนพี่ชายคนนี้ ในอีกด้านก็มีชายหนุ่มเอ๋อๆที่แอบชอบอีตัวน้องสาวง่อยอยู่ แล้วเรื่องก็ค่อยๆมาฉิบหายขึ้นเรื่อยๆเมื่อพี่ชายของอีเพื่อนปรากฏตัว

เอาจริงๆคือประหลาดใจนิดหน่อยที่หนังที่ดูจะเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เมื่อดูไปเรื่อยๆกลับค่อยๆหวานขึ้นไปซะงั้น แถมหวานไปถึงขนาดขัดเงาให้มันวาวกันเลย แบบตั้งใจด้วยเพราะตอน Q&A ผกก บอกว่าเขาทำหนังแฮปปี้เอนดิ้ง 555 (แต่มองอีกแง่ก็รู้สึกถึงความตั้งใจกวนตีนของทั้งหนังและ ผกก)

เรื่องนี้ยังสู้ Barbies แต่เรื่องหน้าไม่แน่ หนังชื่อ Walking Street ถ่ายทำที่พัทยา

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

หนังแบ่งแยกออกได้เป็นสองเรื่องย่อย คือเรื่องของผู้อพยพมาที่เกาะ กับเรื่องของผู้คนบนเกาะ โดยมีกิมมิคเรื่องสายตาของเด็กเป็นตัวเชื่อม (จำพวกปิดตาข้างนึงในการมองปัญหา หรือการพยายามต่อสู้กับปัญหาด้วยสายตาอีกข้าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าถ้าหนังมันมีแต่ส่วนเรื่องผู้อพยพอย่างเดียว หนังคงแห้งแล้งเอามากๆ

แต่ปัญหาที่เราพบคือ เราไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของคนบนเกาะมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ ตอนดูนี่เชื่อตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องแต่ง (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเรื่องจริง มันเป็น Doc) พอเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องแต่ง เราจึงรู้สึกประหลาดกับหนังไปเลย รู้สึกว่าการเอาเรื่องผู้อพยพมันเป็นเพียงแค่การทำให้หนังมันดูน่าสนใจ เอาเรื่องที่อยู่ในกระแสมาใส่เพียงเพื่อให้หนังมันอยู่ในกระแส ปัญหาจึงคือเราไม่สามารถ relate สองส่วนนี้เข้าด้วยกันได้เลยระหว่างดู แถมยังส่งผลให้เราไม่ชอบซีนช๊อคที่ท้องเรือในช่วงท้ายเรื่องเอาเสียเลยด้วยเหตุผลที่ว่าไป แถมทำเอาคิดไปถึงหนังสารคดีดีๆอีกเรื่องอย่าง Waltz with Bashir (2008) ที่ดีกว่าและช็อคกว่า

โอเคล่ะ พอมาได้รู้แล้วว่าหนังมันเป็น doc ทั้งหมด (แม้ส่วนตัวยังจะคงไม่เชื่อ) ก็เริ่มเห็นภาพความแปลกแยกของคนสองฝั่งมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละ ข้อดีมากๆของหนังคือการบอกว่าสารคดีมันไปได้ไกลมากกว่าแค่การถ่ายแต่เรื่องจริง ความรู้สึกจริงและไม่จริงของมันนี่แหละน่าจะเป็นประเด็นที่เราชอบที่สุด มากกว่าแค่เรื่องผู้อพยพ

ปล. เหตุผลที่เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องแต่งคือมันดูเหมือนเป็นการเซ็ตในทุกซีน ตัวเด็กนี่ก็ลื่นไหลเหลือเกิน คุยกับนกเล่นกับนกในป่าก็ได้ด้วย แถมมีซีนนึงที่ปู่-ย่าของตัวเอกนั่งดื่มกาแฟกัน แล้วในซีนท้ายๆที่เป็นซีนจัดเตียงเราเห็นว่ารูปที่ย่าเอาขึ้นมาจูบคือรูปของปู่ เราเลยคิดว่านี่คือจินตนาการของย่าถึงปู่ที่ตายไปแล้วอะไรแบบนั้น

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555