Film I’ve seen in September 2017

02/09/17 – เธอ เขา เรา ผี (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2014) – 3.5/5

โอเค ตัดเรื่องความไม่น่าสนใจในการเดินเรื่อง การตัดต่อที่บางซีนดูงงๆ หรือประเด็นเรื่องรักเน่าๆออกไปก่อน นอกเหนือจากนั้นเราพบว่าหนังน่าสนใจทีเดียว

ความน่าสนใจของหนังคือความ เควียร์ ทั้งหมดทั้งมวลของมัน ทั้งความควียร์ของเหล่าตัวละครที่จัดมาครบทั้ง เกย์ กระเทย ไบเซ็กซ์ชวล หรือแม้แต่ความเควียร์ของสิ่งอื่นๆอาทิการรักกับผี พุทธศาสนาในเรื่องยังถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูเควียร์ (พิธีกรรมถอดจิตอะไรนั้น) หรือแม้แต่คนทีดีเว่อร์เกินมนุษย์มนาที่เราว่าแม่งโครตเควียร์

จะดีมากมายถ้าหนังจบลงอีกแบบ ให้หนังไปอีกทาง เมื่อนั้นหนังคงสุดขีดมากๆของความเควียร์ คนรักกับผี รักกับคนที่ดีฉิบหายผิดมนุษย์มนา (แถมได้กันด้วย)

แต่สิ่งที่ชอบแบบไม่ต้องคิดเยอะคือเพลงประกอบ เพลงป๊อปที่ร้องตามได้ทุกเพลง 555

03/09/17 – Fear(s) of the Dark (Blutch, Charles Burns, Marie Caillou, Pierre di Sciullo, Lorenzo Mattotti, Richard McGuire/ France/ 2007) – 3/5

ในเรื่องของการกระตุ้นความกลัวนี่คืออุเบกขามากๆ

ถ้าถามว่าชอบเรื่องเล่าตอนไหนที่สุด ตอบคือชอบเรื่องแรกที่เป็นเรื่องคนรักแมลงกับความประหลาดของหญิงคนรัก แต่ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนสุดก็คงเป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่นกับความขาว-ดำได้เทพมาก

05/09/17 – เทพธิดาโรงแรม (มจ. ฉาตรีเฉลิม ยุคล/ ไทย/ 1974) – 4/5

แค่ซีนซ้อมเด็กใหม่ที่ไม่ยอมเป็นกระหรี่ของเหล่าชายฉกรรจ์ตัดคู่กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซีนนี้ซีนเดียวก็พาหนังไปสุดทางแล้วจริงๆ ทั้งการย้ำประเด็นของหนังและการวิภากษ์สังคมไทยที่ยังคงทนเสมอแม้แต่บริบทปัจจุบันก็ตามที

จะอะไรบ้างละ เมืองไทยไม่มีกระหรี่ไง ตำรวจไม่เคยรีดไถ่ไง ชายเป็นใหญ่ไง กระหรี่คือชนชั้นต่ำไง ถูกหลอกมาขายตัวไง อิศระภาพเสรีภาพที่ไม่มีอยู่จริงไง เว้นเสียว่าจะอยู่เป็นและปรับตัวได้อย่างอีมาลี

ชอบซีนจบมากจนติดหนึ่งในซีนแห่งปีแน่ๆ ตั้งแต่การสลับภาพตัวละครชายในรถตามความคิดของมาลีและซีนเปลี่ยนชุดเป็นคนสามัญใส่ “กางเกง” ของนางเอกแล้วเดินลัลล้ากลับหลังไป

อ้าว มีตอนจบแบบนี้ด้วย https://www.youtube.com/watch?v=cL0xXUoy6p4 แต่เราไม่ชอบเลย

07/09/17 – คนขับรถ (ฐิติพันธ์ รักษาสัตย์/ ไทย/ 2017) – 4/5

ตัยแย้ววว ชอบบบบบบบบบบ

แต่การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันคงต้องมีสปอยส์ ฉะนั้นแล้วใครยังไม่ดูก็ข้ามไปก่อน หรือไปดูก่อนได้ที่นี่ https://tv.line.me/v/2027625

ขอพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบของหนังก่อน คือเราว่าหนังมันเดินด้วยพล๊อตแบบตรงๆ ขับเคลื่อนทุกอย่างโดยพล๊อต สเตปบายสเตปไปทั้งเรื่อง หนังมันเลยขาดอารมณ์ร่วมกับตัวละครเพราะมันทำให้คนดูอยากรู้แค่ว่าเรื่องจะคลี่คลายยังไง แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกร่วมกับตัวละครเสียเลย

แต่ส่วนที่เราชอบมากๆคือสิ่งที่หนังมันส่งมอบมาให้กับคนดูที่เป็นผู้ชายตามขนบ ในที่นี้ก็คือเหล่าชาย straight ที่เชื่อมั่นก่อนดูว่าเราจะได้ดูเรื่องราวแสนอีโรติกแบบชาย-หญิง, ต่างชนชั้น(คนขับรถและเมียเจ้านาย) และร้อนแรง (พระเอกยังไงไม่สน แต่นางเอกสวยและหุ่นดีตามนิยม) ทั้งจากตัวอย่างก่อนหน้าและจากการเริ่มต้นของหนังที่สนองภาพแบบ male gaze เต็มสูบ (ภาพน้องนางเอกลุกขึ้นนั่งบนเตียงยังฝังใจอยู่เลย) แน่นอนว่าเหล่าชาย straight ที่ก็รวมกูด้วยนั้นมีความหวังขึ้นมาแบบเลือดสูบฉีด

แต่แม่คุณเอ้ยยยย พอหนังทวิสต์เรื่องเท่านั้นแหละ การมองในหนังมันเปลี่ยนขั้วไปเลยทันที male gaze พังทลายกลายเป็น gaze แบบอื่นที่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร queer gaze หรือ female gaze ได้หรือเปล่า? (สองอันหลังนี่มันมีใครนิยามแนวคิดแล้วหรือยังหว่า?) อีเหล่าชาย straight อย่างกูก็เลยเหมือนโดยตบ พอโดนตบแล้วก็เลยต้องพยายามไปหาสิ่งอื่นมายึดมั่นแทนไว้ แต่แล้วก็พบว่าหนังมันโหดมาก เพราะมันไม่มีอะไรอีกแล้วให้พวกกูเหล่าชาย straight ยึดเหนี่ยวต่อได้เลย จะเชียร์นางเอกก็กลายเป็นว่าน้องนางแกขึ้นมาอยู่เหนือคนดู กลายมาเป็นผู้ควบคุมคนดู(พร้อมๆกับตัวละคร)ไปอีก จะเชียร์ตัวละครชายซักคนหนังก็มอบการตายแบบโรแมนติกมากๆที่ไม่ใช่แบบขนบนิยมของเหล่า straight สุดท้ายเหล่ากูชาย straight ก็สะบักสะบอมกระอักเลือดไป

สรุปคือหนังทำให้เราชอบอารมณ์ความรู้สึกของตัวเราเองขณะที่ดู เพราะมันขึ้นสุดลงสุดมากๆ

10/09/17 – Youth (Paolo Sorrentino/ Italy, France, UK, Switzerland/ 2015) – 2.5/5

ดูหนังของ Paolo Sorrentino เป็นเรื่องที่สอง (เรื่องแรกคือ The Great Beauty/ 2013) แล้วก็มั่นใจแบบฟันธงได้แล้วว่าเป็นคนไม่ถูกจริตหนังของเขาจริงๆ มันดูแอ็คๆ

อย่างไรก็ตาม เราชอบเรื่องนี้มากกว่า The Great Beauty นะ ชอบครึ่งแรกของมันที่เป็นเรื่องราวของชายสูงวัยเกษียณมารำลึกความหลังกัน แล้วก็แวดล้อมไปด้วยเหล่าคนหนุ่มสาวกับปัญหาตามช่วงวัยสารพัด แต่พอมันผ่านโมงเหล่ายามนั้นไปแล้ว หนังก็เริ่มกลับมาเยอะตามสไตร์ ผกก จนกลายเป็นเกลียดการคลี่คลายของหนังไปเลย

แต่เอาเถอะ การได้ดูนักแสดงเก่งๆ แสดงกันละเอียดๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่งามมากๆสิ่งหนึ่งของหนัง

11/09/17 – Branded to Kill (Seijun Suzuki/ Japan/ 1976) – 5/5

Classic ชั้นครู ก้มกราบตีน

เขาเป็นนักฆ่ามีชื่อชั้นอันดับ 3 ของประเทศผู้เสพติดกลิ่นข้าวหุงสุกมากกว่าสิ่งใด มีเมียที่เป็นเพียงแค่ที่ระบายควาใคร่เพราะในโลกของนักฆ่า “ความรักและหญิงสาว” คือสิ่งต้องห้าม แต่แล้วเข้าก็พลาดไปตกหลุมรักหญิงสาวปริศนาผู้มอบภารกิจแสนยากให้แก่เขา และแล้วเขาก็ทำพลาดจนต้องถูกตามล่าจากเหล่านักฆ่าคนอื่นๆและศัตรูคนสำคัญที่สุดคือนักฆ่าอันดับ 1 ผู้มีวิถีการฆ่าไม่เหมือนใคร!

หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบ ทั้งความเป็นฟิล์มนัวร์ ความคัลท์แสนประหลาด ประเด็นจิตวิทยาหรือแม้แต่กับเทคนิคที่หนังเอามาใช้ การเล่นกับภาพ เล่นกับความขาว-ดำ ดนตรี ทั้งหมดทั้งมวลควรค่าแก่การศึกษามากๆ

ที่สำคัญหนังสนุกมาก แพรวพราวมาก ลูกเล่นเยอะและกวนตีน อดไม่ได้ที่จะคิดถึง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ยิ่งช่วงท้ายที่หนังประเคนหลายเทคนิคเพื่อนำพาตัวละครให้พบกับความเครียดถึงที่สุดนี่เป็นอะไรที่สุดขีดมาก

เทคนิคที่หนังใช้มีอะไรบ้าง: การตัดต่อแบบจั๊มคัด, การเล่นกับภาพที่เกิดจากฟิล์มหนัง, การซ้อนภาพหรือกับการปรับความชัดลึก

ตัวละครหญิงสาวปริศนา มาซาโกะ ควรค่าแก่การยกเป็นหนึ่งในสาวที่น่าจดจำที่สุดในตระกูลหนังฟิล์มนัวร์ หญิงสาวที่อยู่กับความตายและไม่กลัวตาย

12/09/17 – Bumming in Beijing (Wu Wenguang/ China/ 1990) – 4.5/5

หลังจากดู 1966 My Time in the Red Guards (1993) แล้วชอบมาก ปอกรกับได้ฟังพี่ชายฟิล์มซิกก์บรรยายถึงหนังสารคดีจีนที่มีการเมนชั่นหนังเรื่องนี้จาก ผกก คนเดียวกัน ก็เลยลองค้นหาดู โชคดีที่มันมีให้ดูในยูทูป

สารคดีแบบ Talking head กับศิลปินจีนต่างแขนง 5 คน ผู้มาดิ้นรนหาที่ทางในปักกิ่งเมืองหลวง มาพูดถึงช่วงชีวิตก่อนมาปักกิ่ง ความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ปักกิ่ง รวมไปถึงเรื่องอนาคตและความฝันของพวกเขา ซึ่งบางคนโชคดีได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่บางคนกลับต้องคงอยู่ในปักกิ่งต่อไป

และเพราะสารคดีเรื่องนี้มันเริ่มถ่ายตั้งแต่สิงหาคมปี 1988 จนถึงตุลาคม ปี 1990 อันคาบเกี่ยวช่วงเวลาของเหตุการณ์ปราบปรามที่จตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 (คือถ้าเราคนดูไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์มาก่อน ก็คงไม่เก็ตในเรื่องนี้เพราะหนังไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินเลย) ช่วงท้ายของหนังอันเป็นช่วงปีหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินจึงรุนแรงมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับศิลปินคนหนึ่งในเรื่อง

เป็นสารคดีที่มีเพียงแค่คนมาเล่าเรื่องชีวิตให้เราฟัง แต่รุนแรงและทำให้เราเห็นภาพช่วงเวลานั้นของจีนได้ดี

20/09/17 – Joshua: Teenager vs. Superpower (Joe Piscatella/ US/ 2017) – 5/5

เหมาะมากกับใครก็ตามที่อยากรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ Umbrella Movement ในฮ่องกงเมื่อปี 2014 เพราะหนังมันอธิบาย timeline ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วง “การศึกษาแห่งชาติ” ของจีน จนไปจบที่พรรค Demosistō ของหว่องมีที่นั่งในสภาในปี 2016

ส่วนความรู้สึกกับหนังหรือ? น้ำตาไหลซิครับ รู้สึกถึงความไร้น้ำยาของตัวเองฉิบหายเลย

ความงดงามมากๆอีกอย่างนอกจากการเรียนรู้เรื่องการปฏิวัติร่มแล้ว นั่นคือการเห็นเหล่าเด็กใจใหญ่เหล่านี้ค่อยๆเติบโตขึ้น เรียนรู้ในการแลกและดีลกับชีวิตเพื่อประเทศและคนยุคต่อไป ฮืออออ

20/09/17 – Gloria (Sebastián Lelio/ Chilie/ 2013) – 4/5

ดูจบคิดถึง Mountains May Depart ในแง่ของการสร้างแรงสะเทือนภายใน แม้หนังจะเล่าเรื่องเรียบๆง่ายๆ แต่โอโห เอาตายว่ะ (แถมจบด้วยกันเต้นรำเหมือนกัน)

ส่วนที่ชอบมากๆคือความรู้สึกที่ว่าเราอาจแก่ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว ร่างกายเราแก่ลงแต่ใจเราไม่คิดเช่นนั้น เราจึงชอบทุกพฤติกรรมของตัวป้ากลอเรียมากๆ ชอบวิธีการดีลกับมหกรรมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของป้ามากๆ คือบางที่ก็เหมือนจะไม่แคร์ แต่อีกใจนึงกลับหวงหาปล่อยวางไม่ได้ อะไรแบบนั้น

แล้วก็ชอบตัวละครพ่อหม่ายที่ยังปล่อยวางครอบครัวเก่าไม่ได้ การพบกันของสองตัวละครมันทำให้เรารู้สึกถึง “การเปรียบเทียบคนอื่นที่มีครอบครัวแล้วกับเราเองที่ยังไม่มีครอบครัว” ที่เรามักได้ยินเสมอ บ่อยๆ เวลาบอกคนอื่นๆว่าเราไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตามมาตราฐานสังคม เราอยากทำอะไรได้แบบที่กลอเรียทำที่ซึ่งมันไปกันไม่ได้กับสิ่งที่พ่อหม้ายมีและเป็นอยู่

แล้วก็ชอบการถ่ายในหนังและการสร้างสถานการณ์ต่างโดยเฉพาะเหล่าการรบกวนต่างๆที่ไม่ได้มีผลกับตัวเรื่องโดยตรง แต่คือการตอกย้ำความเหี้ยห่าของชีวิตป้า แต่ซีนที่เจ็บสุดคงเป็นซีนเพื่อนบ้านมาเอาแมวกลับไป แม่ง ไม่อยากคบคน คบกับแมว ยังถูกพราก

24/09/17 – Happy Hour (Ryusuke Hamaguchi/ Japan/ 2015) – 4.5/5

เป็น 5 ชั่วโมงที่เพลิดเพลินมาก ทั้งๆที่หนังมันมีอยู่ไม่กี่ซีนเอง (หากคิดจากเวลาของหนัง 5ชั่วโมงอะนะ) แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ดูแบบรวดเดียวจบเพราะใช้เวลาดูตอนกลางคืน ไม่งั้นเราคงไม่ได้นอนกันพอดี เลยพยายามหยุดพักในช่วงที่หนังมันคัดซีนแล้ว

เห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกับมิตรสหายที่ว่าหนังมันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ละเอียดและนุ่มละมุ่นดี ในที่คือคือการพูดถึงความสันพันธ์ของกลุ่มหญิงสาวในช่วงสามสิบตอนปลาย ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน การหย่าร้างที่มันสะท้อนภาพการกดทับของเพศหญิงในสังคมแบบญี่ปุ่นอีกที (ตอนดูก็สงสัยว่าถ้ามันไม่ใช่ญี่ปุ่น มันจะยังน่าสนใจอยู่ไหม)

มันดีมากที่หนังให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัวได้เท่าเทียบกัน ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง หนังไม่รีบร้อนที่จะให้เวลากับตัวละครอย่างเต็มที่ ผูกความสัมพันธ์ที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างช้าๆพร้อมๆกับทำความเข้าใจตัวละครไปด้วย

อนึ่งเราก็ชอบตัวละครเพศชายทุกตัวในเรื่อง เราอาจเรียกตัวละครหญิงในหนังได้ว่าคือเลือดเนื้อกับหัวใจ แล้วเหล่าตัวละครเพศชายในหนังก็คือร่างกายแห้งๆกับสมอง แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ว่ามันต้องสอดคล้องสอดรับกันเพราะในหนังมันคือการทำให้มันแยกออกจากกันในมิติที่มันเป็นมากกว่าความขัดแย้งโง่ๆ เพราะทุกคนก็มีความคิดของตัวเอง

ชอบซีนเวิร์คช๊อปเรื่องสมดุลร่างกายและการถ่ายทอดการรับรู้มากๆๆๆๆ ปอกรกับทุกซีนบนโต๊ะอาหาร

นักแสดงทุกคนแม้เป็นมือใหม่แต่มอบการแสดงที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

25/09/17 – Invation of Alien Bikini (Oh Young-Doo/ South Korea/ 2011) – 1/5

ชอยอย่างเดียวคือไอเดียเรื่องระบบเวลาของเอเลี่ยนกับมนุษย์ที่แตกต่างกัน อันได้ไอเดียมาจากเรื่องเล่าของจีนที่พูดถึงคนที่เข้าไปในป่า เห็นคนเล่นโกะเลยเข้าไปนั่งดู หนึ่งในคนเล่นโกะมอบอะไรมาให้กิน หลังเกมจบ เขากลับมาบ้านเขาไม่เจอพ่อแม่พี่น้องของตัวเอง แต่ได้พบอนุสาวรีย์รูปตัวเอง เขางงเลยถามคนในหมู่บ้านได้ความว่า คนที่ชื่อเดียวกับเขาได้หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน คนในครอบครัวเลยทำอนุสาวรีย์ไว้ให้ ที่ชอบเพราะมันเป็นเรื่องเล่าโบราณแต่พูดในเรื่องเดียวกันกับเรื่องเวลาบนโลกกับนอกโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนที่ชอบตามด้านบนนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่เราหาเจอในหนัง ที่เหลือคือเหี้ยห่าอะไรก็ไม่รู้ เรื่องของมนุษย์ชายคนดีรักษาพรหมจรรย์เพราะอดีตอันเลวร้าย กับเอเลี่ยนสาวผู้ตามหาเสปิร์มเพื่อการแพร่พันธุ์ ไม่เลย กูไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นหนังแค่ชั่วโมงนิดๆแต่รู้สึกยาวยืดมาก

26/09/17 – Polytechnique (Denis Villeneuve/ Canada/ 2009) – 4.5/5

ดีที่ดูแบบไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลย ก็เลยได้ช๊อคไปเลยตั้งแต่เปิดเรื่อง…..

เดอนีส์ วิลเนิฟ นี่มีของมาแต่ไหนแต่ไรจริงๆ หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบทั้งโปรดักชั่นและการสื่อสาร ภาพขาวดำของหนังทรงพลังและเหมาะกับเหตุการณ์ในเรื่องอย่างที่สุด ในขณะที่การถ่ายของมันก็เพอเฟกค์ไร้ที่ติ (ซีนสุดท้ายที่เป็นการถ่ายเพดานแบบกลับหัวนี่ทำเอาไม่แปลกใจเลยที่เขาได้กำกับ Blade Runner) รวมไปถึงการตัดต่อเพื่อการเล่าเรื่องแบบสลับเวลาที่ลงตัว (อันท้ายนี้ทำให้นึกถึง Elephant ของ กัส แวน เซนต์)

หนังเริ่มด้วยการช็อคคนดูก่อนพาย้อนเหตุการณ์กราดยิง(เฉพาะผู้หญิง)ในวิทยาลัยเทคนิคในแคนาดาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1989 พาไปพบสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้ก่อเหตุการณ์แล้วไปจบที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ของผู้รอดชีวิต ว่ากันตามตรงหนังมันตรงไปตรงมาไปหน่อยแต่ด้วยแวดล้อมหลายๆอย่างของหนังมันช่วยให้หนังมันพุ่งไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างสวยงาม

เป็นหนังสั้นๆเพียงชั่วโมงนิดๆแต่กลับรู้สึกยาวนาน มันทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วจบลงด้วยความหดหู่

27/09/17 – Mother! (Darren Aronofsky/ US/ 2017) – 5/5

หนูกลัวแล้วจ๊ะแม่จ้า!!!!  แม่ติดท๊อปลิสต์ของหนูแน่นอนอย่างไม่มีข้อสงสัย

อยากแรกที่ชอบตั้งแต่หนังเริ่มฉายเลยคือภาพของหนัง เกรนแตกๆของมันที่มาจากการถ่ายด้วยฟิล์ม 16mm. มันช่วยเสริมอาการจิตหลุดใกล้จะเป็นบ้าของตัวละครและสั่นประสาทคนดูได้ถึงใจจริงๆ ปอกรกับการที่หนังถ่ายแบบ ECU เกือบทั้งเรื่อง ให้เราเห็นแต่สีหน้าตัวละคร แล้วทดแทน “สิ่งอื่น” ที่ไม่มีอยู่ในเฟรมด้วยเสียงเล็กๆน้อยๆต่างๆอันน่าอึดอัดฉิบหายเลย

แน่นอน การตีความเรื่องศาสนาที่หนังทำมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่รูปแบบของมันซิที่เราว่ามันดีมากและน่าสนใจ การสร้างภาพเหี้ยห่าของศาสดาที่หาแดกกับเรื่องความรัก, การเสียสละและให้อภัย พ่วงด้วยเรื่องราววัฏจักรและการสร้างโลกใหม่ที่หนังเอาทั้งหมดทั้งมวลถูกบรรจุอยู่บ้านหลังหนึ่ง แล้วให้นางเอกเป็นพระแม่ แต่เป็นพระแม่ที่ไม่ยอมเดินตามอีพระเจ้าเหี้ยๆ แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายมนุษย์เราก็ต้องพ่ายแพ่ต่ออำนาจอันสูงส่งอยู่ร่ำไป

ตอนดูคิดถึงหนังอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือ Cosmopolis ของโครเนนเบิร์ค ในแง่ของการใส่เหตุการณ์ประหลาดมากมายเข้ามาเพื่อผลของการวิภากษ์วิจารณ์ (ทุนนิยมใน Cosmopolis และ ความเลวร้ายของมนุษย์ในเรื่องนี้) กับ Secret Sunshine ของลีชางดอง ในเรื่องของด้านมืดทางศาสนา

สุดท้ายอยากบอกว่า รัก เจน ฬอ เสมอ…

29/09/17 – ABABO (ปภาวี จิณสิทธิ์, พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร, วสิทธิ์ สีหะวงษ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2017) – 3.25/5

1. Pink Cheek (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4.5/5: น่ารักและมีสเน่ห์มาก เอาโจทย์เรื่องการบริจาคเลือดมาเป็นทางออกได้อย่างลงตัวและอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม

2. Dead and More (พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร) – 2.5/5: ชอบที่หนังมันเล่นกับอารมณ์คนดูแหละ แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ใดๆ เลยเฉยๆกับมัน

3. AB Normal (วสิทธิ์ สีหะวงษ์) – 1/5: ไม่ชอบการทำตัวเก๋ไก๋ของทุกอย่างในหนังมากๆ มากจนรู้สึกว่าคนเป็นโรคนี้แล้วเก๋ได้ขนาดนี้ก็ไม่ได้แย่เลยนิ ไม่เห็นต้องทำตัวมีปัญหาอะไร

4. OK, Friend (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เป็นตอนที่สมบูรณ์และลงตัวที่สุดจริงๆ ตอบโจทย์ได้ เรื่องได้ อารมณ์ถึง นักแสดงดี ผกก แคลล์นี่เก่งจริงๆ (ยังไมได้ดู กลับบ้าน กับ เด็กสาวสองคนในสนามแบดมินตัน เลย ฮือๆๆ)

Advertisements

Film I’ve seen in August 2017

12/08/17 – Marie Antoinette (Sofia Coppola/ US, France, Japan/ 2006) – 4/5

วันแม่เลือกดูเรื่องนี้ ก็เพลิดเพลินดี โปรดักชั่นดีไซน์งดงามจนตะลึง แถมใช้เพลงโพสต์ร็อคก็ทำให้ดูเปรี๊ยวและเราก็ชอบเรื่องราวผลกระทบจากจารีตประเพณีอันแสนน่าเบื่อต่อเด็กสาวซื่อๆคนหนึ่ง

 

 

14/08/17 – Snake and Earrings (Yukio Ninagawa/ Japan/ 2008) – 3/5

ดูจบแล้วอยากหาหนังสือมาอ่านเทียบดู (แต่ก็นั้นแหละ คงไมได้อ่านหรอก) เหมือนหนังมันแห้งๆแล้งๆยังไงชอบกล บางช่วงตอนเหมือนโดดข้ามเหตุการณ์สำคัญอะไรบางอย่างโดยใช้นาเรทีฟมาช่วยแทน มันไม่สุดทั้งๆที่เราว่ามันไปได้อะ

 

 

17/08/17 – Baahubali 2: The Conclusion (S. S. Rajamouli/ India/ 2017) – 4/5

ยอมแล้ววว อะดรีนาลีนหลั่งไหลหมดร่างแล้วจ้าาาา

ดูจบสองภาคก็สรุปได้ว่าเราชอบความเล่นใหญ่แบบไม่แคร์เวิร์ลของหนังแบบสุดๆ อีพิคสุดลิ่มทิ่มประตูด้วยโครงสร้างแบบละครจักรๆวงศ์ๆ แถมภาคนี้เพิ่มความพีคขึ้นไปอีกด้วยเรื่องราวแม่ผัว-ลูกสะใภ้ มันเลยสุดขีดในทุกทางจริงๆ ขนาดซีนล่องเรือหงส์ที่แม่งหลุดโลกในหนังไปเลยเรายังชอบเลย ยอมๆ

เสียดายอยู่นิดเดียวตอนช่่วงท้ายที่เป็นเรื่องยุคปัจจุบันมันดร๊อปไปหน่อย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มันส์นะ มันมันส์สัดเหมือนเดิมเพียงแต่ก่อนหน้านั้นมันมันส์สัดดดดดดกว่าหลายเท่าตัวนักตะหาก

19/08/17 – Lilya 4-Ever (Lukas Moodysson/ Sweden/ 2002) – 3/5

หนังเล่าเรื่องชีวิตเห้ๆของเด็กสาวอายุ 16 ชาวเอสโตเนียที่ผู้เป็นแม่ย้ายไปอยู่อเมริกากับผัวใหม่แล้วทิ้งเธอไว้ลำพังโดยไม่มีการติดต่อใดๆ เจอคุณน้าที่เหมือนจะมาช่วยเหลือแต่ที่แท้คือมาเอาประโยชน์จากเธอ มีเพื่อนหญิงที่ใส่ร้ายเธอ เพื่อนชายที่กระทำชำเราเธอ สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงการใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร หากาวมาดมและคุยเปิดอกกับเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอผู้ที่สถานะไม่ต่างกัน เฝ้าฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า จนมาได้พบกับชายหนุ่มชาวสวีเดนผู้ที่เหมือนจะทำให้เธอหลุดพ้นจากความจน จากชีวิตเส็งเคร็ง แต่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

หนังดีทีเดียว หม่นมืดระคนเศร้า เพียงแต่การได้ดูมันช้าไปทำให้พลังของมันลดลงไปพอสมควร บริบของประเทศหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกับเรื่องการค้ามนุษย์มันเลยไม่แรงเท่าที่มันควรจะเป็น

ชอบความสันพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับเด็กผู้ชายมากๆ และการติดปีกในช่วงท้ายก็ทำให้นึกถึง Wings of Desire ของวิม เวนเดอร์

20/08/17 – Kong: The Skull Island (Jordan Vogt-Roberts/ US/ 2017) – 2/5

ข้อดีเดียวของหนังที่เราชอบคือสไตร์กับโปรดักชันแบบยุค ’70 พวกการใช้เพลงกับองค์ประกอบต่างๆของมัน

แต่ที่เหลือคือความว่างเปล่า มัน blank ไปเสียทุกภาคส่วน การมีอยู่แทบทุกอย่างในหนังไร้ซึ่งความน่าสนใจ ไม่มีอะไรให้อยากตามไปกับหนัง ไม่มีอะไรให้คิดสารตะทั้งสิ้น มันเหมือนมีไว้เพื่อเป็นเพียงแค่หนังเปิดจักรวาลสัตว์ประหลาดครองโลกเสียมากกว่า

 

21/08/17 – #BKKY (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ ไทย/ 2017) – 3/5

แม้ว่าเราจะไม่อาจนับร่วมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครและเรื่องราวในหนังได้เลย (คือกูอายุเลยมาเยอะแล้ว และแม้ว่าจะโตในกรุงเทพฯแต่ก็เหมือนโตมาคนละโลกกับตัวละครในหนังอยู่ดี) แต่เรากลับเพลิดเพลินกับหนังมากๆ มากเสียจนเกิดความเสียดายแบบสุดๆว่าหนังมันสั้นจังเลย จริงๆมันน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เยอะกว่านี้อีกอะ ช่วงท้ายที่มันรวบรัดตัดความเราเลยเสียด๊ายเสียดาย

โอเคล่ะว่าวิธีการเล่าเรื่องราวแบบผสมระหว่าง doc กับ fiction มันไม่ได้ใหม่แต่ในหนังเรื่องนี้มันทำออกมาได้สนุกมาก แต่ก็นั้นแหละอย่างที่เรารู้สึกว่ามันไปได้มากกว่านี้โดยเฉพาะเรื่องเล่าของ doc ที่มันน่าสนใจมากๆแถมยังครอบคลุมไปหมดทั้งโลกทรรศน์ไม่ว่าจะการศึกษาหรือสังคมรวมถึงความคิดอ่านของวัยรุ่นของยุคสมัยปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่ทั้งหมดทั้งมวลมันถูกตีกรอบให้แคบลงด้วย fiction ซึ่งก็เข้าใจแหละว่ามันอาจจะเป็นการยากหากจะเอาเรื่องราวส่วนของ doc ทั้งหมดมาเล่า แต่การที่ส่วนหนึ่งไปไกลมากกว่าอีกส่วนมากๆมันเลยเป็นที่น่าเสียดายมากๆเช่นกันสำหรับเรา

ปล. เสียดายจังที่เนเน่ไม่ได้ถูกสานเรื่องต่อ 555

21/08/17 – Twilight Over Burma (Sabine Derflinger/ Austria/ 2015) – 2.5/5

จริงๆก็มีปัญหากับความดำ-ขาวแบบไม่กระมิบกระเมี๊ยบใดๆของหนังแหละ แต่ก็ถือว่ายกประโยชน์ให้เพราะมันทำมาจากหนังสือที่ผู้เขียนก็เป็นตัวเอกของหนังเองนี่แหละ เราเลยได้เห็นความสวยเว่อร์วัง(ทั้งภาพความเอ็กซ์โซติกและแนวคิด) และความเลวทรามแบบสุดขั้วกันไปเลย

อย่างไรก็ตาม การถูกแบนของหนังทั้งในพม่าและไทยก็บ่งบอกได้ดีกว่าเรายังไม่ก้าวผ่านไปไหนเลย

 

22/08/17 – 1966 My Time in the Red Guards (Wu Wenguang/ China/ 1993) – 4/5

สารคดีเแบบ Talking Head สัมภาษณ์คนที่เคยเข้าร่วมในขบวนการยุวชน Red Guard ในยุค ’60 ช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง เล่าเรื่องราวของอารมณ์ ความนึกคิด ความเชื่อและแนวทางที่ถือปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น ระหว่างและหลังของเหตุการณ์

เราอาจเคยรับรู้อยู่ก่อนแล้วถึงความเลวร้ายของ Red Guard และเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาฯ แต่ในสารคดีเรื่องนี้มันจะนำพาให้เราได้รับรู้มากขึ้น รับรู้ในสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมากมาย อาทิ เรดการ์ดคือกลุ่มที่ถือความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมของสังคม แต่การเป็นเรดการ์ดกลับมีชนชั้นของมันเองอันกลายเป็นสิ่งย้อนแย้งอย่างรุนแรง หรือกับการพยายามยึดถือ บิดเบือน ความคิด ความเชื่อเพื่อให้เข้าทางความคิดของตนเองโดยใช้ข้ออ้างของการจงรักภักดีต่ออุดมการณ์มารองรับ อันส่งผลไปสู่การกำจัดครูในโรงเรียนหรือแม้แต่เพื่อนของตัวผู้สัมภาษณ์เอง

และความพีคก็มาถึงขีดสุดเมื่อหนังย้อนกลับมาถามถึงความรู้สึกของเหล่าผู้ถูกสัมภาษณ์ในฐานะผู้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ บ้างรู้สึกผิดบาป บ้างรู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่ทำแต่กลับภูมิใจในประสบการณ์ที่ได้รับ บ้างไม่แม้จะรู้สึกผิดใดๆ

เพลงป๊อบสุดท้ายของหนังที่พูดถึงการเดินทางของเข้าปักกิ้งของกลุ่มเรดการ์ด้วยความหวังในปี 1966 นั้นทำเอาอื้ออึง

https://media.ed.ac.uk/media/1966+My+Time+in+the+Red+Guards/1_v9j2gofv

26/08/17 – Murderer (Chow Hin Yeung Roy/ HK/ 2009) – 2/5

หนังมันน่าติดตามตั้งแต่เริ่มเรื่อง การไล่ตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่องที่ทุกหลักฐานมักจะวิ่งมาหาตัวเอกอยู่ตลอดเวลา เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องการมาคาดเดาว่าใครคือฆาตกร แต่คือการดูมนุษย์คนนึงค่อยๆกลายเป็นปีศาจ

แต่แล้วการทวิสต์แบบหลังหักเป็นเสี่ยงๆของหนังก็ทำลายหนังไปหมดสิ้น โอ้โห ใช้ทางลงแบบนี้ก็ได้หรือ???

อย่างไรก็ตาม กัวฟู่เฉิน สุดขีดมาก อันนี้ดี

28/08/17 – Siphayo AKA. Dismay (Joel Lamangan/ (Philippines/ 2016) – 3/5

หนังเริ่มด้วยคนในครอบครัวพาผู้เป็นแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งและใกล้ตายกลับไปอยู่บ้าน ระหว่างทางก็แวะที่ผืนนาของตัวเองพร้อมสั่งเสียให้ลูกชายทั้งสองคนช่วยเหลือผู้พ่อผู้เป็นเจ้าของโรงสีข่าวที่ร่วมหุ้นกับน้องชายพ่อ แล้วที่บ้านก็ยังมีอีกหนึ่งสาวผู้เป็นคู่หมั่นของพี่ชายคนโตอาศัยอยู่ด้วย ก่อนแม่ตายจากไปไม่กี่วัน ผู้พ่อได้จ้างนางพยายามสาวสวยมาช่วยดูแลแม่

แต่เรื่องสำคัญมันคือหลังจากแม่ตายไปแล้วตะหาก พยาบาลสาวสวยกลายเป็นเมียของพ่อไปซะงั้น ลูกชายทั้งสองเลยเดือดซิ เลยหาทางแก้แค้น แล้วไหนจะปัญหาเรื่องที่นากำลังจะโดนกว้านซื้อจากนายทุนใหญ่ ไหนจะปัญหาข้าวที่เจอข้าวนำเข้าผิดกฏหมายมาตีตลาด ไหนจะส่วนแบ่งโรงสีที่ผู้น้องพยายามทวงอีก ปัญหาภายนอก ที่กอปรกับปัญหาภายใน ที่ท้ายที่สุดก็ลงเอยอย่างน่าเศร้า……หรือเปล่า……

เล่ามาเสียยืดยาวก็เพียงเพราะจะบอกว่าชอบในความบ้านๆของมัน เป็นหนังดราม่า-ทริลเลอร์แบบปัญหาครอบครัว&ชีวิตรันทดซื่อๆ ไม่เล่นใหญ่แต่ก็ไมได้มาแบบเล็กๆ ทวิสท์ก็เก็บทุกช่องโหว่ของหนังได้หมด ถือว่าไม่เลว

จริงๆอยากรู้บริบทของหนังด้วยเหมือนกัน พวกเรื่องเหล่านายทุนห้างใหญ่ที่มากว่านซื้อที่ เรื่องข้าวนำเข้าผิดกฏหมายหรือกับงานแต่งงานที่ทำไมต้องแห่ปลัดขิก?

ส่วนใครอยากรู้ว่าโป๊ไหม ตอบว่ามี และเห็นว่านางเอกได้รางวัลจากเรื่องนี้ด้วยนะ

สปอร์ย: ทั้งหมดคือแผนการของลูกชายคนเล็กกับนางพยาบาลสาวในการฮุบสมบัติทั้งหมดของครอบครัว

31/08/17 – Okja (Bong Joon-ho/ South Korea, US/ 2017) – 2.5/5

ยอมรับว่ารู้สึกสนุกไปกับหนัง กัดแทะเละเทอะ ทุนนิยม NGO สื่อ การโฆษณา การสร้างภาพลักษณ์ บลาๆๆๆ

แต่แน่นอนว่าเรามีปัญหากับหนังด้วยเหตุผลง่ายๆคือเราไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับตัวเอก เราเชื่อในความโหดร้ายมากกว่าความสวยงามโรแมนติกไซร์แบบนี้

ชอบที่สุดนอกจากความสนุกก็คงเป็นการเอานักแสดงดังๆมาเปลี่ยนภาพลักษณ์กับน้องนางเอก เล่นดีมาก

สุดท้าย อยากลองแดกเนื้อซูเปอร์พิกบ้าง

Film I’ve seen in July 2017

06/07/17 – Empire of Lust (Ahn Sang Hoon/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

ความฉิบหายของหนังคือชื่อไทย คาฮี อะไรนั้นแหละที่ทำให้คนมองหนังไปอีกมุม ทั้งๆที่จริงๆแล้วหนังก็ไม่ได้แย่อะไร เอาเข้าจริงเราพบว่าบทมันดีและดูสนุก

หนังมันเบตระหว่างการช่วงชิงบัลลังค์กับปูมหลังของตัวละครได้พอดิบพอดีและสนุกทั้งสองทาง มีเน่าบ้างแต่ถือว่ายังไม่เสียหายอะไร

หากจะมีอะไรให้คิด ก็คงเป็นประเด็นเรื่องการตามหาความเท่าเทียมที่ตัวพระ-นางเป็นตัวแทนในประเด็นนี้ คนนึงคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องทำอะไรตามคำสั่ง อีกคนคือคนชั้นล่างที่ถูกกระทำย่ำยี

ในหนังเกาหลีจำพวกการช่วงชิงบังลังค์โดยมีอิสตรีเป็นตัวแปรในทางใดทางหนึ่ง เรายังคงชอบ The Concubine (2012) มากที่สุด

09/07/17 – Logan (James Mangold/ US/ 2017) – 4.5/5

ไม่เคยชอบตัวละครวูฟเวอรีนเลยให้ตายซิ เก่งเวอร์แถมตายยาก จนมาได้ดูเรื่องนี้นี่แหละ อือหือ ชอบมาก มันเอาสิ่งที่เราเกลียดออกไปหรือไม่ก็ใส่เหตุผลที่เรารับได้เข้าไปเสริม ยิ่งพอหนังใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปให้มันเราเลยได้เห็นมิติที่น่าสนใจมากมายของตัวละครตัวนี้ ตัวละครแก่หงำเหงือก ไร้ซึ่งพลังชีวิตที่มีความต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตให้รอด อยู่ในกฏของสังคมให้ได้ แถมยังต้องมาดูแลคนป่วยด้วยความรู้สึกผิดบาปในใจอีก

แถมตลอดทั้งเรื่องพี่ก็ซัดคนดูในทุกอณูองค์ประกอบของหนัง นอกเสียจากตัวละครแก่หงำเหงือกไร้ซึ่งแรงขับใดๆแล้วมันยังเต็มไปด้วยภาพความแห้งแล้งของผืนทราย ลมแห้งๆ แสงนีออนชืดๆ หรือแม้ในป่าที่เขียวขจียังดูแห้งแล้งไร้ซึ่งวิญญาณเลย

ที่ชอบที่สุดคงเป็นเรื่องของการเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่ไม่ได้อยากกลายพันธ์แต่ถูกทำให้กลายพันธ์ของตัววูฟเวอรีน การเป็นกึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ การไม่มีฝักฝ่ายที่ชัดเจนที่มันเสริมให้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลแกนกับลอร่ามีเหตุมีผลและเรารู้สึกร่วมกับมัน (ทั้งๆที่ประเด็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรเทือกนั้นมักจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบเป็นการส่วนตัว) เอาจริงๆประเด็นนี้มันก็มีในหนังชุดนี้หรือในเอ็กซ์แมนแหละ แต่เรารู้สึกกับมันในเรื่องนี้มากกว่า

เป็นการปิดชีวิตของตัวละครได้งดงามจริงๆ

12/07/17 – Spider-Man: Homecoming (Jon Watts/ US/ 2017)3/5

รู้สึกถูกต้องมากๆที่ดูต่อจาก Logan เมื่อหนึ่งคืออดีตฮีโร่แก่หงำที่ต้องการจะรีไทร์ตัวเอง ส่วนเรื่องนี้คือวัยรุ่นที่อยากจะเป็นฮีโร่ ต่างคนต่างพบปัญหาของชีวิตที่แตกต่างกันในช่วงวัย สะท้อนภาพคนในอยากออกคนนอกอยากเข้าได้พอดิบพอดี คิดภาพปีเตอร์ พาร์คเกอร์แก่ไปเป็นโลแกนก็น่าสนุกดี

เอาเข้าจริงมานับๆดู เราดูหนังมาเวลครบทุกเรื่องเลยวุ๊ย แล้วในช่วงหลังๆ ทุกครั้งที่ดูหนังมาเวล เราก็มักจะดูว่ามึงจะไปได้สุดได้เท่าไหนและเมื่อไหร่ แต่มันก็สามารถหาที่ทางออกของมันได้ในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องนี้ มึงฉลาดจริง อันนี้ยอมๆ

เราเฉยๆกับ Cop Car หนังเรื่องก่อนของ ผกก. ซึ่งเรื่องนี้ในประเด็นเดียวกันเราก็เฉยๆ 555 แต่ดีที่หนังมันสนุก ชอบความกระสันอยากเป็นฮีโร่ของวัยรุ่นพร้อมกับการเรียนรู้ที่ออกมาอบูาในโซนดีมากกว่าจะยี้

ชอบตัวเพื่อนเนิร์ดของปีเตอร์ เป็นตัวรองที่มีเป้าหมายชัดเจนคือการเป็นผู้ช่วยฮีโร่ เป็นซับพอร์ตเตอร์อ้วนๆชาวเอเชีย ชายขอบมันต้องให้สุด

เกลียดฉากท้ายเครดิต, รักป้าเมย์ แล้วก็อยากรู้ว่า MJ จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปกับความเป็นขบถของเธอ

17/07/17 – Bahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli/ India/ 2015) – 4/5

โม้สนั่นตั้งแต่เปิดเรื่อง แต่ใครจะแคร์ล่ะถ้าหนังมันสนุกฉิบหายและสูบฉีดอดีนาลีนได้ขนาดเน้!!! หนังอีพิคมันต้องเบอร์นี้โว้ยยยยยย

ขอดูภาคสองก่อนในเร็ววันนี้ ค่อยเขียนทีเดียว

ซีนจำไม่ลืม: การเต้นระบำร้องเพลงเพื่อแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วนางเอกคือสาวสวย ไม่ใช่นักรบ

18/07/17 – Mountains May Depart (Zhangke Jia/ China, France, Japan/ 2015) – 5/5

ตายแล้วววว เพิ่งมารู้ตัวเองว่าไม่เคยดูหนังของเจี่ยเลยซักเรื่อง เคยดูได้ Platform แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ดูไม่จบ กรี๊ดดดดด กูไปอยู๋ไหนมาาาาาา

หนังเล่าเรื่องราวใน 3 ช่วงเวลาคือ 1999, 2014 และในอนาคต 2025 ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก เชินเตา สาวผู้มีรอยยิ้มบนหน้าตลอดเวลาที่แม้ยุคสมัย อายุและเส้นทางที่เดินจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เราชอบที่หนังมันค่อยเพิ่มดีกรีความเศร้าความเครียด ขึ้นไปตลอดทางของหนัง จากเด็กสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่จนแก่กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะมากมายของสังคมที่อาศัยอยู่ จากพาร์ตแรกในเรื่องรักสามเศ้าแบบเด็กๆ พาร์ตสองที่เริ่มพบการสูญเสีย จบที่พาร์ตสุดท้ายกับการโตเต็มวุฒิภาวะและเข้าใจโลกที่เป็นอยู่

อีกด้านคือภาพผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจของจีน จากความหวังสู่ความผิดหวัง จากความรุ่งโรจน์สู่ภาวะไร้ความหมาย รวมไปถึงภาพความเป็นจีนในโลกที่โกลบอลขึ้นทุกวัน ความเป็นจีนที่ถูกกลืนให้หายไป รากเหง้าเลือนลาง เหลือไว้เพียงสิ่งเล็กสิ่งน้อยเท่านั้นที่ยังระบุได้ว่าเป็นจีน แต่ก็เป็นในความหมายของการหวนรำลึกมากกว่าการจะเข้าใจในแก่นของมัน

ชอบกิมมิกของหนังอย่างเพลง Go West, เพลงกวางตุ้ง, เกี๊ยวหรือเด็กถือทวน ที่มีอยู่ในหนังในทุกช่่วงเวลาแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วง จากเพลงรักงดงามไปเป็นเพลงให้หวนคิดถึงหม่นเศร้าจนกลายไปเป็นเพลงแห่งความทรงจำ เกี๊ยวกลายเป็นอาหารเชื่อมความสัมพันธ์ จากเพื่อนสู่ลูกและกลับมายังตัวเอง, จากเด็กน้ำตานองแก้มแดง เติบใหญ่เป็นวัยรุ่นไร้ปฏิสัมพันธ์จนถึงคนเล่นกอร์ฟอัศยาศัยดี

แต่ที่รุนแรงที่สุดคือเพลง Go West ที่ใช้เปิดและปิดหนังที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสุดขั้วจนทำให้ทำน้ำตาแตกอาบแก้มในซีนจบ

ปล. สัญญาว่าจะดูหนังของเจี่ยให้ครบโดยเร็ว

19/07/17 – The Brothers Grimsby (Louis Leterrier/ UK, Australia, US/ 2016) – 3.5/5

เราสามารถมอบคำพูดประมาณ อุบาท สถุล เลวทราม ต่ำช้า เหี้ยห่า หรือถ้อยคำอะไรก็ตามประมาณนี้ให้กับหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องเคอะเขินใดๆแถมยังรู้สึกดีเสียด้วยที่ได้สบถด่าหนังแบบนั้น แต่ให้ตายเถอะหนังแม่งบันเทิงจริงๆว่ะ

pc ไม่ pc นี่ช่างหัวแม่งไปเถอะเนอะถ้าหนังมันสนุกเหี้ยๆ ความบัดซบทั้งมวลแม่งมาถูกช่วงถูกเวลาสัดๆ มุขก็เหี๊ยเหี้ย ขำฉิบหาย แต่ก็รู้ว่าแม่งเหี๊ยเหี้ยอะ ประเทศอังกฤษนี่โดนกัดเสียยุ่ยเลย 555

แต่ที่เรารู้สึกที่สุดก็อีตัวนักแสดงนี่แหละ อีชาช่าก็นี่รู้กันอยู่แล้วไม่แปลกใจอะไร แต่กับพี่ มาร์ค สตรองค์ นี่ดิ โอโห มาดดีๆที่กูจดจำไว้ในหัวนี่หายไปหมดเลย หมดกันพี่ล้านกู

22/07/17 – Dunkirk (Christopher Nolan/ US/ 2017) – 2.5/5

– เพิ่งอ่านไบโอฯเล่มที่สัมภาษณ์หัวลำโพง ลิดึม คนทำดนตรีประกอบหนังมา เขาว่า “ดนตรีประกอบมันไม่ควรเด่นเกินภาพ มิฉะนั้นแล้วแสดงว่าคนดูหลุดออกจากหนังแล้ว” นั่นแหละ เรารู้สึกแบบนั้นเลย (หันไปกราบ ฮาน ซิมเมอร์ สำหรับสกอร์ ทั้งๆที่ไม่ควรแต่เราชอบสกอร์ของหนังจริงๆ)

– ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า หนังเหมือนจับเอาซีนเลือกระเบิดเรือสองลำใน TDK มาขยายให้ยาวขึ้น แค่นั้นแหละ อาจบวกรวมกับ Inception นิดหน่อยเรื่องจังหวะ

– การเชิดชูอะไรแบบนี้เราเคยซื้อนะ (ก็อีซีนที่ว่าใน TDK นั่นแหละ) แต่ตอนนี้ไม่ซื้อแล้วอะ

– ถือว่าโชคดีอยู่อย่างที่เวลาที่ไปดูมันมีแต่รอบ IMAX ภาพแม่งอลังกาลจริงๆ อันนี้ยอม

– อีกส่วนที่ชอบคือการตัดต่อ ไอ้เราก็งงว่าอะไรคือ 1สัปดาห์ 1วัน 1ชั่วโมงว่ะ จนค่อยๆมารู้เอาทีหลังแบบเนียนๆ ตะเข็บเนี๊ยบๆ อันนี้ดี ชอบ

– กับซีนเปิดเรื่องที่ซีเนมาติกมาก ดีจนตื่นตะลึง (แต่หลังจากนั้นก็…..)

– สรุปคือ ชอบโปรดักชั่นมากกว่าตัวหนัง

23/07/17 – War for the Planet of the Apes (Matt Reeves/ US/ 2017) – 1/5

– ถ้าจะปลำไยซะขนาดนี้ ไม่เห็นจะต้องยาวเว่อร์แบบนี้เลย เอาสั้นๆก็ได้นะ สองชั่วโมงนี่ยาวจนเลียนแบบการหายใจแรงๆของวานรได้หลายพันธุ์เลย

– สงสาร แอนดี เซอร์กิส จังเลย คนที่เชียร์ให้มีการมอบรางวัลการแสดงให้กับนักแสดงโมชั่นแค็ปเจอร์คงได้แต่เซ็งที่หนังมันออกมาแบบนี้ เซอร์กิสทำดีที่สุดแล้ว แต่บทมันไม่ได้จริงๆ

– ที่เกลียดสุดๆคือ อี จาจาบิง วอนนาบี น่ารำคาญสัดๆๆๆๆ (เผื่อใครคิดไม่ออก มันคืออี bad ape นั่นแล)

– เสียดายที่ไตรภาคมันจบแบบนี้ ทั้งๆที่สองภาคก่อนเราว่ามันโอเคทีเดียว หากให้เรียงลำดับก็ตามแต่ละภาคเลย 1 -2 – 3

24/07/17 – Saudade (Katsuya Tomita/ Japan/ 2011) – 4/5

เหมือนได้เปิดโลกใบใหม่เลยแหะ คือโลกในหนังนี่มันไม่เหมือนกับบรรดาหนังญี่ปุ่นที่เราเคยได้ดูมาเลย มันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดแต่มันกลับเรียลและดิบดี

ที่เราสนใจมากๆมีสองส่วน หนึ่งคือการพูดถึงคนชั้นแรงงานญี่ปุ่นในต่างจังหวัด โอโห ทำไมไม่เห็นเหมือนตัวละครแรงงานในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆเลยว่ะ ทำไมมันดูชีวิตทุกข์ยากกันจริงๆ ยิ่งหนังมันแวดล้อมด้วยสภาพเศรษฐกิจที่กำลังแย่ด้วยแล้วยิ่งทำให้เรื่องการหาโอกาสของตัวละครมันยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ อย่างที่บอก มันดูเรียลจนเรารู้สึกกับตัวละครไปด้วยว่า เออ ฝันพวกมึงไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกกับชีวิตแบบนี้ มีแต่เหี้ยลงๆ

สองคือเรื่องชาติพันธุ์ที่มีในหนัง นอกจากญี่ปุ่นแล้วก็มี บราซิล ไทย ฟิลิปปินส์ ซึ่งมันก็เล่นกับการกลืนกันของชาติพันธุ์ เรื่องชาติกำเนิด ตัวตน การลืมรากเหง้าหรือแม้แต่ความขัดแย้ง มันหลากหลายและน่าสนใจดีที่เราไม่เคยเห็นในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ อาทิ คนญี่ปุ่นที่ไม่อยากเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นที่รับวัฒนธรรมคนดำฮิปฮอปแต่เกลียดบราซิล บราซิลผู้เกิดในญี่ปุ่นกับคำถามถึงความเป็นบราซิลของตัวเอง บราซิลที่แต่งงานกับคนฟิลิปปินส์แต่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและกำลังคิดไม่ตกว่าจะย้ายประเทศไปอยู่ที่ไหนดี หรือกับหญิงไทยกับการต้องเลือกสัญชาติตัวเอง

เรารู้แหละว่าในญี่ปุ่นมีชุมชนบราซิลและในบราซิลก็มีชุมชนคนญี่ปุ่นอยู่เยอะ ซึ่งพอมาได้เห็นในหนังแล้วมันรู้สึกเปิดโลกทัศน์ดี

ปล. ชอบการมีอยู่ของน้ำดื่มในเรื่องมากๆๆๆๆๆ มันประหลาดดี

26/07/17 – Valerian and the City of a Thousand Planets (Luc Besson/ France/ 2017) – 1/5

ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไมมันถึงคร่ำครึและไร้ชั้นเชิงได้ขนาดนี้ ตั้งหน้าตั้งตาอัดทุกอย่างตามสูตรแสนน่าเบื่อแบบไม่สนใจสมงสมองคนดูเลย รู้สึกเฟลไปหมดทุกภาคส่วน จะโรแมนติกก็หลอก (พ่นเรื่องความรักเหี่ยห่าตอนท้ายอะไรนั้นกูรู้สึกเสนียดมากอะคะ) ตัวร้ายที่โผล่ออกมาก็เห็นคำว่า “Bad Guy” บนหน้าผากเลยตั้งแต่ครั้งแรก แล้วอะไรคืออีเจ้าหญิงออกมาเดินลั้ลลาริมหาดตอนเปิดเรื่อง คือจะบอกว่าดาวมึงมีความสุขมวลรวมสูงกว่าดวงดาวอื่นว่างั้น

บทจะชมเรื่องจินตนาการล้ำเหลือยังไม่ได้เลย เพราะนอกจากจะไม่ว้าวใดๆแล้วยังรู้สึกเหมือนคิดอะไรได้ก็ใส่ยัดๆมันเข้าไป ผลคือเละคะ

แต่มีดีขึ้นมานิดนึงตอนช่วงท้ายที่พูดเรื่องการกวาดความผิดพลาดชั่วร้ายในอดีตไว้ใต้พรมของฝ่ายรัฐ และการพยายามก้าวข้ามความโกรธแค้นด้วยการยอมรับและเรียนรู้อดีตของชาวมิวส์ เพราะเอามาวางลงบนบริบทไทย แต่ก็นะ มันก็แค่ระดับผิวเผิน

ดังนั้นแล้ว คะแนนที่ดีดมาได้นี่มาจาก เดอเลวีญ ล้วนๆ

ปล. ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปลอักษรภาษาอังกฤษเป็นอักษรไทย ทำไมไม่ทับศัพท์ไปเลย งง

29/07/17- Chang-ok’s Letter (Shunji Iwai/ South Korea, Japan/ 2017) – 5/5

เติมเต็มมากกกกกกก ใครที่คิดถึงหนังชุนจิในโหมดอบอุ่นยุคแรกๆของเขาอย่าง Love Letter หรือ April Story นี่ได้ฟินให้หายคิดถึงกันเลย (แน่นอนเพลงเพราะฉิบหายเหมือนเดิม)

เส้นเรื่องไม่มีอะไรมาก เป็นหนังสั้นๆ 4 ตอนเกี่ยวกับแม่ผัวกับลูกสะใภ้และครอบครัวของเธอ เรื่องเล็กๆ เหตุการณ์เล็กๆ เล่าง่ายๆ ถ่ายทอดออกมาเรียบๆ แต่ทัชมากกกก (ไม่สิ! เว้นตอนแรกไว้เพราะเป็นลองเทคทั้งเรื่อง!)

และเอาเข้าจริงพอถึงตอนสุดท้ายในช่วงที่ทุกอย่างคลี่คลายที่หนังเริ่มสดสว่างขึ้นมาอย่างน่าตกใจ เราเริ่มรู้สึกหวาดกลัวว่าหนังจะจบแบบนี้ แต่พอแบดูน่าเอ๋ยประโยคลอยๆ “มันจะเป็นแบบนี้ได้อีกนานเท่าไหร่คะ” โอโห กราฟดูดิ่งพุ่งขึ้นเลย

แบดูนา ดีแบบดีมากกกกกกกกกกกกกกกก

ปล. ตอนไปเกาหลีก็เห็นร้านเนสกาแฟอยู่ ไม่เคยคิดจะเข้าไปเลย แต่พอดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากเข้าไปลองจริงๆ ยอมเป็นทาสการตลาดถ้ามันออกมาดีแบบนี้

https://nestle.jp/brand/nba/letter/en/

Film I’ve seen in June 2017

03/06/17 – Yesterday Once More (Yoyo Yao/ China/ 2016) – 4/5

เซอร์ไพร์สมาก ทั้งในแง่ของความเป็นหนังรักในวัยเรียนย้อนยุคที่ทำออกมาไม่ขี้ริ้วขี้เหล่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบไต้หวัน ซึ่งจะว่าไปก็อาจเรียกได้ว่าเป็นงานก๊อปนั้นแหละ แต่ก๊อปดี มีเกรด

อีกส่วนคือประเด็นหลายๆอันของมันที่ถ้าเราไม่รู้อะไรมาก่อนก็คงไม่มีทางที่จะเชื่อได้ว่านี่มันคือหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งการวิพากษ์การศึกษา วิพากษ์การกดดันของสังคม ความเป็นครอบครัวหรือแม้กระทั้งการเดินตามความฝันของตัวเองที่ไม่ตรงตามขนบเก่าๆ ที่ยิ่งทำให้ดูไปก็ต้องหยิกตัวเองไปว่านี่หนังจีนนะ ไม่ใช่ไต้หวัน

จริงๆหนังมันก็น้ำเน่าตามสูตรแหละ แต่ You Are the Apple of My Eye หรือ Our Times มันก็เน่าไง แต่พอมันทำออกมาได้น่าสนก็เลยชอบ ชอบแบบชอบมาก

แล้วก็ชอบการใช้เพลง เพลงอังกฤษสากลเลยที่ดูตอแหล๊ตอแหล แต่พอมันเป็นจีนแล้วเราให้อภัย 555

07/06/17 – Wonder Woman (Patty Jenkins/ US/ 2017) – 3/5

– มันก็อี๊ๆหน่อยอะ ความเหี้ยจบได้ด้วยรัก อีห่า!

– เปิดเรื่องมาก็ทำเอาขำยาวๆ ลิเกสุดๆ ยิ่งเห็นโรบิน ไรซ์ มาในบทแบบนี้ด้วยยิ่งอดขำไม่ได้

– มาเริ่มชอบหนังก็ตอนเดินทางออกจากเกาะนั้นแหละ ชอบที่หนังเล่นกับอาการบริสุทธิ์ผุดผ่องเรียนรู้โลก (และดีใจมากที่หนังมีซีนเอากัน – อันนี้กูขอจิ้นเอง)

– แต่หนังมาดร๊อปไปแบบเยอะมากๆเลยสำหรับเราคือตอนที่พบว่าเทพแอริสมีตัวตนจริงๆ เหตุเพราะหนังมันเดินเรื่องด้วยความโง่ เดียงสาและอ่อนต่อโลกมาตลอด อีเหล่าตำนานเรื่องเล่าในอดีตของอีนางก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นแค่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้น แถมอีแอริสก็มาพ่นโมโนลอคอธิบายเรื่องราวไปเสียหมดเลย จากที่จะให้อีนางเรียนรู้ความเดียงสาต่อโลกของตัวเองไปเรื่อยๆ ทิ้งปริศนาไว้บ้าง มันเลยไปได้ไม่สุด น่าเสียดาย อีซีนแอ็คชั่นไคลแม็กซ์ก็น่าเบื่อฉิบ (คือเราอยากให้หนังมีประเด็นว่า การเลี้ยงลูกโง่ๆ ลูกก็จะโง่และสร้างความฉิบหายได้มากกว่าอะไรแบบนั้น 555)

– แต่เอาเถอะ การเขียนถึงหนังเรื่องนี้สามารถจบได้ในคำไม่กี่คำ

“แกล กาโดต์”

17/06/17 – King of Comedy (Stephen Chow, Lik-Chi Lee/ HK/ 1999) – 4/5

จำไม่ได้ว่าเคยดูมาก่อนหรือเปล่า แต่ช่างมันเถอะ พอได้ดูตอนนี้แล้วรู้สึกนอสทาเจียจังเลย คิดถึงหนังฮ่องกงยุคนั้นมากๆ

จังหวะมันเด็ดขาดจริงๆ มุกก็ดีและตลกมาก ที่สำคัญมันโรแมนติกแบบที่หนังในยุคนี้ทำยังไงก็คงไปได้ไม่ถึงอีกแล้ว

จางป๋อจือดีจังเลย

20/06/17 – Los Nadie (Juan Sebastian Mesa/ Colombia/ 2016) – 2.5/5

[ดูบนเครื่อง]

หนังเรียกร้องความรู้เกี่ยวกับประเทศโคลัมเบียพอควร โดยเฉพาะเมืองที่เหล่าตัวละครอาศัยอยู่ที่กำลังเกิดจราจลอะไรซักอย่าง คือพอเราไม่รู้ สิ่งที่เราเห็นก็เหลือแต่เพียงการตามดูชีวิตของวัยรุ่นชนชั้นล่างกับการใช้ศิลปะต่างๆในมือเป็นเครื่องมือในการต่อต้านพร้อมกับความฝันที่จะได้หนีออกไปจากเมืองเน่าๆแห่งนี้

ดูเพลินๆ แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่

20/06/17 – Bonnie and Clyde (Arthur Penn/ US/ 1967) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ดูแบบไม่มีซับและสำเนียงของ วอเรน เบ็ตตี้ ก็ฟังยากฉิบหาย

สองซีนที่ตราตรึงมากๆคือซีนเปิดตัวโดยการปล้นธนาคารครั้งแรกเพื่อโชว์สาว กับซีนมองทาจการกระหน่ำยิงในช่วงท้าย

ชอบอาการไบโพล่าของ เฟย์ ดันอเวย์

ไว้มีโอกาสจะหามาดูใหม่

27/06/17 – Her Love Boils Bathwater (Ryota Nakano/ Japan/ 2016) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ครึ่งแรกดีมาก ลงตัวมาก คือตั้งแต่เริ่มเรื่องไปจนถึงก่อนเดินทางไปค้างแรมที่บ้านเกิด เราว่ามันโอเค มีอี๊ๆบ้างแต่ยังพอรับได้ แต่หลังจากนั้นรู้สึกมันจะแม่พระเสียเหลือเกิน เดินทางโปรดสัตว์ตามลายทาง แต่ก็ยังโชคที่ที่มันตบปิดได้ไม่น่าเกลียดมาก

แล้วก็โชคดีอีกอย่างที่มันได้นักแสดงดีๆทุกตัว รักอีนางลูกสาวชั้นในฟ้าที่สุด

Film I’ve seen in May 2017

01/05/17 – Personal Shopper (Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016) – 4/5

ที่ชอบหนังมากๆคือการที่มันทำให้เรารู้สึกประหลาดแบบสุดๆด้วยความเป็นหนังผี หนังผีแบบยุโรปที่เราแม่งแทบจะนึกภาพไม่ออก มีโฉ่งฉ่างบ้างแต่ก้ยังคงรักษาระดับรสนิยมแบบย6โรปอยู่

แต่ส่วนที่ชอบที่สุดนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการมีตัวตนอะไรนั้นแฮะ แต่คือการที่มันโยงเรื่องผีสางวิญญาณเข้ากับเรื่องศิลปะกับวิทยาศาสตร์ โอโห ชอบมาก คือพอหนังมันบอกว่าอีเลขฐานสองมันอาจมาจากการสื่อสารกับผี อีการที่ตัวนางเอกคุยแชตกับผีมันเลยชอบธรรม ไม่เขอะเขินและดีฉิบหายเลย

ปล. ซีนผีเดินออกจากโรงแรมนี่มหัสจรรย์มาก

01/05/17 – Leviathan (Lucien Castaing-Taylor, Verena Paravel/ France, UK, US/ 2012) – 4/5

โอโห มึงถ่ายกันยังไง

รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวปลากันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือเห็นเลยว่าอุตสาหกรรมประมงแม่งโหดฉิบหาย

ควรดูจอใหญ่ๆจริงๆ

03/05/17 – Guardians of the Galaxy Vol.2 (James Gunn/ US/ 2017) – 3/5

ก็เข้าใจนะว่าธีมของหนังมันคือเรื่องมิตรภาพ แต่คือพอมันยัดเข้ามาเยอะๆมันก็ทำเอายี้เหมือนกัน ไหนจะพ่อ-ลูก ไหนจะพี่-น้อง ไหนจะสายสัมพันธ์ต่างสายเลือดหรือแม้แต่เรื่องมิตรสหายกลับใจ แม่งเยอะเกิ้น

ก็ยังโชคดีที่ได้บุญเก่า คือเราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังภาคแรกมากๆน่ะ อะไรที่มันมีเหมือนในภาคแรกนั้นเราบันเทิงกับมัน มันเลยเป็นหนังที่ดูสนุกเป็นห้วงๆเป็นช่วงๆเสียมากกว่า ไม่ถึงกับผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรมันมากมายนัก

อนึ่ง เกลียดอีตัวละคร เมนทีส จังเลย ตัวละครที่ถูกออกแบบให้มีหน้าที่แค่สื่อสารสิ่งที่พูดโต้งๆไม่ได้ มันดูเล่นง่ายไปนิด

05/05/17 – I Am A Hero (Shinsuke Sato/ Japan/ 2015) – 4.5/5

หัวใจจะวาย สนุกมากกกกกกกกกกก

ชอบการออกแบบซอบบี้ ทั้งในแง่ของกายภาพที่ดูสดใหม่และน่าขนลุกสุดๆ และอีกแง่อันว่าด้วยไอเดียของการติดอยู่กับอดีตของการเป็นซอมบี้

แม้ประเด็นจะไม่ได้ใหม่แบบน่าตื่นเต้น แต่การที่มันพูดเรื่องฮีโร่แบบปัจเจคชนคนเสียงเล็กๆนี่มันดีจัง เราเลยชอบตอนจบของมันมากๆที่ว่าการเป็นฮีโร่แม่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้เลยนี่หว่า

ออ! เสียใจด้วย Train to Busan เชิญเข้าช่องผักได้แล้วค่ะ

06/07/17 – Ilo Ilo (Anthony Chen/ Singapore/ 2013) – 4.5/5

ได้ดูซักที คลายบาปของตัวเองได้แล้ว หนังดีงามน้ำตาไหล

พล๊อตอันว่าด้วยชีวิตครอบครัวชาวจีนในสิงคโปร์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆทยอยเลย์ออฟคนงาน มีคุณพ่อที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดที่ก็ต้องรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเองเอาไว้ ตลอดจนลูกผู้สร้างแต่ปัญหาให้หนักอกจนต้องไปจ้างพี่เลี้ยงมาจากฟิลิปปินส์ พี่เลี้ยงที่ก็เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ด้วยเงื่อนไขเดียวกันคือหาเงินเลี้ยงชีพและส่งเสียลูกที่ยังเล็ก

ด้วยพล๊อตที่สามารถดราม่าได้ล้านแปด แต่หนังกับไม่เลือกที่จะเล่าแบบนั้น นั่นจึงเป็นข้อดีของหนังที่เราชอบมาก น้ำเสียงเรียบๆคือลิ่มอันทรงอานุภาพที่จะค่อยๆกระเทาะมิติความเป็นมนุษย์ มิติสังคม มิติทางความสัมพันธ์ออกมาให้เราได้เห็น ภาพความอ่อนแอของพ่อ ความริษยาของแม่ การเติบโตของลูกและการดิ้นรนของคนใช้ เหล่านี้คือความเป็นมนุษย์ที่เราได้เห็นจากหนังเรื่องนี้

และสุดท้ายน้ำตาก็ไหลพรากเมื่อหนังมันบอกกับเราว่า “เพื่อที่จะรักษาบางอย่างไว้ เราอาจจำเป็นต้องสูญเสียบางอย่างไป”

07/07/17 – The Treacherous (Min Kyu-dong/ South Korea/ 2015) – 2/5

พล๊อตว่าด้วยราชวงศ์อะไรซักอย่างของเกาหลี ที่กษัตริย์เป็นบ้า บ้าทั้งสมองและกาม มีผู้ติดตามเอาใจที่มีหน้าทีเกณฑ์หญิงจากทั่วประเทศมาเข้าฮาเลม ประชาชนก็โกรธซิ น้องนางเอกเป็นลูกของคนขายเนื้อที่ต้องการเข้าวังเพื่อฆ่ากษัตริย์แต่บังเอิญเคยมีอดีตกับผู้ติดตามคนสนิทของกษัตริย์ มันก็เลยเอาไว้เป็นดราม่าเล็กๆของเรื่อง

ดูไปก็งงไปว่าพวกมึงทนกับอีกษัตริย์แบบนี้ได้ยังไงว่ะตั้งนานสองนาน รำคาญมาก

แต่ประเด็นจริงๆคือดูเพราะตามนางเอกมาง่ะ ชอบนางจาก Obsessed (2014) แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยโชว์เลย โธ่!

10/05/17 – ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017) – 3.5/5

พอมันไม่มีตัวละครที่มีโพซิชั่นแบบกูเลยในหนัง (พวกไม่มีทั้งเงินและสมอง จะจ่ายเพื่อโกงยังไม่มีปัญญา) ก็เลยได้แต่ อือ! หรา! เคคะ! เอาเลยจ๊ะ! อย่างนั่นแหละ! เอาเลย! ลุ้นๆๆ! แล้วก็ “ไม่นะ!” ตอนหนังจบ

แต่ยอมรับว่าหนังสนุกดี บันเทิงมาก ลุ้นดี งานเนียบ นักแสดงดี แม้จะไม่อินกับตัวเรื่องแต่ก็สนุกกับตัวหนังมากทีเดียว

แต่ที่ชอบสุดคงเป็นเรื่องด้านมืดและโอกาสการเข้าถึงเรื่องการศึกษาในไทยที่ไม่เท่ากัน ณ ที่นี้เราจึงอยู่ทีมแบงค์และเกลียดตอนจบ

อนึ่ง ชอบการโยกหัวเล็กๆของลินมากอย่างไม่มีเหตุผล ชอบมากกกก

ออ! ซีนแห่งปี “อนาคตแห่งการซักผ้า” รุนแรงเหี้ยๆ

14/05/17 – In The basement (Ulrich Seidl/ Austria/ 2015) – 3/5

ก็แรงสมกับหนัง อุลริช ซีเดิล ในเรื่องนี้เป็นสารคดี(ที่ก็มีแอบเซ็ตติ้งขึ้นมาอยู่บ้างแหละ)นำพาคนดูไปดูกิจกรรมของผู้คนที่กระทำในห้องใต้ดิน แน่นอนแหละว่ามันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วในหนังของซีเดิล ซึ่งก็เวียนวนไปด้วยเหล่าคนเหยียดอิสลาม, นักดนตรีผู้เทิดทูนฮิตเลอร์, คุณป้าเลี้ยงเด็กทารกที่ตายแล้ว, นักล่าและแดกสัตว์ที่ภูมิใจในการกระทำของตัวเอง, ชีวิตรัก S&M หรือแม้แต่กระหรี่เบื่อชีวิตและนักเที่ยวผู้ภูมิใจในกามกิจของตัวเอง

ด้วยความที่ห้องใต้ดินมักให้ความรู้สึกถึงการเป็นดินแดนแห่งความลับ แห่งเรื่องส่วนตัว ความเหวอแดกประหลาดโลกของมันจึงเป็นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดของหนังเพราะมันคือการเปิดโลกการรับรู้ของคนดูว่า เออ โลกเรามันก็มีรสนิยม ความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างหลากหลาย (แต่หากจะคิดว่ามันเซ็ตขึ้นมา นั่นก็อีกเรื่องนึง)

อย่างไรก็ตาม ความที่มันเป็นเพียงแค่การตามไปดูเหล่าผู้คนและกิจกรรมของพวกเขาเท่านั้น หนังมันเลยไม่ค่อยมีผลกับต่อมอารมณ์ของเราเท่าไหร่ ได้แค่ช๊อคกับภาพ กับเรื่องราว แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

อนึ่ง ชอบภาพที่ ผกก ให้เหล่าผู้คนยืนมองกล้องอยู่นิ่งๆในห้องใต้ดินของตัวเองมาก

17/05/17 – Harmonium (Kôji Fukada/ Japan/ 2016) – 3/5

ไม่ถึงกับชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ

เอาเข้าจริงเราว่ามันก็เดินทางสูตรอะนะ เพียงแต่พอมันเป็นญี่ปุ่นและถูกเล่าด้วยความนิ่งมันเลยดูเลือดเย็น ครึ่งแรกแลดูหวานแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนที่ครึ่งหลังเรื่องจะถูดบิดและดันตัวละครให้ตกสะพานอยู่ตลอดเวลา

ส่วนที่ดีและเราชอบที่สุดคงเป็นเรื่องการเก็บงำความลับของตัวละครที่มันส่งออกมาถึงบรรยากาศแวดล้อม อันนี้แหละที่มันน่าขนลุก

21/05/17 – Frantz (François Ozon/ France, Germany/ 2016) – 5/5

รักหนังมากๆ อยากเขียนถึงยาวๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ฮือๆๆ

เป็นหนังที่ธีมของมันแสนน้ำเน่า ที่พูดถึงเรื่องการสูญเสีย ความเกลียดชัง ความรักและการลวงหลอก แต่มันกลับถูกร้อยเรียงออกมาได้อย่างงดงามเหลือเกิน

ชอบที่หนังเล่นเรื่องความจริง-ความลวง ทำให้เราไม่อาจโอนเอียงให้ค่าด้านใดด้านหนึ่งได้เลย ความจริงอาจมอบความทุกข์แต่ก็ทำให้คนเดินก้าวข้ามไปได้ ในขณะที่ความลวงจะสามารถทำให้คนสุขใจได้แต่มันก็เต็มไปด้วยควมทุกข์กับบางคน

ดูจบสงสารนางเอกมาก รักนางสุดๆ

ออ! ชอบกับการเล่นภาพขาวดำกับภาพสีในหนังแบบสุดๆๆๆๆๆ ภาพขาวดำสำหรับความทุกข์และหม่นเศร้า ภาพสีสำหรับความรักและความสุข

26/05/17 – Cosmic Sex (Amitabh Chakraborty/ India/ 2014) – 2/5

เมื่อเซ็กซ์ถูกจับมารองรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณ เมื่อนั้นกูก็ได้แต่อุเบกขา กูเข้าไม่ถึง กูขอบาย กูขอดูเซ็กซ์แบบมีสีมีสันดีกว่า

ออกตัวก่อนว่าที่ดูหนังเรื่องนี้เพราะเราชอบ Qaushiq Mukherjee (AKA. Q) คนทำหนังอินดี้อินเดียที่ทำหนังที่เราชอบมากๆอย่าง Gandu (2010) เลยลองหาหนังอินดี้อินดี้อินเดียมาดูเพิ่ม

เอาจริงๆถ้าเรามีพื้นเรื่องความเชื่อหรือแนวคิดตามแนวลัทธิต่างๆในอินเดียบ้างก็คงจะจับต้องหนังได้มากกว่านี้และคงไม่รู้สึกกับหนังแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละสุดท้ายก็เฟลกับหนังอย่างหมดหนทางเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ชอบการเล่นใหญ๋ขอกระเทยแม่เล้ามาก

29/05/17 – Mustang (Deniz Gamze Ergüven/ France, Germany, Turkey, Qatar/ 2015) – 5/5

เอาเข้าจริงแล้วหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันเล่าเรื่องของเด็กสาวกำพร้า 5 คนที่อยู่ร่วมกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือดกับการจัดการความนึกคิดและชีวิตของตัวเองในสังคมอนุรักษ์นิยมที่ชายเป็นใหญ่และยังคงประเพณีโบราณคร่ำครึ แล้วยิ่งการให้พี่น้องทั้ง 5 ได้พบทางออกที่แตกต่างกันไปมันก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แถมดีไม่ดีผู้ชมอาจรู้สึกได้ว่าหนังมันเพลย์เซฟเกินไป แต่โชคดีที่หนังมันทำให้คนดูอย่างเรามองข้ามจุดนั้นไปได้ด้วยเพราะองค์ประกอบอื่นๆที่มันดีมากเสียจนเรายกใจให้ เล่าเรื่องดี ภาพสวย นักแสดงมีเสน่ห์และสั่นสะเทือนเราได้เล็กๆเมื่อหนังจบลง

อีกส่วนที่ชอบมากๆและน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครหลักได้เลยคือตัวบ้าน สถานที่ๆแทบจะกลายเป็นเรือนจำกลายๆ แล้วหนังก็ฉลาดมากที่ใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเรื่องในช่วงท้าย

ชอบตัวละคร เยซิน ชายขับรถไร้แบล็คกราวด์ที่มาที่ไป ชอบตัวละครน้าสาวผู้วิ่งออกไปเควี้ยงหินใส่เสาไฟ และชอบพี่สาวคนกลางกับการเปรียบเทียบตัวเองกับนิ้วกลาง

Film I’ve seen in April 2017

01/04/17 – I Am Trash (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2014) – 4/5

ดูจบรู้สึกโชคดีที่แค่โดน ผกก จับนมเมื่อตอนงานเวิร์ลฟิล์มฯ ไม่โดนมากกว่านั้น 555

นี่สิหนังครอบครัวแบบที่เราต้องการ ครอบครัวสามพี่น้องที่คนเล็กเป็นมนุษย์ขี้เงี่ยนระดับเสียสติ คนกลางเป็นทหารเกย์ตุ๋ยเพื่อนอ้วน ส่วนคนโตนี่เป็นคนกวาดถนนผู้ดูจำเป็นต้องดูแลน้องๆขณะพ่อติดคุกเนื่องจากไปเอาเด็ก เรื่องราวในหนังเล่าเรื่องหลังจากผู้พ่อกลับมา แต่ขอโทษจ๊ะหนังไม่มีอาการสำนึกผิดใดๆทั้งนั้น ใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไปจนสุดทาง แถมสามพี่น้องนี่ก็ก่ำกึ่งว่าจะ incest

โสมมทุกภาคส่วน (คำชม) ตัวเนื้อเรื่องและตัวละครนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าชัดแจ้งขนาดไหน ส่วนเนื้อในนะหรือ มันคือการบอกว่า ความรักความห่วงใยในทางหนึ่งแม่งคือตัวทำร้ายล้างชั้นดี

ชอบสภาพบ้านเมืองในหนังมาก โสมมพอกันที่ดูไม่เหมือนเกาหลีเอามากๆ

07/04/17 – Weiner (Josh Kriegman, Elyse Steinberg/ US/ 2016) – 4/5

โอโห อะไรมันจะเลยเถิดได้ขนาดนี้ ความสุดของแม่งคือจากที่ต้องการบันทึกการคัมแบ็คกลับกลายมาเป็นการถมกลบไปเสียอย่างนั้น

เราไม่ได้รู้สึกถึงอีความเงี่ยนอะไรของอีตาวีเนอร์เท่าไหร่ แต่รุ้สึกถึงการควบคุมอารมณ์ของนางที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตลงเหวมากกว่าการโชว์จู๋แชตเซ็กซ์เสียอีก คือเหมือนมันจะเป็นจุดเด่นมากๆเมื่อถูกใช้ในการทำงาน (การพูดด้วยความรุนแรง ฉะฉาน พูดแทรกด้วยคำพูดที่คิดมาดี) แต่มันจะกลายเป็นจุดด้อยทันทีเมื่อเอามาแก้ต่างด้านลบของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่ตัววีเนอร์ แต่คือเมียของเขา โอโห มิติเยอะและลึกมาก สายตานางเอยหรือกับทุกคำพูดที่ถูกคิดมาอย่างดี การได้เห็นสองด้านในคู่ผัว-เมียนี้ในหนังมันเลยรุนแรงมากทีเดียว

อนึ่ง ชอบอีน้องนางพายแอ็ปเปิ้ลที่ดังได้เพราะวีเนอร์ แล้วก็เกาะตัวเขาให้ดังขึ้นเรื่อยๆ เห้ถูกใจดี

09/04/17 – Golden Slumbers (Davy Chou/ France, Cambodia/ 2011) – 4/5

ในที่สุดก็ได้ดูเสียทีหลังจากได้ยินเสียล่ำลือมานานแสนนาน

สิ่งที่วิเศษมากๆของหนังสารคดีเรื่องนี้อันว่าถึงยุครุ่งเรืองของภาพยนต์กัมพูชาก่อนการบุกของเขมรแดงที่ทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับภาพยนต์นั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น คือการที่หนังมันไม่ได้ต้องการพูดถึงความเลวร้ายเหล่านั้นแต่มันกลับวางตัวเองยืนอยู่บนความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของยุคสมัยนั้นมากกว่า ซึ่งดีงามมากจริงๆเพราะความดราม่าของมันคือการนอสทาเจีย ไม่ใช่ความเลวร้ายของยุคการปกครองโดยเขมรแดง

หนังตามสัมภาษณ์ทั้งเหล่าคนทำหนัง นักแสดงและซีเนไฟล์กัมพูชา กอปรกับภาพของสตูดิโอ พื้นที่ๆเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหรือแม้แต่โรงหนังเก่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีตที่ปัจจุบันมันถูกเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแบบหน้ามือ-หลังมือ ส่วนตัวชอบและรู้สึกกับภาพจากกล้องที่ไล้เรียงไปในโรงหนังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นคาราโอเกะบ้าง ที่พักซ่อมซ่อบ้าง โต๊ะสนุ๊กบ้างหรือแม้แต่กลายไปเป็นร้านอาหาร ที่ซึ่งในมวลภาพเหล่านั้นมันจะมีเหล่าผู้คนที่นั่งชมความบันเทิงผ่านทางสื่อภาพเคลื่อนไหวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ว่าสภาวะจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ภาพยนต์ก็ยังอยู่คู่กับมนุษย์ไม่เสื่อมมนต์

อีกเรื่องที่ชอบมากๆคือเหล่าคนทำหนังที่มาเล่าถึงชีวิตของตนเอง จากยุครุ่งเรืองไปจนยุคหลังจากที่เขมรแดงถูกโค่นอำนาจลง เรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากภาพยนต์และยังถือเป็นการการส่งทอดเรื่องราวของตนเอง ของภาพยนต์กัมพูชาต่อไปอีกทอดหนึ่ง

10/04/17 – สยามสแควร์ (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2017) – 2/5

ออกจากโรงมาด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าหนังมันไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่าหนังมันไม่ทำงานกับเราเลยจริงๆ ปัญหาของเราคือการที่เราไม่ฟิตอินกับเหล่ามวลเรื่องราว ตัวละคร เหตุการณ์แวดล้อมต่างๆในหนังเลย แต่เราชอบแก่นประเด็นที่หนังมันต้องการจะบอก

ด้วยความที่เป็นคนไม่หือไม่อือกับหนังผีอยู่แล้ว หนังผีส่วนใหญ่ทำอะไรเราไม่ค่อยได้ ในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น (ถ้าจะคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นหนังผีอะนะ) ในแง่ของความเป็นหนังผีในเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง The Eyes Diary คนเห็นผี ของมะเดี่ยว คือไม่ได้รู้สึกถึงความน่ากลัวอะไร อาจจะตีค่าแทนความลงไปได้แต่ก็ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกกับมันจริงๆ

ต่อมาขอพูดถึงสยามฯ แม้เราจะเป็นเด็กฝั่งธนฯ ช่วงมัธยมปลายก็มีช่วงไปเรียนติวตามกระแสเขาบ้าง แต่เรากลับไม่ได้ผูกพันใดๆกับสยามฯเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ๆฟุ้งเฟ้อ เยอะและไม่เหมาะกับเราเลยจริงๆ ยกเว้นเพียงแต่การไปดูหนัง แวะซื้อนิตยสารหนังที่ดอกหญ้าหรือแวะกินเตี๋ยวข้างสกาล่า ที่เหลือเราแทบจะไม่มีความทรงจำใดๆกับสยามฯ

ส่วนเรื่องราวมิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ของเหล่านักเรียนเอกชนในหนังเรารู้สึกว่ามันยืดยาดน่าเบื่อ อาจเพระาด้วยช่วงวัยด้วยมั๊ง แต่ตอนดูก็พยายามคิดถึงตัวเองในช่วงมัธยม แต่ก็ยากที่จะแนบเคียง

สุดท้ายก็ดูด้วยความเนื่อยๆ จนหนังมันเริ่มเข้าสู่ประเด็นนั้นแหละที่ทำให้กลับมารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง การทวิสตัวผีด้วยประเด็นตัวตน ตามด้วยเรื่องความผิดพลาดที่แก้ไขกลับคืนไม่ได้ จึงเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเพราะมันช่วยคลี่คลายสิ่งต่างๆนาๆที่หนังพยายามเล่า พยายามผูกปมไว้ให้เราไม่หงุดหงิดจนเกินไปนัก (แม้จะอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึง เมธาวีฯ ของเต๋อ) อย่างไรก็ตาม การขมวดจบในวาระเดียวแถมยังต่อยอดไปไม่ยอมจบของมันก็ยังคงทำให้หงุดหงิดอยู่ดี

สรุปคือ น้องพลอยดีงามมาก

ปล. ชอบซีเควนซ์ความฝัน ชอยเทคนิคในซีนนี้

11/04/17 – Moebius (Kim Ki-Duk/ South Korea/2013) – 3/5

ชอบความประหลาดบ้าบอในเส้นเรื่องที่เสือกตั้งหน้าตั้งตาเล่าแบบซีเรียสจริงจังของมันมากๆ ดีใจที่คิมคีด๊อกทำหนังเหมือนยุคแรกๆของเขา 555

หนังก็ชัดอะนะว่ามันพูดถึงอะไร ครอบครัวพังเพราะกระเจี๊ยวอันเดียวในฉบับที่เหวอแดก

แต่ก็ยังคงจบแบบ เหี้ยอะไรของมึง อยู่ดี

12/04/17 –  Get Out (Jordan Peele/ US/ 2017) – 4/5

โอโห ยอมค่ะ สุดขีดมาก จังหวะมึงเทพมาก นึกไปถึง It Follows ในช่วงแรก และ Martyr ในช่วงหลัง

ประเด็นผิวสีนี่คือเหี้ยมากนะ แต่คืดดี เหมือนจะเหยียดแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก พอจะไม่เหยียดเสือกรู้สึกว่ามึงเหยียดแน่ๆ

ชอบตัวละครแม่บ้านสัดๆ หลอนเหี้ยๆ

12/04/17 – Triangle (Christopher Smith/ UK, Australia/ 2009) – 2.5/5

ชีวิตติดบ่วง

ในหนังแนวนี้ Predestination ทำไว้เลิศเลอที่สุดแล้ว ได้ดูเรื่องนี้ทีหลังเลยไม่ได้รู้สึกว้าวอะไร

แต่ชอบเงื่อนไขของตัวนางเอก ชีวิตปล่อยวางไม่ได้ก็เหนื่อยกันไป

12/04/17 –  John Wick (Chad Stahelski, David Leitch/ US/ 2014) – 3/5

ชอบภาคสองมากกว่าแฮะ ภาคนี้รู้สึกน้ำเน่า 555 แต่ก็เข้าใจเมื่อต้องปูพื้นตัวละคร ภาคนี้เลยเหมือนการจ๊อกกิ้งส่วนภาคสองนี่คือการวิ่งสปิ๊น

 

 

 

14/04/17 – What’s for Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha/ Japan/ 2017) – 2/5

คือเราเพิ่งดู Song of the Exile ไปไม่นานและชอบมากๆแบบว่าติดท๊อปประจำปีแบบชัวร์ๆน่ะ แล้วหนังเรื่องนี้มันดันทำให้เรารู้สึกถึงหนังแอนฮุนเรื่องนั้นตลอดเวลา สลัดไม่หลุด

ผลที่ได้คือรู้สึกว่าหนังลำไยเหลือเกินจนอยากให้แอนฮุยมาจิกตาใส่

 

14/04/17 – We Are X (Stephen Kijak/ UK, Japan, US/ 2016) – 4.5/5

ทำไมชีวิตพวกพี่ถึงดรามาติกขนาดเน้!

โห แล้วเพลงของพวกพี่อีก จากที่ไม่เคยใส่ใจฟังตอนนี้เริ่มอยากหามาฟังละ

ไม่แปลกใจละ ทำไมคนถึงกรี๊ดกันสลบจนถึงกับยอมตายตาม ชีวิตพวกพี่เอยมเพลงพวกพี่เอย ผมนี่ก็ยอมไปด้วยเลย

ต่อไปก็หาเพลงมาฟัง

15/04/17 –  The Pearl Button (Patricio Guzmán/ France, Spain, Chile, Switzerland/ 2015) – 5/5

ก้มลงกราบตีน

จากการค้นหาผู้เสียชีวิตในทะเลทรายแนบเคียงเรื่องราวทางดาราศาสตร์ใน Nostalgia For the Light เรื่องนี้ย้ายไปอยู่ในทะเล แนบอิงดาราศาสตร์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประวัติศาสตร์ native ในชิลี การ civilize และจุดจบอันสั่นสะเทือน

แม้ช่วงแรกที่เป็นการเกริ่นนำอันยาวกว่าชั่วโมงจะแอบน่าเบื่อ แต่พอมันเข้าสู่ประเด็นเท่านั้นแหละ ที่ว่าน่าเบื่อนั่นกลับมามีพลังหมดเลย สุดมาก

16/04/17 – Like Father, Like Son (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2013) – 2.5/5

แหงะ ไม่ชอบเลยอะ ไม่ชอบเลย

ไม่ซื้อเลยจริงๆกับเรื่องสายเลือดอะไรนั่น เช้ยเชย แถมหนังยังขยันบี้ประเด็นด้วยการซ้อนเรื่องแม่เลี้ยงเข้าอีก งืออออ

 

16/04/17 – The Neon Demon (Nicolas Winding Refn/ US, Denmark, France/ 2016) – 3/5

ชอบความเหวอแดกไม่แคร์ใดๆในช่วงท้ายมากๆ มีความตะวันออกแบบแดกเด็กเพื่อความเป็นอมตะ 555

วิชวลบ้าพลังหายห่วงตามสไตร์เรฟิน แต่เรื่องราววงการนางแบบและความงามอะไรนั่นเราเฉยๆ

ออ นี่มันหนังของ จีน่า มาโลน ใช่ไหม

17/04/17 – Sara (Herman Yau/ HK/ 2015) – 2/5

สาวฮ่องกงผู้อดีตโดนพ่อข่มขืนแต่ก็ยืนหยัดตัวเองมาได้จนเป็นนักข่าวฝีมือดี หลังเหตุการณ์ที่ไม่พอใจหนังสือพิมพ์ในสังกัดที่ตัดข่าวของเธออันเกี่ยวกับการค้าประเวณีในฮ่องกงออกเพื่อเอาไปลงโฆษณาแทน เธอจึงหนีมาพักผ่อนที่เชียงใหม่แล้วได้เจอกับกระหรี่เด็กนางหนึ่ง แล้วเธอก็รู้สึกผูกพันเพราะทำให้คิดถึงตัวเธอเอง เธอจึงอยากช่วยเด็กสาวผู้นั้น

ครึ่งแรกนี่น่าสนใจในแนวคิดของน้องนางเอกที่มองว่าการเอาตัวเข้าแลกของเธอในการไต่เต้านั้นไม่ใช่เป็นการ trade แต่คือการ barter (เพิ่มเติมเรื่องรักเข้าไปหน่อยเพื่อผลของดราม่า) แต่เสียดายที่ครึ่งหลังพอเข้าเรื่องกระหรี่ไทยปั๊บมันดันกลายเป็นภาพจำอันคุ้นเคยไป (หนูจน หนูโดนขายมา หนูน้องเลี้ยงดูที่บ้าน) ซึ่งมันอาจน่าสนใจก็ได้ในมุมของคนต่างชาติ(ในที่นี้คือฮ่องกงอะนะ) แต่เราไม่ค่อยโอ ผลคือมันเลยกลายเป็นหนังแบบคนต่างชาติมากอบกู้จิตวิญญาณของตัวเองด้วยการช่วยเหลือมนุษย์โลกที่สามไป ซึ่งมันน่าเบื่อ

20/04/17 – ตลาดอารมณ์ (สุวิทย์ ชุติพงษ์/ ไทย/ 2531) – 3/5

ขนบหนังนี่ละครไทยมากๆ นาถยา แดงบุหงา รับบทแม่เลี้ยงนักธุรกิจขี้เงี่ยน, รอน บรรจงสร้าง เป็นลูกเลี้ยงแสนดีที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา, พิศาล อัครเศรณี มาในบทนักธุรกิจเจ้าชู้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แน่นอนพร้อมกับความถนัดในเรื่องตบ-จูบ), ราตรี วิทวัส เป็นแฟนรอนมาจากอเมริกาแต่ก็เอาไม่เลือกและก็มี วันเพ็ญ จันทร์ตรี นักศึกษาสาวแสนดีที่ใครๆก็จ้องตะคลุบ ซึ่งทุกคนที่ว่าก็เกี่ยวพันขดไปขดมายุ่งเหยิงมั่วไปหมด

ชอบที่หนังมันบอกว่า “หญิงไทยเงี่ยนมาตั้งนานแล้ว!” ซึ่งแลดูทันสมัยกว่าหนังยุคนี้อีกอะ บทบาทการต่อปากต่อคำเชือดเฉียดนี่ก็สนุกมาก ตบเข่าฉาดๆๆ อาจจะเสียอยู่หน่อยตรงช่วงสรุปจบที่พี่เล่นคลี่คลายปมทุกอย่างของตัวละครออกมาล่อนจ้อนหมดเลย กลายเป็น moral cinema ไปแบบน่าเสียดาย

แต่เอ๊ะ! ดูจบแล้วหาข้อมูลก็เพิ่งรู้ว่าว่านี่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแรกเวอร์ชั่นเดียวของหนังเรื่องนี้ (เวอร์ชั่นแรกเป็นของปี 2517 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี/อรัญญา นามวงษ์ และกำกับโดย เนรมิต) นี่คือหนังปี 2531 กำกับโดย สุวิทย์ ชุติพงษ์ แถมยังหาข้อมูลอื่นๆยากมาก ขนาดวิกิฯของเรื่องนี้ดันเป็นเวอร์ชั่นละครของเอ็กแซ็กท์เมื่อปี 2554  โปสเตอร์หนังก็หาไม่มี T-T

ปล. เห็นนาถยา แดงบุหงา พยายามเงี่ยนโดยการลูบไล้ตัวเองแล้วก็ตลกดี

30/04/17 – Life Itself (Steve James/ US/ 2014) – 4/5

ข้อดี ดูแล้วมีพลัง อยากดูหนังเยอะๆ อยากเขียนถึงหนังเยอะๆต่อไป

ข้อเสีย ความจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ แค่จะเขียนนี่ยังไม่มีเวลา T-T

Film I’ve seen in March 2017

22/03/17 – The Salesman (Asghar Farhadi/ Iran, France/ 2016) – 2/5

ไม่รู้ว่าเพราะแนวคิดความเชื่อของเรากับในหนังมันต่างกันมากหรือเปล่า หนังมันจึงน่าเบื่อมากสำหรับเรา หงุดหงิดกับการตัดสินใจของตัวละครมากๆ

 

 

24/03/17 – Call of Heroes (Benny Chan/ China/ 2016) – 2/5

ดูบนเครื่อง เพลิดเพลินดี ให้อารมณ์หนังกำลังภายในยุคเก่าๆ ชอบการวางเงื่อนไขของเรื่องด้วยอำนาจล้นฟ้าผ่านตัวละครของ กู่ เทียนเล่อ แต่เสียดายที่มันไปไม่สุดแถบพลิกกลับมาแบบสวยๆ น่าเบื่อไปหน่อย

ซีนต่อสู้บนสะพานนี่ตลกมาก ไม่เข้าใจว่ามึงจะสร้างกับดักขึ้นมาทำไมให้ฆ่าตัวเอง

 

25/03/17 – Diet of Sex (Borja Brun/  Spain/ 2014) – 1/5

การเลียจิ๋มดูดจู๋ทั้งมวลในหนังไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตลกก็ไม่ตลก เสียเวลาชีวิต

 

 

 

27/03/17 – After The Storm (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2016) – 4/5

ตอนดู Still Waliking จบแล้วไม่อยากแก่ พอดูเรื่องนี้จบแล้วนอกจากเรื่องไม่อยากแก่แล้ว ยังมีความอยากรีบๆตายเพิ่มเข้าไปด้วย

โคริเอดะ ละเมียดละไมเหมือนเดิม แม้ไม่ได้ชอบเท่า Still Walking ที่เหมือนเป็นหนังพี่น้องกัน

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเน้นย้ำการพูดคุยระหว่างคนสองคนมากเป็นพิเศษ ซึ่งดี เพราะเหล่าความสัมพันธ์แรกเริ่มสุดมันก็เริ่มจากคนสองคนที่แหละ แล้วค่อยไปผูกร่วมกับผู้อื่นต่อไป

ชอบค่ำคืนของการติดพายุ การคลี่คลายเล็กๆในคืนนั้นและการจบด้วยความหวังล้มๆแล้งๆต่อไป

27/03/17 – Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi/ Japan/ 2016) – 4/5

ให้มันได้อย่างนี้ดิ หนังสัตว์ประหลาดแท้ๆแต่กลับไปเจาะลึกเรื่องการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นแบบจริงๆจังๆและเดินหน้าดุ๋ยๆแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น ซึ่งดี

ชอบมากๆกับการแก้ปัญหาต่างๆในหนังที่มันญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทุกอย่างมีระบบกฏเกณฑ์ชัดเจนและทุกคนพร้อมที่จะเดินทางและไม่แหกกฏใดๆ แม่งพีคมาก

ชอบเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วย ทุกอย่างในโลกล้วนคือการเมือง (ที่มีแต่บ้านเราเท่านั้นแหละที่บอกว่าไม่)

ตัวอย่างของการทำหนังชาตินิยมที่เก๋และดูดี